อารีย์ สุวรรณมัจฉา ๑

เรื่องราวเก่า ๆ ของชาวตลาดเจ็ดเสมียน

 

 
 
alt
     
 
    มีเพื่อนๆและคนที่รู้จักที่ได้ติดตาม Website นี้ของผมตลอดมา ได้ถามผมว่าเรื่องราวของผู้คนต่างๆ ที่เคยเป็นเด็กที่เจ็ดเสมียนแห่งนี้ ที่มีความสามารถพอสมควร พอที่จะเป็นที่เชิดหน้าชูตาของชาวเจ็ดเสมียนได้บ้าง ทั้งคนเก่าและเด็กรุ่นใหม่ๆก็เขียนถึงหลายๆคนมาแล้ว
 
    แต่ทำไมผมก็มีน้องๆ ซึ่งก็เป็นเด็กเจ็ดเสมียนตัวจริง และลูกๆ หลานที่พอจะมีความสามารถ ที่จะมาเสนอแนะนำกันให้รู้จักกันบ้าง ทำไมจึงไม่เห็นได้เขียนมาให้อ่านกันบ้างเลย ผมก็บอกว่า ตอนนี้ก็เขียนแนะนำกันไปเรื่อยๆเท่าที่จะทำได้ คิดว่าก็ใกล้ๆจะถึงคิวน้องสาวคนหนึ่งของผมบ้างแล้ว
 
 
    แต่ที่ชะลอๆกันไว้ก่อนนั้น ก็เพราะว่าไม่อยากจะให้ท่านผู้ที่ติดตามบางคน อาจจะบ่นเอาได้ว่า เขียนแต่เรื่องของตัวเอง แต่ในตอนนี้คิดว่าถึงคิวแล้วที่จะเขียนถึงเรื่องของน้องสาวของผมสักคนหนึ่ง
    คือ คุณอารีย์ สุวรรณมัจฉา บุตรคนที่ ๓ ของนายหิรัญนางสละ สุวรรณมัจฉา คนเก่าแก่ของตลาดเจ็ดเสมียนคนหนึ่ง ซึ่งหลายๆท่านก็คงจะได้อ่านเรื่องราวต่างของท่านผ่านๆมาแล้วบ้าง
 

     เมื่อในสัปดาห์ที่ผ่านมาแล้วนั้น มีวันหยุดราชการหลายวันเหลือเกิน คือวันเสาร์ อาทิตย์ วันอาสาฬหบูชา และวันเข้าพรรษา เรียงกันเป็นพืด ผู้ที่ทำงานกินเงินเดือนทั้งหลาย

   โดยเฉพาะข้าราชการกระทรวง ทบวง กรมกองต่างๆ ก็หยุดกันยาวแล้วก็วางแผนการที่จะกลับไปบ้านเดิม ไปเยี่ยมพ่อแม่ ไปเยี่ยมญาติ ไปทำบุญ ไปเที่ยว ไปพักผ่อนในที่ต่างๆทั้งทางเหนือและทางไต้ทุกๆภาคของประเทศเรา

    ส่วนตัวผมพร้อมด้วยครอบครัวไม่ได้ไปไหน เพราะไม่อยากไป และอีกอย่างหนึ่งลูกของผมสองคนอยู่ที่กรุงเทพฯ เพราะว่าเขาทำงานกันอยู่ที่กรุงเทพฯ คือลูกชายคนกลาง และลูกหญิงคนเล็กนั้น ก็โทรศัพท์มาบอกผมล่วงหน้าหลายวันแล้ว ว่าจะมาเที่ยวพักผ่อนกันที่บ้านสวน ที่สามชุก สุพรรณบุรี ผมก็ยิ่งไม่ได้ไปไหนใหญ่เลย 

 

 alt

 ด้านหน้าบ้านสวนเลขที่ ๒๒๒ สามชุก สุพรรณบุรี

      พอถึงวันนั้นพวกลูกๆ เขาขับรถกันมาคนละคัน เพราะว่าอยู่กันคนละที่ ได้มาพักอยู่ที่บ้านสวนนี้ ตั้งแต่วันเสาร์แล้วก็กลับกรุงเทพฯกันในวันจันทร์  คือค้างกัน ๒ คืน

   ในระหว่างที่อยู่ที่บ้านสวนนี้ หลานของผมที่มาจากกรุงเทพฯ ๒ คน และที่อยู่กับผมที่บ้านสวนนี้ อีก ๑ คน วิ่งเล่นกันในสวนทั้งวันสนุกสนานกันใหญ่

 

alt

  หลานหญิงสองคนขี่ม้าก้านกล้วยวิ่งเล่นกันในสวน

 

 alt

ลานอีกคนหนึ่งเป็นเด็กชายก็หนักไปทางเฝ้าแต่เกมส์จนงงได้ที่แล้วจึงลงไปเล่นในสวนกับพวกน้อง

 

alt 

ด้านหลังบ้านตรงที่มีร่มสีแดงนั้น เป็นที่นั่งคุย นั่งรับประทานอาหารและสังสรรค์กันสำหรับผู้มาเยือน

 

   ในวันจันทร์คือวันที่จะกลับนั้น ก็ได้พากันไปให้อาหารปลาที่ท่าน้ำวัดนางบวชก่อน แล้วเลยไปดูสัตว์ดูปลากันที่ บึงฉวาก ไปกินอาหารกลางวันกันที่นั่น

   ผมอยู่ใกล้บึงฉวากก็จริงอยู่แต่ไม่ค่อยได้ไปเที่ยวที่นั่นเลย  เพราะเหตุว่าเคยไปมาหลายหนแล้ว  นอกจากมีเพื่อนฝูงมาจากกรุงเทพฯทีก็พาไปที ถ้าไปเที่ยวเฉยๆละก็ไม่ไปเลย

alt

่ท่าน้ำของวัดนางบวช เขาทำเป็นทางเดินคอนกรีตอย่างแข็งแรง ให้นักท่องเที่ยวมาชมและซื้ออาหารเลี้ยงปลา มีนักท่องเที่ยวที่จะไปบึงฉวากแวะเข้ามาเที่ยวเรื่อยๆ ลูกหลานของผมมาเลี้ยงปลาที่นี่หลายครั้งแล้ว

     เมื่อหลานๆที่มาจากกรุงเทพฯอยากไปบึงฉวากกัน ก็เลยพากันไปหมดทั้งบ้าน เดี๋ยวนี้ที่บึงฉวากเขาพัฒนาดีขึ้นมากอย่างรวดเร็วจริงๆ  สถานที่ก็ทำขึ้นใหม่ๆอย่างสวยงาม  มีรีสอร์ตให้เช่าพักแรมอย่างดีเสียด้วย ผมไม่ได้เข้าไปถามจึงไม่ทราบว่าอัตราค่าเช่าจะแพงมากน้อยเท่าไร

    เดี๋ยวนี้สัตว์ต่างๆก็มีมากขึ้น คุณบรรหาร ศิลปอาชา เป็นผู้เนรมิตและพัฒนาปรับปรุง สวนสัตว์บึงฉวากนี้มาตั้งแต่แรก ก็แวะเวียนเข้ามาดูความเจริญรุ่งเรืองและมาควบคุมดูแลความเรียบร้อยบ่อยๆ

    เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมานี้คุณบรรหารก็มา เห็นเที่ยวเดินดูการก่อสร้างและความเรียบร้อยต่างๆ ด้วยความสนใจเวลาท่านมาที่แห่งนี้ ผมก็บังเอิญมาเที่ยวที่บึงฉวากนี้ตรงกันกับท่านหลายครั้งแล้ว

   ดูท่านมาก็มาอย่างเงียบๆง่ายๆไม่อึกทึกครึกโครมอะไร รู้สึกว่าจะมีคนติดตามมาไม่กี่คนเท่านั้น ก็ดีครับไม่เหมือนผู้ยิ่งใหญ่หลายๆคนที่ผมเคยเห็นมา ทั้งที่บ้านนอกและในเมืองกรุง

   ผมพาลูกๆหลานๆเดินกันเสียเมื่อย กินอาหารกันเสร็จแล้วก็ชวนกันกลับ ในตอนเย็นวันนั้นเขาก็ไปกลับกรุงเทพฯกันเลย  ผมคิดว่าจะได้พักผ่อนอีกวันคือวันรุ่งขึ้นเป็นวันอังคาร  และพอถึงวันพุธก็จะได้เริ่มทำงานกัน หยุดหลายๆวันอย่างนี้ผู้ที่ไม่ได้ไปไหนเหมือนเช่นผมนี้ก็รู้สึกว่าเบื่อเหมือนกัน        

 

    พอลูกหลานที่อยู่กรุงเทพฯ สองครอบครัวนั้นกลับไปในตอนเย็นๆได้สักพักหนึ่ง อยู่ๆก็ได้รับโทรศัพท์จากน้องสาวที่บ้านอยู่ที่ราชบุรี คือคุณอารีย์ นั่นเอง โทรบอกว่าในวันพรุ่งนี้คือวันอังคารจะมาหามาเยี่ยม ผมก็บอกว่ามาได้เลยเพราะว่าไม่ได้ไปไหนหรอก

    คุณอารีย์คนนี้เป็นน้องสาวของผม รองลงไปจากนาย ระฆัง ซึ่งเป็นน้องชายจากผมไปอีกทีหนึ่ง สรุปว่าคุณอารีย์เป็นคนที่ ๓ แล้วยังมีคนสุดท้องอีกคนหนึ่งคือ ครูปราณี ซึ่งใครๆในเจ็ดเสมียนก็ต้องรู้จักดีอยู่แล้วไม่ต้องแนะนำอะไรมาก

      นานมาแล้วเมื่อผมมาอยู่ที่ อ.สามชุก จ.สุพรรณบุรี นี้ผมเคยชวนคุณอารีย์ผู้ที่เป็นน้องสาวให้มาเที่ยวบ่อยๆ แต่เขาก็ไม่เคยมาสักทีเพราะเหตุว่าเขาไม่ค่อยว่างมีงานเยอะ ผมก็ไม่ได้ว่าอะไรและคิดว่าถ้าเขาว่างเมื่อไร เขาก็คงจะมาเที่ยวที่บ้านพี่ชายของเขาเองน่ะแหละ

      จริงๆแล้วผมกับคุณอารีย์น้องสาวนั้นเป็นเวลานานแล้วที่ไม่ได้พบกันเลย ต่างคนต่างอยู่ ต่างคนก็ทำงานมีหน้าที่ของตัวเองที่ต้องทำ ได้แต่พูดกันทางโทรศัพท์เท่านั้น เมื่อเขาบอกว่าจะมาหาผมก็ดีใจเป็นธรรมดา

    ในวันนั้นคุณอารีย์มาถึงเกือบบ่ายสามโมงเย็นแล้ว  เราต่างก็ดีใจที่ได้พบกันนอกจากคุณอารีย์แล้วก็ยังมี คุณปราณีพร้อมด้วยลูกๆหลานๆก็มาด้วย เมื่อมาถึงผมก็ชวนกินข้าวเย็นกันที่นี่เสียเลย เพราะว่านี่ก็จวนจะเย็นแล้ว ดังนั้นคุณอารีย์คุณปราณีและคุณหวาน ภรรยาของผม จึงได้ช่วยกันหุงหาอาหารกันเป็นการใหญ่

    ดังนั้นในระหว่างนี้ผมจึงอยากจะขอเสนอเรื่องราวต่างๆของคุณอารีย์ น้องสาวของผมสักหน่อยเอาอย่างคร่าวๆ ก็แล้วกันนะครับ

 

 

alt

คุณอารีย์เป็นบุตรคนที่ ๓ ตอนนั้นน้องปราณียังไม่เกิด

   คุณอารีย์เป็นบุตรคนที่ ๓ ของนายหิรัญ นางสละ สุวรรณมัจฉา เกิดที่บ้านเช่าหลังตลาดเจ็ดเสมียนแถวเก่า อารีย์จึงเป็นเด็กเจ็ดเสมียนตัวจริงตั้งแต่เกิดมาเลยทีเดียว  เมื่อตอนเด็กๆนั้นคุณอารีย์เป็นเด็กอ้วนท้วนสมบูรณ์ บิดาของผม คือนายหิรัญ จึงได้ตั้งชื่อเรียกกันเล่นๆ ว่า   “อึ่ง “ อาจจะหมายถึง อ้วนอุ้ยอ้าย อะไรทำนองนั้น

  คุณอารีย์เป็นเด็กที่ร่าเริงแจ่มใส เมื่อถึงเวลาที่จะไปโรงเรียนได้ ก็ไปเรียนที่โรงเรียนวัดเจ็ดเสมียน พร้อมๆกับเพื่อนๆรุ่นเดียวของเขาอีกหลายคน  เท่าที่ผมพอจะนึกออกก็มีคุณจินตนา แววทอง และ คุณบุปผา ลักษิตานนท์  (ปัจจุบันนี้อยู่ที่ สหรัฐอเมริกา และอยู่มานานแล้ว)  สำหรับคุณอารีย์นี้มีข้อความเล็กๆน้อยที่บิดาของผมคือนายหิรัญ สุวรรณมัจฉาได้บันทึกเอาไว้ เมื่อนานมาแล้วดังนี้

 

         ( พ.ศ. ๒๔๙๓)  “สละให้ลี้  (เจ๊ลี้ลูกของป้าม้วนเจ้าของโรงเลื่อยที่หัวหิน เวลานั้นนายหิรัญ ทำงานอยู่ที่โรงเลื่อยหัวหิน) เขียนจดหมายมาบอกว่า ต้นเดือนเมษาจะมาเที่ยวหัวหิน ฉันก็ดีใจจะได้พบหน้าลูกหน้าเมียเสียบ้าง แต่สละจะพาเด็กๆมาหรือไม่ก็ไม่รู้ ถ้าเด็กๆมาด้วยจะแน่นรถหรือไม่ก็ไม่รู้ ฉันอยากให้พาเด็กๆมาสักทีเพราะคิดถึงเด็กๆมากกว่าแม่ของมัน ยายอึ่งด้วยแล้วคิดถึงมากเพราะเป็นผู้หญิง มีคนมาบอกว่าเดี๋ยวนี้พูดเก่ง อ้วนเป็นหมูตอนยิ่งทำให้อยากเห็นใหญ่  “

 

 alt

 

 อารีย์ (ผูกโบว์ที่ผมจุก) กำลังกินข้าวที่แม่ป้อนให้ ที่ทางเข้าหน้าโรงเลื่อยหัวหิน เมื่อต้นปี พ.ศ. ๒๔๙๔   ด้านหลังเป็นทางเดินลงไปชายหาดหัวหินอันลือชื่อ     

 

   “มีผู้ชายอุ้มลูกจูงหลานเดินฝ่าน้ำทะเลตามชายฝั่ง (ที่หัวหิน) เด็กๆหัวเราะกันร่าเริงแจ่มใส   ทำให้ฉันนึกถึงเด็กๆของฉันทางบ้าน นายคลัง (ระฆัง น้องชายของผม เป็นพี่ชายคุณอารีย์) ชอบเล่นทราย  ยายอึ่งก็ชอบเล่นทราย  คงจะวิ่งเล่นที่ทรายหัวเราะกันอย่างไม่อั้น ผู้เป็นพ่อแม่ก็คงจะมีความสุขเพราะลูกๆร่าเริง" 

 
   “สละพาเด็กๆมา  พอวันหยุดงานฉันก็พาไปเที่ยวชายทะเลเวลาเย็น  ดูชาวกรุงเขานุ่งกางเกงยืดอาบน้ำทะเลกัน นายแก้ว กับ นายคลัง (ระฆัง) ชอบน้ำทะเลนัก  ฉันให้แก้ผ้าอาบน้ำเล่นยายอึ่งก็ชอบ ลุยไปตามน้ำตื้นๆ   ฉันก็นั่งคุยกับสละที่หาดทราย”

 alt

  ระฆัง อารีย์ แก้ว สามพี่น้องนั่งกันอยู่ริมเขื่อนกันน้ำริมแม่น้ำแม่กลอง ใกล้ท่าวัดเจ็ดเสมียน

    (พ.ศ. ๒๔๙๔) “นายแก้ว (หมายถึงผู้เขียน)  โตขึ้นหน่อยหนึ่ง  สอบได้ ป. ๑ แล้วปีหน้าเปิดเทอมใหม่ก็จะขึ้น ป. ๒  นาย คลัง (ระฆัง)  ก็โตขึ้นแต่ยังไม่ค่อยเจ้าเนื้ออยู่อย่างเดิม สู้ยายอึ่งของเราไม่ได้โตขึ้นวิ่งเก่งพูดออเซอะเก่ง  หน้าตาจิ้มลิ้มโตขึ้นคงจะหล่อไม่ใช่เล่น มีผู้หญิงกับเขาคนหนึ่งก็ให้มันดีๆหน่อย  คนหลังนี่ไม่รู้จะเป็นหญิงหรือชาย (หมายถึงคุณปราณี ซึ่งตอนนี้ยังไม่เกิด)   ตามเรื่องซิผู้หญิงหรือผู้ชายก็ดีทั้งนั้น ขอให้สวยหรือมีปัญญาดีหน่อยและฉลาดก็พอแล้ว

   (พ.ศ.๒๔๙๔) สละจะคลอดลูกทีไรฉันละกลัวใจเทียว  หมอตำแยมาไม่ทันสักที คราวคลอดยายอึ่งเหมือนกัน หมอตำแยชื่อยายเขียวมาไม่ทัน   พอฉันไปถึงสละว่าออกแล้วๆ พอว่าเท่านั้นแหละผัวะออกมาแล้วฉันไม่รู้จะทำอย่างไร ฉันนึกขึ้นได้ว่าเขาว่าให้เอามือล้วงก้อนเลือดในปากเด็กออก 

   ฉันก็เอานิ้วชี้ล้วงเข้าไปแล้วควักออกมาก็ไม่เห็นมีอะไร ล้วงเข้าไปแล้วควักออกมาอีกทีก็ไม่เห็นมีอะไรอีก แล้วเด็กจึงร้องแว้ๆ ให้คนไปตามไต้ม้วย (ถัดมาอีกไม่กี่ปีก็เป็นภรรยาคุณครูประวิทย์ ไทยแช่ม มาอาบน้ำ แล้วยายเขียว (คนที่ทำคลอด = หมอตำแย) จึงมาตัดสายสะดือ  

    คราวนี้ก็เหมือนกันหมอตำแยก็มาไม่ทันอีก ได้ข่าวว่าสบายดีทั้งแม่ทั้งลูก   ฉันก็หายห่วง .......

   นี่เป็นบันทึกของนายหิรัญเมื่อตอนที่ คุณปราณี น้องสาวคนเล็กของผมเกิดที่ตลาดเจ็ดเสมียน โปรดติดตามตอนต่อไปครับ

 alt         

นายแก้ว เขียน

 

 

                

 

 

 

 

จำนวนผู้เข้าชม: 3286
ความเห็น (0)Add Comment

เขียนแสดงความเห็น
อนุญาติให้เฉพาะสมาชิกเท่านั้นที่สามารถเขียนแสดงความเห็นได้ โปรด Login หรือ ลงทะเบียน

busy
 
คุณ ๆ ที่แวะเข้ามาชมเวบเจ็ดเสมียน มีอายุเท่าไรกันบ้างครับ
 
เวบเพื่อนบ้าน
เรารักสุพรรณฯ
จำนวนผู้เยี่ยมชม
 วันนี้143 
 เมื่อวานนี้142 
 สัปดาห์นี้1056 
 เดือนนี้3560 
 ทั้งหมด651836 

(C) Fliesenstadt
ผู้ที่กำลังใช้งาน
เรามี 41 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
เรื่องใหม่