เพื่อนเอ๋ย ๒

นายโห้ (ขวาสุด) กับเพื่อนพ้องเด็กตลาดเจ็ดเสมียนเมื่อกว่า ๕๐ ปีมาแล้ว

ผู้เขียนมองตามสายตาของนายโห้ เข้าไปที่ใต้ถุนบ้านของป้าม่อมด้วยเหมือนกัน เห็นมีแต่ของระเกะระกะสุมๆกันอยู่ มีโอ่งน้ำเป็นโอ่งมังกรหลายใบตั้งอยู่

“ไม่เห็นมีอะไรเลยว่ะ” ผู้เขียนพูดออกมาเบาๆ “พวกมึงมองดูให้ดีซีวะ ”  นายโห้พูดย้ำมาอีก

ป่าม่อมเจ้าของบ้านที่พวกเราไปหา คือคนที่ ๓ จากทางซ้าย กำลังถวายปัจจัยให้กับพระลูกชายบวชใหม่ ที่โบสถ์วัดเจ็ดเสมียน ในภาพนี้มีคนเก่าๆของตลาดเจ็ดเสมียนมาร่วมงานกันมาก (ภาพถ่ายเมื่อ ๔๘ ปีมาแล้ว)

เมื่อพวกเราเดินมาใกล้ๆใต้ถุนบ้านป้าม่อม จึงได้เห็นหัวเรือเล็กๆเก่าๆคล้ายเรือบดลำหนึ่งโผล่หัวออกมาจากผ้าที่คลุมเอาไว้ เมื่อมองดูให้ดีอีกทีแล้ว มันน่าจะไม่ใช่เรือบดเสียทีเดียว

เพราะว่าเรือบดจริงๆนั้นจะเป็นเรือ ที่เล็กกว่าที่เห็นอยู่ไต้ถุนบ้านป้าม่อมนี้ เรือบดโดยมากจะนั่งได้เพียงคนเดียว และต้องเป็นคนที่คุ้นเคยในการนั่งเรือบดเป็นอย่างดีด้วย มิฉะนั้นเพียงแค่ว่าหย่อนตัวลงนั่งเท่านั้นเรือก็จะตะแคงคว่ำล่มโครมลงน้ำแล้ว

เรือลำนี้น่าจะเป็นเรือที่เขาเรียกว่าเรืออีแปะเสียมากกว่า ถ้าเป็นเรืออีแปะจริงก็จะใหญ่กว่าเรือบด คือนั่งได้ประมาณ ๓ คน
ป้าม่อมแกเอาไม้มะขามเปรี้ยวกลมๆ  ตัดเป็นท่อนสั้นๆโตสัก ๔ นิ้วมาหนุนหัวท้ายเอาไว้ ตั้งแต่น้ำลดเมื่อปีที่แล้ว ผู้เขียนเคยเห็นบางคนบางบ้านเขาเก็บเรือกันเขาทำคานแล้วเอาเรือไว้บนคานนั้น

นายโห้เดินลอดเข้าไปในใต้ถุนบ้านคนเดียว ผู้เขียนสองคนกับนายเหม่งยังไม่อยากมุดเข้าไปในไต้ถุนบ้านป้าม่อม เพราะว่ามันรกจริงๆ จึงยืนรอนายโห้อยู่ที่ข้างบันไดหน้าบ้าน
นายโห้เดินลักษณะก้มงุดๆเข้าไปที่ พวกเรามองเห็นหัวเรือโผล่ออกมานั้น เขาเปิดผ้าดิบถุงแป้งมันที่ป้าม่อมแก เย็บติดต่อกันเป็นผืนใหญ่มีฝุ่นจับหนาตึ คงไม่มีใครมายุ่งกับมันมานานแล้วจึงมีฝุ่นจับมากอย่างนี้ แล้วนายโห้ก็ตลบผ้าคลุมตัวเรือขึ้นมาทำให้มองเห็นตัวเรือได้ถนัดขึ้น

ดูกันให้ชัดๆอีกที นี่คือ ป้าม่อม ตัวจริง

เสียงป้าม่อมเดินออดแอดทำอะไรกุกกักอยู่บนเรือน แกคงกำลังจัดของบางอย่างที่แกขนหนีน้ำขึ้นไปบนเรือน เมื่อได้ยินเสียงผิดปกติอยู่ที่ใต้ถุนบ้าน แกจึงเงี่ยหูฟังแล้วก็รู้ว่าเป็นพวกเรา

“อ้าวพวกมึงทำไมจึงไม่กลับบ้านกันวะ กูคิดว่าพวกมึงกลับไปแล้วเสียอีก ” เสียงป้าม่อมร้องถามดังมาจากบนบ้าน เมื่อได้ยินเสียงพวกเราพูดกันอยู่ แล้วแกก็ออกมาที่นอกชาน
“ยังไม่ได้กลับไปหรอกป้า ฉันเห็นมีเรือบดจอดอยู่ที่ไต้ถุนบ้านป้า ป้ามีเรือด้วยหรือนี่ ”

นายโห้ร้องถามขึ้นไปบนเรือน ป้าม่อมลงบันไดมาเพื่อจะขนของขึ้นไปบนเรือนอีก แกลงมาแล้วเดินมาที่พวกเรายืนอยู่
“เรือของกูเอง ในช่วงที่น้ำขึ้นทุกๆปีนั้น กูก็จะเข็นออกมาพายไปขายปูนที่ตลาด และก็ไปไหนมาไหน เมื่อน้ำแห้งแล้วกูก็เอาขึ้นมาไว้ที่ใต้ถุนนี้ พวกมึงจะทำไมกันวะ” ป้าม่อมบอกแล้วถามพวกผู้เขียน

นายเหม่ง (คะนอง คุ้มประวัติ) อุ้มน้องชายคนเล็กอยู่ที่หลังบ้านห้องแถวในตลาดเจ็ดเสมียน

ในเวลานั้นผู้เขียนกับนายเหม่งยังไม่รู้ว่านายโห้มันต้องการอะไรกันแน่ นายเหม่งกระซิบกับผู้เขียนในขณะที่นายโห้กำลังพูดคุยกับป้าม่อมและกำลังดูเรือกันอยู่ที่ไต้ถุนบ้าน

นายเหม่งว่า “เรือจอดอยู่ใต้ถุนบ้านป้าม่อมแก ก็ต้องเป็นเรือของป้าม่อมพี่โห้ จะไปยุ่งอะไรกับเรือของแก กลับบ้านกันดีกว่า เราไปเอาสวิงที่บ้านแล้วไปช้อนปลาที่คลองหลังตลาดกัน ป่านนี้คงมีพวกจับปลากันเต็มคลองแล้วหละ”

ผู้เขียนบอกว่า “ไอ้เหม่งมึงใจเย็นๆหน่อยนะ คอยดูไอ้โห้มันจะต้องการอะไร สักประเดี๋ยวค่อยกลับก็ได้ มึงจะไปหาปลาที่ไหนกูก็จะไปด้วยไม่มีปัญหาอะไร  ”

ผู้เขียนตบไหล่นายเหม่งเบาๆ ๒ – ๓ ที เป็นการปลอบใจ ตั้งแต่เป็นคู่หูกันมา เคยไปหาปลา ไปตีผึ้ง ไปไหนมาไหนกันจนนับไม่ถ้วน นายเหม่งกับผู้เขียนเข้าใจกันดีพูดจากันรู้เรื่อง จึงไม่มีอะไรขัดใจกันเลย

ในระหว่างที่นายโห้กำลังยืนคุยกับป้าม่อมนั้น ผู้เขียนกับนายเหม่งต่างคนต่างยืนมองดูน้ำในแม่น้ำ ที่กำลังขึ้นสูงปริ่มๆขอบคันดิน ที่เขาทำเป็นถนนทางเดินเป็นคันกั้นน้ำไปในตัว ถนนแบบเป็นคันกั้นน้ำด้วยนี้ จะมีทั่วไปตามหมู่บ้านที่อยู่ริมแม่น้ำ

คันดินที่กั้นน้ำมักจะพังทุกปีที่น้ำขึ้นสูง

ริมตลิ่งถัดจากบ้านป้าม่อมไปหน่อยนั้น คันดินคงถูกน้ำเซาะพังมาตั้งแต่เมื่อวานนี้แล้ว  ดินตรงนั้นจึงขยายแนวพังทลาย  เป็นแนวยาวขึ้นเรื่อยๆยาวไปหลายสิบวา น้ำไหลบ่าเข้ามาทางนั้นเชี่ยวกราก

น้ำเป็นสีดินโคลนขุ่นข้น มีขยะต่างๆ กิ่งไม้แห้ง กอหญ้าที่หลุดตามน้ำมาลอยเข้ามาทางนี้ด้วย  น้ำที่ไหลเข้ามานี้ไหลแรงมากขึ้นเรื่อยๆ พัดพาต้นไม้ต้นหญ้า ดงเสือหมอบ ดงต้นลำโพงที่มีดอกใหญ่ๆขาวๆ ตลอดจนกอต้นกล้วย กอหญ้าคา ลู่เอนราบไปกับสายน้ำ พวกที่หลุดลอยไปตามน้ำแล้วก็มี 
น้ำไหลผ่านบ้านป้าม่อมไปแล้ว ก็จะไหลตัดถนนดินที่เพิ่งทำเสร็จเมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งเป็นถนนใหม่ ถนนนี้เป็นทางเดินไปวัดสนามชัยได้สะดวกกว่าถนนเดิมที่อยู่ริมแม่น้ำซึ่งเป็นถนนคนเดินเล็กๆ

น้ำที่ไหลมาจากทางบ้านป้าม่อมออกมา พัดเชาะถนนที่จะไปวัดสนามชัยขาดเป็นแนวยาว แล้วก็จะไหลไปบรรจบกับน้ำที่ล้นตลิ่งจากทางอื่นๆที่ริมทางรถไฟ ทำให้มองดูน้ำแถวๆสองข้างทางรถไฟนั้นขาวเวิ้งว้างไปหมด

ภาพนี้แสดงให้เห็นถนนที่ตัดได้ไม่นานนัก เป็นถนนที่เชื่อมกับวัดสนามชัย มองเห็นวัดสนามชัยอยู่ลิบๆ ตรงที่เด็กทั้งสองยืนอยู่นี้ทางด้านซ้ายมือของภาพจะเป็นถนนเข้าไปโรงสี ผ่านอาคารเรียนเรือนหุ่นซึ่งอยู่ด้านซ้ายมือ (ปัจจุบันเป็นถนนเข้าไปที่โรงสูบน้ำ) ซึ่งบ้านป้าม่อมก็อยู่ติดกับโรงสี และเลยกอไผ่กอนี้ไปหน่อย ปัจจุบันเป็นโรงผลิตและจำหน่ายผักกาดหวานตราชฎา ซึ่งในปัจจุบันนี้ถนนขยายออกไปกว้างมากและลาดยางแล้ว (ถ้าท่านเป็นคนเจ็ดเสมียนคงนึกออกนะครับ) น้ำเซาะถนนสายนี้ขาดเป็นแนวยาว ตรงเลยกอไผ่กอนี้ไปหน่อยหนึ่ง (เหตุการณ์ในเรื่องนี้)

นี่เป็นเพียงสองวันแรกที่น้ำกำลังขึ้นสูงสุดในปีนี้ น้ำก็ไหลเข้าไปในคลองไร่นามองดูขาวลิบลิ่วไปหมดแล้ว แต่ที่ตลาด วัดและโรงเรียนในขณะนี้ยังไม่ท่วม น้ำได้แต่ปริ่มๆพื้นดินแฉะๆเท่านั้น เพราะว่าคันกั้นน้ำตั้งแต่ท่าตลาดจนถึงท่าวัดยังไม่มีตรงไหนพังทลายลงเลย

นายโห้คุยกับป้าม่อมเป็นเวลาไม่นาน ผู้เขียนกับนายเหม่งยืนอยู่ไม่ไกลนักจึงได้ยินที่นายโห้คุยกับป้าม่อม แต่ด้วยความที่ไม่ได้สนใจจึงไม่รู้ว่านายโห้จะพูดคุยกับป้าม่อมว่าอย่างไร พอจะได้ยินบ้างก็เกี่ยวกับเรื่องเรือนี่แหละ มองเห็นป้าม่อมแกพยักหน้าอยู่เรื่อยๆ
สักครู่หนึ่งนายโห้หันมาทางผู้เขียนแล้วบอกว่า “ เก้วโว้ยมาทางนี้ ไอ้เหม่งด้วย ” ผู้เขียนเห็นนายโห้กวักมืออยู่  “ เหม่ง เราไปดูกันซิ ไอ้โห้มันจะทำอะไรของมัน ”

ตอนนี้ป้าม่อมแกไม่ได้อยู่ตรงนายโห้แล้ว แกเดินไปดูน้ำตามริมตลิ่งผู้เขียนเห็นแกไม่ได้ตื่นเต้นอะไร เพราะหน้าน้ำขึ้นจะเป็นอย่างนี้ทุกๆปีจนชินเสียแล้ว
“เฮ้ย..เก้วไอ้เหม่งด้วย มาช่วยกันหน่อยโว้ย ช่วยกันเข็นเรือของป้าม่อมลำนี้ไปลงน้ำที กูขอยืมป้าม่อมแล้ว วันนี้สนุกแน่ละโว้ย เอาเรือลำนี้ไปพายเล่นให้ทั้งวันเลย ตอนบ่ายๆจึงจะเอามาคืนแก ” นายโห้เร่งมาอีก

ผู้เขียนกับนายเหม่งทำหน้าเหมือนไม่แน่ใจ ว่านายโห้มันพูดจริงหรือเปล่า  “มึงขอยืมป้าม่อมแกแน่แล้วนะไอ้โห้  ”
นายโห้พยักหน้า แล้วบอกว่า “ มึงเชื่อกูซี๊ ป้าม่อมแกไม่หวงหรอกเรือน่ะ..!  เสร็จแล้วเอาพวกเราเอามาเก็บไว้ที่เก่าของแกก็แล้วกัน ”

นายเหม่งทำท่าหงุดหงิด เพราะว่ามันสงสัยว่ามันคงไม่ได้ไปจับปลาที่คลองตาเฉยแล้วละมั๊ง  เมื่อเหตุการณ์มาเป็นอย่างนี้เพื่อนรุ่นพี่จะเอาอย่างนี้ ก็เลยต้องจำยอมเรียกว่าเลยตามเลย เหม่งมันก็คงทำใจได้ว่าน้ำคงจะขึ้นอีกหลายวัน เวลายังมีถมเถไป
พวกเรา ๓ คนช่วยกันรื้อผ้าดิบถุงแป้งมัน ที่ป้าม่อมแกนำมาเย็บต่อๆกันให้เป็นผืนใหญ่ๆ แล้วนำมาคลุมเรือเล็กๆลำนี้ไว้ ดึงตลบขึ้นทางไหนฝุ่นก็คลุ้งเข้าปากเขาจมูกจามกันเสียงดังสนั่น กว่าจะดึงผ้าออกได้หน้าตาผมเผ้ามีฝุ่นเกาะเต็มไปหมด

พวกเราดึงผ้าที่คลุมเรือไว้ออกมา แล้วก็ช่วยกับพับให้เป็นผืนสี่เหลี่ยมเล็กๆกองไว้บนปากโอ่งมังกรที่มีฝาปิดอยู่ใกล้ๆตรงนั้น เพื่อว่าในตอนที่นำเรือมาคืนป้าม่อมแก จะได้เอาผ้ามาคลุมไว้อย่างเก่าได้สะดวก

ถึงตอนนี้ก็มองเห็นเรือลำนี้ได้ชัดแล้ว ได้กลิ่นเหม็นอะไรอ่อนๆโชยออกมา ป้าม่อมแกคงซื้อ หรือมีคนนำมาให้แกหลายปีแล้ว มันจึงค่อนข้างเก่า มีรอยเอาชันมายามาอุดเอาไว้ เหมือนเป็นการซ่อมรอยที่รั่วหรือรอยแยกของไม้ที่แตกร้าว แกคงจะซ่อมเมื่อปีที่แล้วและเอาไปใช้ตอนน้ำขึ้น พอมาปีนี้น้ำเพิ่งจะขึ้นแกจึงยังไม่ได้นำลงมาใช้เลย

นายเหม่งก้มดูที่ท้องลำเรือ ผู้เขียนกับนายโห้ยืนเกาะแคมเรืออยู่ใกล้ๆ นายเหม่ง งัดไม้กระดานแผ่นเล็กๆที่ตีเป็นแผง สำหรับปูวางนั่งที่ท้องเรือขึ้นมา นายเหม่งต้องเอามือปิดจมูกผงะแทบจะหงายหลัง....    มีต่อ

นายแก้ว เขียนเพื่อนเอ๋ย ตอน ๒ 

บทความล่าสุด

จำนวนผู้เยี่ยมชม

วันนี้110
เมื่อวานนี้296
สัปดาห์นี้641
เดือนนี้4619
ทั้งหมด712544

ผู้เยี่ยมชมในขณะนี้

1
Online