เมื่อผมไปแม่ฮ่องสอนครั้งแรก ๒

ชวนเที่ยวทั่วไทย

alt

ภาพนี้รถที่มาด้วยกันเข้าไปจอดที่ถนนในโรงแรมแล้ว รถพี่เชนอยู่ข้างหน้าเป็นรถ ฮอนด้า แอคคอร์ด รถของผู้ขียนจอดข้างหลังรถพี่เชน คือรถเซอฟิโร และรถที่มาด้วยกันจอดถัดไป 

   กว่าจะได้ออกจากร้านค้าที่อำเภอปายก็เป็นเวลามืดมากแล้ว แถวๆนั้นพอค่ำลงก็ไม่ได้ยินเสียงรถวิ่งแล้ว มองไปที่ข้างหน้าเห็นบ้านเรือนที่ปลูกอยู่ห่างๆกันแต่ละหลัง มีแสงไฟริบหรี่ริบหรี่ วอบแวบๆ

 ทีแรกทุกคนมีความเห็นว่าน่าจะกลับไปค้างคืนที่เขียงใหม่เสียดีกว่า ที่จะวิ่งไปแม่ฮ่องสอนเพราะว่าระยะทาง จากร้านค้านี้ไปเชียงใหม่จะใกล้กว่าจากนี่ไปแม่ฮ่องสอนเยอะ แต่พี่เชนแกไม่ยอม แกบอกว่าจะต้องไปพบกับเถ้าแก่ที่จะให้งานทำในตอนเช้าวันพรุ่งนี้ด้วย จึงจำเป็นที่จะไปค้างที่แม่ฮ่องสอนให้ได้ เมื่อเห็นความจำเป็นดังนี้แล้ว “ เอาไงเอากัน ไปก็ไป” คนที่มาด้วยกันคนหนึ่งบอก

ดังนั้นรถของพี่เชนนำหน้า โดยพี่เชนนั่งหลับไปเพราะว่าแก่ดีกรีไปหน่อย คนที่รู้จักกับพี่เชนอีก ๒ คันตามไป ส่วนผมเป็นคันสุดท้าย การขับรถกลางคืนในหนทางที่คดเคี้ยว ขึ้นๆลงๆ โค้งหักศอกนั้น ผมว่าก็ดีเหมือนกัน เพราะว่าเวลารถวิ่งนั้นสองข้างทางจะมืดสนิทมองไม่เห็นอะไร จะมองเห็นที่ไฟหน้ารถส่องไปเท่านั้น ตรงไหนเป็นเหว ตรงไหนเป็นไหล่เขาที่สูงมาก ก็มองไม่เห็นหรอกครับเพราะว่ามันมืด ทำให้เราไม่กลัวและตั้งใจขับไปข้างหน้าด้วยความระมัดระวังเท่านั้น

รถสี่คันวิ่งไล่ตามกันในระยะห่างกันพอสมควร ไม่ได้ตามจี้ตูดกันมากนัก เพราะว่าถ้ามีการเบรกอย่างกะทันหันแล้วจะได้ไม่ชนตูดกัน ถนนสายนี้ (เมื่อสิบกว่าปีที่ผมไป) ไม่ค่อยมีรถวิ่งเลยผมว่าขับมาเป็นชั่วโมงแล้วเพิ่งจะมีรถสวนไปคันสองคัน รู้สึกว่าจะเป็นรถใหญ่ๆคล้ายรถสิบล้อไม่มีหลังคา ลักษณะเป็นรถป่า (ที่ทำงานแต่ในป่าไม่ค่อยได้ออกมาถนนใหญ่) แต่ละคันจะมีคนนั่งมาด้วยหรือยืนที่กระบะท้ายหรือไม่ รถสวนกันเร็วและมืดมองไม่เห็น

ผมเป็นคนขับเพื่อให้ปลอดภัยที่สุดในทางที่ไม่เคยมา ผมเพ่งสายตามองไปข้างหน้าที่เดียวไม่ค่อยอยากจะกระพริบตาจนแสบตาไปหมด  คุณหวานภรรยาของผมเธอก็ช่วยผมมองไปข้างหน้า อย่างไม่อยากจะกระพริบตาเช่นเดียวกัน ข้างหน้าเป็นทางเลี้ยวมาก เลี้ยวน้อย ทางโค้ง ข้างหน้าเบรก เห็นไฟเบรกของรถคันหน้าแดงขึ้นวาบๆ คุณหวานต้องบอกผมทันที ในตอนนี้คุณหวานก็เงียบ ไม่มีเสียงคุยเป็นเพื่อนเหมือนเมื่อตอนที่ไปไหนกันไกลกันทุกครั้งที่ผ่านมา ประสาทแกคงตึงเครียดเหมือนกับผมที่จ้องมองทางอย่างไม่ลดละเลย

    วิ่งกันมานานซัก ๒ ชั่วโมง มองเห็นแสงไฟเลี้ยวของรถคันข้างหน้า ที่วิ่งต่อจากรถพี่เชนกระพริบให้สัญญาณไม่หยุด แล้วก็เห็นไฟเบรกของรถที่วิ่งนำหน้ารถผมสว่างขึ้น รถของพี่เชนอยู่คันหน้าสุดแล้วรถก็ค่อยๆชะลอความเร็วลง พวกผมอยู่ข้างหลังก็ค่อยๆชะลอรถตามแล้วหยุดที่ข้างถนน แต่ผมก็ไม่กล้าเบียดเข้าไปที่ไหล่ถนนมากเกินไป เพราะไม่รู้ว่าตรงนั้นถนนสูงมากน้อยแค่ไหน มีหลุมบ่อหรือเปล่า อากาศก็มืดเสียมองไม่เห็นจริงๆ และไม่รู้ว่าตรงนี้ถึงที่ไหนแห่งหนตำบลใดแล้ว

แสงไฟจากสปอร์ตไลท์ที่ใช้กับรถยนต์มาจากคันของพี่เชน ฉายมาทางรถที่อยู่ข้างหลัง พร้อมกับได้ยินเสียงคนขับรถของพี่เชน ซึ่งเป็นคนฉายไฟถามมา "รถเป็นอะไรวะ โชติ " " เบรกไหม้พี่ " เสียงนายโชติตอบ "มึงขับยังไงวะให้เบรกไหม้ได้ " เสียงนายเบิร์ตดังมาอีก แล้วเดินฉายไฟไปที่ล้อรถของนายโชติ ซึ่งจอดอยู่ข้างหลังไม่ห่างกันนัก ผมไม่ได้ลงจากรถยังคงนั่งดูเหตุการณ์อยู่เงียบเพราะว่าไม่รู้จะช่วยอะไรเขาได้   

ตั้งแต่ออกจากร้านค้าที่ไปดูมวยชิงแชมป์โลกแล้ว ผมภาวนามาตลอดทางขออย่าให้รถของผม หรือคันใดคันหนึ่งต้องมีเหตุขัดข้องอะไรเลย  อยากจะให้วิ่งรวดเดียวถึงแม่ฮ่องสอน แต่ตอนนี้ไม่ได้เป็นอย่างที่ผมภาวนาเสียแล้ว เพราะว่าอะไรจะเกิดขึ้นในระหว่างการเดินทางนี้เราไม่อาจจะรู้ล่วงหน้าได้เลย

แสงไฟใหญ่ของรถผมยังพุ่งไปข้างหน้าสว่างจ้า ผมยังไม่ดับเครื่องยนต์ยังนั่งมองเหตุการณ์อยู่ในรถ และยังไม่กล้าปลดล๊อกประตูออกด้วย ผมเพียงแต่เลื่อนกระจกข้างคนขับลงมานิดหน่อย เพราะว่าอยากฟังว่าเขาเป็นอะไรกัน เสียงพูดจากันโหวกเหวกท่ามกลางความเงียบ ว่าเบรกไหม้ ผมฟังแล้วตกใจพอสมควร นี่ขับถึงขนาดเบรกไหม้ไม่ใช่เรื่องธรรมดาเสียแล้วละ

การขับรถไปในที่ๆทางสูงต่ำเช่นขึ้นเขาลงเขาเป็นต้น คนขับรถรุ่นพี่ๆหลายคนเคยบอกเอาไว้ และบางแห่งเป็นส่วนใหญ่จะมีป้ายข้างทาง เตือนคนขับรถเสมอๆว่า ทางลงเขาให้ใช้เกียร์ต่ำ เพราะว่าเกียร์ต่ำนอกจากจะมีประโยชน์ตอนออกรถตอนแรกแล้ว ยังใช้เป็นเกียร์ต้านแรงดึงดูดของโลกในขณะที่เราพุ่งลงจากเขาด้วย

 และเพียงแต่ว่าเราเหยียบเบรกเบาๆ ผ่อนๆ ย้ำๆ อย่าเหยียบคาเอาไว้ ผ้าเบรกเมื่อสีกับจานเบรกมากเข้าก็จะเกิดความร้อนและไหม้ได้ สงสัยว่าคนขับรถที่เบรกไหม้นี้ คงจะไม่เคยได้ยินที่เขาพูดกันมาเป็นแน่แท้ เมื่อถึงทางลงเขาที่ชันมากๆจึงได้เหยียบเบรกเอาๆ จนกระทั่งเบรกไหม้

เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันอย่างนี้ ไม่มีทางอื่นที่จะซ่อมเบรกได้ พวกเราจึงจอดอยู่ตรงนั้นกว่าครึ่งชั่วโมง เพื่อให้เบรกของรถคันที่เบรกไหม้เย็นลงบ้าง มีคนเคยบอกว่าถ้าเบรกไหม้ห้ามไม่ให้เอาน้ำมาราดเพื่อให้มันเย็นลง จะทำให้โครงสร้างของเบรกเสียหาย คดงอผิดรูปได้

  เพราะว่ากำลังร้อนจัดๆอยู่แล้วถูกความเย็นทันทีก็มีสิทธิ์เป็นดังที่เขาบอกได้ ส่วนผ้าเบรกนั้น ผู้รู้ก็บอกอีกว่า ให้เปลี่ยนผ้าเบรกเสียเลย อย่าเอาไปใช้ต่อไป เบรกจะลื่นไม่จับกับจานเบรก เพราะว่าถูกความร้อนจนไหม้ไปหมดอายุแล้ว

ถึงอย่างไรในคืนนี้และที่นี่เราเปลี่ยนผ้าเบรกตรงนี้ไม่ได้แน่นอน เพราะว่าตอนนี้มองไม่ออกไม่รู้ว่าอยู่แห่งหนตำบลใด และต่อจากนี้ไปพวกเราต้องวิ่งช้าๆ เพื่อให้รถคันที่ผ้าเบรกไหม้ประคองตัวไปได้ ให้ถึงแม่ฮ่องสอน รุ่งเช้าจึงไปเข้าอู่ให้เขาเปลี่ยนให้

รถของพี่เชนนำหน้าเช่นเคย รถที่เบรกไหม้ก็วิ่งตามไปเรื่อยๆ โดยวิ่งช้ากว่าก่อนหน้านี้ประมาณ ๑ เท่า เช่นเมื่อขามาวิ่งด้วยความเร็ว ๑๒๐ กม/ ชม ก็วิ่งเหลือ ๕ – ๖๐ กม./ ชม.เท่านั้น ผมอยู่คันหลังสุดรั้งท้ายเหมือนตอนแรกๆ ก็ได้อาศัยรถคันหน้าของพี่เชน เป็นรถนำทาง ตรงไหนขึ้นเขา ลงเขา เลี้ยวโค้ง จะมองเห็นไฟหน้าของรถพี่เชนส่องไป เรามองเห็นความเคลื่อนไหว ของรถคันหน้าทำให้เรารู้ล่วงหน้าว่าจะเตรียมตัวทำอย่างไร

 การเดินทางช่วงนี้ช้ามาก แต่วิ่งกลางคืนในทางที่โหดๆอย่างนี้ ให้ช้าๆไว้แหละดีจะได้ไม่เสี่ยงกับการเกิดอุบัติเหตุ ผมบอกให้คุณหวานหยิบขนมปังไส้ลูกเกดออกมา ขนมปังนี้ผมซื้อเตรียมมาตั้งแต่เมื่อวาน กะว่าจะกินเล่นมาตามทาง แต่เหตุการณ์ผิดคาดไปหมด จนลืมเอามากินเพิ่งจะเอามากินในตอนนี้เมื่อรู้สึกหิวแล้ว กว่าจะถึงถนนเรียบๆและสองข้างทางมีบ้านคนหนาแน่นบ้าง โดยอาศัยดูจากแสงไฟฟ้าที่เขาเปิดไว้ ก็ดึกแล้ว จึงได้อุ่นใจว่านี่พวกเราเข้าเขตุแม่ฮ่องสอนแล้ว แต่ก็ยังไม่รู้ว่าถึงตรงไหนอยู่ดี

 นึกไปแล้วก็ยังโกรธพี่เชนไม่หาย แกไม่น่าจะโอ้เอ้ขนาดนี้เลย ที่จริงตามที่พวกราคิดไว้ จะถึงจังหวัดแม่ฮ่องสอนไม่น่าจะเกิน ๕ หรือ ๖ โมงเย็นหรืออย่างช้าก็ทุ่มนึงเท่านั้น เพราะว่ามาถึงเชียงใหม่เพียงเที่ยงเท่านั้นเอง นี่ผิดเวลาไปมาก มาถึงซะเกือบ  ๕ ทุ่ม แล้วยังจะต้องตระเวนหาที่พักอีก  ต่างคนต่างก็ไม่เคยมาคงจะยุ่งพิลึก ลำพังผมสองคนกับคุณหวาน ถ้าไม่มีที่พักผมก็ไม่ห่วงอะไร ผมกินขนมปังไส้ลูกเกดไปคนละ ๒ ชิ้นใหญ่ๆ ซัดน้ำเข้าอีกคนละหลายอึกอิ่มตื้อ  และผมนอนในรถผมก็ได้ เพราะว่าผมมากันเพียงสองคนเท่านั้น แต่คนอื่นๆนะซิ เช่นรถพี่เชนก็ ๕ คนเข้าไปแล้ว แล้วอีก ๒ คันที่มาด้วยกันนั้น คันละหลายคนแถมยังมีเด็กๆมาสองสามคนด้วย ดังนั้นถึงอย่างไรก็ต้องหาที่พักให้ได้ละพวกเราเอ๋ย

ไม่นานนักพวกเราก็วิ่งเข้าเขตุตัวเมือง สองข้างทางเริ่มมีตึกแถว มีร้านค้า อาคารพาณิชย์หนาแน่นแต่ร้านค้าบ้านเรือนต่างนี้ปิดหมดแล้ว พวกเราวิ่งตามกันไปเรื่อยสักพักหนึ่งก็ดูเหมือนว่าจะเข้ามาในตลาดชานเมืองที่มีตึกแถวสองข้างแล้ว

 

 

alt

เริ่มเข้าชานเมืองของจังหวัดแม่ฮ่องสอนแล้ว

 รถคันหน้าก็คือรถพี่เชนให้สัญญาณไฟกระพริบ แล้วจอดลงข้างทาง พวกเราก็จอดเรียงกันเป็นแถว คนที่ขับรถให้พี่เชนมาเขาชื่อนายโรเบิร์ต คนๆนี้เป็นช่างประจำรถทุกคันของพี่เชน และเป็นช่างประจำรถของผมด้วย ดังนั้นผมจึงรู้จักกันดีกับนายโรเบิร์ต และทุกคนในครอบครัวของเขาด้วย
นายโรเบิร์ตเดินเกร่มาบอกพวกเราว่า “ ผมจะเข้าไปถามที่โรงแรมตรงข้ามถนนนี้ว่ามีที่พักหรือเปล่า รอตรงนี้กันก่อนนะครับ ” พูดพลางนายโรเบิร์ตก็เดินข้ามถนนไปอีกฝั่งหนึ่ง ตอนผมขับรถอยู่ผมจึงก็ไม่ได้ทันสังเกตว่ามีโรงแรมตรงนี้เลย

 

 

alt

นายโรเบิร์ต คนสนิทของพี่เชน เป็นคนขับรถให้พี่เชนตลอดการเดินทางครั้งนี้

สักครู่หนึ่งนายโรเบิร์ตออกมา แล้วยืนพูดอะไรกับพี่เชนผมไม่ได้ยิน เพราะว่าผมอยู่คันท้ายสุด เห็นพี่เชนลงจากรถแล้วเดินเข้าไปข้างในโรงแรมกับนายโรเบิร์ต ไม่นานพี่เชนก็กลับออกมาบอกพวกผมว่า

 “พนักงานของโรงแรมบอกว่า ห้องเต็มหมด แต่ถ้าจะเอาจริงๆ ก็มีห้องพักเป็นลักษณะคล้ายห้องแถวไม้ชั้นเดียว เก่าๆสักหน่อย แยกอิสระไม่ได้รวมอยู่กับตึกใหญ่ ห้องแถวที่ว่านี้อยู่ด้านข้างของโรงแรม อยู่ในบริเวณรั้วโรงแรมด้วยกัน แต่ก็พักได้ พวกเราเอาที่นี่แหละดึกแล้วขี้เกียจไปตระเวนหา ตอนนี้ทุกโรงแรมน่าจะเต็มหมดเพราะว่าสงกรานต์พอดี ”

พี่เชนอธิบายให้พวกเราฟัง ที่จริงพี่เชนเอาตรงไหนก็ได้ เพราะว่าพวกผมก็ต้องตามอยู่แล้ว ไม่น่าจะมีใครมีปัญหา ผมบอกว่า “อะไรก็เอาๆเถอะรีบๆเข้า จะได้ให้พวกผู้หญิงและเด็กๆได้นอนพักกันซะที พวกมันเมื่อยและง่วงแย่กันแล้ว แค่คืนเดียวเองผมว่าจะไปเลือกอะไรกันนักหนา ถ้าไม่ดีพรุ่งนี้เราค่อยหาเอาไหม่ก็ได้นะพี่  ” ผมให้เสียงกระชากๆกับพี่เชน เพราะว่ารู้สึกชังนักหนาที่แกนำความลำบากมาให้พวกเรา แต่พี่เชนแกไม่ได้สนใจ พี่เชนไม่ตอบอะไรพยักหน้าเป็นอันว่าตกลงตามนี้

 แล้วนายโรเบิร์ตก็ขับรถนำเลี้ยวรถเข้าไปก่อน พวกผมตามเข้าไปจอดรถที่หน้าห้องพักของโรงแรม ซึ่งเป็นที่แคบๆที่หน้าห้องแถวไม้ พี่เชนไปติดต่อพนักงานของโรงแรมอีกที เพื่อให้พนักงานของโรงแรมมาเปิดห้อง เปิดไฟ เปิดแอร์ให้ พี่เชนชี้ไปทางห้องริมแล้วบอกผมซึ่งยืนอยู่ใกล้ๆ 

“ พี่เอาห้องริมก็แล้วกันนะครับถ้าไม่ดีอย่างไรแล้วละก็ พรุ่งนี้เราค่อยหาเปลี่ยนใหม่ก็แล้วกัน  ” ผมกับคุณหวานคว้ากระเป๋าเดินทาง ที่ใส่สัมภาระเสื้อผ้าเต็มแน่นลงมาจากรถ กดรีโมทล๊อกรถเรียบร้อยแล้วก็เดินตามคุณหวานไปที่ห้องริมทันที

 การเดินทางที่ไม่มีแผนการเดินทางก็เป็นอย่างนี้ จึงผิดพลาดโดยไม่น่าผิดพลาดอย่างนี้ในครั้งนี้ ผมก็ยังนึกเคืองๆพี่เชนอยู่ว่า ไม่น่าจะมาถึงดึกดื่นอย่างนี้เลย โอ้เอ้ไม่เข้าเรื่องจึงได้มาเป็นอย่างนี้ เพื่อนฝูงลูกเล็กเด็กแดงลำบากกันหมด ระยะทางก็ใกล้ๆซะเมื่อไหร่ และคิดในใจว่าคราวหน้าคราวหลังจะไม่ไปไหนกับพี่เชนอีกแล้ว (แต่ก็ยังไปกับพี่เชนในที่ต่างๆอีกหลายครั้งในเวลาต่อมา)

พนักงานของโรงแรมเปิดห้องให้แล้วก็บอกนั่นนี่ ผมให้ทิป ๒๐ บาทเป็นธรรมเนียม คุณหวานบอกว่าให้น้อยไปหน่อย ผมบอกคงไม่เป็นไรมั๊งเพราะว่าเขายังไม่ได้บริการอะไรเลย และผมก็อารมณ์ไม่ดีอยู่ด้วย  เมื่อเข้าไปในห้องแล้ว มองดูรอบๆจากแสงไฟที่ไม่สว่างมากนัก ซึ่งเหมือนๆกับโรงแรมโดยทั่วไป มองดูแล้วอะไรๆต่างๆมันเก่าไปหมดเหมือนดังที่เขาว่าจริงๆ

ห้องที่เป็นแถวๆนี้คงเป็นของโรงแรมที่เปิดมาตั้งแต่แรกๆ จนมาถึงตอนนี้ก็คงใกล้จะปลดเกษียณแล้ว อีกไม่นานทางโรงแรมคงรื้อทิ้ง แล้วก็สร้างขึ้นมาใหม่อย่างทันสมัยเหมือนที่อื่นๆเขาก็ทำกัน

เสียงแอร์ดังสนั่นเหมือนจะเก่าแก่เสียเต็มประดา ถ้าเป็นรถยนต์ก็คงจะวิ่งมาเป็นหลายแสนกิโลเมตรแล้ว เตียงนอน ตู้ใส่เสื้อผ้า กระจกแต่งตัว  ล้วนแต่เป็นของเก่าๆทั้งสิ้น ที่ว่าเก่านั้นคือของใช้ต่างๆเป็นเหมือนของบ้านโบราณ บ้านคุณหลวงคุณพระอะไรอย่างนั้น เอ..! หรือว่าเขาแต่งเป็นสไตล์ให้เก่าๆอย่างนี้ ให้สมกับที่ห้องนี้เป็นห้องแถวไม้เก่าๆ ผมคิดเข้าไปนั่น

ผม เข้าไปปัสสาวะในห้องน้ำ สุขภันฑ์ล้วนแต่เก่ามากๆ ชักโครกเป็นรุ่นโบราณซะจริงๆ ไม่รู้ยี่ห้ออะไรลบเลือนไปหมดแล้ว ฝักบัวก็เก่าแก่จะใช้ได้หรือเปล่าก็ไม่รู้ ผมบอกคุณหวานว่า “เอาเสื้อผ้าออกมาหมดแล้วก็ไปอาบน้ำก่อนเถอะ เสร็จแล้วนอนเลย โทรทัศน์ไม่ต้องเปิดดูหรอก เมื่อยแย่แล้ว ” คุณหวานจัดของใช้ที่จำเป็นขึ้นมาวางไว้ที่หน้ากระจกแต่งตัว เช่น แปรงสีฟัน ยาสีฟัน หวีสำหรับหวีผม กระป๋องแป้งและเครื่องสำอางบางอย่างของเขาเอง เสร็จแล้วนุ่งผ้าขนหนูผืนใหญ่ที่เอามาเอง เข้าไปห้องน้ำ ตอนนั้นดีนะที่เป็นเดือน เมษายน (๑๓ เมษายน ๒๕๔๐) อากาศร้อนจึงไม่ต้องใช้น้ำอุ่นอาบ ถ้าเป็นหน้าหนาวละก็แย่แน่ เพราะไม่มีน้ำอุ่นให้ด้วย

 คืนนั้นผมกับคุณหวานหลับสนิท เพราะว่าเมื่อยมากกับการขับรถนั่งรถ มาอย่างยาวนานเป็นประวัติการณ์ และมีเรื่องให้กังวลใจตลอดเวลาเกี่ยวกับการเดินทาง

 

alt

ครอบครัวของผู้ที่มาด้วยกัน มีเด็กและสุภาพสตรีหลายคน กำลังเดินไปที่ห้องอาหารของโรงแรม

เช้าแล้วผมกับคุณหวานตื่นขึ้นมาแต่เช้าอาบน้ำกันเสร็จแล้ว เปิดประตูห้องออกมาสูดอากาศภายนอกกันก่อน เพราะว่าภายในห้องอากาศอับชื้นอย่างไรพิกล เมื่อคืนหลับกันอย่างสบายคงเป็นเพราะเมื่อยมากจึงไม่ได้สนใจอะไรทั้งนั้น

พี่เชนและพี่อ้วน (ภรรยาพี่เชน) พร้อมด้วยนายโรเบิร์ตพร้อมด้วยลูกสาวและภรรยาของเขา แต่งตัวเสร็จแล้วมายืนคุยกันที่หน้าห้องแถว เมื่อเห็นผมกับคุณหวานออกมาจึงกวักมือเรียก ผมเดินไปหา พี่เชนบอกว่า

“ ไอ้โชติที่รถมันเบรกไหม้เมื่อคืนนี้ มันไปหาอู่เปลี่ยนเบรกแต่เช้าแล้ว ”  “แล้วทำไมเขารู้จักอู่ซ่อมล่ะ ” ผมถามพี่เชน พี่เชนบอกว่า “เขาคงรู้มั๊ง ผมเห็นเมื่อคืนไอ้โชติยืนคุยกับพนักงานโรงแรม คงถามกันเรื่องนี้แหละ ”

พี่เชนชวนผมและคุณหวานไปกินกาแฟ ที่ห้องอาหารของโรงแรมแล้วเดินนำไป ผมไม่กินกาแฟ ผมและคุณหวานจึงสั่งข้าวต้มปลาร้อนๆมากินคนละชาม เท่านี้เองอาหารเช้าของผม ไม่เรื่องมากยุ่งยากอะไรนักหนาเกี่ยวกับเรื่องอาหาร ในการมาเที่ยวต่างถิ่นอย่างนี้

ขณะกินมื้อเช้าพี่เชนบอกว่า ๒ โมงเช้านี้ ผมต้องไปคุยธุระของผมให้เสร็จเสียก่อน ให้ทุกคนรออยู่ที่โรงแรมนี้อย่าเพิ่งไปไหน เมื่อเสร็จธุระแล้ว ต่อจากนั้นเราก็ไปเที่ยวกัน ตัวพี่เชนแกก็วางแผนเที่ยวโน่นเที่ยวนี่เสียดิบดี ผมไม่ได้ทักท้วงอะไรให้เป็นเรื่องของพี่เชนแก ตอนหลังแกบอกว่า ถ้าวันนี้พวกเรายังเที่ยวกันไม่พอก็อยู่ต่อกันอีกสัก ๒ คืนก็ได้นะ

 

alt

พี่เชนที่ห้องอาหารของโรงแรม กำลังรับประทานข้าวต้ม

พวกที่มาด้วยกันก็ออกไปหาข้าวเช้ากินกัน ต่างคนต่างไปเพราะว่าอาหารการกิน พี่เชนแกไม่ได้บริการเลี้ยงด้วยต้องหากินกันเอาเอง พี่เชนแกไปธุระของแกกว่าจะกลับมาก็เกือบเที่ยงวัน พวกที่มาด้วยกันนั้นก็ต่างขลุกกันอยู่ในห้องของโรงแรม นั่งบ้างนอนบ้างพักผ่อนไปในตัว รถที่เอาไปเปลี่ยนผ้าเบรกเมื่อเช้าก็เอากลับมาจอดที่ลานจอดรถของโรงแรมนานแล้ว ได้ความว่าช่างเขาทำประเดี๋ยวเดียวก็เสร็จ

พี่เชนกลับมาก่อนเที่ยงเล็กน้อย แล้วก็เรียกรวมพลทันที แล้วบอกว่า “ บ่ายโมงเราจะไปเที่ยวที่หมู่บ้านกระเหรี่ยงคอยาวกันเป็นที่แรก”  พี่เชนหยุดพูดชำเลืองดูว่าจะมีใครสงสัยถามอะไรหรือเปล่า แล้บอกอีกว่า “ผมไปเช่ารถตู้เอาไว้แล้ว เป็นรถบริษัทที่พาไปเที่ยวโดยเฉพาะ ส่วนรถของพวกเราก็จอดเอาไว้ที่โรงแรมนี่แหละ ”

 พวกเรารับรู้แล้วก็เตรียมตัวที่จะไปเที่ยวกัน และรอรถตู้ที่จะมารับบ่ายโมงตรง แล้วเรื่องที่คิดจะย้ายโรงแรมกันตั้งแต่เมื่อคืนนั้นยังไม่มีใครพูดถึงกันเลย หรือว่าเพื่อความสะดวกไม่ยุ่งยากก็พักมันเสียที่นี่แหละ น่าจะอีกคืนเดียวเท่านั้นเอง.

อ่านตอน ๓ ได้เร็วๆนี้ที่นี่ที่เดียวเท่านั้น

alt

ปฏิพัทธ์ ปลาทอง เขียน ๒๖ ตุลาคม ๒๕๕๕

 

จำนวนผู้เข้าชม: 3419
ความเห็น (0)Add Comment

เขียนแสดงความเห็น
อนุญาติให้เฉพาะสมาชิกเท่านั้นที่สามารถเขียนแสดงความเห็นได้ โปรด Login หรือ ลงทะเบียน

busy
 
คุณ ๆ ที่แวะเข้ามาชมเวบเจ็ดเสมียน มีอายุเท่าไรกันบ้างครับ
 
เวบเพื่อนบ้าน
เรารักสุพรรณฯ
จำนวนผู้เยี่ยมชม
 วันนี้85 
 เมื่อวานนี้118 
 สัปดาห์นี้85 
 เดือนนี้3576 
 ทั้งหมด641637 

(C) Fliesenstadt
ผู้ที่กำลังใช้งาน
เรามี 89 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
เรื่องใหม่