นายบุญส่งคนงานของนายตรวจฉุย

เรื่องราวเก่า ๆ ของชาวตลาดเจ็ดเสมียน

        ด้วยความที่แกปวดปัสสาวะเสียเต็มที่ ว่าแล้วนายบุญส่งก็แกะกระดุมที่เป้ากางเกง (สมัยก่อนนั้นยังไม่ค่อยมีซิปรูดหรอกครับ ใช้กระดุมเป็นส่วนใหญ่ กางเกงใครติดซิ๊ปคนนั้นจะเป็นคนที่ทันสมัยที่สุด) เสร็จแล้วก็ยืนปล่อยปัสสาวะออกมาตรงหน้าศาลเจ้านั้น ส่วนลำตัวก็โอนเอนไปมาเพราะความเมา

        ไอ้ธรบอกว่า แล้วเขาจะกลับบ้านถูกหรือเปล่าวะ  ผมก็ว่าคงถูกหรอกเพราะแกก็คงเป็นอย่างนี้มาหลายครั้งแล้ว และก็คงจะกลับบ้านได้ทุกครั้ง
        นายบุญส่งยืนปัสสาวะไปก็พล่ามไปตามประสาคนเมา พูดอะไรไปต่างๆไม่ได้ศัพท์ จับใจความไม่ได้ เมื่อปัสสาวะเสร็จแล้ว แกก็ยกมือขึ้นไหว้ด้วยลำตัวที่โอนเอน หัวเกือบทิ่มไปข้างหน้า ไหว้ไปที่ศาลครั้งหนึ่ง แล้วพูดว่า ผมขอโทษด้วยศาลเจ้าต้องยกโทษให้ผมนะครับ ผมไม่ได้ตั้งใจผมปวดเยี่ยวจนทนไม่ไหวจริงๆ จึงได้มาเยี่ยวที่ตรงนี้ 

       ว่าแล้วแกก็ก้มหน้าลงไปติดกระดุมเป้ากางเกงเพื่อให้มันกลับเข้าที่ ตัวก็โอนเอนอยู่นั่นแล้ว แกพยายามอย่างมากติดผิดติดถูกใช้เวลานาน และแกก็ติดกระดุมตรงเป้ากางเกงจนถึงเม็ดสุดท้ายสำเร็จจนได้ นายบุญส่งแกใส่เสื้อเชิ้ตที่ค่อนข้างคับมาก เวลากิน เหล้าเมาแล้วมันร้อนแกก็แกะกระดุมเสื้อออก ปล่อยให้ชายเสื้อห้อยอยู่อย่างนั้น

       ด้วยความเมา แกคว้ากระดุมเสื้อเม็ดหนึ่งของเสื้อเชิ๊ตของแก แล้วจับเอามาพยายามใส่เข้ากับรังกระดุมของเป้ากางเกงในลักษณะที่ก้มลง แกพยายามใส่อยู่ตั้งนาน ปากก็กล่าวขอโทษศาลเจ้าซ้ำแล้วซ้ำอีกอยู่นั่นแหละ จนในที่สุดก็เอากระดุมเสื้อใส่เข้าไปในรังกระดุมของเป้ากางเกงจนได้ เสร็จแล้วแกก็ยกมือขึ้นไหว้ไปที่ศาลเจ้าอีกครั้งหนึ่งแต่มีความรู้สึกว่าตึงๆที่ไหล่

        “เอาแล้วไง เอาแล้วไง เยี่ยวแค่นี้ก็ไม่ได้ อย่าแกล้งมาดึงไหล่ผมเลย ”  นายบุญส่งบ่นอู้อี้ทรงตัวเกือบไม่อยู่ แล้วก็กล่าวอีกว่า ผมขอลาไปก่อนนะครับ แล้วแกก็ยกมือขึ้นไหว้ปะหลกปะหลกอีก พอแกขยับยืดตัวหรือเคลื่อนไหวครั้งใดแกก็มีความรู้สึกว่า เสื้อที่แกใส่นั้นมันตึงมากนักคล้ายๆกับว่าจะมีคนมาเหนี่ยวรั้งเอาไว้ พอนายบุญส่งยืดอกขึ้นมันก็ยิ่งตึงหนักขึ้น หายใจหายคอแทบจะไม่ออกเอาจริงๆ  นายบุญส่งฉิวขึ้นมาบ้างแล้วหันขวับกลับมาทางศาลเจ้าอีกครั้ง แล้วบ่นเสียงอ้อแอ้กับศาลเจ้าว่า

        “ จ้าวนะจ้าวไม่น่าจะลงโทษผมเลย ตอนผมจะเยี่ยวผมก็ขอโทษ เยี่ยวเสร็จแล้วผมก็ขอโทษ ไม่มีอะไรขาดตกบกพร่องเลยแม้แต่นิดเดียว แต่สุดท้ายก็มาลงโทษผมจนได้ มาแกล้งผมเสียหลังค่อมไปหมด แค่นี้ก็ยังยกโทษให้ไม่ได้ ยังทำไม่ได้แล้วทีหลังจะไปทำอะไรกิน จำเอาไว้ก็แล้วกัน เดี๋ยวสวย เดี๋ยวสวย  ” 

        ว่าพลางแกก็ยกมือเอานิ้วชี้จ้องไปทางศาลเจ้า แล้วแกก็เดินออกจากหน้าศาลเจ้านั้นด้วยอาการเหมือนคนหลังค่อม เพราะว่ากระดุมเสื้อกับกางเกงมันยึดกัน โซเซเข้าตรอกตรงบ้านเจ๊หนูเมียครูจง สุวรรณ ด้วยอาการเอียงข้างหนึ่งไป
        ผมกับไอ้ธรขำกันใหญ่อยากจะระเบิดเสียงหัวเราะออกมาให้มันดัง แต่ก็ไม่กล้า กลัวว่านายบุญส่งได้ยินแล้วจะหาว่าผีที่ศาลเจ้ารุมหลอกแก เลยพยายามอดกลั้นอาการขำเสียแทบแย่

นายสาธร วงษ์วานิช เด็กเจ็ดเสมียนในอดีต กำลังคุยถึงเรื่องการผจญภัยในอดีต ให้เพื่อนฝูงเก่าๆฟังในขณะที่นัดพบรับประทานอาหารกัน เมื่อวันที่ ๓๐ สิงหาคม ๒๕๕๒ ที่เจ็ดเสมียน

        

        เมื่อนายบุญส่งเดินตัวเอียงเป๋ไปอย่างนั้นแล้ว  ผมกับไอ้ธรก็หยุดขำเดินไปที่ขอนไม้ซึ่งเมื่อตอนแรกที่มาถึงเมื่อทุ่มหนึ่งนั้น ผมกับไอ้ธรก็มาฉายดูตรงนี้ทีหนึ่งแล้ว ขอนไม้ใหญ่นี้มันจมปริ่มๆน้ำมานานแล้ว  มันเป็นกิ่งไม้ใหญ่ของต้นก้ามปูริมแม่น้ำตรงใกล้ท่าโรงน้ำปลาบ้านยู้ฮัว ที่โดนฟ้าผ่าหักลงมา ไม่ยักกะมีใครรื้อย้ายกิ่งไม่ใหญ่นี้ออกไป คงปล่อยให้แช่น้ำอยู่ตรงนั้นนานมาแล้ว
          ต้นก้ามปูต้นนี้นับว่าเป็นต้นไม้ที่ใหญ่มากต้นหนึ่ง ในบรรดาต้นไม้ที่ใหญ่ๆที่เจ็ดเสมียน เป็นที่กระโดดน้ำเล่นของเด็กเจ็ดเสมียนที่ฮิตที่สุด ในตอนเย็นๆ เด็กตลาดที่มาอาบน้ำเล่นน้ำที่ท่าใหญ่นี้อย่างน้อยก็ต้องมาห้อยโหนที่กิ่งต้นก้ามปู ได้จังหวะดีแล้วก็ปล่อยตัวลงมาสู่พื้นน้ำเสียงดังตูม ถ้าอยากจะกระโดดให้สูงขึ้นไปอีกแค่ไหนก็ไต่กิ่งที่สูงๆขึ้นไปอีก สนุกสนานมันสะใจของเด็กเจ็ดเสมียนทั้งผู้หญิงและผู้ชายในสมัยนั้นเป็นอย่างดี

        ปราดแรกที่แสงไฟฉายสามท่อนถูกส่องมากระทบพื้นน้ำตรงขอนไม้นั้น น้ำนิ่งๆในยามที่ไม่มีคนมาเล่นน้ำในตอนนี้มันใสแจ๋วเห็นพื้นดินในที่ตื้นๆอย่างชัดเจน  ในขณะที่ไฟฉายที่ไอ้ธรส่องกวาดไปมาตรงขอนไม้ต้นก้ามปูนั้น ฉับพลันก็เห็นปลาตัวหนึ่งลอยตัวนิ่งเรี่ยๆกับพื้นดิน ครีบสองข้างของมันเคลื่อนไหวพลิ้ว หางโบกไปมาช้าๆ เป็นเหมือนการบังคับการทรงตัวในน้ำของปลาทั่วๆไป
         ผมบอกให้ไอ้ธรฉายไฟฉายแช่นิ่งๆไว้ ไอ้ธรมันก็เห็นแล้วเหมือนผมแต่ยังไม่ชัดนัก แต่ต่อมาอีกสักครู่เมื่อสายตาชินกับแสงไฟแล้ว ก็มองได้ถนัดชัดเจนแล้วว่ามันเป็นปลาช่อนตัวใหญ่มากที่สุดตัวหนึ่ง ตั้งแต่ผมเกิดมาที่เจ็ดเสมียนและเป็นเด็กที่เจ็ดเสมียนมา อายุได้กว่าสิบขวบแล้ว ออกหาปลาจับปลากับไอ้เหม่งมาก็มากแต่ยังไม่เคยพบเคยเห็นปลาช่อนตัวใหญ่ขนาดนี้มาก่อนเลย

        หรือว่าบางทีผมอาจจะดูผ่านสายน้ำก็ได้ น้ำจะขยายตัวของปลา เหมือนแว่นขยายทำให้เราเห็นปลาตัวใหญ่ขึ้นอีกมาก
เช่นมีหลายคราวที่ผมไปแทงปลากับไอ้เหม่ง เมื่อตอนที่น้ำลดใหม่ๆแถวๆหลังเรือนหุ่นราษฎร์บำรุง มองเห็นปลาช่อนตัวหนึ่งลอยตัวอยู่ ไอ้เหม่งจ้วงแทงครั้งเดียวอย่างแม่นยำ ปลาตัวนั้นก็อยู่หมัด ดึงฉมวกขึ้นมาดูแล้วจึงเห็นว่ากลายเป็นปลาช่อนตัวเล็กนิดเดียว  ทั้งๆที่เมื่อตอนดูผ่านน้ำลงไปเห็นปลาตัวใหญ่เบ้อเร่อ ครั้งนี้ก็คงจะเช่นเดียวกัน ปลาช่อนตัวที่ผมเห็นนี้ตัวจริงๆของมันคงจะไม่ใหญ่เท่าที่เราเห็นเดี๋ยวนี้ก็ได้
         ผมกระซิบบอกไอ้ธรแผ่วเบาว่า ลำพังลูกดอกของเราสองคนรวมกันก็คงจะเอามันไม่อยู่แน่ ถ้าจะจับมันให้ได้ก็ต้องเอาฉมวกนี่เลย กะให้ดีแล้วเสือกพรวดลงไปคงจะได้แน่ๆปลาช่อนตัวนี้  ผมบอกให้ไอ้ธรดับไฟฉายเสียก่อนและอย่าทำเสียงอะไรให้มันตกใจตื่นแล้วหนีไปเสีย ผมรีบก้าวเท้ายาวๆ ไม่กี่ก้าวก็ถึงที่ๆผมเอาฉมวกที่ขอยืมไอ้เหม่งมา พิงเอาไว้กับราวแขวนผ้าของพวกที่มาอาบน้ำในตอนเย็นๆ
         ผมหยิบฉมวกมาได้แล้ว ก็รีบก้าวเท้ายาวๆไม่ให้เกิดเสียงดังมาถึงที่ไอ้ธรยืนรออยู่ แล้วกระซิบบอกไอ้ธรว่า  “  มึงเปิดไฟฉายไปยังตำแหน่งเดิมเมื่อตะกี้นี้เลยนะ ถ้าเห็นถนัดแล้ว กูจะลงมือทันทีเลย  ”  ไอ้ธรเปิดไฟฉายอีกเสียงดัง แก๊ก  ลำแสงไฟพุ่งลงไปตรงที่เราเห็นปลาช่อนตัวใหญ่เมื่อครู่นี้ แสงไฟพุ่งลงไปทะลุผิวน้ำเห็นพื้นดินชัดเจนแต่ไม่เห็น ปลาช่อนตัวใหญ่เมื่อสักครู่นี้เสียแล้ว  ผมถึงกับสั่นหัวด้วยความเสียดาย และคิดว่าปลาที่ไหนจะขึ้นมาให้เราส่องอีกเป็นครั้งที่สอง

          ท่ามกลางความเงียบสงัดในเวลาเกือบ ๔ ทุ่มแล้ว มองย้อนขึ้นไปทางศาลเจ้า ซึ่งทำด้วยไม้เก่าแก่แล้ว ตั้งอยู่ใต้ต้นโพธิ์ใหญ่ ตะคุ่มๆ คล้ายๆกับว่าจะมีคนหลายคนคุยกันอยู่ที่ศาลเจ้านั้น แต่ผมกับไอ้ธรก็ไม่ได้สนใจอะไร เพราะว่าบางทีบางคืนก็จะมีคนแก่ๆ หรือผู้ดูแลศาลเจ้ามานั่งคุยกันที่นี่บ่อยๆ

          ผมนึกโมโหตัวเองที่ไม่ได้เตรียมถือฉมวกไว้แต่แรก มัวแต่เดินไปหยิบเอาฉมวกที่พิงเอาไว้ ปลามันจึงหนีไปเสียจากตรงนั้นซะก่อน ผมบอกไอ้ธรให้ฉายไฟดูให้ทั่วๆอีกที ไอ้ธรก็ฉายไฟไปทั่วๆอย่างกับที่ผมบอกแล้วก็ไม่เห็นมันจริงๆ  ผมจึงบอกไอ้ธรว่ากลับกันดีกว่าวันนี้พอกันแค่นี้ก่อนกูละเซ็งจริงๆ  ปลาตัวนี้มันไม่มาให้เราแทงเสียแล้วละ ไอ้ธรว่า ก็ดีเหมือนกันนี่ก็เกือบ ๔ ทุ่มเข้าไปแล้ว แม่กูคงสงสัยว่าทำไมจึงยังไม่กลับกันเสียที

          ลมเย็นๆพัดมาเหมือนกับมีฝนตกอยู่ทางแถวๆเขางูแล้ว ลมพัดมาแรงขึ้น ต้นอ้อต้นแขมที่อยู่ริมตลิ่งใกล้บ้านป้าฮุ้นลู่ไปตามลม เสียงกิ่งต้นก้ามปูใหญ่ที่อยู่ใกล้บ้านยู้ฮัวนั้นเสียดสีกันดังออดแอด  ฝนทางเขางูท่าจะตกแน่ๆแล้ว ผมบอกไอ้ธร ลมมันพัดมาเย็นๆไม่รู้ว่าอีกนานไม๊มันจะมาตกถึงที่นี่ ไอ้ธรบอกว่า ชั่งมันเถอะกว่าฝนมันจะตกมาถึงเราก็กลับบ้านกันก่อนแล้ว  ไปโว้ยกลับกันดีกว่า พรุ่งนี้ตื่นแต่เช้าก่อนไปโรงเรียน เราไปสมัครเข้าเป็นเด็กวัดกัน มะรืนนี้ก็เป็นวันเข้าพรรษาแล้ว   ไปกลับก็กลับผมบอก แล้วผมก็ขยับตัว
 

        แต่ก่อนที่มันจะดับไฟฉายนั้นไอ้ธรมันก็กวาดแสงไปส่งๆเดชๆอีกทีหนึ่งเพื่อเป็นการส่งท้าย แสงของไฟฉายไปกระทบกับอะไรอย่างหนึ่ง มองดูให้ดีมันเป็นปลาตัวนั้นนั่นเอง มันไปลอยตัวอยู่ใต้น้ำเหนือพื้นดินเล็กน้อย อยู่ข้างๆขอนไม้ใหญ่ที่ส่วนหนึ่งแช่อยู่ในน้ำพอดี ห่างจากจุดเก่าที่เห็นในครั้งแรกไม่ห่างกันมากนัก
          ไอ้ธรย้ำแสงไฟให้นิ่งอยู่ที่ปลาช่อนใหญ่ตัวนั้น  แล้วกระซิบกับผมเบาๆ “ เก้วมึงเห็นหรือเปล่าวะ มันเลื่อนที่มาอยู่ตรงนี้นี่เอง คงแทงลำบากหน่อยมันอยู่ตรงข้างขอนไม้พอดี “ ผมก็บอกมันเบาๆว่า ตรงนี้ก็แทงฉมวกได้ถนัดดีเหมือนกัน แต่ต้องกะให้แม่นๆเป็นพิเศษ ไม่ให้ถูกขอนไม้เสียก่อน คงไม่ยากอะไรนัก


 

 

         ผมไม่รอช้าย่างเท้าเข้าไปที่ปลาตัวนั้น ที่ลอยอยู่ในน้ำเรี่ยๆพื้นดินใกล้ขอนไม้ครีบสองข้างพร้อมทั้งหางของมันขยับโบกไปมา  ผมขยับฉมวกแล้วมองไปที่ปลาตัวนั้น  ผมเห็นลูกตาสองข้างอันใหญ่โปนของมันมองมาที่ผมเขม็ง  ผมถึงกับอุทานในใจ โอ้โฮทำไมลูกตาสองข้างของมันจึงใหญ่ปานนั้น

         มองดูให้ชัดอีกทีก็ดูเหมือนว่าหัวมันจะใหญ่ขึ้นใหญ่ขึ้น  เอ๊ะมันยังไงของมันกันนะนี่ ผมรำพึงอยู่ในใจ แต่คิดไปอีกทีคงจะเป็นเพราะว่าเวลานี้ก็ใกล้จะดึกแล้ว ความเงียบความง่วงในบรรยากาศเช่นนี้กำลังเข้ามาครอบงำทำให้ผมตาฝาดไป

มองเห็นปลาช่อนตัวนี้ เป็นปลาช่อนยักษ์ไปได้...! 

 

 

โปรดติดตามตอนต่อไป  สิ่งที่น่าสงสัย   เร็วๆนี้ที่นี่ที่เดียวเท่านั้น

 

 

 


ผู้เขียน 
 

 

จำนวนผู้เข้าชม: 1706
ความเห็น (0)Add Comment

เขียนแสดงความเห็น
อนุญาติให้เฉพาะสมาชิกเท่านั้นที่สามารถเขียนแสดงความเห็นได้ โปรด Login หรือ ลงทะเบียน

busy
 
คุณ ๆ ที่แวะเข้ามาชมเวบเจ็ดเสมียน มีอายุเท่าไรกันบ้างครับ
 
เวบเพื่อนบ้าน
เรารักสุพรรณฯ
จำนวนผู้เยี่ยมชม
 วันนี้143 
 เมื่อวานนี้142 
 สัปดาห์นี้1056 
 เดือนนี้3560 
 ทั้งหมด651836 

(C) Fliesenstadt
ผู้ที่กำลังใช้งาน
เรามี 23 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
เรื่องใหม่