สิ่งประหลาดและนายบุญส่ง

เรื่องราวเก่า ๆ ของชาวตลาดเจ็ดเสมียน

     ผมกับไอ้ธรมองกันอย่างเงียบๆ ในใจนั้นก็อยากจะวิ่งขึ้นไปที่ตลาด เพื่อไปบอกคนอื่นๆ ให้ช่วยกันมาดูด้วย อาจจะมีบางคนที่ตลาดนั้นรู้ว่ามันคืออะไร  แต่เพราะว่าผู้ใหญ่หรือคนแก่ๆในตลาด เคยบอกไว้ผมเคยได้ยินมาหลายครั้งว่า เห็นอะไรที่แปลกๆ หรือได้ยินเสียงอะไรแปลกๆ ในยามค่ำคืน ก็พยายามนิ่งเฉยเอาไว้ อาจจะมีคนที่เล่นของ แล้วปล่อยของลองวิชาออกมา  จงอย่าไปทักท้วงเป็นเด็ดขาด พลาดพลั้งอะไรขึ้นมามันจะเข้าตัวทำให้ไม่สบาย จะเจ็บไข้ได้ป่วยและอาจถึงตายได้ 

    พวกผมและเด็กๆทั้งหลาย ที่ตลาดเจ็ดเสมียนก็จดจำกันเรื่อยมา ในครั้งนี้ผมก็เงียบไอ้ธรก็เงียบไม่ได้พูดคุยอะไรกันเลย และไอ้ที่ว่าจะวิ่งไปบอกคนที่ตลาดนั้นก็ระงับไปเสีย เพราะกลัวว่าจะมาเข้าตัว เหมือนที่พวกคนโตๆในตลาดเจ็ดเสมียนเขาว่าไว้ จึงได้แต่มองอย่างเงียบๆ 

        แสงไฟว๊อบแว๊บจะดับไม่ดับแหล่นั้น ค่อยๆลอยช้าๆขึ้นไปสูงบ้าง ลงมาต่ำบ้างแต่ไม่ถึงกับเรี่ยๆพื้นน้ำทีเดียว พอมันลดลงมาต่ำมากๆเข้า มันก็เหมือนกับเร่งเครื่องขึ้นไปอีกเสียสูงประมาณเท่าๆยอดไผ่ มันลอยข้ามแม่น้ำแล้วก็ตรงมาทางท่าใหญ่ สักพักหนึ่งก็ลอยข้ามหัวผมไป  ในขณะที่มันยิ่งมาใกล้ผมเท่าไร ผมและไอ้ธรก็พยายามเพ่งมองว่ามันเป็นอะไรกันแน่ ในใจคิดว่ามันเป็นตะเกียงโป๊ะที่จุดกันตามบ้านแน่ๆเลย แต่มันลอยขึ้นมาอย่างช้าๆได้อย่างไร

        สักพักหนึ่งมันก็ลอยข้ามหัวผมกับไอ้ธรไปแล้วอย่างเงียบๆ ไม่มีเสียงอะไร ไม่มีเสียงเครื่องยนต์ ไม่มีเสียงแก๊สที่จะพ่นออกมาเพื่อพยุงตัวมันให้ลอยได้ จนกระทั่งมันลอยไปทางสะพานดำ แล้วก็ลับสายตาไปในทิวไม้ เหตุการณ์อย่างนี้เท่าที่ผมอยู่ที่เจ็ดเสมียนต่อมาอีกหลายปีก็ไม่ปรากฏขึ้นอีกเลย และผมก็เกือบจะลืมไปเสียแล้วถ้าผมไม่ได้กลับมานึกถึงเรื่องเกี่ยวกับท่าใหญ่อีก   

          อีกหลายวันต่อมาผมได้เห็นหมอเลื่อนมาทำบุญที่วัด ผมได้เล่าให้   หมอเลื่อน  ฟังถึงเรื่องที่ผมกับไอ้ธรได้พบเห็นที่ท่าใหญ่ในคืนวันนั้น หมอเลื่อนนี้มีตำแหน่งเป็นแพทย์ประจำตำบลเจ็ดเสมียน และเป็นเลขาส่วนตัวของกำนันโกวิทด้วย หมอเลื่อนแกบอกว่าตามรายละเอียดที่ได้เล่าให้ฟังนั้น เป็นลักษณะของ “ของชนิดหนึ่ง”  ที่คนมอญหรือคนเขมรแถวๆทางเขาช่องพราน หรือแถวๆธรรมเสน บางโตนด

        ที่มีวิชาอาคมแก่กล้าซึ่งได้ร่ำเรียนมาจากบรรพบุรุษของเขา วันดีคืนดีก็ลองวิชาเสียที ปล่อยลูกไฟแบบนี้ออกมาด้วยเหตุผลอย่างใดอย่างหนึ่ง อาจจะไปในทางทำลายสัตรูเพื่อล้างแค้นหรือว่าเป็นเรื่องทางชู้สาวก็ได้แล้วแต่คนสั่งจะกำหนด  แล้วหมอเลื่อนแกก็คุยอะไรอีกหลายอย่างเกี่ยวกับโคมลอยอันนี้ ซึ่งผมก็จำไม่ได้แล้ว

       ผมนั่งฟังหมอเลื่อนคุยด้วยความสนใจ ส่วนภายในใจนั้นก็เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง เพราะว่าผมไม่ค่อยได้สนใจในเรื่องทางไสยศาสตร์เลย แต่มาคิดดูแล้วโคมอันนั้นมันลอยไปใน ทิศทางที่ต้องการได้อย่างไรกัน ทำไมมันไม่ตกลงมาตามแรงดึงดูดของโลก

       กลับมาที่ผมกับไอ้ธรอีกทีหนึ่ง ผมบอกไอ้ธรว่าไปเถอะเราลุกขึ้นโว้ย ไปส่องปลากันอีกสักรอบหนึ่ง ไอ้ตะเกียงลอยได้หรืออะไรนั่นอย่าเพิ่ง ไปสนใจอะไรมันเลยวะไหนๆมันก็ลอยลับไปแล้ว พรุ่งนี้เช้าๆเราค่อยไปถามคนที่อายุมากๆที่ตลาดดูก็ได้ ว่ามันคืออะไรกันแน่
       ในรอบนี้จะได้ปลาหรือไม่ได้ก็จะได้กลับบ้านกันเลยดีกว่า ไม่เอาแล้วไม่อยากจะลองลูกดอกไม้ซางแล้ว ผมบอกไอ้ธรมันพยักหน้า แล้วมันก็ว่าเอาก็เอา มันยืนขึ้นแล้วก็บิดตัวด้วยความเมื่อยแล้วก็หยิบไฟฉายสามท่อนของแม่มันขึ้นติดมือมาด้วย แล้วต่างก็พากันเดินไปที่ชายๆตลิ่งที่มีน้ำแประๆอีกครั้งหนึ่ง

    ไอ้ธรมันก็ทำหน้าที่ของมันไปเรื่อย ฉายไฟฉายวอบแวบไปข้างหน้าด้วยมือข้างขวา มือซ้ายนั้นก็กำไม้ซางซึ่บรรจุลูกดอกอยู่ลูกหนึ่งเสียแน่น แสงไฟฉายเลื่อนไปเรื่อยๆไม่หยุดอยู่นิ่ง แต่ถ้ามันเห็นอะไรดำๆผิดปกติ ซึ่งน่าจะเป็นปลาลอยตัวอยู่ มันก็จะแช่แสงไฟไว้ตรงนั้น เมื่อไม่ใช่ปลาแล้ว ก็จะส่องตรงที่อื่นๆต่อไป

       ในตอนนี้ชักจะแน่ใจแล้วว่าที่ชายตลิ่งในท่าใหญ่นี้ ไม่มีปลามาหาอาหารกินเลย เพราะฉายไฟวนไปวนมาหลายรอบจนถ่านชักจะอ่อนๆแล้ว ก็ไม่เจอปลาสักตัวแม้แต่ปลาบู่ปลาสร้อย ผมบอกไอ้ธรว่าเรากลับกันดีกว่า ชักเงียบสงัดเข้าทุกทีแล้วป่านนี้ตลาดคงปิดหมดแล้ว ถ้ามีเปิดอยู่บ้างก็คงจะเหลือร้านถ่ายรูปตาเนียร   ยายม่อมแม่ไอ้เหม่งบ้านเดียวเท่านั้นที่ยังไม่ปิด

        ขณะที่เราสองคนมองแต่แสงไฟฉายเป็นจุดหมายนั้น หูก็ได้ยินเสียงฝีเท้าและเสียงคุยกันแว่วๆ อยู่ข้างหลังเราแถวๆบ้านแป๊ะซุ่น ซิ้มหมา ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากตีนท่าใหญ่ที่เรายืนกันอยู่เท่าไรนัก สักครู่เสียงนั้นก็หายลับไป เข้าใจว่าคงเป็นคนใดคนหนึ่งหรือกลุ่มหนึ่งลงมาจากตลาด แล้วเดินตามคลองไปตามตรอกบ้านซ้อดั่ว เจ้น้อม แล้วทะลุไปวัดใหม่เลยก็ได้ เพราะว่าทางนี้เป็นทางลัดดี

       แต่ถ้าเดินไปตอนกลางคืนตอนดึกๆเห็นจะไม่สะดวกนัก ได้ยินผู้ใหญ่เขาร่ำลือกันให้ได้ยินบ่อยๆว่า ถ้ามาทางหลังตลาดผ่านศาลเจ้า เลี้ยวไปทางบ้านซิ้มหมาแล้วเลี้ยวเข้าตรอกไปนั้น มักจะมีอะไรที่ประหลาด แปลกๆ พิเรนๆ ให้ดูให้เห็นอยู่เสมอ พวกผมก็ไม่ค่อยจะเชื่อเท่าไร ตอนหัวค่ำก็มาที่ท่าใหญ่บ่อยๆก็ยังไม่เคยเห็นอะไร แปลกๆสักที นอกจากเห็นโคมลอยได้คืนนี้เท่านั้น

       ผมพูดกับไอ้ธรแบบลอยๆว่าพวกใครกันวะ ไอ้ธรบอกว่า ช่างมัน พวกนี้เขาคงไปซื้อของที่ตลาด แวะกินเหล้าขาวที่ร้านแป๊ะอู๋ แล้วก็เลยลงมาทางนี้ผ่านศาลเจ้า ผ่านบ้านแป๊ะซุ่น แล้วตัดคลองเข้าตรอกไปทางวัดใหม่อย่าไปสนใจพวกเขาเลยวะ แล้วมันก็ปิดไฟฉาย ไม่มีปลาว่ะ ไอ้ธรพูดอีก เรากลับกันเถอะ เสียดายไอ้เหม่งมันไม่ได้มาด้วยไม่อย่างนั้นคงต้องได้ปลาบ้างแน่นอน เพราะว่าเรื่องปลานี่ไอ้เหม่งดวงมันเฮงนักเชียว

 

   เอากลับก็กลับวะ ผมว่าด้วยความเสียดาย ที่เที่ยวนี้มันเสียเที่ยวเสียจริงๆ แต่ก่อนกลับบ้านกูอยากให้มึงฉายตรงขอนไม้ใหญ่นั่นอีกสักทีซีวะ ถ้าไม่มีปลาแล้วเราค่อยกลับกันผมบอกไอ้ธร  เอาฉายก็ฉาย ไอ้ธรว่า อย่างไม่ค่อยแข็งขันเท่าไรนัก เพราะอยากกลับบ้านเต็มแก่แล้ว

         ก่อนที่เราจะขยับตัวเดินไปยังขอนไม่ใหญ่ ที่โผล่พ้นน้ำขึ้นมาไต้ต้นก้ามปูใหญ่นั้น ก็แว่วๆได้ยินเสียงคนเดินลงมาจากตรอก กำลังจะผ่านศาลเจ้าไป แต่ได้หยุดกึกตรงหน้าศาลเจ้านั้น ผมกับไอ้ธรเพ่งมองไปที่คนๆนั้น ที่อยู่ไม่ไกลกันนักอย่างสงสัย และอยากจะรู้ว่าเป็นใครกันแน่ ทั้งๆที่อากาศที่ท่าใหญ่ในเวลาสามทุ่มครึ่งนี้มืดแล้ว  แต่ยังสลัวๆถ้าเพ่งมองให้ดีก็ยังจะเห็นได้อยู่

       เสียงอู้อี้เป็นเสียงเหมือนกับบ่นขึ้นมาลอยๆ ดังขึ้นมาจากชายคนนั้น เป็นเสียงของคนที่กินเหล้าแล้วก็เมามากๆ ยืนโอนเอนอยู่ตรงหน้าศาลเจ้าพอดี ผมกับไอ้ธรรู้ได้ทันทีโดยไม่ต้องฉายไฟฉายส่องดู ก็รู้ว่าชายคนนั้นคือ นายบุญส่ง อายุประมาณ ๔๐ ปี กว่าๆทำงานเป็นกรรมกรลูกจ้างของการรถไฟ เป็นลูกน้องของนายฉุยนายตรวจทางเขตเจ็ดเสมียนนั่นเอง

        นายบุญส่งผู้นี้พื้นเพเดิมของแกจริงๆ ไม่รู้ว่าเป็นคนจังหวัดอะไร เดาเอาว่าคงจะเป็นคนทางภาคอิสานนั่นแหละ เพราะมีกรรมกรซ่อมทางรถไฟที่เป็นลูกน้องนายฉุยหลายคน ผมเห็นนายบุญส่งแกมาทำงานอยู่กับ   นายตรวจฉุย  ตั้งนานแล้ว คิดว่าน่าจะไม่มีครอบครัว แกอาศัยอยู่ที่บ้านพักของรถไฟ ใกล้ๆกับบ้านพักของนายตรวจทางคือนายฉุย กับเพื่อนคนงานด้วยกันอีกหลายคน
 
       ที่จริงแล้วนายบุญส่งผู้นี้ เป็นคนขยันขันแข็งในการทำงาน มองเผินๆก็ดูว่าแกเป็นคนที่มีนิสัยดี แกเดินเข้ามาในตลาดมาซื้อข้าวของและมานั่งกินเหล้าที่   ร้านกาแฟแป๊ะอู๋  บ่อยๆ ทำให้คนในตลาดและเด็กๆในตลาดจะรู้จักนายบุญส่งเสียเป็นส่วนใหญ่ 

       แกก็มีข้อเสียอย่างหนึ่งคือ ชอบกินเหล้า ในตอนเย็นถึงค่ำๆแกก็มักจะมากินเหล้าที่บ้านแป๊ะอู๋บ่อยๆ ยิ่งถ้าเป็นเย็นวันเงินออก  (เดือนหนึ่งเงินออก ๒ งวด)  แล้วละก้อ นายบุญส่งก็จะมานั่งที่ร้านแป๊ะอู๋ กินเหล้าเสียมืดค่ำ เมามายมากจนเดินแทบจะไม่ไหว เป็นอย่างนี้เสมอมา นายบุญส่งปฏิบัติตัวอย่างนี้ก็ไม่ได้ทำความเดือดร้อนให้ใคร
        ถึงอย่างไรคนในเจ็ดเสมียนนี้ก็ไม่มีใครเกลียดแกหรอก แกเมาของแกคนเดียวไม่เคยไปยุ่งเรื่องของใครไม่เคยทำร้ายใคร แกจึงอยู่ที่เจ็ดเสมียนด้วยความสบายใจมาจนทุกวันนี้

        ในเวลานี้เงียบสงบไม่มีเสียงเด็กเล่น หรือเสียงอะไรที่ตลาดแล้ว เพราะว่าเป็นเวลาประมาณสักสามทุ่มครึ่งเห็นจะได้ เมื่อนายบุญส่งหยุดยืนโงนเงนที่หน้าศาลเจ้าอยู่นั้น ปากก็บ่นเสียงอ้อแอ้ ได้ยินมาถึงผมสองคนอย่างชัดเจน จับใจความได้ว่า

        “  เจ้าพ่อครับ เจ้าพ่อที่ศาลนี้ผมต้องขอโทษด้วยครับ ผมปวดเยี่ยวมากจริงๆ ผมหาที่เยี่ยวไม่ได้เลย  ผมจึงขอยืนเยี่ยวที่หน้าศาลนี้สักครั้งหนึ่งเถิด อย่าได้ถือโทษโกรธเคืองหรือว่าลงโทษลงทัณฑ์อะไรกับผมเลย ผมปวดเยี่ยวมากและ

 

หาที่เยี่ยวไม่ได้จริงๆนะครับเจ้าพ่อ..! ”

  โปรดติดตาม    นายบุญส่งลูกจ้างการรถไฟ   ได้เดี๋ยวนี้เลยครับ

 

 

นายแก้ว ผู้เขียน

จำนวนผู้เข้าชม: 1678
ความเห็น (0)Add Comment

เขียนแสดงความเห็น
อนุญาติให้เฉพาะสมาชิกเท่านั้นที่สามารถเขียนแสดงความเห็นได้ โปรด Login หรือ ลงทะเบียน

busy
 
คุณ ๆ ที่แวะเข้ามาชมเวบเจ็ดเสมียน มีอายุเท่าไรกันบ้างครับ
 
เวบเพื่อนบ้าน
เรารักสุพรรณฯ
จำนวนผู้เยี่ยมชม
 วันนี้131 
 เมื่อวานนี้163 
 สัปดาห์นี้902 
 เดือนนี้3406 
 ทั้งหมด651682 

(C) Fliesenstadt
ผู้ที่กำลังใช้งาน
เรามี 18 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
เรื่องใหม่