สิ่งที่น่าสงสัยที่ท่าใหญ่

เรื่องราวเก่า ๆ ของชาวตลาดเจ็ดเสมียน

 

    สาธร วงษ์วานิช และภรรยามาเยี่ยมนายแก้วถึงที่บ้านเมื่อไม่นานมานี้  (ภาพปัจจุบันนี้)

   ท่าใหญ่ในตอนนี้เงียบสงัดลงแล้ว นานๆจะมีเรือโยงฝูงหนึ่ง ผูกพ่วงกันหลายลำผ่านท่าใหญ่ เสียงเครื่องยนต์ ดังกึกก้องไปทั่วท้องน้ำ ท้องฟ้าครึ้มเมฆฝนเมื่อตอนหัวค่ำ มาจากทางเขางูมาตอนนี้เมฆฝนนั้นทำท่าจะไม่ตกเสียแล้ว ธรรมชาติก็เป็นเช่นนี้เอาแน่อะไรไม่ค่อยได้

  ไอ้ธรเห็นผมขยับไปมาอยู่อย่างนั้นก็กระซิบบอกว่า  “เอาเสียทีซีวะ จ้องนานเกินไปเดี๋ยวมันตกใจมันก็หนีไปเสียหรอก “  ผมก็คิดไว้อยู่แล้วว่าต้องจับมันให้ได้ ปลาตัวนี้ถ้าผมจับได้จริงๆดังที่คิดไว้ ผมก็คงจะมีชื่อเสียงร่ำลือกันไป ในเจ็ดเสมียนนี้ว่าเป็นผู้ที่จับปลาช่อนตัวที่ใหญ่ที่สุดได้  เมื่อไอ้ธรเตือนแล้วผมจะรอช้าทำไม รออะไรอยู่โอกาสจะโด่งดังเป็นหนึ่งในเด็กเจ็ดเสมียน ที่หาปลาได้ตัวใหญ่ที่สุดมาถึงแล้ว

   ผมขยับฉมวกยาวสองเมตรเศษของไอ้เหม่ง ให้ได้น้ำหนักหัวท้ายเท่ากันจะได้เหมาะมือยิ่งขึ้น มือขวากำด้ามฉมวกแน่นแล้วเล็ง ให้ตรงตัวปลากับหัวของมัน เมื่อเห็นว่าตรงดีแล้วผมก็กดฉมวกสวบลงไปอย่างแรง กะว่าเอาทีเดียวให้อยู่ แบบน็อคเอ๊าท์ไปเลย ไม่ต้องมามัวนับคะแนนกันให้เมื่อย ไม่ต้องมามีปัญหาลุ้นอะไรกันอีกแล้ว

   ท่ามกลางแสงไฟฉาย ๓ ท่อนขาวนวลนั้น ผมกับไอ้ธรเห็นเหมือนกันคือ คมฉมวกที่ทำด้วยเส้นลวดจักรยาน ๘ เส้นลับเสียคมกริบแล้วมามัดรวมกันอย่างแน่นหนาของไอ้เหม่ง วิ่งเสียบเข้าระหว่างคอกับลำตัวปลาใหญ่ตัวนั้นพอดี

 (ท่านผู้อ่านต้องทำใจนิดหนึ่ง ผมไม่ใช่คนโหดร้ายอะไรหรอกครับ ป้าละม่อมแม่ของไอ้เหม่งเคยบอกผมกับไอ้เหม่งในวันหนึ่งว่า นกนั้นขอร้องเถอะอย่าไปยิงไปฆ่ามันเลย แต่ปลานั้นไม่เป็นไรมันเป็นอาหารของเราอยู่แล้ว ผมกับไอ้เหม่งฟังแล้วรับปากพยักหน้า หงึกๆ)

 

       คุณแม่ละม่อม คุ้มประวัติ คุณแม่ของ คนอง คุ้มประวัติ (ไอ้เหม่ง)

   ฉับพลันนั้นปลาใหญ่ก็ดิ้นโผง เอาหางฟาดน้ำกระจาย น้ำกระเด็นเข้ามาเปียกหน้าและเสื้อผมไปหมด แล้วก็ดิ้นปัดๆแสดงให้เห็นถึงแรงอันมหาศาลของมัน ฉมวกที่ผมกำอยู่อย่างแน่นหนาเกือบจะหลุดจากมือติดมันไป จากแสงไฟที่ไอ้ธรมันส่องน้ำตรงนั้นพลันเป็นสีแดงเรื่อๆขึ้นมาทันที คงจะเป็นเลือดของปลาตัวนั้น แต่มันผิดปกติตรงที่ว่าทำไมเลือดมันจึงได้ออกมามากเหมือนเลือดของคนขนาดนั้น

  มันออกมาผสมกับน้ำตรงนั้นจนเป็นสีแดงเรื่อๆจางๆไปทั่ว ผมยิ่งออกแรงกดลงไปอีกกลัวมันจะหลุดไปได้ ปลาตัวนั้นก็ยิ่งดิ้นตูมๆคันฉมวกสั่นไปหมด และดูเหมือนว่าผมคนเดียวจะเอาไม่อยู่เสียแล้ว เหมือนว่าปลาตัวนั้นมันจะลากเอาฉมวกหลุดมือไปทีเดียว  อีกทีหนึ่งก็เหมือนคล้ายๆกับว่าฉมวกอันนี้ที่ตรงระหว่างเส้นลวดสวมเข้าไปกับด้ามไม้ มัดด้วยลวดทองแดงอย่างแน่นหนา และเหล็กซี่ลวดนั้นเล่าก็ผูกมัดด้วยด้วยเส้นทองแดงหลายเส้นหลายทบ
 
   ผมมีความรู้สึกว่าทำท่าจะหลุดออกเป็นชิ้นๆ ผมรีบเรียกไอ้ธรให้วางไฟฉายไว้แล้วให้ลงมาช่วยกัน จับด้ามฉมวกกดปลาตัวนี้ไว้กับพื้นดิน อย่าให้มันหลุดไปได้ ไอ้ธรรีบวางไฟฉายแล้วยงโย่ ยงหยกลงมาที่ชายน้ำมาช่วยผมกดด้ามฉมวกอันนั้น สักครู่น้ำตรงนั้นก็หยุดนิ่งไม่กระเพื่อมและไม่มีแรงดิ้นของปลา พร้อมกับสีแดงเรื่อๆของเลือดมันที่ออกมาผสมกับน้ำก็ค่อยๆจางหายไปหมด
  
    ขณะนี้มันหยุดดิ้นผมคิดว่ามันคงจะหมดแรง หรือไม่ก็ขาดใจตายไปแล้ว ผมบอกไอ้ธรว่า  “กดไว้ให้แน่นๆนะโว้ย รู้สึกว่ามันจะไม่ดิ้นแล้วมันเสร็จเราแน่ กูจะลองเอามือลงไปควานดูว่ามันเสร็จเราแล้วหรือยัง ถ้ากูบอกให้มึงยกฉมวกขึ้น มึงก็ยกเลยนะ”
  
   ว่าแล้วผมก็ลองเอามือกวาดลงไปตรงปลายฉมวก ที่ไอ้ธรมันกำลังกดเอาไว้อย่างหนักหน่วง มือที่ผมควานลงไปสัมผัสที่ปลายฉมวกนั้นไม่มีตัวปลาให้สัมผัสเลย มันว่างเปล่า ถูกแต่เส้นลวดที่บิดเบี้ยวคดงออยู่  ผมใจหายวาบคิดว่าจะเป็นคนดังกับเขาสักทีโอกาสก็หลุดลอยไป แล้วก็ยังยืนงงๆอยู่ตรงนั้นคิดว่ามันรอดไปได้อย่างไรกัน
 
   สักครู่หนึ่งผมเงยหน้าขึ้นไปบอกไอ้ธรว่า “ ไม่อยู่ว่ะมันรอดไปได้ยังไงวะ เห็นๆอยู่ว่ามันถูกฉมวกของเราเข้าอย่างจัง แล้วมันก็ติดฉมวกดิ้นให้เราเห็นๆ”   ไอ้ธรเดินไปหยิบไฟฉายที่มันวางไว้ที่พื้นดินขึ้นมา แล้วบอกว่ามันชักจะยังไงเสียแล้วคิดแล้วขนลุกโว้ย  ไม่เอาแล้วมันไม่ค่อยจะดีแล้วกลับกันเถอะ ไอ้ธรนี้ที่จริงมันเป็นคนกล้ากว่าผมเสียอีก แต่มันชอบพูดจะให้เป็นเรื่องประหลาด เบี่ยงเบนให้เป็นเรื่องของไสยศาสตร์เสียเรื่อยเชียว
 
   ผมได้ยินไอ้ธรพูดอย่างนั้นขนผมทั้งตัว ก็ลุกเกรียวขึ้นมาทันที คิดโน่นคิดนี่เอามาปะติดปะต่อ ไหนจะปลาตัวนั้นใหญ่มาก จ้องมองมาที่ผมเขม็งด้วยดวงตาอันปูดโปนในตอนที่ผมเห็นมันในตอนแรก แล้วก็อัศจรรย์ตรงที่มันหนีไปได้ในตอนที่ผมเอาฉมวกแทงมัน ทั้งๆที่เห็นชัดๆแล้วว่าถูกมันอย่างจังคิดว่ามันหนีไปไม่ได้แน่
       ยิ่งคิดความกลัวก็เข้ามาจับจิต ยิ่งไอ้ธรบอกว่า  “ ปลาตัวนี้ถ้าไม่เป็นปลาเจ้าก็เป็นปลาผีแน่ๆล่ะวะ ”   ผมยิ่งคิดก็ยิ่งสับสน แล้วไอ้อะไรกันที่มันลอยขึ้นมาบนท้องฟ้าให้เห็นกันชัดๆนั้นมันเกี่ยวข้องกับปลาตัวนี้หรือเปล่าหนอ
  ด้านขวามือของภาพที่มีเรือลำหนึ่งจอดอยู่ นั่นคือท่าใหญ่ในสมัยใกล้เคียงกับที่ผู้เขียนกำลังเล่าถึง มองลึกเข้าไปอีกหน่อย จะเห็นศาลเจ้าเป็นเรือนไม้อยู่ไต้ต้นโพธิ์ ท่าใหญ่นี้คือปากคลองเจ็ดเสมียน หน้าน้ำๆจะไหลเข้าคลองจากตรงท่าใหญ่นี้ ไหลผ่านหลังตลาดแล้วลอดทางรถไฟตรงสะพานดำ เข้าไร่นาไป
 
   คืนนี้มันช่างเป็นคืนแห่งความอัศจรรย์จริงๆ ที่จริงที่ท่าใหญ่นี้ผมกับไอ้ธร และเด็กตลาดทั้งหลายก็มาเล่นน้ำกันอยู่เป็นประจำ บางทีบางวันในตอนบ่ายๆ ก็ว่ายออกลึกไปอีก พวกผมชอบไปดำเอาหอยกาบขึ้นมาจากท้องน้ำที่พื้นเป็นทรายนุ่มละเอียดกันบ่อยๆ มันคุ้น มันชินเสียแล้วพวกผมหรือพวกเด็กตลาด ไม่เคยกลัวอะไรเลยที่ท่าใหญ่นี้ จนมาถึงวันนี้ วันที่ผมกับไอ้ธรได้เจอสิ่งแปลกประหลาด
 
   “กลับก็กลับ”   ผมว่า ผมคว้าฉมวกมาถือเพราะว่าต้องเอาไปคืนไอ้เหม่งมัน และไม้ซางที่พิงไว้ ลูกดอกที่ทำไว้เป็นอะหลั่ย ไม่เอามันแล้วขี้เกียจความหา มันคงมีคาอยู่ในลำกล้องอีกลูกหนึ่ง  ส่วนไอ้ธรส่องไฟฉายไปที่วางไม้ซางของมันเอาไว้ พร้อมกับหยิบเอาไม้ซางที่พิงไว้กับราวแขวนผ้าซึ่งเป็นของมัน ลูกดอกมันก็ไม่ควานหาแล้ว เพราะต้องการความรวดเร็ว ขนหัวขนแขนลุกชันกันทั้งสองคน
  สถานีรถไฟเจ็ดเสมียนในอดีต ถ่ายโดยสาธร วงษ์วานิช
  
     เราสองคนวิ่งตื๋อขึ้นมาจากท่าใหญ่มีทางเดียวที่จะเข้าตลาดที่ใกล้ที่สุดได้ ก็จะต้องผ่านศาลเจ้าเสียก่อนแล้วจึงเลี้ยวซ้ายเข้าตรอกเล็กๆจึงจะทะลุไปออกตลาด แต่ก็มีอีกทางหนึ่งซึ่งจะต้องเดินตามลำคลองที่ไม่มีน้ำ ขึ้นไปออกตรงหลังบ้านกำนัน แล้วขึ้นถนนหลังสถานีรถไฟ เดินย้อนกลับเข้าตลาด ซึ่งก็ไกลเหมือนกัน ตอนขามาผมกับไอ้ธรลงมาท่าใหญ่ทางตรอกเล็ก ขากลับผมก็เลยเลือกกลับไปหน้าตลาดทางตรอกเล็กเช่นเดียวกัน  แต่ทั้งสองทางนี้ก็จะต้องผ่านศาลเจ้าเหมือนๆกัน
 
   ในขณะที่จะผ่านศาลเจ้าไปนั้น ตาก็เหลือบไปเห็นอะไรอย่างหนึ่ง ดำตะคุ่มๆเคลื่อนไหวอยู่ข้างๆแท่นบูชา ภายในศาลเจ้าซึ่งเป็นมุมที่มืดมากอยู่  ได้ยินเสียง ฮื่อๆ เหมือนที่หมาจะกัดกันแล้วมันก็ขู่ใส่กัน ผมชะงักพรืดตรงหน้าศาลเจ้านั้น  ไอ้ธรชะงักพรืดตามผม  ผมสะกิดไอ้ธรให้มองเข้าไปในศาลเจ้าซึ่งมืดมากพอดู
 
  แล้วถามมันว่ามันจะเห็นเหมือนอย่างที่ผมเห็นและได้ยินเสียงอะไรหรือเปล่า ไอ้ธรพยักหน้าแล้วส่งเสียงเบาๆออกมาว่า เห็น แล้วบอกผมต่อว่าวิ่งกันดีกว่าวะ ฉมวกมันเกะกะก็ทิ้งแม่มันตรงนี้เสียเลย เลยศาลเจ้านี้แล้วเลี้ยวซ้ายก็จะถึงตรอกทะลุไปตลาดแล้ว กูว่าโดนผีหลอกแน่ๆเลยคืนนี้ ไม่น่ามาเล้ยพับผ่าซีวะ ซวยจริงๆ...!
         หนุ่มๆตลาดเจ็ดเสมียนในอดีต ๕ คนนี้เป็นเด็กตลาดรุ่นพี่ของผู้เขียนประมาณ ๕ ปี กำลังจะไปงานแต่งงานของเพื่อนคนหนึ่ง สถานที่เขายืนถ่ายรูปกันตรงนี้คือท่าน้ำของโรงน้ำปลา ซึ่งอยู่ติดกันกับท่าใหญ่นั่นเอง ปัจจุบันโรงน้ำปลาแห่งนี้ ทำกิจการผักกาดหวาน (หัวไชโป๊ว) เพิ่มขึ้นจากการทำน้ำปลา บริหารโดยคุณเพ้ง น้องของคุณปรีชา (ยู๊ฮัว คนกลางในภาพ) เพื่อนของผู้เขียนเอง. 
 
   ผมไม่ได้พูดอะไรแต่ก็เหวี่ยงฉมวกที่ปลายเหล็กคดงอแล้ว ทิ้งไว้ที่ข้างหน้าศาลเจ้า อีกมือหนึ่งนั้นก็กำไม่ซางแน่น  ขยับจะวิ่งไปเหมือนกัน แต่อีกใจหนึ่งนั้นก็อยากจะให้รู้กันแน่ชัดกันไปเลยว่ามันอะไรกันแน่ ถ้ามันเป็นผีที่ศาลเจ้ามาหลอกจริงๆ ผมกะจะซัดมันด้วยลูกดอกไม้ซางสักฉึกหนึ่ง ไหนๆเอามาแล้วยังไม่ได้ยิงอะไรเลย จึงกลั้นความกลัวไว้แล้วกระซิบบอกไอ้ธรว่า  
       ” เดี๋ยวๆ อย่าเพิ่งวิ่ง กูอยากจะดูให้รู้แน่ๆว่ามันคืออะไร มันตะคุ่มๆสีดำๆ เตี้ยๆอย่างนั้นคิดว่าน่าจะเป็นหมาดำมากกว่า แล้วเสียงก็เหมือนหมาด้วย มันคงจะมาหาที่นอนแถวๆศาลเจ้าเพราะว่ามันเย็นดี” 
สิ่งของภายในศาลเจ้า ส่วนใหญ่จะเป็นตุ๊กตาเทพเจ้า
    ผมบอกไอ้ธรว่า  “เอาไฟฉายมาให้กูเถอะ ถ่านหมดหรือยังวะ กูจะฉายดูสักหน่อยว่าอะไรกันแน่กูว่ามันไม่ใช่ผีหรอก มันมีตัวมีตนไม่หมาก็คนล่ะว่ะ หลวงตาหุ่นที่วัดเจ็ดเสมียนเคยบอกว่า " ผีในโลกนี้ไม่มี " ถ้ามีมันก็เป็นเงาๆมันไม่น่าจะเป็นตัวตนอย่างนี้  กูอยากรู้ไม่อย่างนั้นคืนนี้กูนอนไม่หลับแน่ๆเลย  “ ผมแทงปลาไม่ได้ผมยิ่งมีอารมณ์ร้อน
  
    ไอ้ธรส่งไฟฉายมาที่มือผมๆรับมา แล้วรีบฉายขึ้นไปบนศาลเจ้าทันที  ข้างบนศาลเจ้าที่หน้าแท่นบูชาตรงที่เรา เห็นเป็นเงาดำๆตะคุ่มๆเมื่อสักครู่นี้ อันตรธานหายไปแล้ว เส้นขนที่แขนของผมยังลุกเกรียวอยู่ ได้ยินไอ้ธรบอกว่า ผีที่ศาลเจ้าหลอกแน่แล้วไม่ไหวโว้ย เผ่นกันเถอะ ไอ้ธรพูดออกมาเหมือนคนเครียดหนัก

   หรือว่าผมกับไอ้ธรจะโดนผีที่ศาลเจ้าหลอกเอาจริงๆ  ผมเอาไฟฉายส่องกวาดไปมาเห็นที่แท่นบูชา ยังมีถ้วยอาหารคาว ถาดผลไม้ ขนมต่างๆหกกระจายเรี่ยราด ถ้วยใส่เหล้าหลายถ้วย พร้อมทั้งขวดเหล้าขาวมีป้ายบอกยี่ห้อ เป็นกระดาษสีเหลืองเป็นรูปรวงข้าวสีแดงๆ ของโรงงานสุราในสมัยก่อนๆล้มคะแคงอยู่ แต่ไม่มีน้ำเหล้าหยดออกมาเลย
 
   ของต่างๆเหล่านี้ วางอยู่ระเกะระกะไม่เป็นระเบียบ กระดาษเงินกระดาษทองวางอยู่ข้างบน หล่นกระจายลงมาข้างล่างก็มี  ตุ๊กตา ช้างม้า รูปปั้นเทพเจ้าของจีน ล้มลงเกลื่อนกลาด ผมเดาเอาว่าในวันนี้คงจะมีใครสักคนมาเซ่นไหว้เจ้าที่นี่แน่ๆ แล้วยังไม่ได้เก็บถาดไป หรืออาจจะเป็นหมาดำตัวนั้นมันขึ้นมากินของเซ่นไหว้เหล่านี้ก็ได้จึงได้กระจัดกระจายไปอย่างนี้
   คิดได้อย่างนั้นก็ใจชื้นขึ้นมาอีกหน่อย มันก็เห็นจะไม่ใช่ผีนะซี แล้วมันคืออะไร นั่นคือสิ่งที่ผมอยากจะรู้ ก่อนที่จะปิดฉากในคืนวันนี้ ผมจะต้องเอาชนะอะไรสักอย่างให้ได้ก่อน เพราะว่าเมื่อสักครู่นี้ก็แพ้ปลาตัวใหญ่มาหยกๆ
   เด็กตลาดเจ็ดเสมียนที่หน้าอาคารโรงเรียนวัดเจ็ดเสมียนเกือบ ๖๐ ปีมาแล้ว มีนายแก้วผู้เขียนและสาธร วงษ์วานิช อยู่ในภาพนี้ด้วย ปัจจุบันเด็กที่อยู่ในภาพนี้เสียชีวิตไปแล้ว ๓ คน

   เมื่อตอนหัวค่ำตอนที่ผมกับไอ้ธรลงไปหาปลาอยู่ที่ท่าใหญ่ ก็ได้ยินเสียงคนคุยกันแว่วมาจากทางศาลเจ้านี้ ดังที่ผมบอกไปในตอนแรกๆแล้ว แต่พอดึกเข้าสักหน่อยเสียงคุยกันนั้นก็เงียบหายไป ยังคิดว่า คงเป็นเสียงของคนเฝ้าศาลเจ้าแล้วก็มีคนสูงๆอายุในตลาดนั้นลงมาคุยด้วย ซึ่งผมกับไอ้ธรก็ไม่ได้สนใจอะไรเพราะว่าเป็นอย่างนี้ประจำอยู่แล้ว
   มาถึงตอนนี้จึงคิดปะติดปะต่อกันแล้วจึงสรุปเอาเองว่า น่าจะไม่ใช่คนที่มาคุยกันในเวลามืดๆค่ำอย่างนี้ ถ้าเป็นพวกผีคงเป็นพวกวิญญาณของเจ้าต่างๆนัดพบกันที่นี่และคุยกันเสียงดังให้ผมกับไอ้ธรได้ยินไปถึงท่าใหญ่เทียว  นั่นเป็นความคิดของผมๆคิดเอาเอง

   แต่ตอนนี้ผมกำลังฉายไฟ หาตัวอะไรไม่รู้ที่มันดำๆเหมือนหมาดำ และมันก็มานั่งทำเสียงฮึ่มๆอยู่ที่หน้าแท่นบูชาเมื่อสักครู่นี้ พอผมละสายตาไปหน่อยมันก็หายไป ผมบอกไอ้ธรว่า  “เราขึ้นบันใดไปสักสองสามขั้นไปชะโงกหน้าดูกันใกล้ๆสักหน่อยจะดีกว่า  เผื่อว่ามันจะแอบอยู่หลังแท่นบูชาบ้าง “
   ไอ้ธรเพื่อนผมมันก็ใจเด็ดมันฮึดสู้ขึ้นมาบ้างแล้ว เท่าที่ผมเห็นมันก็ไม่เคยกลัวอะไรเหมือนกัน มันบอกว่า  “เอาซีวะงานนี้ต้องดูกันให้ถึงที่สุดอย่างมึงบอกนั่นแหละถึงจะนอนหลับ ”  ว่าแล้วก็ขยับกันเข้ามาใกล้ศาลเจ้าอีกหน่อย แล้วก้าวขึ้นบันไดไม้เก่าๆผุๆของศาลเจ้านำหน้าผมขึ้นไป

      ผมก้าวตามหลังไอ้ธรขึ้นไปติดๆ  ก้าวขึ้นบันไดไม้ไปแล้วสองสามขั้น สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น มีสิ่งหนึ่งพรวดขึ้นมาจากหลังแท่นบูชาอย่างรวดเร็ว สุดที่ผมกับไอ้ธรจะทำใจให้ปรกติได้...!

 โปรดติดตามตอนต่อไป   คนในเสื้อคลุมสีดำคือใคร  เร็วๆนี้ ที่นี่เท่านั้น 

 เล่าเรื่องเก่าโดย นายแก้ว เด็กท่าใหญ่ 

จำนวนผู้เข้าชม: 2349
ความเห็น (0)Add Comment

เขียนแสดงความเห็น
อนุญาติให้เฉพาะสมาชิกเท่านั้นที่สามารถเขียนแสดงความเห็นได้ โปรด Login หรือ ลงทะเบียน

busy
 
คุณ ๆ ที่แวะเข้ามาชมเวบเจ็ดเสมียน มีอายุเท่าไรกันบ้างครับ
 
เวบเพื่อนบ้าน
เรารักสุพรรณฯ
จำนวนผู้เยี่ยมชม
 วันนี้143 
 เมื่อวานนี้142 
 สัปดาห์นี้1056 
 เดือนนี้3560 
 ทั้งหมด651836 

(C) Fliesenstadt
ผู้ที่กำลังใช้งาน
เรามี 55 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
เรื่องใหม่