ประกาศหาคนที่เคยรู้จัก

  บ้านพักคนรถไฟที่นิคมมักกะสัน พระนคร เมื่อกว่า ๔๐ ปีมาแล้ว

     นานกว่า ๔๐ ปีแล้วที่ผมได้จากนิคมมักกะสันที่เป็นถิ่นที่อยู่ ของพนักงานของการรถไฟหรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า  “คนรถไฟ”  นิคมมักกะสันในสมัยนั้นเป็นเหมือนทาวเฮ้าส์ ตามหมู่บ้านจัดสรรในสมัยนี้

    มีลักษณะเป็นแถวๆละ ๘ ห้อง ถึง ๑๐ ห้อง ส่วนใหญ่จะเป็นลักษณะ ๒ ห้องต่อหนึ่งบันไดและอีกแบบหนึ่ง ๑ บันไดต่อ ๑ ห้อง เป็นชุมชนที่กว้างใหญ่มากนั่นละผมเคยอาศัยอยู่ที่นั่น อยู่ที่ห้องของการรถไฟในนิคมมักกะสันแห่งนี้
    เมื่อปี พ.ศ.๒๕๐๘ ปลายปีผมกลับมาจากเป็นทหาร แล้วมารายงานตัวเพื่อกลับเข้าทำงานใหม่ ทางการก็รับผมเข้าทำงานต่อไป แต่ห้องที่ผมเคยอยู่เก่าที่นิคมมักกะสันแห่งนี้มีคนมาอยู่แทนเสียแล้ว ผมจึงได้ไปอาศัยบ้านเพื่อนรุ่นพี่คนหนึ่งที่ซอยจารุรัตน์ หลังสถานีรถไฟมักกะสัน  ผมขอบอกชื่อเพื่อเป็นเกียรติให้แก่ผู้ใจบุญหน่อยเถิด เขาคือ  พี่บุญเลิศ บุญถวิล ี่คอยช่วยเหลือเพื่อนๆทุกคนที่ตกทุกข์ได้ยาก ผมบอกว่าขออาศัยอยู่ชั่วคราวก่อนเมื่อผมหาที่อยู่ได้ใหม่แล้วผมก็จะรีบย้ายออกไป ที่มาอาศัยอยู่ด้วยนี้ก็เกรงใจมากแล้ว เพราะว่าที่บ้านพี่บุญเลิศนั้นมีญาติๆของพี่บุญเลิศอยู่ในบ้านหลังนี้แล้วนับสิบคน

 

่บุญเลิศ บุญถวิล (นั่งซ้ายสุด) พร้อมกับเพื่อนๆเมื่อวันไปรับเข็มที่ระลึกของผู้บริจาคโลหิต เมื่อ พ.ศ.๒๕๐๘ ที่สวนอัมพร ยืนขวาสุด นายแก้ว ผู้เขียน 

   ดังนั้นผมจึงต้องรีบหาที่อยู่ใหม่ และไม่นานนักผมได้ไปอาศัยอยู่กับครอบครัวของผู้ใจบุญครอบครัวหนึ่ง คือ  คุณเอกชัยและน้าอ้วน ึ่งคนทั้งสองนี้ไม่ได้เป็นญาติพี่น้องอะไรกับผมเลย เพียงแต่รู้จักกันเฉยๆตั้งแต่เมื่อครั้งก่อนที่ผมจะไปเป็นทหาร เหตุที่ได้มาอยู่กับคุณเอกชัยนั้นเป็นดังนี้ จึงขอย้อนไปสักหน่อย
 
   เมื่อผมออกจากทหารและกลับเข้ามาทำงานแล้วไม่กี่วัน โดยยังอาศัยเพื่อนอยู่ในซอยจารุรัตน์  วันหนึ่งซึ่งเป็นวันทำงานในตอนพักเที่ยงผมไปกินข้าวกลางวัน ที่โรงอาหารของโรงงานกับเพื่อนๆอีกสองสามคน ได้พบกับคุณเอกชัยโดยบังเอิญที่แกเข้ามากินข้าวในโรงอาหารเหมือนกัน

   ได้คุยกันเมื่อแกรู้ว่าผมยังไม่มีที่อยู่แกจึงชวนผมไปอยู่ที่บ้านพักของแกในนิคมมักกะสัน ซึ่งผมได้ดูอาการของคุณเอกชัยแล้วก็ดูเหมือนว่าจะชวนผมด้วยความจริงใจไม่มีอะไรแอบแฝง และอีกอย่างหนึ่งนั้นบ้านพักคนงานที่นิคมมักกะสัน เป็นถิ่นที่อยู่เดิมที่ผมเคยอยู่มาก่อน ตลอดจนอยู่ใกล้ที่ทำงานด้วย ผมจึงตอบตกลง

  คนทางซ้ายคือ " คนรถไฟ " ที่หน้าบ้านพักมักกะสัน ห้องเดิมที่ผมเคยอยู่ก่อนไปเป็นทหาร

   คุณเอกชัยและพี่อ้วนมีเมตตากับผมมาก แกจัดให้ผมพักอาศัยอยู่ที่ชั้นล่างของบ้านพักของแก ซึ่งอยู่ภายในนิคมมักกะสันแห่งนี้  แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าผมได้อาศัยอยู่กับครอบครัวนี้ไม่นานเท่าไรนักผมก็ลาออกจากการรถไฟ ไปทำงานที่อื่นและไม่ได้กลับมาเยี่ยมเยียนอีกเลย

   คุณเอกชัยอายุประมาณ ๓๐ ปลายๆไม่ถึง ๔๐ แกทำงานในโรงงานมักกะสันเช่นเดียวกับผม แต่อยู่คนละหน่วยงาน คุณเอกชัยแกอยู่โรงงานซ่อมรถดีเซล ส่วนผมอยู่ที่โรงงานซ่อมรถบรรทุก ซึ่งอยู่ภายในโรงงานมักกะสันเหมือนกันและอยู่ไม่ไกลกันนัก ส่วนคุณอ้วนซึ่งเป็นภรรยาของคุณเอกชัยนั้นอายุประมาณ ๓๕ ปี ทำงานเป็นแม่บ้านให้กับฝรั่งคนหนึ่งที่ทำงานอยู่สายการบิน สวิสแอร์ ซึ่งมีบ้านพักแถวๆซอยพระอรรถ หรือซอยอรรถวิมลแถวๆดินแดง คุณอ้วนหรือพี่อ้วนนั้นเป็นคนชาวดำเนินสะดวก

   คุณเอกชัยและพี่อ้วนมีลูก ๓ คน ในภาพแรกข้างบน คนแรกคือ คุณติ๋ม (ทางขวาของภาพ) คุณหน่อย (ซ้าย) สังเกตดูให้ดีมีเด็กนั่งจับหมาอีกคนหนึ่งเขาคือเด็กชายเล็ก เป็นลูกคนที่ ๓  ส่วนผมนั่งอยู่หลังเด็กชายเล็ก ภาพนี้ถ่ายกันที่ใกล้ๆบ้านที่พวกเราพักกันอยู่

ด็กๆในบ้านพักนิคมมักกะสันที่อยู่ใกล้ๆกัน ออกมาวิ่งเล่นบนทางรถไฟกันในตอนเย็น ลูก ๓ คนของคุณเอกชันและพี่อ้วนคือ คุณหน่อย (ยืนซ้าย) คุณติ๋ม (ยืนกลาง) และเด็กชายเล็ก นั่งข้างหน้าคุณติ๋ม.

   ภาพเหล่านี้ผมจำไม่ได้เลยว่าใครเป็นคนถ่ายให้ และฟิล์มนี้ได้มาได้อย่างไร เพิ่งจะพบเมื่อไม่นานมานี้เองลูกชายของผมนำฟิล์มนี้มาสแกน เสร็จแล้วปริ้นท์ออกมาเป็นภาพมาให้ผม ทำให้ผมคิดถึงพวกเขามากจึงอยากจะประกาศว่า  คุณติ๋ม  คุณหน่อย เมื่อตอนเด็กๆอยู่ที่มักกะสันนั้นเวลานี้อยู่ที่ไหน หากได้เห็นหรือรู้ข่าวนี้แล้วช่วยติดต่อกลับน้าแก้วด้วย จะดีใจมากที่สุดเลยครับ..

 นายแก้ว ผู้เขียน 

บทความล่าสุด

จำนวนผู้เยี่ยมชม

วันนี้83
เมื่อวานนี้247
สัปดาห์นี้916
เดือนนี้3056
ทั้งหมด698445

ผู้เยี่ยมชมในขณะนี้

1
Online