คนในเสื้อคลุมสีดำคือใคร

เรื่องราวเก่า ๆ ของชาวตลาดเจ็ดเสมียน

 

 

 ผู้เขียน และสาธร ตัวจริง

       ผมก้าวตามไอ้ธรไปติดๆ ก้าวตามหลังไอ้ธรขึ้นบันไดไม้ผุๆไปแล้วสองสามขั้น และแล้วสิ่งที่ไม่คาดคิดคาดฝันก็เกิดขึ้น มีสิ่งหนึ่งพรวดขึ้นมาจากหลังแท่นบูชาอย่างรวดเร็วดำทะมึนต่อหน้าต่อตา

       ผมกับไอ้ธรตกใจสุดขีดหัวใจแทบหยุดเต้น สุดที่ผมกับไอ้ธรจะระงับความตกใจได้ ผมก็คิดไว้แต่แรกเหมือนกันว่าอะไรสักอย่างมันจะต้องไปซ่อนหลังแท่นบูชาแน่ๆไม่ได้คิดว่ามันจะทำผมตกใจและน่ากลัวขนาดนี้

       ผมกับไอ้ธร ผ่านเหตุการณ์ต่างๆและอันตรายในการซนตามประสาเด็กๆมาก็มากแล้ว  สิ่งที่พรวดกะทันหันออกมาจากหลังแท่นบูชานั้น ก็เลยยังไม่ทำให้ผมกับไอ้ธรต้องถึงกับ ช๊อก ตายเสียก่อน เพียงแต่ตกตลึงไปชั่วครู่ แล้วเราก็ตั้งสติกลับคืนมากันได้อย่างรวดเร็ว

       เฮ้ย ไอ้ธรอะไรกันวะ ผมร้องเสียงหลงไฟฉายกระเด็นหลุดไปจากมือตกลงไปข้างล่าง บรรยากาศตรงนั้นจึงมืดตื๋ออีกครั้งหนึ่ง ไอ้ธรก็ตกตะลึงไม่แพ้ผม มือของมันกำไม้ซางลำนั้นแน่น เหงื่อออกตามหน้าตามตัวพรั่งพรูออกมา เรารีบไต่บันไดกลับลงมาที่พื้นดิน แล้วมองขึ้นไป

       เห็นชัดแล้วทีนี้ มันเป็นร่างที่คลุมด้วยผ้าดำผืนใหญ่ เหมือนเสื้อผ้าที่เขาใส่เล่นงิ้ว แขนทั้งสองข้างกว้างมากเวลาแกว่งไปมาเหมือนจะเป็นปีกให้บินได้
       ร่างดำๆนั้นยืนจังก้าอยู่หน้าศาลเจ้าตรงบันใดทางลงพอดี ในคราวนี้แม้ว่าไฟฉายจะกระเด็นหลุดมือไปแล้ว แต่ก็ยังเห็นว่า ร่างนั้นยืนยกมือทั้งสองข้างขึ้นเหมือนนกสยายปีกตอนที่จะขึ้นบิน  ที่หน้ามันเป็นสีดำทั้งหน้า แต่เหมือนเขียนด้วยสีสะท้อนแสง เขียวเหลืองแดงเป็นเส้นๆเหมือนจะวาดเอาไว้ ตรงหัวมองไม่เห็นว่ามีผม หรือไม่มี ผมสั้นหรือว่าผมยาว เพราะว่ามีผ้าโพกหัวสีดำสนิทมาคลุมไว้มิดหัวไปหมด

      ภายในศาลเจ้าแม่เจ็ดเสมียนปัจจุบันนี้

 ผมกับไอ้ธรพยายามจ้องมองมันฝ่าความมืด มองดูดีๆก็รู้ได้แล้วว่ามันคืออะไร มันจะมาโกหกผมกับไอ้ธรในความมืดนี้ไม่ได้ ที่แท้มันก็คือคนนั่นเอง แต่จะเป็นใครนั้นก็ค่อยว่ากันไปอีกเรื่องหนึ่ง แต่ทำไมหน้ามันจึงเป็นอย่างนั้น

      นึกออกแล้วผมคิด ที่แท้มันเอาชุดที่แต่งสำหรับงิ้วที่ใครคนหนึ่ง เอามาถวายเจ้าเพื่อแก้บนไว้ที่ศาลเจ้านี้เอง “มันต้องใส่หน้ากากงิ้วแน่ๆ “ผมบอกกับไอ้ธร 
“เออใช่” ไอ้ธรว่ามันก็คิดเหมือนผมเหมือนกัน แล้วมันก็พูดต่อว่า “ร่างกายมันดำๆที่เราเห็นตะคุ่มๆในครั้งแรกนั้น ที่แท้มันเอาเสื้อคลุมของงิ้วมาใส่นั่นเอง”

      เสียงร้องของมันดังฮื่อๆ เหมือนดังที่ผมได้ยินมาในตอนแรก ที่แท้มันตั้งใจจะขู่ผมกับไอ้ธรให้กลัวมันนั่นเอง  ผมอยากจะเห็นมันจริงๆทีเดียวว่ามันเป็นใครกันแน่ แต่ไฟฉายก็มีอันตกลงไปในตอนแรกเสียแล้ว จึงมองอะไรไม่ได้ถนัดนัก
       ผมสะกดใจไม่ให้เกิดความกลัวมากเกินไป ผมถามไอ้ธรว่า “ มึงยังถือไม้ซางอยู่หรือเปล่าวะ”   ไอ้ธรบอกถืออยู่ ผมบอกว่า “  มันจะเป็นใครก็ช่างมัน เราซัดลูกดอกเข้าไปที่มันกันคนละดอกแล้วรีบแผ่นจากที่นี่กันเลย มันคงกวดทำอันตรายเราไม่ทันแน่ ”

       ไอ้ธรบอกว่า “ เรารู้แล้วก็ไม่ต้องทำอะไรมันหรอกวะ จะเอาลูกดอกไปเป่ามันทำไมกัน “  “ ไม่ได้โว้ย ต้องให้รางวัลมันหน่อยที่มันมาทำให้เราตกใจ”     ไอ้ธรไม่พูดว่าอะไรอีก กลัวว่ามันจะได้ยินที่เราพูดกัน เพียงแต่พยักหน้าเป็นอันว่าเข้าใจที่ผมบอกมัน

       ตอนนี้เราถอยออกมายืนกันตรงที่  ตาบุญส่งขี้เมามายืนเยี่ยวสักครู่นี้ แล้วชี้หน้าด่าศาลเจ้าแล้วก็เดินจากไป เสียงแฮ่ๆข้างบนก็ยังดังอยู่ เหมือนจะขู่พวกผมตลอดเวลา หน้าอันน่าเกลียดน่ากลัวมองจ้องมาทางผมเขม็ง

       ผมกระซิบบอกไอ้ธรให้มัน หาไฟฉายที่ตกลงมาที่พื้นดินนี้ให้เจอเสียก่อน ไอ้ธรมองดูจุดที่ไฟฉายมันตกลงมาแล้วบอกผมว่าเจอแล้ว กลิ้งมาอยู่นี่เอง กระบอกไฟฉายมันชุบโครเมี่ยมสะท้อนแสงเป็นเงามันจึงมองเห็นง่าย

       ผมบอกไอ้ธรให้เอาไฟฉายสามท่อนของแม่มันนั้น เหน็บเอาไว้ที่เข็มขัดลูกเสือที่พวกผมทุกคนชอบคาดกันเป็นประจำ ไม่ว่ายามตื่นหรือยามหลับเสียก่อน ไม่ต้องเอามาฉายอะไรทั้งสิ้น แล้วบอกให้มันเตรียมไม้ซางพร้อมกับลูกดอกให้ดี

       เราจะเป่ามันได้คนละทีเท่านั้น เสร็จแล้วก็กระโจนหนีกันเลย เมื่อมันโดนเจ็บแล้วจะตกใจโดดสวนลงมาหาเราต้องคอยหลบกันให้ดีๆ

       ในตอนนี้ผมกับไอ้ธรคุมสติได้หายตกใจกลัวเกือบเป็นปกติแล้ว และคิดว่ามันไม่ใช่สัตว์ประหลาดอะไร เพราะว่ามันยืนจังก้าอยู่หน้าประตูศาลเจ้าเต็มตัว มันก็คือคนดีๆนี่เองแต่จะเป็นใครก็ยังไม่ทราบได้ อย่างไรเสียผมก็จะเป่าลูกดอกให้ถูกมันและบอกไอ้ธรว่า

       “อย่าไปกะเล็งเป่าส่วนบนของมันโว้ย กูรู้สึกว่าจะเป็นคน แต่เป็นใครกูก็ยังไม่รู้ เป่าลูกดอกเล็งข้างล่างให้ถูกขามันก็แล้วกัน โทษฐานที่มันหลอกเรา ให้เราตกใจกลัว ตกลงนะ “ 

       คนในผ้าคลุมสีดำนั้นยืนโงนเงนเหมือนคนเมา เสียงก็ร้องแฮ่ๆออกมาเรื่อยๆมองเห็นอยู่ในความมืดสลัวๆ ผมกับไอ้ธรยกไม้ซางขึ้นมาจรดกับริมฝีปาก แล้วกะให้ตรงกับขาของมัน เล็งดีแล้ว ผมอัดลมเข้าปอดแล้วปล่อยลมดันลูกดอกออกไปอย่างแรง  ได้ยินเสียง ปุด ปุด เสียงหลังเป็นลูกดอกของไอ้ธรที่วิ่งเข้าเจาะ ผ้าดำที่คลุมร่างนั้น ลูกดอกเจาะเข้าที่หน้าขาของมันทั้งสองลูก แต่คิดว่ามันคงไม่เข้ามากมายอะไร เพราะเสื้อคลุมดำนั้นกั้นความแรงของลูกดอกไว้ส่วนหนึ่ง

        เสียงร้องโอ๊ย โอ๊ย  ดังก้องในความเงียบ ด้วยกับความตกใจของมันที่อยู่ๆมีอะไรมาปักที่หน้าขาของมันเจ็บแปร๊บๆ มันสดุ้งพร้อมกับสะบัดเสื้อคลุมสีดำนั้น ลูกดอกสองลูกที่ปักอยู่ก็หลุดออกไป พร้อมกับร่างของมันกระโดดลอยละลิ่วจากข้างบน ลงมาลอยข้ามหัวผมกับไอ้ธรไปยังพื้นดิน ตุ๊บลงไปข้างล่าง

       มันเสียหลักหกคะเมนล้มลงหน้ากากงิ้วที่มันใส่อยู่ กระเด็นหลุดจากหน้าของมัน ตกอยู่ตรงนั้น  แล้วมันก็รีบลุกขึ้นวิ่งแนบ พร้อมกับเสื้อคลุมสีดำหายไป ทางต้นก้ามปูริมน้ำที่ท่าใหญ่ ทิ้งหน้ากากงิ้วไว้ให้ผมกับไอ้ธรดูต่างหน้าอันเดียวเท่านั้น

       ผมกับไอ้ธรเห็นอาการของมันล้มลุกคลุกคลาน ตอนที่มันเหาะลงมาจากบนศาลเจ้า แล้วอดขำไม่ได้จึงหัวเราะกันด้วยความขบขัน อาการเครียดของผมกับไอ้ธรหายไปหมดแล้ว หน้ากากที่หลุดมาจากหน้ามันนั้นผมหยิบขึ้นมาดู มันเป็นหน้ากากงิ้วอย่างที่ผมคิดไว้จริงๆด้วย วาดสีเสียวิจิตรพิสดารอย่างน่ากลัว ตามประสาของงิ้ว

    “  ที่แท้ก็เป็นคนนี่เองทำเอากูกลัวแทบแย่ ”   ผมบ่นกับไอ้ธร ไอ้ธรบอกว่า “  อีทีนี้กลับบ้านกันได้แล้ว กูไม่อยากเจอสิ่งประหลาดในคืนนี้อีกแล้วโว้ย  “  ไอ้ธรบ่นพลางเอาไฟฉายที่ขัดกับเข็มขัดไว้มาถือ อีกมือหนึ่งถือลำไม้ซางเดินนำหน้า

       ผมไม่ลืมหยิบเอาฉมวกของไอ้เหม่งถือกลับไปด้วย ไอ้เหม่งมันคงไม่บ่นผมหรอก ที่ฉมวกมันพินาศเพราะปลาใหญ่ตัวนั้น มันรักผมและมันก็คงจะรู้ว่า ฉมวกของมันสู้แรงปลาตัวนั้นไม่ได้จริงๆ 

       เราสองคนเดินเข้าตรอกเล็กๆทะลุไปหน้าตลาด ระหว่างเดินมาผมบ่นกับไอ้ธรอีกว่า” กูอยากจะรู้จริงๆว่าไอ้เสื้อคลุมดำนั้นเป็นใคร “
     “ ตอนหน้ากากมันหลุดกูก็เห็นมัน แว๊บๆ เหมือนกัน หน้าคล้ายๆกับพี่กี๋ น้องชายพี่แกละลูกนายตรวจทางฉุยเลย”   ไอ้ธรว่า “เข้าเค้าโว้ยไอ้เก้ว พี่กี๋ก็ขี้เมาไม่เบาเหมือนกันนี่หว่า คงกลัวเราเห็นแล้วเอาไปบอกคนอื่น ก็เลยเอาชุดงิ้วที่เขาเอามาเซ่นเจ้าแก้บน ใส่หลอกเราซะเลย ”  แล้วเราสองคนก็หัวเราะกันลั่นสนั่นตรอกแคบๆนั้น

       ที่หน้าตลาดเงียบไปหมดแล้ว มีหมาสองสามตัวที่เฝ้าหน้าบ้านของคนเลี้ยงมันไว้นอนอยู่แถวนั้น มันเห็นผมกับไอ้ธรก็จัดแจงกระดิกหางวิ่งเข้ามาหา  ผมแยกกับไอ้ธรตรงหน้าบ้านมัน เพราะว่าบ้านมันถึงก่อน 

      เดินข้ามฝั่งตลาดเฉียดต้นก้ามปูใหญ่หน้าบ้านผม ยืนเยี่ยวรดโคนต้นก้ามปูนั้นเสร็จแล้ว เดินอีกเดี๋ยวเดียวก็ถึงประตูบ้านของผม ผมโยนฉมวกที่ขอยืมไอ้เหม่งมาไว้ที่ไต้ล่างร้านหน้าบ้านมัน กะว่าจะเล่าเรื่องต่างๆให้มันฟังในวันพรุ่งนี้ 

       ไอ้กล้าหมาตัวผู้พันธ์ไทยตัวใหญ่ อายุมากแล้วที่แม่ผมเลี้ยงไว้ วิ่งเข้ามาตะกายผม เหมือนว่ามันดีใจเสียหนักหนาที่ได้เจอผม ที่จริงก็เจอกันทุกเวลาอยู่แล้วเมื่อหัวค่ำนี้ก็เจอกัน

       ผมเปิดประตูหน้าถังที่แม่ผมไม่ได้ใส่กลอนข้างในเอาไว้ เมื่อผมออกไปข้างนอก จะได้ไม่ต้องมาเรียกให้แม่ผมหรือน้องผมมาเปิดประตูให้ ในขณะที่กำลังนอนหลับสบายอยู่มันจะเป็นการรบกวนเวลานอนกัน

        มีแสงไฟฉายสว่างจ้าฉายมาจากทางหลังสถานีรถไฟ ผมเดาเอาว่าต้องเป็นกำนันโกวิท พ่อของเพื่อนผม ที่มีหน้าที่รักษาความปลอดภัยให้แก่ลูกบ้าน โดยเฉพาะในตลาดนี้ กำนันแกต้องออกตรวจตลาดทุกวันๆละหลายๆรอบ

       สักครู่หนึ่งได้ยินเสียงฝีเท้าคนเดินมา กำนันโกวิทกับผู้ใหญ่เสงี่ยม สกุณา ถือไฟฉายกระบอกยาวเดินมาถึงผม ผู้ใหญ่เสงี่ยมสะพายปืนลูกซองกระบอกโตไว้ที่บ่า สวมเสื้อหนาๆแขนยาวเหมือนพวกเดินป่าสีกากี ดูทะมัดทะแมงดี

     " ไอ้เก้วเอง กูนึกว่าใครมางัดบ้านมึง ไปไหนมาดึกดื่นอย่างนี้วะ " กำนันถามผมพร้อมกับเอาไฟฉายๆมาที่หน้าผม ผมไม่หลบแสงไฟ เพราะว่าผมจำมาจากในหนังฝรั่งที่รถขายยานำมาฉายที่หน้าตลาดได้

       เป็นเทคนิคของพวกสายตรวจและมือปราบทั้งหลายนั่นเอง ที่เอาไฟฉายๆหน้าผู้ต้องสงสัยเอาไว้ เพราะว่าจะได้รู้ถึงความเคลื่อนไหวต่างๆของผู้ต้องสงสัย และระวังอาวุธของคนร้ายที่จะสวนมาได้ 

       ผมบอกว่า ไปคุยกับไอ้ธรที่บ้านมันมา แล้วชวนกันไปตกปลาที่ท่าใหญ่ กำนันพยักหน้าหงึกๆ แสดงว่าเข้าใจเพราะว่ารู้พฤติกรรมของเด็กๆตลาดเจ็ดเสมียน ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นลูกหลานของแก เหล่านี้เป็นอย่างดี

       เมื่อตอนจะไปก็ยังไม่วายบ่นบอกผมว่า จะทำอะไรกันก็ระวังกันบ้าง อย่าซนให้มันมากนักมันจะเกิดอันตรายได้ แล้วกำนันแกก็เดินนำ ผู้ใหญ่เสงี่ยม สกุณา มือปราบแห่งตำบลเจ็ดเสมียน ไปทางท่าน้ำ ฉายไฟฉายว๊อบแว๊บ ที่โน่นที่นี่แล้วเลี้ยวขวาตรงต้นโพธิ์ใหญ่ ไปทางศาลาวัดหายลับไป

        ผมรีบเข้าบ้านปิดประตูลงกลอนเรียบร้อย ไม่ใช่เพราะว่ากลัวกำนันอะไรหรอกครับ ผมไม่ได้ทำผิดอะไร ผมเคยได้ยินกำนันประชุมอบรมสั่งสอนผู้ใหญ่บ้านหมู่ต่างๆ และผู้นำชุมชนว่า ไม่ต้องกลัวอะไรทั้งนั้นถ้าเราไม่ได้ทำผิด  แต่เป็นเพราะผมล้าเต็มทีหมดแรง น้ำท่าผมก็ไม่อาบมันแล้ว ล้างหน้า ล้างมือ ล้างเท้า เท่านั้น เข้านอนแล้วก็หลับไป......

 

โปรดติดตามเรื่องต่อไป เร็วๆนี้ที่นี่ ที่เดียวเท่านั้น

จำนวนผู้เข้าชม: 1743
ความเห็น (0)Add Comment

เขียนแสดงความเห็น
อนุญาติให้เฉพาะสมาชิกเท่านั้นที่สามารถเขียนแสดงความเห็นได้ โปรด Login หรือ ลงทะเบียน

busy
 
คุณ ๆ ที่แวะเข้ามาชมเวบเจ็ดเสมียน มีอายุเท่าไรกันบ้างครับ
 
เวบเพื่อนบ้าน
เรารักสุพรรณฯ
จำนวนผู้เยี่ยมชม
 วันนี้143 
 เมื่อวานนี้142 
 สัปดาห์นี้1056 
 เดือนนี้3560 
 ทั้งหมด651836 

(C) Fliesenstadt
ผู้ที่กำลังใช้งาน
เรามี 25 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
เรื่องใหม่