ตามรอย "ป้าม่อมขายปูน ๒"

เรื่องราวเก่า ๆ ของชาวตลาดเจ็ดเสมียน

เกือบหมดความพยายาม

           ผมจอดรถไว้ที่ร่มไม้ข้างๆ โรงสูบน้ำ แล้วลงมาจากรถ มองดูลู่ทางที่จะเข้าไปสอบถามชาวบ้านแถวนั้น มองลงไปในแม่น้ำแม่กลองยามนี้น้ำลงลึกไปมาก ตั้งแต่มีเขื่อนกั้นน้ำที่กาญจนบุรีแล้ว น้ำในลำน้ำแม่กลองที่แต่เดิมมีการขึ้นลงตามฤดูกาล ก็จะมีแค่ระดับเดียวเท่านั้น ไม่มีขึ้นลงตามฤดูกาลอีกแต่อย่างใด

            นานๆน้ำจะขึ้นท่วมตลาดเจ็ดเสมียนเสียที นั่นหมายความว่าเป็นปีที่น้ำมากจนเขื่อนเอาไม่อยู่จึงได้ระบายน้ำลงมา  เราเดินเข้าไปที่ชายตลิ่ง มองไปยังฝั่งตรงกันข้ามเห็นทิวกอไผ่เขียวทึบ เหมือนเมื่อหลายสิบปีก่อนนั้น ที่ไม่เหมือนก็คือ ไม่มีหาดทรายอันกว้างใหญ่เหมือนเมื่อสมัยที่ผมยังเป็นเด็กอยู่ที่ตลาดเจ็ดเสมียนนั้นเลย

 แม่น้ำแม่กลองในปัจจุบัน น้ำสงบนิ่งไม่มีหาดทรายที่ฝั่งตรงกันข้ามเลย 

            เราไม่สามารถจะเข้าไปภายในโรงสูบน้ำนั้นได้ ได้แต่มองดูข้างนอกเพราะว่ามีรั้ว และมีประตูเหล็กกั้นอยู่ อยากจะเข้าไปดูสถานที่ ที่ทำปูนกินกับหมากของป้าม่อม ซึ่งเป็นโอ่งและอุปกรณ์ต่างๆตั้งอยู่เป็นแถว ว่ามันเคยตั้งอยู่ตรงนั้นตรงนี้ซึ่งเป็นภาพที่เราพอนึกได้ เพราะว่าเมื่อตอนเด็กๆนั้นก็เคยมาที่บ้านป้าม่อมบ่อยๆ ก็ได้เห็นภาพต่างๆจนชินตา
            เมื่อเข้าไปไม่ได้แล้วก็ได้แต่เพียงแต่ชะโงกหน้าดูเท่านั้น และคิดคำนวณกันว่า บ้านของป้าม่อมนั้นจะต้องตั้งอยู่ตรงนี้ ตรงนั้นมีทางเดิน ตรงนี้บันไดขึ้นบ้าน ตามแต่ที่เราจะนึกได้ แต่จะมีประโยชน์อะไรเล่าไม่ได้ข้อมูลอะไรเลย แล้วเราจะเอาเรื่องอะไรไปเขียนให้ท่านผู้อ่านรับรู้ได้อย่างไร

           ในปัจจุบันนี้พื้นที่ตรงนี้นอกจากโรงสูบน้ำของสหกรณ์การประปาเจ็ดเสมียนแล้ว มองเลยโรงสูบน้ำเข้าไปข้างในซึ่งเป็นซอยเล็กๆ ก็ยังมีบ้านอยู่อีก สองสามหลังแต่มองดูตั้งนานก็เหมือนว่าไม่มีคนอยู่เลย มันเงียบสงัดดีจริงๆ สุดซอยเล็กๆนี้ดูเหมือนว่าจะไปตันที่ประตูเหล็กเก่าๆของบ้านหลังหนึ่ง ซึ่งทำด้วยแผ่นเหล็กและลูกกรงประตูนั้นทาสีเขียวอ่อนๆไว้ ได้ยินเสียงแว่วๆของสุนัขหลายตัวเห่ากันขรมหลังประตูเหล็กนั้น

           ผมถามป้าอุ่นเรือนที่ติดตามมาช่วยผมทำเรื่องนี้ด้วยว่า ไหนๆเรามากันถึงนี่แล้ว เราก็ควรจะหาข้อมูลต่างๆของป้าม่อมกับคนแถวๆนี้บ้างก็ได้ ถ้าโชคดีก็อาจจะเจอคนที่รู้จักกับป้าม่อมเป็นอย่างดีหรือบางทีก็อาจจะเป็นลูกหลานของป้าม่อมก็ได้
            ปรึกษากันว่าจะต้องใช้วิธีถามคนอื่นแถวๆนี้ดู คิดว่าคงจะได้ข้อมูลของป้าม่อมบ้าง เราจึงเดินจากโรงสูบน้ำลึกเข้าไปในซอยอีกหน่อย ทางด้านขวามือมีบ้านหลังหนึ่งลักษณะเป็นบ้านชั้นเดียวไม่ได้ยกสูงแต่อย่างใด พื้นก็เป็นพื้นดินธรรมดาไม่ได้เทปูน ลักษณะภายในบ้านมองไม่เห็นเพราะปิดประตูเอาไว้ แต่ตรงเพิงนอกบ้านนั้นเราเดินไปใกล้ๆมองเห็นมีตุ่มลักษณะเป็นของโบราณตั้งเรียงรายกันอยู่เป็นแถวๆ แต่ละตุ่มเก่าแก่มากถูกจับด้วยคราบอะไรสักอย่างเขรอะหนาปึก มีสีชมพูอ่อนเรื่อๆ ผสมกับสีของตะไคร่น้ำขึ้นเต็มไปหมด

 

 บ้านหลังเล็กๆชั้นเดียวทางขวามือ เห็นมีโอ่งโบราณตั้งเรียงรายกันอยู่

 

 ตุ่มโบราณมีคราบหินปูนจับเขรอะ

 

          ผมและผู้ที่ไปด้วยกันมองหน้ากันและขนลุกไปตามๆกัน  ป้าอุ่นเรือนว่า ” เอ๊ะนี่มันตุ่มอะไรของใคร อย่าบอกนะว่าเป็นตุ่มของป้าม่อมตัวจริง “ ป้าอุ่นเรือนอุทานเสียงหลง  “ฉันว่าเวลานี้เรามาถูกทางแล้วนะ ”    ครูแปบว่าแล้วพูดต่อว่า  “เราควรจะเรียกเจ้าของบ้านนี้มา ถามจะดีกว่า ให้มันรู้ไปเลยว่า ตุ่มและอุปกรณ์ของเหล่านี้เป็นของใคร ใช้ทำอะไร ”  ว่าแล้วครูแปบก็เดินย้อนไปทางหน้าบ้านหลังนี้ แล้วก็ป้องปากตะโกนเรียกเจ้าของบ้านเป็นการใหญ่ “ มีใครอยู่ไม๊ มีใครอยู่มั๊ย ” ห้าหกครั้งแต่ไม่มีเสียงใครตอบออกมาเลย
           

         ผมบอกว่า ยังงั้นเราเดินเข้าไปในซอยอีกสักหน่อยจะดีกว่า บางทีจะเจอคนแล้วก็ถามเขาเอาก็ได้ว่าคนที่บ้านนี้ไปไหนกันหมด พวกเราเดินไปจนสุดซอยเล็กๆตื้นๆนี้ที่ประตูเหล็กทาสีเขียวเก่าๆบานใหญ่ ซึ่งใช้แผ่นเหล็กปิดทึบไปหมด มองเข้าไปข้างในเห็น สุนัขสี่ห้าตัว เมื่อเห็นคนมาเดินหน้าประตูบ้านมันๆก็เห่าส่งเสียงดังลั่นทำท่าทางดุร้าย กระโจนผึงๆเกือบจะข้ามหลังประตูออกมาข้างหน้าที่เรายืนอยู่

 

 บ้านหลังนี้คือจุดหมายที่เราจะขอพบกับใครก็ได้เพื่อที่จะถามหาข้อมูลของป้าม่อม

 

 เรียกตั้งนาน กดกริ่งด้วยไม่มีคนมาเดินมาดูเลย เหมือนไม่มีคนอยู่

 
            พวกเราทำเป็นใจเย็นๆตะโกนเรียกคนในบ้านนั้นหลายครั้ง เสียงดังลั่น กดกริ่งเรียกแล้วก็รอดูตั้งนานนึกว่า จะมีคนที่ได้ยินเสียงเรียกมาให้เราสอบถาม รออยู่เป็นเวลานานก็ไม่มีใครเดินมาที่ประตูเลย จนในที่สุดก็หมดความพยายามกันสำหรับในวันนี้ ผมจึงบอกว่าขอบคุณทุกคนที่อุส่าห์มาช่วยเหลือในเรื่องนี้ แต่วันนี้เห็นจะไม่สำเร็จแล้ว เอาไว้เที่ยวหลังจะมาใหม่อีกที ให้รู้เรื่องให้ได้

            ทุกคนก็เลยเห็นด้วยพวกเราจึงหันหลัง เดินกลับออกมาจากประตูเหล็กใหญ่สีเขียวนั้น ย้อนกลับมาถึงบ้านหลังเดิมที่มีโอ่งโบราณตั้งอยู่ ยังคิดเสียดายเลยว่ามันน่าจะเกี่ยวข้องกับป้าม่อมแน่นอน และเดาเอาว่าอาจจะเกี่ยวข้องกับเรื่องในการทำปูนกินกับหมากด้วย

 

 เดินย้อนออกมาที่ปากซอย จะเห็นบ้านที่มีโอ่งตั้งเรียงราย อยู่ทางซ้ายมือถัดไปอีกนิดทางขวามือ คือโรงสูบน้ำ

  
            เดินผ่านไปก็คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย ย้อนกลับออกมาเกือบถึงโรงสูบน้ำอยู่แล้ว พลันสายตาก็เหลือบมองไปเห็นเด็กสาวคนหนึ่ง กับเด็กอายุประมาณ ๑๐ ขวบ  ๒ – ๓ คน ซึ่งเป็นเด็กชายและเด็กหญิง โผล่ขึ้นมาจากริมตลิ่งทางด้านข้างใกล้ๆโรงสูบน้ำ เนื้อตัวเปียกชุ่มไปด้วยน้ำ ทุกคนใส่เสื้อผ้าลงน้ำกัน น้ำจึงเปียกชุ่มโชกหยดเหมาะแหมะ บางคนก็ถือยางในรถยนต์ ซึ่งอัดลมเข้าไปเสียเป่งแล้ว บางคนก็เอายางในรถยนต์คล้องคอ เดินลัดเลาะข้างโรงสูบน้ำตรงมาทางเรา

            ผมและคนที่มาด้วยชะงักกึก คิดว่าเรารอถามเด็กพวกนี้ดีกว่า อาจจะได้เรื่องของป้าม่อมบ้างไม่มากก็น้อย ที่แท้เด็กพวกนี้ลงไปว่ายน้ำเล่นกันที่ในแม่น้ำนั่นเอง เมื่อเขาเดินมาถึงพวกผมและมองพวกผมด้วยความแปลกใจ คงจะคิดว่าเป็นพวกใครกันไม่เคยเห็นหน้ามาก่อนเลย

           ป้าอุ่นเรือนทักถามพวกเขาก่อนว่า “ ไปเล่นน้ำกันมาหรือ ”  พวกเขาบอกว่าใช่ ป้าอุ่นเรือนว่า “ แล้วตรงข้างโรงสูบน้ำนั้นมีทางลงไปหรือจึงได้ขึ้นมาจากทางนั้น ” เขาบอกว่า  “ มีทางลง และทางลงนี้เป็นทางลงน้ำที่มีมาแต่เก่าก่อนนานแล้ว เคยได้ยินพ่อบอกว่า เดิมบ้านย่าอยู่ตรงโรงสูบน้ำนี้ และทางลงน้ำนี้ก็เป็นท่าน้ำของย่ามาแต่โบราณแล้ว “

          เด็กสองสามคนที่เดินขึ้นจากน้ำมาด้วยกันนั้น เห็นพวกผมและเด็กสาวคนนั้นยืนคุยกันอยู่ ก็เลยเดินแยกตัวเองกลับไปบ้านของตัวเองบ้านใครบ้านมันก่อน

         ผมได้ยินอย่างนั้นก็รีบขัดจังหวะขึ้นมาว่า “ เมื่อกี้นี้หนูพูดว่าอย่างไรนะลุงได้ยินว่าทางลงท่าน้ำนี้เป็นท่าน้ำของย่ามาตั้งแต่โบราณแล้วใช่ไหม “  เด็กสาวคนนั้นพยักหน้า ผมก็เลยถามต่อว่า “แล้วย่าของหนูชื่ออะไรล่ะ  ย่าของหนูยังอยู่ไหม “


“ ย่าของหนูชื่อ ย่าม่อม ย่าตายไปนานแล้วตั้งแต่หนูยังเล็กๆอยู่เลย ตอนนี้หนูอยู่กับพ่อแม่อยู่บ้านหลังโน้นแน่ะ ” เด็กสาวพูดพลางชี้มือเข้าไปที่บ้านหลัง ที่มีประตูเหล็กสีเขียวกั้นอยู่นั้น

          “ แล้วลุงมาหาใครกันล่ะเด็กสาวคนนั้นหันมาถาม “

         ผมจึงต้องเล่าให้เด็กสาวคนนั้นฟังอย่างคร่าวๆ ว่าเป็นใคร จะมาทำอะไร เด็กสาวก็พยักหน้าแบบเข้าใจที่ผมบอก และสุดท้ายผมก็บอกให้มั่นใจว่ามาดีไม่ได้มาร้าย ไม่ใช่อื่นไกล คนเจ็ดเสมียนด้วยกันเอง ไม่เชื่อเดี๋ยวเข้าไปถามพ่อของหนูดูก็ได้

         ผมบอกอีกว่า “ เราสี่คนนี้จะมาคุยกับพ่อของหนูสักหน่อย เวลานี้พ่อของหนูอยู่ในบ้านใช่ไหม “  เด็กหญิงคนนั้นตอบว่า  “ อยู่ในบ้านหลังเล็กนั่นแหละตอนนี้พ่อไม่ค่อยสบาย ขาไม่ค่อยมีแรงเดินไปไหนมาไหนไม่ค่อยจะได้ แล้วก็นอนอยู่ในห้องเปิดแอร์ทั้งวัน เสียงเรียกข้างนอกจึงไม่ได้ยิน แล้วอีกอย่างก็ไม่ค่อยมีใครมาหาหรอก พ่อแกถึงไม่ได้เรียกให้ใครดูหมาและเปิดประตูให้  อย่างงั้นหนูจะพาไปเปิดประตูให้เองก็แล้วกัน 

        เด็กสาวพยักหน้าเชิญชวนพวกผมให้เดินตามกันไป ยังประตูเหล็กสีเขียวที่แปะด้วยแผ่นเหล็ก ซึ่งเป็นที่ๆก่อนหน้านี้ผมกับพวกก็มากันก่อนหน้านี้แล้ว ประตูเหล็กนั้นก็ยังปิดสนิทอยู่เหมือนเดิม เมื่อเรามาถึงตรงประตูนั้น สุนัขประมาณ ๗ – ๘ ตัวเห็นจะได้ เห่ากันอย่างระงม มีตัวผู้ด่างขาวดำใหญ่ตัวหนึ่ง ดูท่าว่าจะเป็นหัวหน้าฝูง กระโดดใส่ประตูดังปึงๆดูมันชั่งโกรธแค้นผู้ที่มาใกล้บ้านของมันเสียจริงๆ

       ผิดกับสุนัขที่บ้านผม แขกไปใครมาไม่มีเห่ามีแต่กระดิกหางเข้าใส่  ถ้าใครใจดียื่นของกินให้ด้วยละก้อเขาจะเข้ามาเป็นมิตรรักนักเพลงทันที  เฮ้อ หมานะหมา
 
         ป้าอุ่นเรือนและครูแปบบอกเด็กสาวคนนั้นว่า ก่อนจะเปิดประตูให้เก็บพวกหมาเหล่านี้เสียก่อน ดูมันไม่ค่อยชอบใจคนที่มาบ้านมันเลย  เด็กสาวคนนั้นจึงตะโกนเรียก คนอีกคนหนึ่งซึ่งก็เป็นเด็กสาวเหมือนกันแต่อายุจะมากกว่าคนแรกสักหน่อยให้มาช่วยกันเก็บหมาด้วย และให้ช่วยพาคนพวกนี้เข้าไปหาพ่อด้วย
        คนที่มาช่วยคนใหม่นี้ได้ยินเด็กสาวคนนั้นเรียกว่าพี่ปู ก็แสดงว่าคนที่มาช่วยใหม่นี้ชื่อปูนั่นเอง เมื่อมาส่งพวกเราเรียบร้อยแล้วเด็กสาวคนเก่าก็ขอตัวไปอาบน้ำเสียก่อน เพราะว่าขึ้นมาจากเล่นน้ำจนตัวแห้งไปหมดแล้ว
 
         หมาถูกเก็บไปเรียบร้อยแล้ว หนูปูก็พาเราไปที่บ้านหลังเล็กๆหลังหนึ่ง ซึ่งปลูกแยกตัวมาจากบ้านหลังใหญ่ ซึ่งก็อยู่ที่ริมรั้วนั่นเอง หนูปูบอกว่า ตั้งแต่พ่อไม่สบาย ขาไม่มีแรงเดิน จึงต้องลงมาอยู่ที่บ้านหลังเล็กนี้ จะได้ไม่ต้องขึ้นๆลงๆ พ่อจะอยู่ในนี้เปิดแอร์นอนบ้างนั่งบ้างทั้งวัน หนูบอกให้พ่อแกออกมาจากห้อง มาออกกำลังยืดเส้นยืดสายบ้างก็ไม่ยอมออกมา  

แล้วหนูปูก็ตะโกนร้องเรียกที่หน้าประตูนั้น

"พ่อ พ่อ มีคนมาหา"   หนูปูเรียกอยู่ สองสามครั้ง ก็ได้ยินเสียงประตูดังแอ๊ด พร้อมกับมีชายร่างใหญ่คนหนึ่ง เอามือดันประตูออกมา.........

ติดตามตอนต่อไปตามรอยป้าม่อมขายปูน ตอนที่ ๓ กรุณาคลิ๊ก "นายแดง ชูชาติ เทพหัส"  ท่านจะได้อ่านต่อไปไม่ขาดตอนครับ 

        เรียนท่านผู้ที่ได้ติดตามเรื่องที่นับถือ เป็นอย่างไรบ้างครับเรื่องที่ท่านได้อ่านผ่านไปนี้  (ขอบอกว่า ป้าอุ่นเรือน เขียนเสียเป็นส่วนใหญ่ )     มีติ มีชมอะไรกันบ้าง  เรื่องนี้มีนักเขียนหน้าใหม่มาช่วยทำด้วยครับ คือ ป้าอุ่นเรือน (นามปากกา "อุ่นเรือน " )  เป็นนักเขียนสมัครเล่นหน้าใหม่ แต่เป็นคนเจ็ดเสมียนโดยกำเนิดหน้าเก่า บอกให้ก็ได้บ้านอยู่ริมคลองชลประทาน ที่มาฃ่วยเรื่องนี้กันอย่างเต็มที่ เขาอยากจะทราบว่าสิ่งที่เขาทำนี้เป็นอย่างไร ขอแรงครับ ช่วยเขียนติชมกันมาหน่อย เพื่อป้าอุ่นเรือนแก จะได้ไม่น้อยใจครับผม         ป้าอุ่นเรือนบอกว่า หลังจากเอาตัวเข้าไปเสี่ยงกับหมากัดแล้ว ยังจะมีเรื่องเด็ดๆของป้าม่อมอีกมากเลย โปรดติดตามนะ ถ้าใครไม่ติดตามเป็นน่าจะเป็นคนแปลกนะจ๊ะ....!

จำนวนผู้เข้าชม: 1999
ความเห็น (2)Add Comment
0
...
เขียนโดย nong , กันยายน 03, 2009
เรื่องน่าติดตามมาก เขียนได้ดีมากครับ กำลังติดตามด้วยความระทึกในดวงหทัยพลันครับ
report abuse
vote down
vote up
Votes: +1
0
...
เขียนโดย ลูกปลาน้อย , กันยายน 03, 2009

อยากรู้ว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป ตื่นเต้น ตื่นเต้น
report abuse
vote down
vote up
Votes: +0

เขียนแสดงความเห็น
อนุญาติให้เฉพาะสมาชิกเท่านั้นที่สามารถเขียนแสดงความเห็นได้ โปรด Login หรือ ลงทะเบียน

busy
 
คุณ ๆ ที่แวะเข้ามาชมเวบเจ็ดเสมียน มีอายุเท่าไรกันบ้างครับ
 
เวบเพื่อนบ้าน
เรารักสุพรรณฯ
จำนวนผู้เยี่ยมชม
 วันนี้143 
 เมื่อวานนี้142 
 สัปดาห์นี้1056 
 เดือนนี้3560 
 ทั้งหมด651836 

(C) Fliesenstadt
ผู้ที่กำลังใช้งาน
เรามี 57 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
เรื่องใหม่