บุญมา ทรัพย์สิน ๖ ( น้ำตาทหารเกณฑ์ )

 

     ภาพนี้ไม่เกี่ยวกับเรื่อง แต่เป็นภาพของบรรดาพลทหารเกณฑ์ที่มี ส.ท.ระฆัง สุวรรณมัจฉา (ยืนที่ ๓ จากซ้ายน้องชายของผู้เขียน) เป็นผู้บังคับบัญชา เมื่อประมาณปี พศ. ๒๕๑๐ ครับ

   ภาพแรกที่ผมเห็นก็คือ บุญมานอนหงายมีผ้าห่มสีเขียวขี้ม้า ปิดตั้งแต่หน้าอกถึงปลายเท้าลืมตาโพลงอยู่ มีขวดน้ำเกลือขวดใหญ่ห้อยอยู่ที่แสตนด์สำหรับแขวนน้ำเกลือ แสดงว่ากำลังให้น้ำเกลืออยู่

   ผมเดินเข้าไปใกล้ๆเตียงคนไข้ บุญมาได้ยินเสียงจึงหันมาดู พอเขาเห็นผมกับไอ้โทนเท่านั้น น้ำตาแห่งลูกผู้ชายชื่อบุญมา ก็ไหลพรูท่วมลูกนัยน์ตาออกมา แล้วพูดกับผมด้วยเสียงสะอื้นไห้ “แก้ว เราแย่ว่ะ ไม่นึกเลยว่ามันจะเป็นอย่างนี้  นี่เราก็พูดกับหมอแล้วว่าขอออกจากโรงพยาบาลกลับขึ้นกองร้อย ในตอนนี้เรารู้สึกว่าดีเหมือนเดิมแล้ว ทำไมหมอจึงเฉยๆอยู่ไม่ให้เราออกสักทีก็ไม่รู้ เบื่อแย่แล้ว ” บุญมาพูดพลางยกหลังมือปาดน้ำตาเหมือนเด็กๆ

   ผมเองเห็นอย่างนี้แล้วก็พยายาม ที่จะกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหล ออกมาให้บุญมาเห็นแต่ก็กลั้นไม่อยู่ บุญมานี้ไม่ใช่ว่าผมเพิ่งจะมารู้จักที่นี่ หรือเพิ่งจะรู้จักกันเมื่อไม่นานมานี้ แต่ผมรู้จักกันมาตั้งแต่เด็กๆแล้ว ถ้าท่านผู้อ่านได้อ่านตั้งแต่ตอนแรกก็จะทราบเรื่องราวของผมกับบุญมาตั้งแต่เด็กๆได้เป็นอย่างดี

   ผมนึกถึงเมื่อตอนเด็กๆที่เรียนอยู่ชั้นประถม ที่โรงเรียนวัดเจ็ดเสมียน ในตอนนั้นผมเคยไปที่บ้านเขาหลายครั้ง เพราะว่าบ้านอยู่ไม่ไกลกันนัก บุญมาชอบเอาต้นไม้เล็กๆที่มีดอกสวยๆ ให้ผมเอาไปปลูกที่บ้าน รวมทั้งต้นไม้ชนิดหนึ่งที่เรียกว่าต้นตายใบเป็นไปปลูกที่บ้านด้วย ผมดีใจมากเพราะว่าในวันนั้นผมเพิ่งจะรู้จักต้นตายใบเป็น เป็นครั้งแรก

   จนกระทั่งเมื่อครั้งที่เรียนอยู่ชั้น ม. ๒ ที่โรงเรียนวัดสนามชัยเราก็เรียนอยู่ด้วยกัน เล่นฟุตบอลด้วยกัน บุญมาเป็นคนแข็งแรงมาก นอกจากนั้นบุญมายังช่วยพ่อแม่ทำไร่ทำนาอย่างไม่เหน็ดเหนื่อย มาถึงตอนนี้บุญมาไม่น่าจะมาเป็นอย่างนี้เลย
   ผมกับไอ้โทนปลอบใจให้กำลังใจอยู่เป็นนาน มาเยี่ยมบุญมาครั้งนี้ของกินของใช้ ก็ไม่ได้ซื้อมาเยี่ยมมันเลย เพราะว่าไม่รู้ว่ามันจะกินอะไรได้บ้างหรือยัง

   บุญมาบอกว่า "หมอเขาตรวจเลือดแล้วดูอาการของโรคแล้ว เขาบอกว่าเราเป็น “โรคไข้มาลาเรีย”  มันอยู่ในร่างกายเรามานานแล้ว เราก็ไม่ได้ไปรักษาให้มันจริงจังเลยสักที เพราะเราก็ไม่รู้ว่าเราเป็นมาลาเรีย มันเป็นแต่ละครั้งพอมันสงบลงไป เราก็เลยลืมไปหาหมอ มันจึงเป็นๆ หายๆ อยู่อย่างนี้แหละ "
   มิน่าล่ะบุญมาจึงได้เป็นๆ หายๆอยู่อย่างนี้ เวลาเป็นขึ้นมาละก็น่ากลัวจริงๆ ผมบอกบุญมาว่า " หมอให้อยู่ก็อยู่ต่อไปเถอะนะ ให้มันหายดีเสียก่อน แล้วเราก็จะมาอยู่ด้วยกันไปฝึกด้วยกัน อย่างที่เราตั้งใจกันเอาไว้นะ " บุญมาฟังผมพูดอย่างตั้งใจ ผมคุยกับบุญมาอีกสักครู่หนึ่งคิดว่าจะกลับแล้วเพื่อจะได้ให้บุญมาได้พักผ่อน

   ผมขยับปากจะบอกว่า "แล้วเราจะมาเยี่ยมบ่อยๆนะ " แต่ยังไม่ทันได้พูดออกไป ก็มีนายแพทย์เวรคนหนึ่งเปิดประตูแล้วเดินเข้ามาในห้อง ผมกับไอ้โทนทำความเคารพแบบทหาร ที่ได้รับการ ฝึกเบื้องต้นมาอาทิตย์หนึ่งเต็มๆแล้ว หมอยกมือรับความเคารพผมแล้วถามผมว่า "มาเยี่ยมเพื่อนหรือ" ผมบอกว่าใช่ครับ แล้วผมก็ถามถึงอาการของบุญมาว่าเป็นอะไร ทำไมมันถึงเป็นอย่างนี้ หมอทหารคนนั้นจึงได้คุยให้ผมฟังถึงโรคของบุญมาคร่าวๆ

   หมอบอกว่า " พลทหารบุญมานี้แกได้รับเชื้อไข้มาลาเรียมานานแล้ว และไม่ได้ไปรักษาอย่างจริงจังเพราะไม่รู้ ซื้อแต่ยาแก้ปวดแก้ไข้มากินเอง เมื่อไข้มันลดลงมาก็คิดว่าหายแล้ว แต่จริงๆแล้วโรคมันก็ยังอยู่ในตัวนั่นเอง และมันจะดื้อยาขึ้นเรื่อยๆ หมอจึงให้แกอยู่ไปก่อนรอดูอาการอีกสักหน่อย " หมอพูดพร้อมกับหันหน้าไปทางบุญมาที่นอนให้น้ำเกลืออยู่ เมื่อหมอคนนั้นเห็นผมสนใจในโรคที่หมอเล่ามานี้ จึงได้พูดต่ออีกว่า

    "ไข้มาลาเรียนั้นก็คือ ไข้จับสั่น หรือไข้ป่านั่นเอง จะพบกันบ่อยๆในบ้านเรา หรือมักจะพบในบริเวณที่เป็นป่าเขา ในคนที่เป็นอย่างเช่นพลทหารบุญมานี้ " หมอพูดพลางหันไปทาง บุญมา " แกคงจะติดเชื้อไข้มาลาเรียมานานแล้ว และไม่ได้ไปหาหมอรักษาให้ถูกวิธีก็เลยเรื้อรังอยู่อย่างนี้ ถ้ามันขึ้นสมองก็จะมีอาการ เพ้อ ชัก หมดสติ และถึงตายได้"

  ผมก็เพิ่งจะรู้กระจ่างในวันนี้เองว่า บุญมา มีเชื้อไข้มาลาเรียอยู่ในร่างกาย อาจจะติดเชื้อมาจากยุงก้นปล่อง ที่มีเชื้ออยู่มากัดเขาก็ได้ นายแพทย์ทหารผู้นั้นตรวจดูอาการของ บุญมาอีกประเดี๋ยวหนึ่งก็ออกจากห้องไป  ผมบอกบุญมาว่า " ตอนนี้พักผ่อนให้มากๆนะอีกวันสองวันก็ออกได้แล้ว เรากลับก่อนละ " ผมจับมือบุญมาขึ้นมาบุญมาบีบมือผมเหมือนกับจะบอกว่า ซาบซึ้งในน้ำใจ แล้วผมกับไอ้โทนก็ลงบันใดออกจากโรงพยาบาลไป ตลอดทางที่เดินกลับกองร้อย ไอ้โทนสอบถามผมเกี่ยวกับบุญมาตลอดทาง

  สองวันต่อมาเป็นวันจันทร์การฝึกก็เริ่มเป็นปรกติ แต่ก็ยังไม่ค่อยคืบหน้าไปไหน ยังฝึกความเคยชินการเป็นทหารอยู่เหมือนเดิม ทำให้พวกเราคล่องกันขึ้นแล้ว และเริ่มจะรู้อะไรภายในค่ายนี้มากขึ้น เที่ยงวันนั้นกินอาหารเที่ยงกันแล้ว ที่โรงอาหารครูฝึกก็สั่งให้เดินแถวอย่างเป็นระเบียบกลับไปที่กองร้อย พักผ่อนกันก่อนตามสบาย ตอนบ่ายโมงนั่นแหละจึงเริ่มต้นฝึกกันใหม่

เมื่อการฝึกหนักขึ้นเรื่อยๆเวลาพักผ่อนในตอนกลางคืนก็คิดถึงเพื่อนๆเมื่อตอนเป็นเด็กที่ตลาดเจ็ดเสมียนเหมือนกัน (คนยืนที่ ๓ จากขวาคือผู้เขียน)

  นี่เป็นการฝึกทหารในอาทิตย์แรกของเดือนแรก มีนายสิบคนหนึ่งบอกว่า ในเดือนที่สองนี้แหละจะค่อยๆเข้มข้นขึ้น แล้วพอจบเดือนที่สองแล้วก็เป็นอันว่าจบการฝึกเบื้องต้น จึงแยกเหล่าแยกย้ายกันไปฝึกเฉพาะเหล่า เฉพาะทางกันอีก ๒ เดือนตามแต่ทางผู้บังคับบัญชาระดับกองพัน จะสั่งมาอีกที

   ผมกลับมาถึงกองร้อยแล้วกะว่าจะนั่งพักเสียหน่อย พลันตาก็เหลือบไปเห็น บุญมา นั่งอยู่บนเตียงนอนของเขาอยู่แล้ว ร่างกายของเขาซูบผอมลงไปจนมองเห็นได้ ผมเดินเข้าไปหาด้วยความดีใจ บุญมาเหลือบเห็นผมเข้าก็ยิ้มจนเห็นเหงือกเห็นฟันเต็มปาก ผมจึงนั่งคุยกับบุญมาจนกระทั่ง ครูผู้ฝึกเป่านกหวีดเรียกเข้าแถวและเดินแถวไปฝึกที่กลางสนามต่อ

   ได้ทราบจากบุญมาว่าหมอให้ออกมาเมื่อเช้าวันนี้นี่เอง และบุญมาได้ไปรายงานตัวกับผู้บังคับกองร้อยแล้ว เขาขอผู้บังคับกองร้อยว่าขอลงฝึกในรุ่นนี้เลย เพราะว่าไม่อยากให้ตกรุ่นและก็คงจะฝึกทัน ผู้บังคับกองร้อยท่านยินยอมให้ลงฝึกได้ ดังนั้นจะมีทหารใหม่มาฝึกเพิ่มกับผมอีกคนหนึ่งในวันพรุ่งนี้แน่นอน

   การฝึกดำเนินต่อไปเรื่อยๆ อีกไม่นานก็จะผ่านการฝึกทหารใหม่ของกรมฝึกเบื้องต้นที่ ๑ แล้ว การฝึกยิงปืนเล็กยาวแบบบรรจุเอง (ปลยบ.๘๘) ที่สนามยิงปืนก็ผ่านพ้นไป ในวันที่เราฝึกยิงปืนชนิดนี้กันนั้นพวกเราตื่นเต้นกันมาก ในตอนเช้าพวกเราเข้าแถวเดินไปที่คลังอาวุธ ซึ่งอยู่ห่างจากกรมฝึกเบื้องต้นที่ ๑ ไปไกลพอสมควร เพื่อรอรับกระสุนปืน (กระสุนจริง) ขนาด ๗.๖๕ มม. ที่มีหัวเป็นทองแดงแหลมเปี๊ยบ ใช้สำหรับปืน ปลยบ ๘๘  และจะใช้กับปืนเล็กกลก็ได้

   ขอเล่าถึงเรื่องปืนประจำกายของพลทหาร ที่ใช้สำหรับฝึก (ปืนของจริง) ในสมัยที่ผมเป็นทหารสักหน่อยพอเข้าใจ เหตุที่ได้เรียกปืนชนิดนี้ว่า ปลยบ.88 นั้นย่อมาจากคำว่า " ปืนเล็กยาวบรรจุเองแบบที่ 88 " ปืนชนิดนี้เข้ามาประจำการกองทัพไทย ด้วยการช่วยเหลือส่งมอบจากประเทศ สหรัฐอเมริกาซึ่งในขณะนั้นเป็นปี พศ. 2488) จะสังเกตได้ว่าปืนทุกกระบอกจะมีทะเบียนของกองทัพอเมริกาประทับไว้

    พวกเราเข้าคิวรับกระสุนปืนคนละ ร้อยกว่านัด โดยการถอดหมวกเหล็กรับเอากระสุนใส่จนเต็ม (แต่ได้รับกันคนละกี่นัด ผมจำไม่ได้แล้ว) แล้วก็เดินทางโดยรถยนต์ไปที่สนามยิงปืน ที่อยู่ในป่าห่างจากกองร้อยไปหลายกิโลเมตร สนามยิงปืนนี้อยู่ใกล้ๆเขาลูกเล็กๆลูกหนึ่ง เป็นสนามใหญ่มากยิงกันครั้งละได้หลายสิบคน มีเป้ากระดาษแข็งทำเป็นรูปคนและมีวงกลมหลายๆชั้นในรูปคนนั้นด้วย

   การฝึกซ้อมยิงปืนกันด้วยกระสุนจริงที่สนามยิงปืนนี้นั้น มีขั้นตอนมากมายเพื่อความปลอดภัย เขาแบ่งผู้ที่จะฝึกยิงเป็นชุดๆละประมาณ ๑๐ คน เมื่อชุดแรกเข้าประจำที่แล้ว ก็ต้องรอคำสั่งยิงจากนายทหารที่ขึ้นไปอยู่บนหอคอยสูง เขามีกล้องส่องทางไกลอยู่ในมือ คอยยืนสั่งการด้วยเครื่องขยายเสียงว่าจะให้ยิงได้เมื่อไร มีทหารคอยโบกธงข้างล่างเป็นสัญญาณว่าพร้อมแล้ว นายทหารข้างบนสั่งแล้วจึงยิงได้เพื่อความปลอดภัย

   ผมกับบุญมาและไอ้โทนกลับจากสนามยิงปืน พร้อมๆกับเพื่อนทหารรุ่นเดียวกันที่ไปฝึกซ้อมทุกคน ถึงกองร้อยก็เย็นมากแล้ว ภารกิจในวันนี้เสร็จสิ้นไปด้วยดี  การฝึกในเบื้องต้นจำนวน ๒ เดือนก็ใกล้จะงวดลงทุกที แต่ก็ยังมีอีกหลายอย่างที่จะต้องฝึกและต้องผ่านให้ได้ เช่นการฝึกขว้างระเบิดมือ (จริงๆ) จากหลุมบังเกอร์ การยิงปืนสั้นus.11 มม. ซึ่งการยิงแต่ละนัดนั้นมันสะบัดมือข้อมือแทบหัก จำได้ว่าได้ยิงกันคนละไม่กี่นัดเท่านั้นสำหรับปืนสั้น ๑๑ มม.ชนิดนี้

    ถึงแม้ว่าทุกอย่างที่ผมเล่ามาจะผ่านไปด้วยดีแล้ว ยังมีสิ่งที่น่าตื่นเต้นมากที่สุดสำหรับการฝึกสุดท้าย ที่ทหารใหม่กลัวมากก็คือ การเดินทางไกลในป่าในตอนกลางคืนและกลับกองร้อยให้ได้ในวันรุ่งขึ้น โดยมีเข็มทิศช่วยในการเดินทาง
   การเดินทางไกลในป่านั้นก่อนออกเดินทาง ฝ่ายสูตกรรม (ทหารทำครัว) ก็จะเอาอาหารกระป๋องจำนวนมากล่วงหน้าไปก่อนไปรอยังที่จุดนัดพบที่รถยนต์สามารถเข้าไปถึง เมื่อพวกเราเดินแถวไปถึงรถเสบียงที่รออยู่ก่อนแล้ว เขาก็จะแจกอาหารกระป๋องเหล่านั้น คนละสองสามกระป๋องเพื่อยังชีพในป่า แล้วรถที่มาส่งอาหารกระป๋องนั้นก็จะกลับก่อน เพราะต่อจากนี้ไป รถยนต์ก็จะเข้าไม่ได้แล้ว

    สุดท้ายจริงๆคือการฝึกการลอดวิถีกระสุน ที่มีลวดหนามกั้นติดดินและมีปืนกลเบา ยิงกระสุนจริงผ่านหัวผู้ฝึกไปหวีดหวิว ถ้าผ่านขั้นตอนนี้ไปแล้วก็จะเป็นการจบสิ้นการฝึกทหารใหม่ที่กรมฝึกเบื้องต้นที่ ๑ ที่นี่ แล้วเมื่อถึงตอนนั้นยังไม่รู้ว่าจะย้ายไปฝึกต่ออีก ๒ เดือนที่ไหน การฝึกใน ๒ เดือนหลังนี้ ก็คือการเข้าฝึกเฉพาะเหล่าเฉพาะทาง เช่น เหล่าทหารราบ สื่อสาร ปืนใหญ่ ทหารม้า และอื่นๆ  จะได้ย้ายไปฝึกกันที่ไหนก็ยังไม่รู้ แต่ที่แน่ๆถ้าตกทหารราบละก็ต้องฝึกภายในค่ายนี้ คือที่กรมฝึกเบื้องต้นที่ ๒ ที่อยู่ลึกเข้าไปอีกนั่นเอง

   พรุ่งนี้ก็จะถึงวันฝึกลอดวิถีกระสุนที่สนามในป่าแล้ว สนามฝึกนี้ต้องเดินทางเข้าไปห่างไกลจากกองร้อยหลายกิโลเมตร คราวนี้ไม่ได้มีรถบรรทุกมาส่งเหมือนหลายๆครั้งที่ผ่านมา แต่เดินเท้าเข้าไปแต่งกายขุดฝึกเต็มที่ ร่างกายจึงแบกน้ำหนักอย่างมาก มีอุปกรณ์ต่างๆที่ต้องนำติดตัวไปด้วย เหมือนกับว่าไปลาดตระเวนระยะไกล หรือว่าไปออกรบกันนั่นเลยทีเดียว
     ภูมิประเทศเป็นป่าทึบ แต่ก็ยังดีที่มีร่องรอยทางเดินของรุ่นพี่ ที่มาฝึกกันก่อนหน้านี้แล้วจึงเดินกันไม่ลำบากมากนัก แต่กว่าจะถึงจุดหมายก็เล่นเอาอ่อนแรงไปตามๆกัน

   ในบริเวณป่าที่กว้างใหญ่นั้นมีการทำเป็นสนามฝึกต่างๆ เช่น ทหารกรม ป.(ปืนใหญ่) ก็มาฝึกยิงปืนใหญ่ไปที่เขาลูกไม่ใหญ่มากนัก ซึ่งห่างจากจุดนี้ไปประมาณ ๙ กิโลเมตร  เขาลูกนี้จะมองเห็นบนยอดเขาทั้งลูกหัวโล้นไปหมด เนื่องจากโดนกระสุนปืนใหญ่ไม่มีต้นไม้ขึ้นเลย เหมือนคนหัวโล้นที่ไม่มีผมขึ้น เขาจึงเรียกกันว่าเขาหัวโล้น

   สายหน่อยรถบรรทุกอาหารเที่ยงของพวกเราก็มาจอด ตรงหน้าสนามแห่งนี้ มองให้ดีๆจะเห็นลวดหนามขึงตึง ติดเรี่ยๆกับดิน ที่พื้นดินนั้นมีร่องรอยของการถูไถมามากแล้ว คงจะเป็นการฝึกของรุ่นก่อนๆนั่นเอง นี่แหละคือสนามฝึกการลอดวิถีกระสุนละ

   นายทหารและนายสิบที่ควบคุมการฝึกของเรานั้น เตรียมพร้อมอยู่แล้ว ทุกนายแต่งตัวสวมหมวกเหล็กที่มีเชือกตาข่ายหุ้มไว้อีกที  มีกิ่งไม้ใบไม้เสียบอยู่ที่หมวกเหล็ก แต่งตัวเหมือนกับอยู่ในศึกสงคราม

   เสียงนกหวีดเรียกพวกเราให้เข้าแถว และไปฟังนายทหารที่คุมการฝึกนี้ ถึงที่มาที่ไปเสียก่อนว่าจะต้องปฏิบัติอย่างไร  จุดเข้าออกอยู่ตรงไหน เมื่อได้รับฟังการอธิบายเข้าใจกันเป็นอย่างดีแล้ว ก็ให้พวกผมไปแต่งตัวหากิ่งไม้มาติดไว้ตามตัว หรือเหน็บกับเสื้อผ้าไว้  แล้วก็หาดินหาโคลนมาทาหน้าทาแขนให้ขะมุกขะมอม เพื่อประโยชน์ในการพรางตัว พวกเราดูหน้ากันแต่ละคน ขำกันยกใหญ่ เมื่อเสร็จแล้วการฝึกก็จะเริ่มต้นขึ้น

  ในขณะที่เรากำลังแต่งกายเพื่อพรางตัวนั้น บุญมาเดินมาหาผมแล้วบอกผมว่า " แก้ว ตั้งแต่เมื่อคืนนี้แล้วเรามีอาการไม่ค่อยดีเลย รู้สึกว่าคลื่นไส้เล็กน้อย ปวดหัว เวียนหัว ในช่วงหลายวันมานี้ ฝึกกันหนัก โรคเก่าคงจะเข้ามากำเริบอีกแล้วแหละ " ผมก็บอกว่า "อ้าว..! แล้วเมื่อเช้าก่อนมานี่ก็ไม่บอก จะได้ไปหาหมอเอายามากินเสียก่อน " บุญมาบอกว่า " ถ้าบอกว่าไม่ค่อยสบาย เขาคงไม่ให้เราฝึกในด่านสุดท้ายนี่ แล้วเราก็จะตกรุ่นไม่ได้ย้ายไปที่อื่นกับเขาเท่านั้น "

   ผมบอกว่า  " ไม่จริงหรอก ถ้าเราเป็นแบบนี้ เขาก็จะงดไม่ให้บุญมาฝึกคนเดียวก็ได้ แล้วก็เซ็นให้ผ่านไปเลย ถ้าเราพูดขอร้องกับเขาดีๆ " บุญมาก็ว่า " ไม่เป็นไรเราจะทนอีกหน่อยให้มันผ่านพ้นวันนี้ไปเสียก่อน คงไม่เป็นไรนะ " ผมมองดูบุญมาแล้วรู้สึกว่า บุญมามีอาการหน้าซีดตัวซีดไปมาก คงจะจริงอย่างที่บุญมาบอกเสียแล้ว อาการไข้มาลาเรียอาจจะกลับมาอีก เพราะว่าตั้งแต่ออกมาจากโรงพยาบาล ก็ฝึกกันหนักทุกวัน แล้วอากาศก็หนาวเย็นมาก เพราะว่าเวลานี้ก็เข้าเกือบกลางเดือน มกราคมแล้ว

   การฝึกลอดวิถีกระสุนในวันนี้นั้นก็ผ่านไปด้วยดี มีขลุกขลักไปบ้างก็เป็นธรรมดาของการฝึก เพราะว่าไม่มีใครทำเป็นมาก่อน กลับถึงกองร้อยก็เย็นแล้ว ไปกินอาหารกันที่โรงอาหารเรียบร้อย แต่บุญมาบ่นว่าปวดหัวและมีไข้ขึ้นจึงไม่ได้ไปกินอาหารที่โรงอาหารด้วย ผมกินอาหารเสร็จแล้วก็รีบกลับมาที่กองร้อย เพราะว่าเป็นห่วงบุญมา เมื่อมาถึงเห็นบุญมานอนอยู่ที่เตียงของเขา ผมรีบเข้าไปถามบุญมาว่า " เป็นอย่างไรบ้างไปหาหมอกันดีกว่านะเดี๋ยวเราพาไป " บุญมาบอกว่า "ไม่ต้องก็ได้มั๊งเคยเป็นอย่างนี้บ่อยๆตอนอยู่ที่บ้าน นอนไปสักพักหนึ่งมันก็จะดีขึ้นเอง " ผมถามอีกว่า "แล้วกินยาลดไข้บ้างหรือยัง" บุญมาบอกว่ากินแล้วก็เอนตัวลงนอนนี่แหละ

   ก่อนจะขึ้นไปข้างบนที่เตียงของผม ผมบอกบุญมาว่าจะเอาหรือจะกินอะไรก็บอกได้นะ จะขึ้นไปเอาผ้าขะม้าไปอาบน้ำสักหน่อย อาบน้ำแล้วจะลงมาอยู่เป็นเพื่อน วันนี้เป็นวันศุกร์ เพื่อนที่เป็นทหารมาพร้อมๆกันและฝึกเบื้องต้นเสร็จสิ้นหมดเรียบร้อยกันแล้ว บางคนก็ลากลับบ้าน จะกลับมาก็เย็นวันอาทิตย์ ก่อน ๖ โมงเย็น เพื่อมารวมเช็คชื่อว่ามีใครยังไม่มาบ้าง ไอ้โทนมันก็จะกลับบ้านเหมือนกันในเสาร์ อาทิตย์นี้

   เมื่อสองสามวันก่อนนั้น ไอ้โทนมันก็บ่นให้ผมได้ยินว่า เสาร์อาทิตย์นี้มันอยากจะลากลับบ้าน คิดถึงแฟนมันที่บ้านจะแย่แล้ว ผมสองคนกับบุญมา มาอยู่ที่นี่เกือบ ๒ เดือนแล้ว การฝึกที่เป็นด่านสุดท้ายได้เสร็จลงในวันนี้ เหลืออีกไม่ถึงอาทิตย์ก็จะครบ ๒ เดือน ผมกับบุญมายังไม่ได้ลากลับบ้านกันเลย

  ในปีที่ผู้เขียนจะมาเป็นทหาร ตอนต้นๆปีก็มาเที่ยวที่หาดหัวหินพร้อมกับเพื่อนๆที่ทำงานด้วยกัน (ผู้เขียนขวาสุด)

   ผมเคยชวนบุญมาและอยากให้บุญมากลับบ้านบ้าง และในระหว่างเดินทางกลับนั้นก็จะพากันแวะเดินเล่นที่หัวหินกันสักพักหนึ่งก่อน แต่บุญมาบอกว่า "เอาไว้อีกสักพักหนึ่งให้การเปลี่ยนสถานที่ฝึกเรียบร้อยเสียก่อน ซึ่งก็ยังไม่รู้ว่าจะถูกย้ายไปฝึกที่ไหน เมื่อย้ายกันเรียบร้อยแล้วค่อยกลับ นอกจากพ่อแม่แล้วเราไม่มีใครที่ต้องคิดถึงหรือเป็นห่วง พ่อแม่ก็สบายดีตามจดหมายที่แม่ส่งมาให้เมื่ออาทิตย์ก่อนนั้น จึงไม่ห่วงอะไร ถ้ากลับก็เปลืองตังค์ค่ารถเปล่าๆ " บุญมาบอกผมอย่างนี้

    ยังไม่อยากกลับไปเยี่ยมบ้านบ้างก็ตามใจ ผมก็ยังไม่อยากกลับเหมือนกัน เพราะผมเคยไปอยู่ในที่อื่นๆ ซึ่งไม่ใช่บ้านของผม เสียจนเคยแล้ว แม่ผมก็ไม่ต้องห่วงน้องของผมอยู่กับแม่ ตั้ง ๓ คนคอยดูแลแกอยู่แล้ว ผมจะอยู่ที่ไหนนานเท่าไรก็ได้เพราะผมยังไม่มีใครหรือคนรักที่จริงจังอะไร ผมก็เลยไม่ต้องห่วงอะไร อยู่ที่นี่นานๆสนุกดีเสียอีก ......!

   นายแก้ว เขียนบุญมา ทรัพย์สิน ๖ (น้ำตาทหารเกณฑ์)

บทความล่าสุด

จำนวนผู้เยี่ยมชม

วันนี้242
เมื่อวานนี้199
สัปดาห์นี้836
เดือนนี้3464
ทั้งหมด729085

ผู้เยี่ยมชมในขณะนี้

1
Online