หมาที่บ้านและนายไพบูล ตอนที่ ๑

บทความ-เรื่องสั้น

คนกับหมาภาค 2

19873

  เมื่อได้หมามาใหม่ ๓ ตัว เราก็เลี้ยงดูพวกมันอย่างดี พวกมันวิ่งเล่นกันอย่างสนุกสนาน ร่างกายเจริญเติบโตกันอย่างรวดเร็ว เวลานี้ที่บ้านมีทั้งหมาเก่าและหมาใหม่ที่มาเพิ่มขึ้นรวมเป็นหลายตัว นับแต่หมารุ่นเก่าๆที่ได้ตายลงไปแล้ว ก็มีหมาที่เหลืออยู่คือ เจ้าโต ซึ่งเวลานี้เป็นหมาที่เก่าที่สุด ซึ่งก็แก่มากแล้วเป็นไปตามกาลเวลา เจ้าโตนี้เป็นหมาที่อยู่กับเรามาตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ เป็นหมาเก่าของเจ้าของเดิมเขาเลี้ยงเอาไว้

  เจ้าโตเป็นหมาพันธ์ไทยจึงเลี้ยงง่ายและมีความทรหดอดทนตามประสาหมาไทยโดยทั่ว ๆไป ในตอนนี้เจ้าโตจึงเป็นหมาที่มีอาวุโสมากที่สุด ทำตัวเป็นจ่าฝูง เป็นหัวหน้า โดยที่ไม่มีตัวไหนมาเทียบรุ่นได้ นอกจากนั้นก็มีเจ้ามะขาม ซึ่งเป็นรุ่นลูกของเจ้าโต เจ้ามะขามนี้เป็นลูกชายของนังต่าย ซึ่งลูกของนังต่ายนี้เหลืออีกเพียงตัวเดียวเท่านั้น เวลานี้เจ้ามะขามโตขึ้นมาทันกับเจ้าโตแล้ว เจ้ามะขามเป็นหมาพันไทยแต่ ขนด่างๆมีลักษณะเป็นขนสามสี มองดูก็สวยงามน่ารักดี

alt

 เจ้าโต หมาตัวแรกที่อยู่ด้วยกันตั้งแรกๆ จนในตอนนี้อายุมากแล้ว

ต่อมาที่บ้านก็ได้ลูกหมามาอีก ๓ ตัว คือ มอม แมม และแตงโม เพิ่มมาอยู่ที่บ้านซึ่งได้เล่ามาแล้ว ในตอนนี้จึงมีหมาใหญ่และเล็กรวมแล้ว ๕ ตัว ทั้งหมดก็อยู่กันได้ด้วยดีมีความเป็นอยู่รวมกันอยู่เป็นพวกเป็นหมู่ ไม่นานนักหมา ๓ ตัวที่ได้มาใหม่ก็เติบโตเป็นหมาวัยรุ่นที่ร่างกายแข็งแรง วิ่งเล่นกับรุ่นพี่ๆได้อย่างสบาย

  มีหมาหลายตัวนี้การเลี้ยงดูก็เป็นภาระมาก เราต้องซื้อปลายข้าวมาครั้งละเป็นกระสอบ เพื่อต้มหุงหาให้พวกมัน ซื้อโครงไก่สดมาครั้งละหลายๆกิโล เอามาต้มและก็สับเป็นชิ้นเล็กๆผสมกับปลายข้าวที่หุงแล้ว ปรุงอย่างดี เลี้ยงทั้งเช้าและเย็น อันนี้เป็นภาระมากที่สุดที่เสียทั้งเวลาและค่าอาหารมากมาย แต่ในเมื่อเลี้ยงมาแล้วก็ต้องเลี้ยงต่อไป

alt

 ตอนเย็นๆผมจะมาโปรยอาหารเม็ดให้ปลาที่เลี้ยงไว้ดูเล่น จะมีหมาบางตัวที่เลี้ยงไว้มารุมล้อม ตัวด่างๆตรงกลางคือเจ้ามะขาม

เจ้าโตก็ยังทำหน้าที่เป็นหัวหน้าหรือจ่าฝูงตลอดมาแม้ว่าเจ้ามะขามจะหมั่นไส้บ้าง และคอยต่อต้านหรือแฮ่ๆใส่เจ้าโตก็เคยมี เจ้าโตนั้นดูท่าทางรังเกียจเจ้ามะขามเสียเหลือเกิน คอยข่มเหงเจ้ามะขามอยู่ตลอดเวลา จนในที่สุดเจ้ามะขามถึงกับอดทนไม่ไหว จึงได้ตามนายบูนไปอยู่บ้านนายบูน ซึ่งบ้านของนายบูนก็อยู่ไม่ห่างจากบ้านผมเท่าไรนัก เพียงแต่มีนาของชาวบ้านกั้นไว้ มองเห็นบ้านของนายบูนเป็นอย่างดี

  เจ้ามะขามตามนายบูนไปอยู่ที่บ้านนายบูนเป็นการถาวร คงจะเป็นเพราะว่ามันเบื่อเจ้าโตมากและถ้าหาก ว่ามันจะสู้ก็จะสู้เจ้าโตไม่ไหว มันจึงได้ไปอยู่ที่บ้านนายบูนเพื่อตัดปัญหาต่างๆ นับจากวันนั้นมาหมาที่บ้านก็อยู่กันอย่างเป็นสุข แต่ก็มีบางครั้งที่นายบูนมาทำงานที่บ้าน เจ้ามะขามก็ติดตามนายบูนมาด้วย แต่ก็ไม่มีปัญหาอะไร มันจึงตามนายบูนมาที่บ้านบ่อยๆ สักพักหนึ่งมันจึงกลับไปที่บ้านนายบูนเอง ดูท่าทางเจ้ามะขามจะมีความสุขในการที่ได้ไปอยู่กับนายบูนมากทีเดียว สังเกตดูจากร่างกายของมันอ้วนพี มีน้ำมีนวลขึ้นเยอะ คงเกิดจากความสบายใจของมันนั่นเอง

  เมื่อเจ้ามะขามได้ไปอยู่ที่บ้านนายบูนนานวันเข้า จึงได้หมาแถวๆนั้นเป็นเพื่อนด้วยอีกหลายตัว มันก็มีความสุขตามประสาของมัน ในตอนเย็นๆผมเห็นเจ้ามะขามกับพวกของมันออกมาวิ่งเล่นที่ทุ่งนาข้างๆบ้านเสมอๆ และหมาที่บ้านผมก็เช่นเดียวกัน มีเจ้าโตเป็นหัวหน้าก็พาพวกลูกน้องของมันไปวิ่งเล่นที่ทุ่งนา รวมกลุ่มกับพวกเจ้ามะขาม วิ่งกันฝุ่นตลบ เป็นอย่างนี้แทบทุกวัน ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น และขณะนี้ หมา ๓ ตัวที่เอามาเลี้ยงนั้นก็โตขึ้นมากแล้ว

  จนกระทั่งวันหนึ่ง ในตอนเย็นผมกลับมาจากที่ทำงานแล้ว กลับมาถึงบ้านเห็นเจ้าโตนอนซมอยู่ที่ข้างๆบ้าน เนื้อตัวมอมแมม เหมือนไปคลุกโคลนที่ไหนมา จึงจอดรถลงไปดู เห็นเจ้าโตได้รับบาดเจ็บที่หู มีรอยหูฉีกขาดเลือดไหลโทรม ที่ขาและลำคอมีรอยเหมือนถูกกัดเลือดไหล เพิ่งจะสดๆ

  จึงถามคนที่บ้านว่า “เจ้าโตมันเป็นอะไร ” คนที่บ้านจึงเล่าว่า “เมื่อตอนบ่ายมากแล้ว พวกมันสี่ห้าตัวก็ไปวิ่งเล่นกันที่ทุ่งนาข้างๆบ้านเหมือนอย่างเคย แต่ไม่รู้ว่าเป็นอะไร เจ้าโตถูกหมาของเราเองรุมกัด และสู้กันอย่างดุเดือด เจ้าโตตัวเดียวถูก มอม แมม โม และเจ้ามะขามรุมกัดรุมทึ้งอย่างขนานใหญ่ แม้ว่าเจ้าโตจะเป็นหมาใหญ่มีลักษณะเป็นหัวหน้า แต่ว่าตัวเดียวหรือจะสู้หมาซึ่งเป็นหมาวัยหนุ่ม ๔ ตัวได้ จึงได้ถูกรุมกัดอย่างสะบักสะบอมขนาดนี้ ”

  ผมคิดว่าพวกหมาทั้งหลายคงจะหมั่นไส้เจ้าโตเต็มทีแล้ว จึงได้ลุกขึ้นมาต่อสู้ และรุมกัดเจ้าโตมีอาการเจ็บหนักอย่างที่เห็น เจ้าโตนอนซมหมดสภาพมองหน้าผมเฉยด้วยดวงตาละห้อย ผมจึงรีบไปเอายา “เบตาดีน ” ซึ่งใช้สำหรับใส่แผลของคนมาหยดใส่ให้ตามแผลต่างๆที่มันโดนกัดมา ยานี้ผมเคยหยดให้พวกหมาในบ้านนี้เป็นประจำ เมื่อเวลามันไปโดนกัดหรือมีบาดแผลมาจากหมาข้างๆบ้านหรือหมาที่อื่นๆ และก็ใช้ได้ผลดีมาทุกครั้ง

  ครั้งนี้เจ้าโตโดนกัดมามากเหลือเกิน แต่ผมก็คิดว่าหยอดยาให้แล้วอีกไม่กี่วันก็คงจะหายและกลับมาเป็นหัวหน้าฝูงเหมือนอย่างเคย ผมมองดูเจ้าโตด้วยความสงสารแต่ไม่รู้ว่าจะช่วยมันได้มากกว่านี้ได้อย่างไร

  เจ้าโตเป็นหมาที่มีอายุมากแล้ว ถ้าคิดเปรียบกับคนก็คงชราภาพมากที่สุดแล้ว อายุก็คงจะเลย ๑๐ ปีขึ้นไป เจ้าโตไม่ได้เป็นหมาที่ผมเลี้ยงมาตั้งแต่เล็กๆ แต่เป็นหมาที่เจ้าของที่เดิมเลี้ยงมันมานานแล้ว และตั้งแต่มาอยู่กับผมต่อจากเจ้าของเดิมอีก ๕ ปี ผมว่าอายุจริงๆของมันคงจะเลย ๕ ปีขึ้นไป จึงเป็นหมาที่แก่ที่สุด กำลังวังชาก็เหลือน้อย จึงสู้กับพวกหมาที่ยังหนุ่มๆอยู่ไม่ได้เลย เจ้าโตแสดงความเป็นหัวหน้าที่ไม่มีใครกล้าหือก็ด้วยมีบารมีเก่าๆนั่นเอง

  ผมใส่ยาให้มันเสร็จแล้วก็เดินขึ้นบ้านไปและคิดว่าอีกไม่นานก็คงจะหายจากอาการเหล่านี้ตามประสาหมา ขึ้นบ้านไปแล้วก็ไม่ได้คิดอะไรอีก ในคืนนั้นผมก็ลืมเรื่องเจ้าโตไปเลย

  จนกระทั่งรุ่งเช้านึกถึงเจ้าโตได้ ก่อนออกไปทำงานผมจึงแวะไปข้างๆบ้านเพื่อไปดูมันสักหน่อยว่ามันจะเป็นอย่างไรบ้าง มองดูแต่ไกลก็เห็นเจ้าโตนอนเฉยอยู่ ไม่ได้กระดิกตัวแต่อย่างใด ตามปกติแล้วนิสัยของหมา เมื่อมีใครเดินผ่านก็มักจะกระดกหัวขึ้นมามอง เมื่อเป็นคนที่รู้จักมันก็จะกระดิกหางให้ แต่นี่เจ้าโตกลับเงียบเฉยไม่ได้กระดุกกระดิกร่างกายเลย อยู่อย่างไรก็อยู่อย่างนั้น จนกระทั่งผมเดินเข้ามาใกล้และจับที่หัวของมันเขย่าดู

  แล้วผมก็ใจหายวาบ เจ้าโตตัวแข็งทื่อไม่เคลื่อนไหว จึงรู้ว่าเจ้าโตตายเสียแล้วในคืนนั้นเอง เมื่อเจ้าโตตายแล้ว ผมจึงตะโกนบอกคุณหวานแม่บ้านของผม คุณหวานรีบออกมาดูพร้อมด้วยน้องพิมซึ่งเป็นหลานของผม มาดูกันแล้วคุณหวานทำหน้าสงสารเจ้าโตมาก น้องพิมทำท่าจะร้องไห้สงสารมัน “ไม่เป็นไรหรอก มันถึงคราวตายแล้ว เพราะว่าอายุมันก็มากแล้ว อย่าได้เสียใจไปเลย ” ผมสั่งว่าให้บอก (นายบูน) ซึ่งเป็นคนสวนของผม “ให้ตาบูน เอาไปฝังที่ท้ายไร่นะ ให้อยู่ในที่ตรงฝังเจ้ามะยม ให้มันอยู่ด้วยกัน อย่าเอาไปทิ้งที่อื่นอย่างเด็ดขาด ” แล้วผมก็ออกจากบ้านไปพร้อมๆกับคุณหวาน ซึ่งทำงานที่ร้านของเราในที่เดียวกัน

  นับจากวันที่เจ้าโตตายไปแล้ว ที่บ้านจึงมีหมาที่เหลืออยู่เพียง ๔ ตัวเท่านั้นรวมทั้งเจ้ามะขามด้วย  เจ้ามะขามซึ่งมีอาวุโสสูงที่สุดก็เลยทำตัวเป็นหัวหน้าอย่างออกหน้าออกตา คอยดูแลหมาเด็กๆที่อ่อนกว่าแสดงความเป็นหัวหน้าอย่างเต็มภาคภูมิ หมาที่เหลือทั้งหมดนี้ก็วิ่งเล่นกันอยู่ในไร่อย่างมีความผาสุกตลอดมา

  จนวันหนึ่งหลังจากเจ้าโตตายไปไม่นานนัก ลูกชายของผมขับรถเข้าไปในวัดบางขวากซึ่งอยู่ๆไม่ไกลจากบ้านมากนัก ไปเจอหมาที่วิ่งอยู่ในวัดเป็นลูกหมาแต่อายุมากแล้วไม่ใช่เป็นหมาอ่อนๆ เห็นเข้าแล้วก็ชอบใจจึงได้ไปขอหลวงพ่อว่าอยากได้หมา ๒ ตัวนี้ไปเลี้ยงที่บ้าน หลวงพ่อก็ดีใจและยินดีให้เพราะว่าจะได้ลดปริมาณหมาที่วัดได้บ้าง เพราะว่าหมาที่วัดเยอะเหลือเกิน วิ่งกันเพ่นพล่าน ขี้เยี่ยวเกลื่อนไปหมด

  และแล้วลูกชายก็เอาหมาของวัดมาที่บ้านอีก ๒ ตัว ในวันนั้นเอง  หมาที่มาอยู่ใหม่ ๒ ตัวนี้ ก็เป็นหมาไทยพันธ์ผสม ไม่ใช่หมาไทยแท้ๆ คือมีตัวเตี้ยๆ ตัวหนึ่งมีสีน้ำตาล มาอยู่กับเราแล้วจึงตั้งชื่อให้ว่าเจ้าตาล อีกตัวหนึ่งเป็นสีดำจางๆ ตั้งชื่อให้ว่าเจ้าปาร์ค

  หมาสองตัวนี้ไม่ใช่หมาอ่อนๆจึงกินข้าวได้ร่วมกับรุ่นพี่ๆได้แล้ว ไม่ต้องเลี้ยงด้วยนมขวดแต่อย่างใด การเลี้ยงข้าวหมานั้น เราจะจัดไว้เป็นที่ๆของใครของมัน เราจะตักข้าวใส่ในชามข้าวของมันแต่ละตัว คะเนดูว่าพอกินแล้วโดยไม่ต้องแย่งกันกิน ดังนั้นเวลากินข้าวมันจะไม่แย่งกันกัดกัน เพราะว่าต่างคนต่างมีกินพอเพียง แล้วเจ้าตาลกับเจ้าปาร์คก็อยู่กับเราเรื่อยๆมา แต่เท่าที่สังเกตดูเห็นว่าเจ้ามะขามซึ่งทำตัวเป็นหัวหน้า จะไม่ค่อยให้เข้าพวกนัก เพราะเหตุใดผมก็ไม่ทราบเหมือนกัน หรือว่าเจ้ามะขามและอื่นๆจะรังเกียจที่สองตัวหลังนี้เป็นหมาวัดก็ไม่รู้

  ชีวิตประจำวันของหมาทั้ง ๖ ตัวนี้ วิ่งเล่นกันในตอนเช้าๆ ใครเดินผ่านไปที่หน้าบ้านนอกประตูรั้วหรือที่ถนนใหญ่ พวกมันก็จะรุมเห่ากันเสียงดังลั่น แต่ก็ดีเหมือนจะบอกให้เรารู้ว่ามีคนเดินผ่านไปมาที่หน้าบ้าน หรือบางทีที่มีคนมาหา มันก็จะตรูกันเห่าเสียงดังลั่น เมื่อได้ยินเสียงหมาเห่าเราก็จะชะโงกออกดูที่ประตูหน้าบ้าน สายหน่อยก็จะได้เวลากินอาหารของพวกมัน เสร็จแล้วก็จะแยกย้ายกันไปหาที่นอน ที่ประจำที่เคยนอน ตอนบ่ายๆจึงจะตื่นขึ้นมาวิ่งเล่นหรือเดินเล่นในสวนหรือบริเวณภายในบ้าน ตอนเย็นได้เวลาอาหารมันก็จะมากินชามใครชามมัน เป็นอยู่อย่างนี้ทุกๆวัน

  สำหรับหมาเล็กสองตัวที่ได้มาจากวัดคือเจ้าตาลและเจ้าปาร์คนั้น ได้เวลานอนก็จะเอาเข้ากรงทั้งสองตัว เหตุที่เอาเข้ากรงก็เพราะว่ามันยังเป็นหมาเล็กอยู่ ถ้าอยู่นอกกรงในเวลากลางคืนเหมือนหมาใหญ่แล้ว มันจะสู้ยุงไม่ไหว เพราะว่าที่บ้านยุงมากเหลือเกิน ส่วนหมาใหญ่ต่างๆนั้นอยู่นอกกรงเสียจนเคยชินแล้ว ถ้าเอาให้เข้าอยู่ในกรงมันคงไม่ยอมเป็นแน่

  เป็นอยู่อย่างนี้เรื่อยๆมาไม่มีเหตุการณ์อะไรเปลี่ยนแปลง เวลาผ่านไปจนเจ้าหมาเล็กทั้งสองตัวนั้นโตขึ้นมาบ้างแล้ว จึงไม่ได้ให้อยู่ในกรงแล้ว ปล่อยออกมาอยู่ข้างนอกเหมือนหมาตัวอื่นๆ

  จนกระทั่งวันหนึ่งได้สังเกตเห็นว่า หมาเล็กทั้งสองตัวนั้นทำท่าว่าจะถูกรังเกียจจากหมาใหญ่ตัวอื่นๆมากขึ้น เท่าที่สังเกตดูจะถูกเจ้ามะขามและตัวอื่นๆรังแก โดยการไล่กัดและขู่ขึ้นเสียงเป็นประจำ ทั้งสองตัวนี้เวลาที่มันจะพักผ่อนมันก็จะหาที่นอนที่ปลอดภัยและหลบๆซ่อนๆตัวอยู่เสมอ

  และเวลาที่มันเห็นเรากลับมาแล้วทั้งสองตัวนี้จะแสดงความดีใจมากที่สุด โดยการมาเคล้าเคลียอยู่กับเราตลอดเวลา พวกหมาอื่นๆก็คอยมองดูและคงจะหมั่นไส้เอามากๆด้วย

  ทั้งสองตัวมาอยู่กับเราได้ระยะหนึ่งและโตมากแล้ว มีอยู่วันหนึ่งได้สังเกตว่าเจ้าปาร์คมีอาการซึมๆไปอย่างผิดสังเกตไม่ทราบว่าเป็นเพราะเหตุใด ผมจึงได้โทรเรียกหมอสัตวแพทย์ที่เราเรียกมาให้รักษาหรือมาฉีดยารักษาโรคต่างๆเป็นประจำ ให้มาดูเจ้าปาร์คที่ว่าเป็นอะไรไม่รู้ดูๆมันซึมลงไปมากมาย ถึงเวลากินข้าวมันก็ไม่ยอมกิน

  หมอมาถึงก็ดูๆแล้วไม่ได้พูดว่าอะไรหรือไม่ได้บอกว่าเจ้าปาร์คเป็นอะไร แล้วก็ฉีดยาให้และบอกว่าอีกไม่กี่วันก็หายไม่เป็นอะไรหรอกไม่ต้องวิตกกังวลอะไร ฉีดยาแล้วหมอก็กลับไปโดยก่อนกลับหมอบอกว่า อีกสักวันสองวันจะมาดูอีกทีหนึ่ง คิดว่าไม่มีอะไรแล้ว

  ผมก็ไม่ได้คิดอะไรมากเพราะว่าเคยเลี้ยงหมามาหลายตัวแล้ว เป็นธรรมดาของหมาก็ต้องมีป่วยกันบ้าง แต่ทุกตัวเมื่อหมอมารักษาแล้วก็หายเป็นปกติดีทุกตัว จึงไม่ได้กังวลใจอะไร

  ในวันรุ่งขึ้นในตอนเช้า นายบูนมาทำงานแต่เช้า งานแรกของนายบูนคือการเลี้ยงหมาตามปกติทุกๆวัน แต่วันนี้เมื่อจัดข้าวของหมาเรียบร้อยแล้ว หมาทุกตัวก็มากินอาหารเช้ากันตามปกติ แต่ยังขาดเจ้าปาร์คไปตัวหนึ่ง นายบูนตะโกนเรียกหาไปทั่วบ้านก็ไม่เห็นเจ้าปาร์ควิ่งมากินข้าวเหมือนทุกๆวัน จึงได้เดินหาอย่างละเอียดรอบๆบ้านอยู่เป็นนาน จึงได้ไปพบเจ้าปาร์คนอนตายอยู่ที่พุ่มไม้ข้างๆบ้านนั่นเอง

  นายบูนรีบมาบอกผมและคุณหวาน “คุณลุงครับ ปาร์คตายแล้ว” “เฮ้ย..! มันเป็นอะไรมันจึงตายหือนายบู น” ผมรีบถามนายบูนด้วยความตกใจ แล้วคิดว่าเจ้าปาร์คมันแค่ป่วยนิดหน่อยทำไมมันจึงตายได้ง่ายๆเหลือเกิน “มันตายอยู่ตรงไหน” ผมถามนายบูน “อยู่ตรงพุ่มไม้ข้างๆบ้านครับคุณลุง” นายบูนตอบพลางชี้มือไปทางพุ่มไม้ที่อยู่ข้างๆบ้าน แล้วเดินนำผมกับคุณหวานไป

  ภาพที่เห็นคือเจ้าปาร์คนอนตายตัวแข็งอยู่ที่กอพุ่มไม้นั่นเอง ผมบอกไม่ถูกว่ามันเป็นอะไรจึงได้ตายลงไป ทำไมจึงได้รวดเร็วอย่างนี้ เพียงแต่เมื่อหลายวันมาแล้วมันเพียงมีอาการซึมๆเท่านั้นเอง แต่เมื่อมันตายลงไปแล้วก็ไม่รู้จะทำอย่างไร “นายบูนช่วยเอามันไปฝังที่สุสานหมาที่ท้ายไร่นะ ฝังอยู่ข้างๆเจ้าโตนั่นแหละ” ผมบอกนายบูน “ครับๆคุณลุงผมจะจัดการเดี๋ยวนี้เลยครับ ” นายบูนบอกผมอย่างแข็งขัน

  ผมกับคุณหวานและลูกหลานที่บ้านมาคุยกันถึงเรื่องเจ้าปาร์คตายว่า ต่างคนต่างก็คิดสาเหตุกันไม่ออกเลยว่าทำไมเจ้าปาร์คถึงได้ตายไปกระทันหันเช่นนี้ คุณหวานภรรยาของผมว่า “หรือว่าจะโดนงูมีพิษกัด” ผมก็ออกจะเชื่อคล้อยตามไปด้วย แต่ถ้าหากโดนงูกัดทำไมจึงไม่ตายในทันที อาการของมันเพียงแต่ว่าซึมเศร้าไปไม่กินข้าวกินปลาสองสามวันเท่านั้นเอง เมื่อคุยกันไปถึงสาเหตุการตายของเจ้าปาร์คแล้ว ไม่กี่วันก็ลืมหมดแล้ว

  เดิมทีนั้นมีหมาหลายตัวได้ตายจากเราไปด้วยสาเหตุต่างๆหลายตัวแล้ว (ได้เล่าแล้วในเรื่องหมาในตอนก่อนๆนี้แล้ว) จากเจ้าโตเป็นต้นมาก็มีเจ้าปาร์คนี่แหละที่เป็นตัวที่ ๒ ที่ได้ตายจากพวกเราไป ถึงอย่างไรผมก็บอกกับตัวเองว่า เราก็ได้เลี้ยงดูเขาอย่างดีที่สุดแล้ว เมื่อความตายมาพรากเขาจากพวกเราไป ก็ไม่รู้จะทำอย่างไรได้ เขาคงจะหมดเวรกรรมแค่นี้เอง และบอกว่าให้ไปเกิดใหม่ให้ดีกว่านี้ในชาติหน้านะเจ้าปาร์คนะ

  นายบูนจับร่างของเจ้าปาร์คซึ่งนอนสงบแน่นิ่งอยู่ในพุ่มไม้ ใส่เข้าไปในถุงปุ๋ยอย่างง่ายดาย เพราะว่าเจ้าปาร์คเป็นหมาพันธ์เล็ก ตัวจึงไม่โตมากนัก แล้วก็ใส่รถเข็นๆไปที่ท้ายไร่ จัดการขุดหลุมฝังที่ใกล้ๆหลุมศพของเจ้าโตซึ่งได้ตายมาก่อนหน้านี้แล้ว นายบูนขุดหลุมอยู่เป็นเวลานานเพราะว่าดินที่ท้ายไร่แข็งพอสมควร เมื่อได้หลุมที่ใหญ่พอสมควรแล้วก็ยกร่างของเจ้าปาร์คหย่อนลงไปในหลุม กลบหลุมเรียบร้อยแล้ว เป็นอันเสร็จพิธี

  ต่อจากนี้ไปก็เหลือหมาชุดเก่าและเจ้าตาลอีกตัวหนึ่ง ใจก็คิดว่าหมาพวกนี้จะอยู่กับเราอีกนานเท่าไรก็ไม่รู้ได้ และคิดว่ามีหมาเพียงเท่านี้ก็มากพอแล้ว ไม่อยากจะเลี้ยงให้มากกว่านี้ เพราะว่าเป็นภาระของเราเกินไปนั่นเอง

  เมื่อเจ้าปาร์คตายไปแล้ว ที่บ้านก็คงเหลือหมาที่อยู่กันเป็นปะจำเพียง ๕  ตัวเท่านั้น ที่จริงเท่านี้ก็เพียงพอแล้วสำหรับที่จะคอยเฝ้าบ้านให้ในเวลากลางคืน หรือในวันที่ไม่มีคนอยู่ที่บ้านเลย หมาพวกนี้จะเห่าเก่งมาก โดยเฉพาะเจ้าแมม (เป็นหมาตัวเมีย) ถ้ามีอะไรสงสัย หรือมีคนทำนาข้างๆบ้านมาดูนาหรือมาสูบน้ำเข้านาของเขา เจ้าแมมก็จะเห่าไม่หยุด จนบางครั้งเสียงเห่าของมันจะทำให้ผมและคนอื่นๆในครอบครัวรู้สึกรำคาญกับเสียงของมันมาก จึงได้ลงไปดูว่ามันเห่าอะไร เมื่อไม่มีอะไรแล้วก็ตวาดมันด้วยเสียงดังๆ มันก็จะหยุดเห่าไปเอง เป็นอย่างนี้เสมอมา

  ดังนั้นในเวลานี้เจ้ามะขามจึงได้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าฝูงไปโดยภาคภูมิใจ เพราะว่ารอวันที่เจ้าโตหัวหน้าเก่าได้ตายไปแล้ว เจ้ามะขามเป็นหมาที่นิสัยไม่ดีเป็นอย่างมาก แทนที่จะคอยควบคุมดูแลลูกน้องกับคอยรังแกลูกน้องเสียนี่ เวลานี้หมา ๓ ตัวที่ผมได้มาจากมหาวิทยาลัยใกล้ๆบ้านก็กำลังโตมากแล้ว เจ้ามอมซึ่งเป็นหมาตัวผู้ แมมกับโมเป็นหมาตัวเมีย ทั้งสามโตเกือบเท่าเจ้ามะขาม โดยเฉพาะเจ้ามอมจะถูกเจ้ามะขามรังแกบ่อยที่สุดเพราะว่าเป็นหมาตัวผู้ด้วยกัน ดังนั้นเจ้ามะขามจึงแสดงอำนาจกัดเจ้ามอมอยู่บ่อยๆ แม้ว่าเจ้ามอมจะสู้บ้างแต่ก็ยังสู้เจ้ามะขามไม่ได้ แต่ละครั้งที่กัดและต่อสู้กันฝ่ายที่บาดเจ็บมากก็คือเจ้ามอมนั่นเอง กัดกันบาดเจ็บเป็นแผลมาแล้ว ผมก็ต้องเอายาใส่บาดแผลที่ถูกกัดเสมอๆ บางทีผมก็รู้สึกว่ารำคาญเหมือนกันที่มันกัดกัน และคิดว่ามันก้อยู่กันมานาน กินนอนด้วยกัน ทำไมมันจึงกัดกันอยู่เป็นประจำนักหนา

  มีหมาหลายตัวก็ดีเหมือนกัน เวลาผมกับคุณหวานเข้าไปในไร่ซึ่งรกพอสมควร พวกมันทั้งหมดจะรีบวิ่งนำหน้าเข้าไปในไร่เป็นทัพหน้า คอยดูๆ ดมๆ อะไรของมันไปเรื่อยๆ ถ้ามันเห็นหนูหรืองูพวกมันก็จะจัดการรุมเสียก่อนเอาถึงตาย ซึ่งเป็นอย่างนี้หลายครั้งแล้ว การเดินลุยหญ้ารกๆในไร่จึงเป็นความสบายใจอย่างหนึ่งที่มีหมานำทางเข้าไป ไม่ต้องกลัวหรือระวังอะไรเลย

  เมื่อปี ๒๕๔๔ นายบูนเกิดไม่สบายขึ้นมา ในเช้าวันนั้นนายบูนขี่มอเตอร์ไซค์มาบอกผมโยยังคร่อมรถอยู่ว่า “คุณลุงครับ ผมรู้สึกไม่สบายปวดหัวและปวดเนื้อตัว อยากจะลาคุณลุงไปหาหมอ สักหน่อย เสร็จแล้วผมจะรีบกลับมาทำงานตามปกตินะครับ ”  ผมบอกว่า “นายบูนไปเถอะไปหาหมอรักษาให้หาย ไม่ต้องเป็นห่วงงานทางนี้ หายดีแล้วค่อยกลับมาก็แล้วกัน ” นายบูนขอบคุณผม แล้วทำท่าจะออกรถไป ผมบอกนายบูนว่า “แล้วมีตังค์หรือเปล่าล่ะ ถ้าไม่มีเอานี่ไปก่อนก็ได้นะนายบูน ”  “ขอบคุณครับ ไม่ต้องหรอกครับ ผมมีแล้วครับ ” แล้วนายบูนก็ออกรถกลับไปบ้าน ผมเข้าใจว่านายบูนคงจะไปโรงพยาบาล โดยไปกับเมียและลูกของเขา

  ผมคิดว่านายบูนคงไม่ได้เป็นอะไรมากเลย เพราะว่านายบูนเคยป่วยอย่างนี้มาหลายครั้งแล้ว นายบูนนี้ที่จริงแล้วมีประวัติอย่างโชกโชนมาแล้ว เขาเล่ากันว่าเมื่อสมัยที่นายบูนยังหนุ่มๆนั้น ก็เป็นคนที่เกเรพอสมควร ไม่ได้เรียนหนังสือ ติดมีนิสัยเป็นนักเลงอยู่บ้างเหมือนกับเด็กหนุ่มๆในหมู่บ้านที่โดยมากจะเกเร ริอ่านเป็นนักเลงประจำหมู่บ้าน กินเหล้าเมายาตั้งแก๊งค์ชุมนุมกันในหมู่บ้านเป็นประจำ

  เป็นอย่างนี้อยู่นานจนเป็นหนุ่มวัยฉกรรค์ นายบูนจึงคิดได้ว่าขืนเกเรไม่เอางานเอาการอย่างนี้ไปเรื่อยๆคงไม่ดีเป็นแน่ อนาคตข้างหน้าจะเป็นอย่างไรก็ไม่รู้ จึงอยากกลับตัวกลับใจเสียใหม่ โดยการสมัครเข้าทำงานกับผู้รับเหมาก่อสร้างคนหนึ่ง ผู้รับเหมาก่อสร้างคนนั้นเป็นญาติกับนายบูนจึงรับสมัครไว้ และให้เริ่มทำงานได้เลย แม้ว่านายบูนจะทำงานกับญาติซึ่งเป็นเถ้าแก่ก่อสร้างแล้ว แต่การกินเหล้าเมายาก็ยังเลิกไม่ได้ คงเมาอยู่เรื่อยไป

  แม้ว่าในระยะนี้นายบูนจะมีภรรยาแล้ว แต่ก็ยังไม่เลิกกินเหล้า พยายามทำงานก่อสร้างเพื่อหาเงินมาเลี้ยงครอบครัว แม้ว่าจะได้ค่าแรงไม่มากนัก แต่ก็เป็นการดีแล้วยังดีกว่าที่จะไม่ได้ทำงาน เอาแต่กินเหล้าเข้ากลุ่ม เป็นนักเลงเอะอะโวยวายไปวันๆ จนชาวบ้านเขารำคาญเต็มทน

  เมื่อนายบูนทำงานแล้วจึงได้เลิกเป็นนักเลง ชาวบ้านที่รู้ข่าวก็สรรเสริญกันพอสมควร นายบูนทำงานก่อสร้างอยู่เป็นเวลานาน จนได้เป็นช่างชำนาญงาน ได้เงินค่าแรงมากยิ่งขึ้น

  จนวันหนึ่ง งานก่อสร้างบ้านหลังหนึ่งกำลังเป็นไปด้วยดี บ้านหลังนี้เป็นบ้านไม้ วางฐานรากไว้เรียบร้อยแล้ว ตั้งเสา เทพื้นปูน ทำโครงหลังคาเสร็จแล้ว กำลังถึงขั้นตอนที่จะมุงหลังคา กระเบื้องหลังคาลอนคู่และอุปกรณ์ในการมุง ที่ร้านขายวัสดุก่อสร้างเขาเอามาส่งกองไว้เรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่เมื่อเย็นวานนี้ และเช้านี้ก็จะดำเนินการมุงได้เลย นายบูนออกมาทำงานแต่เช้า ควบคุมลูกน้องให้ส่งลำเลียงกระเบื้องขึ้นไปวางบนหลังคาทันที

  นายบูนปีนฉับๆขึ้นไปบนโครงหลังคาอย่างคล่องแคล่ว ไปยืนสั่งการบนโครงหลังคา ดังได้บอกมาแล้วว่า นายบูนเป็นคนทำมาหากินแล้ว แต่ก็ยังไม่เลิกกินเหล้า ดังนั้นในขณะที่ทำงานจึงมีเหล้าใส่กะแป้แบนๆ  (เป็นลักษณะขวดแบนๆเล็กๆที่ทำด้วยอลูมิเนียม) พกติดตัวอยู่เสมอ พอหิวหรืออยากขึ้นมาก็เอาออกมายกเทเสียทีหนึ่ง ซึ่งเป็นอย่างนี้มานานแล้วและจะมึนๆไปตลอดวัน

  ในวันนี้ก็เช่นเดียวกัน เป็นวันสุดท้ายที่นายบูนจะมีอาชีพในทางก่อสร้าง นายบูนยืนอยู่บนโครงหลังคาเด่นเป็นสง่าสมกับเป็นหัวหน้างาน สั่งการให้ลูกน้องเร่งลำเลียงแผ่นกระเบื้องลอนคู่ขึ้นหลังคาให้หมดโดยไว พร้อมกับก่นด่าลูกน้องที่ทำงานช้าไม่ได้ดังใจ บ่นไปนานๆเข้าก็หยิบเอากะแป้เหล้าที่อยู่ที่กระเป๋าหลังหมุนฝาเกลียวออก จัดแจงเงยหน้าขึ้นยกเหล้าเทเข้าปาก กะว่าจะเอาสักอึกหนึ่งจะได้ชุ่มชื่นหัวใจ พอเงยหน้าขึ้นกำลังจะซดเหล้าเข้าปากก็มีอาการเวียนหัวเหมือนโลกหมุนทันที เท้าทั้งสองที่ยืนอยู่บนโครงหลังคานั้นก็หลุดจากที่ยืนอยู่ ร่างของนายบูนคว่ำหน้าลงมาติดกับโครงหลังคาแล้วหลุดจากโครงหลังคาร่วงลงสู่พื้นทันที

  เสียงดังโครม ผู้ที่ร่วมงานด้วยกันตกตะลึงไปตามๆกัน นายบูนหล่นลงมาฟุบหน้าลงกับพื้นปูนข้างล่าง สลบนิ่งไม่ไหวติง ผู้ร่วมงานเอะอะโวยวายกันยกใหญ่ จังหวะนั้นพอดีกับผู้รับเหมาก่อสร้างที่เป็นญาติกับนายบูน ขับรถปิคอัพเข้ามาถึงหน้างานพอดี ได้ยินเสียงและได้รู้เรื่องแล้วก็รีบช่วยกันยกร่างของนายบูนซึ่งสลบอยู่นั้นขึ้นท้ายรถ แล้วขับบึ่งไปโรงพยาบาลทันที

  นายบูนยังไม่ถึงฆาต จึงยังไม่ถึงกับชีวิตเพียงแต่ซี่โครงหักและขาหักเท่านั้นเอง นายบูนรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลอยู่นานเป็นเดือน และจบฉากการเป็นช่างก่อสร้างแต่เพียงเท่านี้เอง

  เมื่อรักษาอยู่ที่โรงพยาบาลอยู่เป็นเวลานาน ก็หายเป็นปกติดี แต่ไม่สามารถจะไปทำงานอย่างเก่าได้ เพราะว่ายังมีอาการปวดที่ขาและชายโครง ร่างกายอ่อนแอลง

  ในตอนนั้นภรรยาของนายบูนรับจ้างร้อยพวงมาลัย กับเถ้าแก่ที่เป็นโรงงานทำพวงมาลัยส่งกรุงเทพฯ (ในตำบลนี้มีโรงทำพวงมาลัยอยู่หลายโรง ชาวบ้านที่ไม่ได้ทำอะไรเป็นงานหลัก ก็จะมารับจ้างร้อยพวงมาลัยกันมาก ) ได้ค่าแรงวันละไม่มากนัก ส่วนลูกสาวและลูกชายของนายบูนก็ทำงานอยู่ที่โรงงานในละแวกนี้ ทุกคนหาเงินมาเลี้ยงครอบครัวก็นับว่าพอมีกินมีใช้กันพอสมควร

  เถ้าแก่ที่ภรรยาของนายบูนมารับจ้างร้อยพวงมาลัยนี้ มีที่แปลงหนึ่ง และปลูกบ้านหลังไม่ใหญ่นักอยู่ในที่นั้นด้วย เห็นว่านายบูนไม่ได้ทำงานอะไรเพราะว่าไม่สามารถจะทำงานหนักได้ ด้วยความสงสารจึงได้จ้างให้นายบูนมาอยู่เฝ้าสวนในที่แปลงนั้น ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบ้านของนายบูนมากนัก ด้วยเหตุนี้นายบูนจึงได้มาอยู่เฝ้าสวนของเถ้าแก่คนนั้นตลอดมา

  เวลาผ่านมาเถ้าแก่คิดว่าที่แปลงนี้ไม่ได้ทำอะไร เพราะว่าไม่มีเวลามาดูแล จึงคิดอยากจะขาย จึงได้ประกาศขาย ผมจึงได้มาซื้อที่แปลงนี้ไว้ (ดังเรื่องที่ผมได้เล่ามาแล้ว กรุณาเข้าไปอ่านดูก่อน จะได้รู้เรื่องและเข้าใจมากยิ่งขึ้น)

  เมื่อผมมาซื้อที่ตรงนี้แล้วนายบูนก็มีความกระวนกระวายใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะว่าเมื่อเปลี่ยนเจ้าของที่แล้วนายบูนก็จะไม่มีอะไรทำและจะไม่มีรายได้ เมื่อผมซื้อแล้วและได้โอนกรรมสิทธิ์กันเรียบร้อย ก็จัดแจงถมดินและจะปลูกบ้านเพื่อมาอยู่ในที่นี้

  เมื่อการปลูกบ้านกำลังจะเริ่มขึ้น ผมจะต้องสั่งวัสดุก่อสร้างต่างๆ เข้ามาเตรียมไว้ จึงจำเป็นต้องมีคนเฝ้าด้วย เพราะว่าตอนนั้นผมและครอบครัว ยังไม่ได้ย้ายมาคงยังอยู่ที่ร้านค้าและคิดว่าเมื่อปลูกบ้านเสร็จแล้วก็จะย้ายจากร้านค้าของผมเข้ามาอยู่

  นายบูนจึงมาถามผมว่า “คุณลุงครับ คุณลุงจะจ้างให้ผมเฝ้าของเหล่านี้หรือเปล่า และผมอยากจะอยู่เฝ้าสวนให้คุณลุงด้วย เพราะว่าจากนี้ไปถ้าคุณลุงไม่รับผมแล้ว ผมก็จะไม่มีอะไรทำ คุณลุงจะให้ผมมาอยู่ด้วยหรือเปล่าครับ ”

  ผมคิดว่าก็ดีเหมือนกัน จึงไปปรึกษากับคุณหวานและเด็กๆดูว่าจะว่าอย่างไรเมื่อนายบูนมาบอกอย่างนี้ ทุกคนก็ลงความเห็นว่า ในตอนนี้เราก็จะเริ่มปลูกบ้าน และจำเป็นต้องมีคนมานอนเฝ้า เพราะว่าต้องสั่งวัสดุก่อสร้างมากองไว้ เช่น ปูนซิเมน เหล็กเส้น ไม้ต่างๆ รวมทั้งเครื่องมือก่อสร้างของพวกช่างด้วย จึงจำเป็นต้องมีคนเฝ้า ถ้าไม่มีคนมาเฝ้าแล้วอาจจะมีพวกลักขโมย เข้ามาขโมยของต่างไปขายได้

  เมื่อตกลงกันแล้ว ผมจึงเรียกนายบูนมาบอกว่า “เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน นายบูนก็อยู่กับลุงช่วยดูแลของต่างๆไปก่อน จนกว่าบ้านจะปลูกเสร็จ แล้วต่อจากนั้นค่อยมาตกลงกันอีกทีหนึ่ง ว่าจะเอาอย่างไรกัน ”  นายบูนทราบแล้วด้วยความดีใจ ขอบอกขอบใจผมเป็นการใหญ่

  ผมได้ช่างก่อสร้างที่อยู่ในพื้นที่นั่นเอง และบังเอิญเป็นญาติของนายบูนด้วย ชื่อนายเฉลียว ฉายอรุณ ซึ่งนามสกุลเดียวกับนายบูนนั่นเอง

  การก่อสร้างก็เริ่มขึ้น ที่ดินตรงที่จะปลูกบ้านนั้นผมได้ถมดินไว้เรียบร้อยแล้ว ในวันแรกก็มีการวัดที่แล้วก็ตีผัง กำหนดจุดที่จะตีเสาเข็ม ซึ่งเสาเข็มซึ่งเป็นเสาปูนยาว     เมตร โรงงานทำเสาเข็มได้เอามาลงไว้ตั้งแต่เมื่อวานนี้แล้ว

  ที่จริงผมได้เล่าข้ามไปหน่อย ในการมาซื้อที่ดินที่ตรงนี้ เจ้าของเดิมเขาปลูกบ้านไว้หลังหนึ่ง เป็นบ้านสองชั้นไม่ใหญ่มากนัก แต่ถ้าจะเข้าอยู่ก็อยู่ได้ทันที เพราะว่าไม่ได้เป็นบ้านที่ทรุดโทรมแล้วแต่อย่างใด บ้านหลังนี้แหละครับที่นายบูนมาอาศัยอยู่ เป็นที่กินที่นอนประจำไปเลยตั้งแต่ครั้งยังไม่ได้เปลี่ยนเจ้าของ

  เมื่อผมมาซื้อที่แล้วและจะปลูกบ้าน จึงได้ให้ช่างรื้อออกเสียหมด เพราะเห็นว่าบ้านหลังนี้ปลูกอยู่ใกล้ถนนหน้าบ้านเกินไป ผมอยากจะปลูกบ้านให้อยู่ห่างถนนจึงต้องร่นเข้าไปอีกหลายสิบเมตร จะได้มีสนามหน้าบ้านกว้างๆด้วย จึงได้รื้อบ้านหลังนี้ออกไปด้วยเหตุนี้เอง

โปรดรออ่านตอนต่อไป ในเร็วๆนี้ ที่นี่ ที่เดียวเท่านั้น

alt

 นายแก้ว ผู้เขียน  ๓๑ มีนาคม ๒๕๕๗

จำนวนผู้เข้าชม: 1672
ความเห็น (0)Add Comment

เขียนแสดงความเห็น
อนุญาติให้เฉพาะสมาชิกเท่านั้นที่สามารถเขียนแสดงความเห็นได้ โปรด Login หรือ ลงทะเบียน

busy
 
คุณ ๆ ที่แวะเข้ามาชมเวบเจ็ดเสมียน มีอายุเท่าไรกันบ้างครับ
 
เวบเพื่อนบ้าน
เรารักสุพรรณฯ
จำนวนผู้เยี่ยมชม
 วันนี้101 
 เมื่อวานนี้173 
 สัปดาห์นี้864 
 เดือนนี้4250 
 ทั้งหมด629656 

(C) Fliesenstadt
ผู้ที่กำลังใช้งาน
เรามี 24 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
เรื่องใหม่