ซ้อมเป่าไม้ซางที่ศาลาวัด

เรื่องราวเก่า ๆ ของชาวตลาดเจ็ดเสมียน

           ในวันนั้นผมกับไอ้ธรกลับมาจากบ้านไอ้หร่ง (นายณรงค์  แซ่ภู่ อีก ๕๐ กว่าปีต่อมา เป็น รปภ.ที่หลังสถานีรถไฟเจ็ดสมียน) ก็เกือบจะเพลแล้วในมือถือก้านมะพร้าวสดกันคนละกว่า ๑๐ ก้าน คิดว่าพอถึงบ้านแล้วก็จะไปเลือกเอาก้านที่ใหญ่ๆแข็งๆอีกครั้งหนึ่ง เมื่อถึงบ้านผมแล้ว ไอ้ธรบอกว่ากูกลับไปกินข้าวที่บ้านก่อนนะ กูจะเอาก้านมะพร้าวนี้ไปคัดที่บ้านด้วยเดี๋ยวกูมา

          ว่าแล้วมันก็เดินข้ามฝั่งจากทางบ้านผมเดินผ่านต้นก้ามปูใหญ่  ผมมองตามมันไป ทีแรกคิดว่ามันจะหยุดเยี่ยวที่โคนต้นก้ามปูเสียก่อน ที่เป็นธรรมเนียมของเด็กตลาดเจ็ดเสมียนรุ่นผม แต่มันไม่ได้หยุด มันเดินตรงไปยังบ้านมันเลยทีเดียว

           ท่านผู้อ่านคงทราบดีอยู่แล้วว่าตลาดเจ็ดเสมียนนั้น มีเพียงสองแถวคือแถวเก่าแล้วก็แถวใหม่ หันหน้าเข้าหากัน บ้านของมันซึ่งเป็นห้องแถวนั้นอยู่คนละแถวกับบ้านผม และเยื้องๆกันกับบ้านผมนิดหน่อยเท่านั้นเอง บ้านห้องแถวของผมนั้นถ้าจะเอาตรงกันข้ามจริงๆ เห็นจะเป็นห้องของเจ๊กวย เพราะว่าผมมองข้ามฝั่งไปทีไรก็มักจะเห็นป้าม่วยแม่ของเจ๊กวยนั่งอยู่หน้าบ้านเสมอ  หรือไม่ก็ห้องแป๊ะอู๋ เตี่ยเฮียแก่เล็กขายกาแฟนั่นแหละจะตรงกันข้ามพอดี

 

 สาธร วงษ์วานิช (ไอ้ธร) คนที่สามจากซ้าย

ทวี   แซ่ซื้อ (ไอ้วี) คนที่สี่จากซ้าย

ภาพปัจจุบันเมื่อ ๕ เมษายน ๒๕๕๒ (patipat ถ่ายภาพ)

 

 

         ไอ้ธรเดินข้ามฟากไปยังบ้านมันแล้ว ผมก็จัดแจงเอาก้านมะพร้าวที่ขอมาจากบ้านไอ้หร่ง  หยิบมาดูทีละอันๆไหนที่เห็นว่าดีผมก็คัดเอาไว้ การคัดเลือกก้านมะพร้าวนั้นไม่มีกฎกติกามารยาทอะไรหรอกคัดเอาตามใจทั้งนั้น แต่ก็ต้องดูที่มันอันใหญ่ๆหน่อยก็แล้วกัน ที่จริงแล้วมันก็เกือบจะเท่ากันหมดทุกอันนั่นแหละ ผมคัดได้ ๔ อันเท่านั้นแล้วก็หาเข็มที่สอยผ้าของแม่มา ๒ เล่ม เอาด้ายตราสมอซึ่งมันเหนียวหน่อยมาพันเข็มเย็บผ้านี้กับปลายก้านมะพร้าวสักสิบยี่สิบรอบ แล้วผูกปลายเชือกสองข้างนั้นด้วยเงื่อนตาย มันก็จะแน่นมากไม่หลุดง่ายๆ  ด้านปลายลูกดอกซึ่งตัดเอามาสัก ๑๕ เซ็นต์เกือบ ๒๐ เซ็นต์นั้น ก็เอาสำลี มาพันกับปลายก้านที่เราพันเข็มเอาไว้แล้วพันด้วยเชือกอีก ทำง่ายๆอย่างนี้ เสร็จแล้วก็กินข้าวเที่ยวพลางนั่งรอไอ้ธรมันด้วย มันว่ามันจะมาทำลูกดอกที่บ้านผมเหมือนกัน

         ผมนั่งรอไอ้ธรไม่นานนักไอ้ธรก็ข้ามฟากมาทางบ้านผม ไอ้ธรยังเข้ามาไม่ถึง แม่ของผมก็เดินออกมาจากในบ้านเห็นผมกำลังมองดูลูกดอกอยู่ก็บอกว่า ของพรรค์หยั่งงี้อย่าไปเล่นมันเลย พลาดพลั้งไปโดนคนอื่นเข้าก็จะเกิดเรื่องเดือดร้อนเปล่าๆ ผมไม่ตอบว่าอะไร แม่ผมว่าแล้วก็เดินไปทางบ้านอี๊น้อย ผมก็ไม่ทราบว่าแม่ไปธุระอะไร

          หรืออีกอย่างหนึ่งแม่ผมคงจะเดินเลยไปหาป้าม่อมขายปูน แม่เจ๊จรัสไอ้แดง ที่บ้านข้างโรงสีหรือเปล่าก็ไม่รู้เพราะว่าเขาเป็นก๊วนกินหมากด้วยกัน เวลานั้นไอ้ธรก็เดินมาถึงพอดี มันถามผมว่าแม่มึงว่าอะไรมั่งวะ ผมยังไม่ทันตอบ ไอ้ธรบอกอีกว่าเมื่อตอนกูข้ามไปกินข้าวแม่กูก็ว่าเหมือนกัน เขาว่าเล่นของแบบนี้ม่มีเด็กที่หนเขาเล่นกัน มันไม่ดีมีอันตรายมาก กูก็ว่าจริงๆด้วยพวกเด็กตลาดเจ็ดเสมียนเรา มันก็บ้าตามหนังเรื่องทาร์ซานไม่เข้าเรื่อง
         ผมบอกไอ้ธรว่าก็ไหนๆเราซื้อไม้ซางกันมาแล้ว ลูกดอกก็กำลังทำกันแล้ว เดี๋ยวเราลองไปเป่าอะไรเล่นกันในที่ห่างไกลหน่อยก็ได้ เอาไหม ไอ้ธรพยักหน้าแปลว่าเอาด้วย ผมเดาใจไอ้ธรมันออกมันคงจะเสียดายไม่ซางที่เราไปซื้อกันเมื่อเช้านี้ ถ้ายุติการเล่นกันแค่นี้ก็เสียดายกันอย่างแย่เลย

          ผมช่วยไอ้ธรเอาด้ายตราสมอพันเข็มเย็บผ้าที่มันหยิบเอาของแม่มันมาจากบ้านเข้ากับก้านมะพร้าวหลายสิบรอบอย่างหนาแน่น แล้วก็เอาสำลีพันทางด้านท้ายของมันด้วยเหมือนกับที่ผมทำของผมเสร็จแล้ว  มองดูแล้วก็ดูดีไม่เลวเลยทีเดียว

          ต่อจากนั้นผมกับไอ้ธรก็เดินออกจากบ้าน เดินแบกไม้ซางไว้ที่บ่า ที่มือก็ถือลูกดอกทดลองกันคนละ ๒ อัน เดินออกทางหลังบ้าน ริมๆกำแพงโบสถ์ ผ่านบ้านตาโหงวตีมีดเป็นห้องสุดท้าย ก่อนจะเลี้ยวขวาไปทางวัดก็ต้องผ่านต้นโพธิ์ใหญ่    ที่อยู่ใกล้ๆบ้านตาโหงวเสียก่อน


                             (ต้นโพธิ์ต้นนี้เป็นต้นโพธิ์ใหญ่น่าจะขึ้นก่อนต้นโพธิ์ริมน้ำในปัจจุบันนี้เสียอีก แต่เสียดายที่ถูกโค่นลงไปแล้ว ไม่ทราบว่าเป็นอะไรตาย)


          ที่กำแพงโบสถ์มองเห็นกลุ่มพวกไอ้วีและพวกของมันซึ่งเป็นเด็กบ้านในแถวๆบ้านยายบินอีก ๒ – ๓ คน กำลังซ้อมเป่าลูกดอกจากไม้ซางที่พวกมันก็ซื้อกันมาเมื่อเช้านี้เหมือนกัน ไอ้วีมันเอาลูกมะละกอดิบลูกไม่ใหญ่นักมาวางไว้บนสันกำแพงโบสถ์ แล้วก็เป่าลูกดอกซึ่งเหลาจากไม้ไผ่แล้วมาเสี้ยมปลายให้แหลม ไม่ได้ใช้เข็มอย่างของผม มันเล็งไปยังลูกมะละกอซึ่งวางอยู่บนสันกำแพงโบสถ์ แล้วออกแรงเป่าพรวด  ระยะห่างประมาณ ๕ ก้าวนั้น ลูกดอกวิ่งเข้าเสียบมะละกออย่างแม่นยำ พวกมันหัวเราะกันเฮด้วยความสะใจ แล้วก็ผลัดกันเป่าเป้ามะละกอลูกนั้น ไอ้วีมันก็มองมาทางผมเหมือนกันแล้วทำไม้ทำมือตะโกนเรียกให้ผมกับไอ้ธรมาเล่นกับมันด้วย
         ผมตะโกนบอกมันว่าจะไปวัด ไอ้วีกับพวกมันก็คงจะนึกกันบ้างละน่า ว่าผมกับไอ้ธรมันจะไปทำอะไรกันที่วัด แล้วผมกับไอ้ธรก็เดินผ่านไป ในใจนั้นอยากจะลองเป่าไม้ซางดูว่ามันจะเจ๋งแค่ไหนแย่แล้ว ผมกับไอ้ธรเดินไปทางวัดแต่ก่อนจะถึงวัดนั้นทางด้านขวามือ เป็นศาลาใหญ่ของวัดตั้งทมึนอยู่ 

          ในสมัยนั้นศาลาวัดยังเป็นศาลาไม้ทั้งหลัง กระเบื้องก็มุงด้วยกระเบื้องคอนกรีตที่ทำออกมาเป็นแผ่นเล็กๆ เป็นสีปูน กระเบื้องชนิดนี้เดี๋ยวนี้ก็ไม่ค่อยจะเห็นแล้ว  ศาลาของวัดเจ็ดเสมียนนั้นทางวัดก็สร้างไว้ใหญ่มาก และใช้ไม้อย่างดีเช่นไม้สัก ไม้เต็ง ไม้แดงเป็นต้น มาสร้างเพื่อความแข็งแรงและทนทาน

          เพื่อรองรับชาวบ้านที่มาที่สถานที่นี้ ศาลานี้เป็นสถานที่ทำพิธีกรรมต่างๆของวัด เช่นการทำบุญในเทศกาลต่างๆ แม้แต่งานศพก็จะมาตั้งที่ศาลาแห่งนี้ เมื่อพิธีการทางศาสนาประมาณสัก ๓ – ๕ คืน เสร็จแล้วจึงแห่ไปเผาที่หลังเรือนหุ่นราษฎร์บำรุง ใกล้ๆโรงสีซึ่งมีที่กว้าง เพราะว่าในตอนนั้นวัดเจ็ดเสมียนยังไม่มีที่เผาศพอย่างทันสมัยเหมือนเช่นทุกวันนี้ เท่าที่สังเกตจะไม่ค่อยมีใครฝังศพกันเลย มีแต่เผาทั้งนั้น

          ลักษณะของศาลานี้ทำด้วยไม้ทั้งหลัง หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ตั้งขนานไปกับโบสถ์ซึ่งอยู่ไม่ไกลกันนัก ยกสูงขึ้นไปให้มีไต้ถุน คนสมัยเก่าของเจ็ดเสมียนคงเห็นและคงจะนึกออก ที่ยกพื้นสูงๆขึ้นมานั้นตามความคิดของผมคนเดียว ก็คงจะหนีน้ำเพราะว่าศาลานี้ก็อยู่ริมแม่น้ำแม่กลอง ถึงหน้าน้ำๆก็จะขึ้นมาท่วมตลาดเจ็ดเสมียน และท่วมวัดท่วมสนามหน้าโรงเรียนทุกๆปี  ไต้ถุนศาลานี้ก็ไม่ค่อยสูงเท่าไรนักไม่เหมือนบ้านของเพื่อนผมบางบ้าน ปลูกเป็นเรือนยกพื้นเสียสูงเข้าไปเดินได้ เข้าไปอยู่อาศัยกันที่ในไต้ถุนบ้านอย่างสบาย

          แต่ว่าศาลาของวัดนี้ถึงแม้ว่าจะเตี้ยสักหน่อย เด็กๆอย่างผมกับไอ้ธรก็พอจะเดินในไต้ถุนนี้ได้อย่างสบายเรี่ยๆหัวพอดี  แต่ถ้าเป็นผู้ใหญ่ตัวสูงหน่อยก็จะต้องเดินอย่างก้ม เพราะว่าหัวจะไปชนเอาไม้คานได้ ถ้าไม่ก้มเสียหน่อย

          ทีแรกผมกะจะชวนไอ้ธรไปแอบซุ่มเป่านกพิราบ ที่มันลงมากินเมล็ดหญ้าที่แถวๆข้างโบสถ์ แต่เห็นไอ้วีกับพวกมันอยู่ตรงนั้นก็เลยเปลี่ยนใจเดินเลยไปเสีย จนถึงศาลาผมจึงชวนไอ้ธรไปที่ศาลานั้น พร้อมกับบอกมันว่า เราไปเป่าจิ้งจกกันที่ไต้ถุนศาลากันดีกว่า มันจะได้ไม่พลาดไปถูกใครด้วย มึงว่าดีไหม ไอ้ธรบอกว่าก็ดีเหมือนกันถ้าเป่าลูกดอกนี้ไปถูกใครเข้าแม่กูตีตายห่าแน่ๆ 

          ไต้ถุนศาลานั้นเป็นลักษณะโล่งๆ ที่พื้นเป็นดินไม่ได้เทปูนเอาไว้แต่อย่างใด แต่ก็ปรับดินที่แข็งไว้จนเรียบเป็นอย่างดีแล้ว อากาศภายไต้ถุนศาลานี้ดูเหมือนว่าจะอับๆทึบๆชอบกลทั้งๆที่ไม่ได้กั้นฝาไว้สักด้านเดียว ลมธรรมชาติก็พอจะผ่านได้ ที่เป็นดังนี้ก็เพราะว่ามีสิ่งของที่ใช้แล้ว วางกันระเกะระกะบางที่ก็สูงยันเพดานศาลาเลยทีเดียว 
อะไรของวัดที่ไม่ได้ใช้แล้วหรือเสียแล้ว ก็มากองรวมสุมๆกันไว้ที่ไต้ถุนศาลานี้ แม้แต่ของที่ใช้เกี่ยวกับงานศพ เช่น โลงศพผุๆพังๆก็หลายโลงดูเหมือนว่าจะมีปลวกกินแล้วเสียด้วย ดอกไม้ปลอมที่ใช้ประดับโรงศพตอนที่ตั้งศพสวดก็วางเกลื่อนกราด แม้แต่พวงหรีดที่เป็นดอกไม้สดหรือดอกไม้แห้งก็สุมๆกันไว้

          และแม้แต่เรือยาวของวัดที่ใช้แข่งขันในสนามต่างๆ แพ้มั่งชนะมั่ง เมื่อในตอนที่ไม่มีงานแข่งหรือหยุดพักยาวๆเนื่องจากการซ่อมแซม ก็จะหามขึ้นมาไว้ที่ไต้ถุนศาลานี้ไยแมงมุม และฝุ่นจับให้เขรอะไปหมด

          สรุปแล้วที่ไต้ถุนศาลานี้ก็น่าจะเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคอย่างดี  มีทั้งหนู แมลงสาบ จิ้งจก บางทีอาจจะมีงู ตะขาบ หรือแมงป่องบ้างก็ได้ แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องของผมกับไอ้ธรหรอกครับที่จะเข้ามาตรวจสอบอะไร

          ผมกับไอ้ธรเข้ามาที่ไต้ถุนศาลานี้ก็เพื่อจะมาหาจิ้งจก ซ้อมเป่าไม้ซางเล่นกันเท่านั้น ถ้าเป็นธรรมดาแล้ว ไม่มีใครหรอกที่จะเข้ามาเที่ยวเล่นในไต้ถุนศาลานี้ เพราะว่ามันไม่ใช่ที่เที่ยวที่เล่นอะไรเลย เหม็นอับก็เหม็น เยี่ยวแมวเยี่ยวหนูเหม็นหึ่งไปหมด  ผมกับไอ้ธรเข้ามาไต้ถุนศาลานี้ก็ออกจะดูแปลกๆไปสักหน่อยแล้ว......

                                                                        ผู้เขียนและคุณสาธร วงษ์วานิช

โปรดติดตามตอนต่อไป   ศาลาวัดเจ็ดเสมียนในอดีต  ได้เลยครับ

                                                                              

จำนวนผู้เข้าชม: 4241
ความเห็น (0)Add Comment

เขียนแสดงความเห็น
อนุญาติให้เฉพาะสมาชิกเท่านั้นที่สามารถเขียนแสดงความเห็นได้ โปรด Login หรือ ลงทะเบียน

busy
 
คุณ ๆ ที่แวะเข้ามาชมเวบเจ็ดเสมียน มีอายุเท่าไรกันบ้างครับ
 
เวบเพื่อนบ้าน
เรารักสุพรรณฯ
จำนวนผู้เยี่ยมชม
 วันนี้143 
 เมื่อวานนี้142 
 สัปดาห์นี้1056 
 เดือนนี้3560 
 ทั้งหมด651836 

(C) Fliesenstadt
ผู้ที่กำลังใช้งาน
เรามี 27 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
เรื่องใหม่