มาเยี่ยมตลาดเจ็ดเสมียน

0005

ริมแม่น้ำตรงหน้าบ้านป้าฮุ้นในอดีต ซึ่งเป็นท่าน้ำของตลาดเจ็ดเสมียน ปัจจุบันจัดเสียสวยงาม

 

0001

ขอเชิญชวนท่านที่เข้ามาเยี่ยมตลาดเจ็ดเสมียน มาถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึกตรงนี้ ริมแม่น้ำใกล้ท่าน้ำตลาดเจ็ดเสมียน

 เป็นเวลานานแล้ว ที่ผมไม่ได้เข้ามาที่ตลาดเจ็ดเสมียนเลย

ดังนั้นเมื่อวันที่ ๒๕ มีนาคม ๒๕๖๑ ผมมีธุระที่ตำบลบ้านเลือก เสร็จธุระแล้วจึงคิดว่ายังมีเวลาอีกมาก จึงคิดอยากจะเข้ามาที่ตลาดเจ็ดเสมียน ซึ่งเป็นบ้านเกิดของผมเอง

ผมมาถึงตลาดเจ็ดเสมียนประมาณ ๙ โมงเช้า ในตอนที่วิ่งมาตามถนน ทางที่จะเข้าไปในตัวตลาด ซึ่งเป็นระยะทางประมาณ ๒ กม.นั้น ผมได้สังเกตุและมองดูสองข้างทางที่รถวิ่งผ่าน เห็นต้นไม้สองข้างทางร่มรื่น บางต้นที่เรียกว่าต้นคูณ ที่กำลังออกดอกเหลืองสะพรั่ง ผ่านบ้านต่างๆที่หนาแน่นอยู่ริมถนนซึ่งมีตลอดทาง เป็นบ้านที่ผมไม่รู้จักเจ้าของเลย เพราะว่าผมได้จากเจ็ดเสมียนไปนานแล้วนั่นเอง

พอรถวิ่งผ่านสี่แยกคลองชลประทาน ผมก็หวนคิดถึงเรื่องต่างๆ ในสมัยเก่าๆที่ผมเคยอยู่ที่ตลาดเจ็ดเสมียน ตอนที่ยังเป็นเด็กๆอยู่ ในตอนที่ผมเป็นเด็กๆอยู่ที่เจ็ดเสมียนนั้น ยังไม่มีคลองชลประทาน พอถึงหน้าน้ำ น้ำก็จะไหลบ่ามาจากทางโพธาราม บ้านโป่ง ซึ่งต้นทางมาจากเมืองกาญจน์ 

น้ำจะไหลบ่าเข้าคลองหลังตลาดเจ็ดเสมียน ซึ่งเป็นคลองเล็กๆ แล้วไหลเชี่ยวผ่านหลังตลาดไปลอดไต้ทางรถไฟซึ่งเป็นสพานข้ามคลองเล็กๆ แล้วน้ำก็ไหลชนบ้านเจ๊แอ๊ว ลูกสาวของลุงทั้ง  แล้วก็จะไหลเข้าไปในท้องไร่ท้องนาไกลๆโน้น ธรรมชาติของตำบลเจ็ดเสมียนในสมัยนั้นเป็นอย่างนี้ และน้ำก็จะขึ้นท่วมตัวตลาด วัดและโรงเรียน เสมอๆเมื่อน้ำท่วมใหญ่ หรือปีที่น้ำมากๆ

สำหรับในปัจจุบันนี้ เมื่อมีเขื่อน มีคลองชลประทาน หรือการชลประทานเข้ามาเกี่ยวข้องแล้ว ผมก็ไม่ทราบว่า หลังจากมีสิ่งเหล่านี้แล้ว จะมีน้ำท่วมที่ตลาดเจ็ดเสมียนอีกหรือไม่ 

ผมผ่านโรงพยาบาลไปได้หน่อย มองทางด้านขวามือ เห็นร้านขายของเล็กๆของ "ไอ้หนุ่ย" ซึ่งเมื่อสมัยเด็กๆเราเป็นเพื่อนกัน "ไอ้หนุ่ย" เป็นลูกลุงซุ่ยร้านขายทองแห่งตลาดเจ็ดเสมียนในสมัยก่อนนั้น มองเห็นร้านหรือบ้านของเขาแล้วก็คิดถึง 

หนุ่ยได้จากโลกนี้ไปก่อนเวลาอันสมควร แต่ผมก็ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใด หรือว่าเขามีโรคประจำตัวอะไร ขอให้เขาไปดี ไปสู่สุขติ ด้วยเทอญฯ

ก่อนจะข้ามทางรถไฟ ตรงข้ามกับร้านผักกาดหวานป้าฮวย ตอนนี้ไม่มีตลาดห้องแถวๆหนึ่งเก่าๆ สู้แดดสู้ฝนมาเป็นเวลาหลายสิบปีที่เรียกว่าตลาดใหม่ (เขาสร้างทีหลังตลาดข้างใน คนเจ็ดเสมียนทั่วไปจึงเรียกว่าตลาดใหม่) ในตอนนี้เขาถมดินที่ตรงนี้้เอาไว้ แล้วดูเหมือนว่าเขาจะปลูกต้นทานตะวันเอาไว้ แต่ต้นยังเล็กๆอยู่

วันนี้ที่ผมเข้ามาที่ตลาดเจ็ดเสมียน พอดีเขามีงานบวชที่วัดเจ็ดเสมียน เขากำลังแห่นาครอบโบสถ์ คนมางานเยอะมาก แต่ผมไม่ได้ยืนดูเขาหรอก เพราะเวลาน้อย

ผมแทรกคนเข้าไปไหว้ "ตาผ้าขาว" แล้วเดินไปทางหน้าตลาด คิดว่า จะเดินไปริมน้ำ ดูบรรยากาศที่ริมตลิ่งและท่าเรือจ้างข้ามฟากสักหน่อย ดูแล้วจะได้นึกถึงเรื่องเก่าๆของเราที่เคยเล่นน้ำที่ท่าน้ำในแม่น้ำแห่งนี้

ผมเคยเกาะเรือโยงกับเพื่อนรุ่นเดียวกันหลายคน จากท่าน้ำหน้าตลาดเจ็ดเสมียน เกาะเชือกที่เขาจูงเรือ โดยมีเรือที่มีเครื่องยนต์ "เด็กเจ็ดเสมียนเรียกว่า เรือไอ" เป็นเรือลากจูงเขาจะลากทวนน้ำเรื่อยไปผ่านท่าวัด ท่าโรงสี  และเราเกาะไปไกลแล้ว ก็ไปปล่อยที่ตรงเกือบถึงท่าวัดสนามชัย ทำตัวลอยกลับมาที่ท่าตลาดอีก วันหนึ่งเกาะหลายรอบก็มี

ผมกำลังเดินไปที่ท่าน้ำ และกำลังถ่ายรูปหน้าต้นโพธฺิ์ที่ถูกตัดกิ่งเสียเหี้ยนแล้ว พอดีมีเด็กหนุ่มคนหนึ่ง ผมจำได้ว่า เขาคือผู้ใหญ่โจ ลูกชายของเฮียเล็ก "ไทยเจริญ"  เดินเข้ามาทัก

"เฮียเก้วใช่หรือเปล่าครับ " 

"ใช่ครับ "

ผมตอบแล้วมองดูให้แน่ใจ เพราะว่าเป็นเวลาหลายปีแล้วที่ผมไม่ได้พบผู้ใหญ่เลย

" อ้าว ผู้ใหญ่โจเหรอ " ผมถามเขาเพื่อความแน่ใจ

เราทักทายกันแล้วก็คุยกันในเรื่องต่างๆของตลาดเจ็ดเสมียนมั่ง ผมก็ถามถึงคนเก่าๆของตลาดมั่ง เมื่อมาเจอกันแล้วผมก็เลยขอผู้ใหญ่โจถ่ายรูปกับผม

 0002

 

0003

ผมกับผู้ใหญ่โจกำลังคุยกัน

เมื่อคุยกันแล้วตอนหนึ่ง ผู้ใหญ่โจบอกว่า

"เฮียเก้วเคยได้ยินว่าที่ตลาดเจ็ดเสมียนมีร้านขายกระเพรา "ถาด" บ้างใหมครับ"  ผมบอกว่า 

"ผมเพิ่งเคยได้เห็นจาก face book ของผู้ใหญ่กรรณิกา เขาเคยออกข่าวเรื่องนี้ไม่กี่วันมานี้เองครับ"

ผู้ใหญ่โจยิ้มๆแล้วบอกว่า

"ร้านนั้นนั่นไง"

พร้อมกับชี้มือไปที่ร้าน "ก๋วยเตี๋ยวเรือรจนา" ซึ่งอยู่ตรงกันข้ามกับที่เรายืนคุยกันอยู่ แล้วบอกว่า

"ก็มีคนมากินกันเยอะนะ คนเจ้าของร้านเป็นคนที่บางโตนด เขาเช่าห้องของผมเองมาทำร้านครับ"

"งั้นเราเดินไปที่ร้านกันเถอะ"

ผมบอกผู้ใหญ่โจ แล้วเราพากันเดินข้ามฝั่งไปเดี๋ยวเดียว ก็ถึงร้านแล้ว ผมมองเห็นผู้หญิงรูปร่างท้วมๆกำลังถือไม้กวาดจะกวาดพื้นอยู่   ผู้ใหญ่โจรีบเข้าไปแนะนำผมทีเดียวละครับ

 

0007

 "นี่เฮียเก้ว เป็นคนเก่่าที่นี่ บ้านอยู่ฝั่งโน้น เป็นลูกป้าหละน่ะครับ" (บอกอย่างนี้เขาจะรู้จักป้าหละเหรือเปล่าละนี่)

พลางผู้ใหญ่โจชี้มือไปห้องแถวอีกฝั่งหนึ่งซึ่งเป็นห้องที่ผมเคยอยู่

เจ้าของร้านทำท่างงๆ แต่ก็ผงกหัวหงึกๆ ผมคิดว่าแกก็รับรู้เอาไว้เท่านั้น ที่จริงแล้วแกไม่รู้จักหรอก เพราะว่าแกเป็นคนบางโตนด ไม่ใช่คนที่เจ็ดเสมียนโดยกำเนิด แล้วแกก็ทำท่าไม่สนใจอะไร และขอตัวจะกวาดพื้นร้านของแกต่อไป

ผู้ใหญ่โจซึ่งยืนอยู่ด้วยกันใกล้ๆบอกว่า

"ห้องเฮียเก้วเขาติดกับห้องตาเนียรร้านถ่ายรูปเลย"

เท่านี้เองเจ้าของร้านรจนาทำท่าสนใจขึ้นมานิดหน่อยแล้ว

 

0006 

 "ยังงั้นคุณก็รู้จักตาเนียร ยายม่อม ดีนะซี " เจ้าของร้านเอ่ยขึ้นมา

"รู้จักดีซีครับ เพราะห้องติดกันอยู่ใกล้กันมานาน ลูกๆทุกคนของเขาผมก็รู้จักเป็นเพื่อนกันตอนเด็กๆทั้งนั้นแหละครับ " เจ้าของร้านทำท่าสนใจขึ้นมาอีกนิดหนึ่ง

"อ๋อ ฉันนี่แหละเป็นหลานตาเนียร เป็นลูกตาหรั่ง ตัดผม บางโตนด"

เจ้าของร้านบอกแล้วจ้องมองผมคล้ายกับจะรอคำตอบว่ารู้จักตาหรั่ง หรือเคยได้ยินชื่อตาหรั่งบ้างหรือเปล่านะ

พอผมได้ยินเท่านี้ก็นึกออกแล้ว เพราะว่าลูกตาหรั่งคนหนึ่งชื่อว่า คุณเกษม วิเศษรจนา ก็รู้จักกับผม (คุณเกษม เป็นวิศวกร จบคณะวิศวที่พระจอมเกล้าพระนครเหนือ คนละรุ่นกับลูกชายผม แต่อยู่คณะเดียวกัน)

 หลังจากนั้นก็เลยคุยกันอีกหลายเรื่อง ผู้ใหญ่โจบอกว่า

"ร้านนี้แหละต้นตำหรับ กระเพราถาด"

ผมรับรู้แต่ไม่ได้สั่งมาลองกินดู เพราะว่ามาไม่ถูกเวลา และยังไม่หิวด้วย (ที่จริงก็อยากกินนะ เพราะว่าชอบกระเพราหมู ไข่ดาว)

ก็เลยไม่ได้ลองกินดูว่าจะอร่อยหรือเปล่า ผมบอกผู้ใหญ่โจว่า

"เอาไว้เที่ยวหลังนะครับ ผมจะมากิน และถ้าดีหรืออร่อยอย่างไร ผมจะไปแนะนำเพื่อนๆที่จะมาเที่ยวที่เจ็ดเสมียน ให้แวะมากินด้วย"

0008

 ผมร่ำลาเจ้าของร้าน รจนา" กระเพราถาด" แล้วเดินออกมาจากร้าน ผมบอกผู้ใหญ่ว่า 

"ดีใจที่ได้พบกันนะครับ เอาไว้เที่ยวหลังผมจะมาเยี่ยมผู้ใหญ่อีก ผมกลับก่อนนะครับ"

ผู้ใหญ่เดินมาส่งผมที่รถ แล้วบอกว่า

"มีเวลาก็แวะเข้ามาอีกนะครับเฮียเก้ว"

 

1000

ก่อนจะกลับวันนี้ ผมข้ามทางรถไฟไปนิดหน่อยแล้ว จอดรถทางด้านซ้ายมือ ตรงข้ามกับร้านแม่กิมฮวย เชลชวนชิม เพื่อต้องการซื้อผักกาดหวานที่นี่ ตัวผมไม่ได้เดินเข้าไปในร้านหรอกครับ นั่งรอโดยไม่ดับเครื่องยนต์อยู่บนรถ แม่บ้านของผมเดินข้ามถนน เป็นคนเข้าไปซื้อเอง สักครู่ก็เดินกลับมาพร้อมด้วย ผักกาดหวานหลายถุง

ในปัจจุบันนี้แม่กิมฮวย เจ๊ติ๋ว (คุณอำนวย) คุณโห้ (สุรพงษ์ แววทอง) ที่ผมรู้จักและสนิทสนมกับครอบครัวนี้  ได้ล้มหายตายจากไปหมดแล้ว ผมจึงไม่ได้ลงจากรถ เพราะว่าไม่มีคนที่ผมรู้จักอยู่ที่ร้านนี้แล้วนั่นเอง.

 

 

kaew suwanmatcha 

นายแก้ว ๒๖ มีนาคม ๒๕๖๑

 

บทความล่าสุด

จำนวนผู้เยี่ยมชม

วันนี้43
เมื่อวานนี้179
สัปดาห์นี้847
เดือนนี้4838
ทั้งหมด686078

ผู้เยี่ยมชมในขณะนี้

1
Online