ละม่อม เทพหัส ๒ (ยายบา)

เรื่องราวเก่า ๆ ของชาวตลาดเจ็ดเสมียน

  

   ป้าม่อม (กลางภาพ)  กำลังทำพิธีในงานบวชลูกชาย (นายแดง) ภายในโบสถ์วัดเจ็ดเสมียน (โบสถ์เก่า)  ท่ามกลางชาวตลาดเจ็ดเสมียน เมื่อ ๔๗ ปีผ่านมาแล้ว     

    จากวันที่ป้าม่อมเอาเรื่องที่มีผีกระสือตัวหนึ่ง ไปวนเวียนป้วนเปี้ยนแถวๆบ้านของแก มาเล่าให้คนที่ในตลาดฟังนั้นก็เป็นที่ฮือฮาของคนในตลาดยิ่งนัก มีคนที่ได้ออกมาพูดเรื่องนี้หลายคน และให้ความเห็นกันไปต่างๆนา

    อี๊น้อย (นางน้อย หยู่เอี่ยม) ห้องแถวอยู่ติดๆกับห้องของผม ซึ่งห้องของแกเป็นร้านค้า (ปัจจุบันนี้ก็ยังค้าขายอยู่เหมือนเมื่อ กว่า ๕๐ ปีที่แล้วที่เรื่องนี้เกิดขึ้น) แกคุยกับคนที่มาซื้อของที่ร้านของแกว่า " ป้าม่อมแกบอกว่าที่บ้านแกมีผีกระสือมาป้วนเปี้ยนวนเวียนอยู่ ฉันว่าจะจริงหรือเปล่าก็ไม่รู้ คิดไปอีกทีฉันก็ว่าน่าจะจริง เพราะว่าทางบ้านป้าม่อมนั้นมีแต่ป่าละเมาะ และไม้ยืนต้นทึบไปหมด แต่ก็ไม่รู้นะว่ามันจะไปที่บ้านป้าม่อมทำไม " แล้วแกก็หัวเราะ ฮ่า ฮ่า ตามสไตล์ของอี๊น้อยแก

นางน้อย หยู่เอี่ยม

   เวลาผ่านมากว่า ๖๐ ปีแล้ว ร้านค้าของอี๊น้อยที่ในตลาดนี้ก็ยังคงขายอยู่เหมือนเดิมจนกระทั่งปัจจุบันนี้

    แม้แต่พระที่วัดก็ยังพูดกันถึงเรื่องนี้ให้ลั่นไปหมด คนที่ได้ยินเรื่องนี้มาจากปากต่อปาก ก็วิจารณ์ขยายความกันวุ่นวายไปหมด ว่าในตอนนี้ที่เจ็ดเสมียนของเรานี้มีผีกระสือออกหากินแล้ว และเดากันไปต่างๆนาๆว่า ผีกระสือตัวนี้น่าจะเป็นคนในตำบลเจ็ดเสมียนนั่นเอง

       ชาวบ้านบางคนถึงกับหมายหัวไว้เลยว่า ผีกระสือตัวนี้ต้องเป็นใครถึงกับพูดว่า “ก็ไม่มีใครหรอก  ยายบา คนบ้านในนั่นแหละ ผีกระสือตัวจริงแท้แน่นอนเลยทีเดียว” (บ้านในนั้นคือชุมชนแห่งหนึ่งอยู่ตรงกันข้ามกับสถานีรถไฟ มีทางเดินเข้าไปอีกลึก ขึ้นอยู่กับหมู่ ๒ ) จนถึงกับกำนันโกวิทกำนันตำบลเจ็ดเสมียนซึ่งเป็นผู้ดูแล และให้ความสงบสุขกับชาวบ้าน ในตำบลนี้เป็นอย่างดีเป็นเวลานานมาแล้ว ถึงกับตั้งให้พวกลูกน้องเป็นสายสืบ คอยออกหาข่าวเพื่อจะล่ากะสือตัวนี้ทันที แต่ก็ยังไม่มีวี่แวว

       กำนันแกก็เคยไปสอบถามชาวบ้านที่อยู่นอกๆออกไปถึงเรื่องผีกระสือตัวนี้ ว่าเคยเห็นมันหรือมันเคยมาที่นี่บ้างหรือไม่ ถ้ามันมาแล้วมันทำอะไรให้เสียหายหรือเดือดร้อนอะไรบ้างหรือไม่  แล้วคิดว่าจะเป็นใครหรือคิดว่าเป็นคนถิ่นอื่นๆ ซึ่งชาวบ้านบางคนก็เคยเห็น แต่ตอบไม่ได้ว่าเป็นใครและก็ยังไม่ได้เดือดร้อนอะไรจากกระสือตัวนี้

      บางคนก็บอกว่าเดือดร้อนบ้างแล้วจากการที่ผีกระสือ มากินสิ่งสกปรกแล้วก็เอาผ้าที่ตากไว้นอกบ้าน เช่นผ้าถุงผ้าขาวม้าหรือบางทีก็ผ้าอ้อมของเด็ก เอามาเช็ดปากเลอะเทอะเห็นหึ่งไปหมด และทำให้เกิดความกลัวด้วย เพราะขึ้นชื่อว่าผีแล้วมีน้อยคนหรอกที่จะไม่กลัว เมื่อกำนันรู้ข้อมูลมาบ้างแล้วก็พยายามจะจับให้ได้ แต่กำนันท่านเป็นคนมีงานมากจึงทำให้การล่าผีกระสือตัวนี้ไม่จริงจังอะไร

   กำนันโกวิท วงศ์ยะรา กำนันตำบลเจ็ดเสมียน
 

       ส่วนพวกผมซึ่งเป็นเด็กๆนั้นไม่ได้ออกความเห็นอะไรกับเขา นอกจากฟังเขาพูดถึงและจับกลุ่มวิจารณ์กันที่หน้าร้านกาแฟเฮียแก่เล็กเฉยๆ คนนั้นพูดทีคนโน้นพูดอีกที มีแต่ผู้ที่บอกคล้ายๆกับว่ารู้จริงๆทั้งนั้น เมื่อเขาพูดถึงยายบานั้นทำให้ผมและพรรคพวกของผม รู้โดยทันทีว่าเขาพูดถึงใครและบ้านอยู่ที่ไหน ผมก็เลยอยากจะเล่าให้ท่านทราบเสียตรงนี้ก่อนสักหน่อย เอาเท่าที่ผมรู้มานะครับ

      ตำนานของยายบานั้นเป็นผู้หญิงแก่ที่มีอายุมากแล้ว น่าจะสัก ๗๐ เห็นจะได้ หน้าตาดีผิวขาว เมื่อตอนสาวๆนั้นคงจะสวยงามอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน แกยังแข็งแรงอยู่มากตาหูดีเดินเหิรก็ยังคล่อง ฟันเต็มปากเคี้ยวหมากปากแดงตลอดเวลา บ้านของแกนั้นอยู่ในหมู่บ้านที่เรียกว่า "บ้านใน " ทางเข้าชุมชนบ้านในนี้จะเข้าทางเยื้องๆกับตลาดนอกไปก็ได้ หรืออีกทางหนึ่งอยู่ตรงข้ามกับสถานีรถไฟ เดินเลยบ้านป้าแจ่มขายขนมจีนเข้าไปข้างใน ทางที่ว่านี้ก็ไปได้อย่างสะดวก

        ชุมชนบ้านในสมัยนี้อยู่ในเขตของหมู่ ๒  ถ้าเรามาจากตลาดในข้ามทางรถไฟมา เลี้ยวขวาตรงข้ามกับตลาดนอก เข้าซอยไปข้างๆบ้านตาดียายแม้น  ที่ลูกสาวเขาชื่อเจ๊อุ่น (เจ๊อุ่น ปัจจุบันนี้ยังมีชีวิตอยู่ เมื่อสมัยที่ผมเกิดนั้นผมก็เกิดที่ตรงบ้านตาดีนี้ ในตอนนั้นพ่อของผมย้ายมาจากโพธารามมาอยู่ที่เจ็ดเสมียนใหม่ๆ ก็มาเช่าที่ตาดีปลูกบ้านอยู่ ) เดินเข้าไปตามทางในซอยซึ่งคดเคี้ยวไปมา มีทางแยกซ้ายแยกขวาอีกหลายแยกถ้าไม่เคยเข้าไปจริงๆอาจจะหลงได้  

      บ้านของยายบาอยู่ในดงไม้รกทึบมีอาณาเขตุกว้างเป็นไร่ ยายบาแกปลูกต้นฝรั่งไว้ริมรั้วหลายต้น บางครั้งพวกผมเคยไปหาหน่อไม้ และตีผึ้งแถวๆนั้น ซึ่งแถวๆนั้นมีกอไผ่เยอะ
 
    พอจะผ่านรั้วบ้านยายบาผมและพรรคพวกก็ตะโกนเรียกแก ขอเก็บฝรั่งลูกที่แก่แล้วสีขาวนวลเดินแทะกินบ่อยๆ ที่หน้าบ้านแกมีมะม่วงป่าต้นใหญ่เวลาหน้ามะม่วงจะออกลูกเต็มต้น แก่แล้วก็เหลืองไปหมดไม่มีใครสนใจสอยไปกิน หล่นลงเกลื่อนกลาดที่โคนต้น  มะม่วงต้นนี้คงมีอายุน่าจะเกือบร้อยปีแล้ว  ผมกับเพื่อนเคยเดินผ่านมาเห็นลูกมันเล็กๆกินไม่อร่อยจึงไม่ได้เก็บไปกิน

    ผู้ใหญ่เขาพูดกันผมได้ยินมาพอจะรู้เพียงคร่าวๆว่า ยานบานั้นแต่เดิมเมื่อสมัยที่แกยังสาวๆอยู่แกมีอาชีพเป็นหมอตำแย ในตำบลเจ็ดเสมียนนี้บ้านไหนจะคลอดลูกแล้วละก้อ จะต้องไปตามยายบาโดยด่วน หมอตำแยคนที่คลอดให้นั้นจะต้องเป็นยายบาคนนี้คนเดียวเท่านั้นในตำบลนี้

        แกจะไม่เรียกร้องค่าทำคลอดเลย แล้วแต่บางบ้านที่มีฐานะดีหน่อยก็ตอบแทนน้ำใจของแกไป บ้านไหนยากจนแกก็ไม่ขอรับเงินค่าทำคลอด ยายบาในสมัยนั้นจึงเป็นที่รักใคร่และนับถือของชาวตำบลเจ็ดเสมียนโดยทั่วไป ต่อมาเมื่อแกเริ่มมีอายุมากขึ้น และการผดุงครรภ์แบบสมัยใหม่เริ่มเข้ามา มีการตั้งสถานีอนามัยและผดุงครรภ์ ชาวบ้านทั้งหลายจึงนิยมให้นางผดุงครรภ์เป็นผู้ทำคลอดให้ คิดว่าน่าจะปลอดภัยกว่า วิธีดั้งเดิมที่ทำคลอดโดยหมอตำแย

       แต่ถึงแม้ว่าตอนที่วิชาการผดุงครรภ์เข้ามาแรกๆนั้น เป็นที่น่าแปลกใจว่า เวลาบ้านไหนจะมีการคลอดลูกทั้งๆที่เชิญนางผดุงครรภ์มาทำคลอดให้ แต่ก็ยังต้องเชิญยายบามาด้วย มานั่งเฉยๆให้เป็นผู้รู้เห็นอย่างนั้นแหละ เป็นอย่างนี้เป็นเวลานานจึงได้เลิกปฏิบัติอย่างนี้ไป แล้วยายบาแกก็อยู่เฉยๆที่บ้านของแกตลอดมาไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องการทำคลอดอีกเลย

       ขอเล่าประวัติของยายบาอีกสักนิดหนึ่ง เพื่อให้ท่านผู้อ่านคิดเอาว่ายายบานี้ จะเป็นผีกระสือตัวนี้ได้หรือไม่ ครอบครัวของยายบามีอยู่ด้วยกันหลายคน ส่วนสามีของแกคงจะตายจากไปนานแล้วเพราะว่าผมไม่เคยเห็นเลย ลูกของยายบามีหลายคนทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ในตอนหลังๆนี้ต่างก็มีครอบครัวแยกย้ายกันไป ทำมาหากินในที่อื่นๆจนหมด ในหลายปีมานี้จึงเหลือแต่ยายบาที่บ้านนี้เพียงลำพังคนเดียว ผมก็ไม่ทราบว่าแกอยู่ของแกได้อย่างไรที่บ้านหลังนี้เพียงคนเดียว ทั้งๆที่อายุก็มากแล้ว นี่คือเรื่องของยายบาคนที่ถูกคนเจ็ดเสมียนกล่าวหา ว่าเป็นผีกระสือที่กำลังออกรังควานชาวบ้านอยู่ในเวลานี้ จะใช่หรือไม่ติดตามต่อไป 

       ในขณะที่ผู้คนที่ตลาดเจ็ดเสมียน กำลังนินทาและวิจารณ์กันเรื่องผีกระสือนั้น มีชื่อของยายบาติดอยู่ด้วยเป็นอันดับที่ ๑ ในฐานะผู้ต้องสงสัยที่เป็นตัวผีกระสือ ที่ในตอนดึกๆลอยละล่องออกหากินสิ่งปฏิกูลเน่าเหม็นต่างๆ ในเขตตำบลเจ็ดเสมียนนี้ เมื่อมีคนเห็นมากๆเข้าแต่ก็ยังจับตัวไม่ได้ว่าเป็นใคร มีคนหลายคนคิดเหมือนกันว่าอยากจะกำจัดเสียให้สิ้นซาก เพราะกลัวกันว่า แกจะไปแอบกินเด็กที่คลอดใหม่ๆ และไปกินรกของเด็กที่เขายังไม่ได้นำไปฝัง แต่เพียงแต่คิดเท่านั้นยังไม่ได้ลงมือทำเสียที เช่นกำนันโกวิทกับพวกเป็นต้น

      ถึงแม้ว่าทุกคนที่รู้เรื่องนี้จะปักใจคิดว่า ผีกระสือตัวนั้นเป็นยายบา แต่ก็ไม่สามารถจะไปจับตัวแกหรือไปว่ากล่าวขอร้องอะไรแกได้ เพราะว่าไม่มีหลักฐานที่จะไปทำเช่นนั้น นอกจากจะจับได้คาหนังคาเขาเสียก่อน ดังนั้นจึงมีขบวนการ (ที่คิดว่า) จะจับผีกระสือให้ได้เกิดขึ้น

     ก็พวกผมนี่ๆไงล่ะครับ  ถัดจากที่ผมกับไอ้เหม่งเพื่อนคู่หูของผมไปเซอร์เวย์ (ดูลู่ทาง) กันเรื่องผีกระสือที่บ้านป้าม่อมอย่างคร่าวๆ ในตอนที่เกิดเรื่องนี้ใหม่ๆนั้น จนถึงวันนี้ก็หลายวันแล้วเรื่องข่าวของผีกระสือออกหากินก็หนาหูยิ่งขึ้น จนทำให้ผมกับไอ้เหม่งต้องมานั่งคุยกันอีกทีหนึ่ง และทำตัวเป็นพวกนักสืบออกหาข่าวเรื่องนี้กันสองคนเท่านั้น (เพื่อนคนอื่นอีกหลายคนเขาไม่เอาด้วย พวกมันกลัวผี ที่จริงผมก็กลัวแต่ผมอยากดัง)

     ในตอนเช้าวันหนึ่งผมเห็นไอ้เหม่งมันนั่งอยู่ที่หน้าบ้านของมัน พร้อมกับชามข้าวที่ขยำกับไข่ต้มผสมน้ำปลา ที่ป้าม่อม (คนละคนกับป้าม่อมขายปูน) แม่ของไอ้เหม่งหมักเองหอมฉุยชามใหญ่ ผมจึงเข้าไปนั่งใกล้ๆมันแล้วบอกมันว่า “วันนี้เราไปที่บ้านป้าม่อมกันอีกทีดีไหม ไปหาลู่ทางและคิดเหตุผลว่า ผีกะสือตัวนั้นมันไปลอยวนเวียนอยู่ที่ใกล้ๆบ้านป้าม่อมทำไม ได้เรื่องราวอย่างไรเราจะบอกใครให้ไปจัดการมันอย่างไร หรือเราจะหาพวกอีกคนสองคนจัดการกันเอง ก็ค่อยว่ากันไปอีกที “ 

   พูดจบผมมองหน้าไอ้เหม่งสังเกตท่าทีว่ามันจะว่าอย่างไร และมันจะเอาด้วยไหม  สักครู่ไอ้เหม่งมันบอกผมว่า  “ลำพังเราสองคนนะคงไม่ไหวแน่ๆ ป่าใกล้บ้านป้าม่อมน่ากลัวจะตาย แทนที่เราจะไปจัดการกับผีกะสือ จะโดนผีอื่นผสมโรงหลอกเอาตายนะซี ตรงใกล้ๆนั้นเป็นที่เผาศพของวัดอยู่ด้วย“ 
   ไอ้เหม่งหยุดพูดเหมือนใช้ความคิด แล้วตักข้าวขยำกับไข่เป็ดต้มครึ่งลูก ผสมน้ำปลาคำใหญ่พูนช้อนเข้าปาก แล้วเคี้ยวอย่างเอร็ดอร่อยก่อนกลืนเข้าไปในคอ แล้วซดน้ำในขันทองเหลืองใบย่อมๆที่วางไว้ข้างๆตามเข้าไปอีก  “ เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน “  มันว่า  “วันนี้เราไปดูกันอีกทีหนึ่ง แล้วถ้าเราจะเอากันจริงๆ เราควรชวนคนใหญ่ๆกว่าเราไปกันอีกสักสองสามคนอย่างที่พี่เคยบอกจะดีกว่าไหม ” เรื่องอย่างนี้ใครๆก็กลัวขี้หดตดหายกันทั้งนั้นเรื่องเกี่ยวกับผี ผี เนี่ย ดังนั้นผมจึงไม่ว่าไอ้เหม่งหรอกที่มันทำกิริยาเหมือนว่าไม่ค่อยอยากจะร่วมมือกับผม

  แป๊ะอู๋ ต้นตำรับกาแฟโบราณแห่งตลาดเจ็ดเสมียน

เฮียแก่เล็ก (พิศิษฐ์ ชื่นณรงค์ ภาพปัจจุบัน) ลูกชายของแป๊ะอู๋ ที่เป็นผู้ดำเนินกิจการร้านกาแฟต่อจากแป๊ะอู๋ในตลาดเจ็ดเสมียน

   “ก็ดี”  ผมว่า  “แล้วเราจะชวนใครไปกันดีที่จะอยากไปกับเรา เฮียแก่เล็กแกคงไม่ไปด้วยหรอก ช่วงนี้เฮียแก่เล็กแกไปไหนๆไม่ได้เลย แป๊ะอู๋เตี่ยแกน่ะ เคี่ยวเข็ญให้แกอยู่ร้านทั้งวัน ”  ผมพูดแล้วก็ใช้ความคิดไปในตัวด้วย เมื่อยังคิดจะหาใครมาร่วมขบวนด้วยไม่ออก ผมก็บอกไอ้เหม่งว่า เย็นนี้สักสี่โมงเย็นโรงเรียนเลิกแล้วคงว่างนะ ไปเจอกันที่สนามหน้าโรงเรียน แล้วเดินไปบ้านป้าม่อมกัน เวลานั้นคิดว่าป้าม่อมแกคงจะอยู่บ้านจะได้ไปถามรายละเอียดอะไรแกสักหน่อย " ไอ้เหม่งพยักหน้าแล้วนั่งนิ่งฟังผมพูดต่อ

   "  เอาหนังสติ๊กกับลูกกระสุนดินปั้นไปสัก ๒๐ ลูกก็พอ เพราะว่าเป็นการไปดูลาดเลาอีกเป็นครั้งที่ ๒ แล้วอย่าลืมมาตามนัดนะเวลานี้หน้าหนาวแล้วตะวันมันลงเร็ว มันมืดเร็วอากาศก็เย็นด้วย " ไอ้เหม่งพยักหน้าคงจะแปลว่าตกลง แล้วผมก็เข้าบ้านไปกินข้าวขยำกับไข่ไก่ต้มเหยาะน้ำปลาที่แม่ผมทำไว้ให้เหมือนกัน  บ่าย ๔ โมงเย็นวันนั้นผมกับไอ้เหม่งเจอกันที่สนามหน้าโรงเรียนตามที่ได้นัดกันไว้ เมื่อเจอกันไอ้เหม่งบอกว่ามันคิดออกแล้ว ที่จะชวนคนไปช่วยกัน ในการที่จะไปจัดการกับผีกระสือในวันจริงนั้นด้วย ผมถามว่าจะชวนใครไป ไอ้เหม่งบอกว่า " จะชวนพี่กี๋ กับพี่แกละ สองคนพี่น้องลูกนายฉุยนายตรวจทางเจ็ดเสมียน ไปด้วย คิดว่าสองคนนี้คงไม่ปฏิเสธเป็นแน่ เรื่องอย่างนี้เขาคงชอบนักแล 

 

 

พี่แกละตัวจริงในปัจจุบันนี้ อายุกว่า ๗๐ ปีแล้วยังอยู่ที่เจ็ดเสมียน ส่วนพี่กี๋เสียชีวิตไปนานแล้วไม่สามารถหารูปมาให้ดูได้

    ในระยะนั้นเด็กเจ็ดเสมียนพวกผมหลายคน มีเพื่อนเล่นที่เป็นลูกของนายฉุยตรวจทางของการรถไฟเขตเจ็ดเสมียน ลูกชายสามสี่คนของนายฉุยก็ชอบที่จะมาเล่นกับพวกผมเด็กตลาด พวกเราจึงสนิทกันพอสมควร ลูกนายฉุยนั้นมีสองคนเท่านั้นที่อายุใกล้เคียงกับพวกผม คือ ไอ้ทนกับไอ้หนอม (ปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว ไม่ทราบว่าเป็นอะไร) ส่วนอีกสองคนคือพี่แกละและพี่กี๋นั้น อายุห่างกับพวกผมหลายปี แต่ก็ชอบมาเล่นกับพวกผมเสมอ

    ลูกนายตรวจทางฉุยหลายคนนั้นไม่ได้ไปเรียนหนังสือผมจำไม่ได้แล้วว่าเป็นใครบ้าง นายฉุยเคี่ยวเข็ญมันให้ไปโรงเรียนแต่มันไม่ไป นั่นก็เรื่องของมัน
 ในคราวนี้ไอ้เหม่งบอกว่าจะชวนพี่แกละและพี่กี๋ไปด้วย ผมจึงดีใจเป็นนักหนาที่ไอ้เหม่งมันคิดได้และคิดว่า พี่กี๋และพี่แกละคงจะไปกับพวกผมอย่างไม่ต้องสงสัยเลย เพราะว่าลูกๆของนายตรวจทางฉุยทุกคน มีแต่พวกนักสู้นักลุยทรหดบึกบึนกันทุกคน

       เย็นนั้นผมกับไอ้เหม่งมาพบกับป้าม่อมอีกครั้งหนึ่ง  ป้าม่อมใส่เสื้อสำลีลายๆตาสก๊อตกันหนาว ยืนหันหลังให้ผม เมื่อแกหันมาเห็นผมกับไอ้เหม่งเดินเข้ามาที่บ้านแก แกจึงมองด้วยความสงสัยและคงจะคิดว่ามันมาทำไมของมันกันเย็นย่ำแล้วอย่างนี้ หรือว่าแม่ของผมใช้ให้มาเอาอะไร เพราะว่าปกติโดยมากแล้วผมจะมาที่บ้านป้าม่อม มักจะเป็น เวลากลางวันในวันโรงเรียนหยุด หรือบางทีก็ติดตามแม่ของผมมาถ้าจะมาในตอนเย็นๆ

   ป้าละม่อม เทพหัส ทอดผ้าในงานศพของใครคนหนึ่งที่วัดเจ็ดเสมียน

 
   ทักทายกันแล้วป้าม่อมแกก็จะละจากพวกผมไปทำอะไรของแก ปล่อยให้พวกผมเข้าไปเที่ยวหานกหาปลากันในป่า และตามริมน้ำกันไปตามเรื่องโดยที่ไม่ได้สนใจพวกผมเท่าไร แต่มาวันนี้เมื่อผมกับไอ้เหม่งมาถึงผมก็ถามป้าม่อมทันที ถึงเรื่องผีกระสือว่ามันยังมาวนเวียนอยู่แถวๆบ้านป่าม่อมอีกหรือเปล่า ป้าม่อมบอกว่า " มันก็ยังมาอยู่นะ หมามันเห่ากันลั่นทุกคืนไม่รู้ว่ามันจะมาทำไม"

   ผมก็ว่าถ้าที่ในบริเวณบ้านป้าม่อมไม่มีอะไรให้มันกิน หรือมันตั้งใจจะทำอะไรสักอย่างแล้ว ฉันว่ามันคงไม่อยากมาเท่าไรหรอก หรือบ้านป้าม่อมอาจจะเป็นทางผ่านมันต้องการจะไปที่โรงสีก็ได้ ป้าม่อมบอกว่ามันคงไม่ไปที่โรงสีหรอก ถ้าขืนเข้าไปลูกชายนายเช็งกิต (เจ้าของโรงสีข้าวเจ็ดเสมียน) ที่ชื่อนายเทียม  (หรือที่พวกผมเด็กตลาดเรียกแกว่าเฮียเทียม) คงเอาปืนยิงตาย ผีกระสือมันคงจะรู้ๆอยู่เหมือนกัน

   แล้วผมก็เล่าความคิดของพวกผมให้ป้าม่อมฟังอย่างคร่าวๆ ป้าม่อมบอกว่าแล้วพวกมึงไม่กลัวมันหรือ ผมบอกว่า ฉันไม่กลัวมันหรอกเพราะว่าจะชวนเพื่อนๆมาด้วยหลายคนจะช่วยกันจับมัน ให้ป้าม่อมรู้ให้ได้ว่าผีกระสือตัวนี้มันเป็นใคร จะได้รู้เสียทีว่าเป็นคนถิ่นอื่นหรือคนแถวๆบ้านเรา

 ป้าม่อมก็ว่า "ถ้าพวกมึงทำได้ก็ดี แต่พวกมึงต้องบอกพ่อแม่มึงก่อนนะโว้ย เดี๋ยวอีหละ (แม่ของผมชื่อ สละ) มันจะมาหาว่ากูเป็นคนชวนพวกมึงกูไม่อยากจะมีเรื่อง "  ผมบอกป้าม่อมว่า " เรื่องนั้นไม่ต้องห่วงหรอกแม่ฉันคงไม่ว่าอะไร แต่เพื่อความสบายใจพวกที่มาในวันนั้น ฉันจะให้บอกพ่อบอกแม่ก่อนทุกคนเลยรับรองได้ 

        ผมบอกป้าม่อมว่าผมกับไอ้เหม่งจะขอเข้าไปดูลาดเลาบริเวณบ้านป้าม่อม ข้างๆป่าต้นจามจุรีและแถวๆบริเวณริมน้ำอีกที ป้าม่อมว่า " ตามใจมึงก็แล้วกันแต่ระวังงูจะกัดเอานะโว้ย" แล้วป้าม่อมก็หันไปทำงานของแก โดยไม่ได้สนใจพวกผมอีก ผมกับไอ้เหม่งเดินลัดเลาะเข้าไปในป่าย่อมๆ ไม่รกทึบมากนักใกล้ๆบ้านป้าม่อม

      บริเวณบ้านป้าม่อมนี้ไม่ได้ทำรั้วกั้นบริเวณบ้านไว้เลย ด้านทิศไต้ติดกับรั้วโรงสีด้านทิศตะวันตกติดกับแม่น้ำแม่กลอง ส่วนด้านทิศเหนือถัดจากบ้านป้าม่อมไปนั้นเป็นที่ของใครไม่รู้ เป็นป่าทึบต้นไม้รกดังได้กล่าวมาแล้ว  ถัดจากป่านี้ไปอีกก็เป็นที่ ไร่กล้วยของลุงเซี้ยงและ ป้าดั่ว ซึ่งเป็นคนหลังตลาดเจ็ดเสมียน เป็นเพื่อนกับรุ่นพ่อรุ่นแม่ของผมทั้งนั้น

 ป้าดั่ว (ริมซ้าย)  เจ้าของไร่กล้วยเลยบ้านป้าม่อมไปทางวัดสนามชัย ที่ดินตรงนี้ในปัจจุบันเป็นโรงงานทำผักกาดของ "แม่กิมฮวย"

   ที่ไร่กล้วยนี้เหมือนจะเป็นไร่กล้วยร้าง  ตั้งแต่มีผู้หญิงคนหนึ่งชื่อช้อย มาโดนข่มขืนและโดนคนร้ายแทงตายที่ไร่กล้วยนี้ ตั้งแต่นั้นมาลุงเซี้ยงและป้าดั่วจึงไม่ได้มาสนใจไร่กล้วยนี้อีกเลย คงปล่อยทิ้งร้างไปอย่างนั้น
  
ถัดไปอีกไม่ไกลนักก็จะถึงวัดสนามชัย วัดนี้ปกครองโดยหลวงพ่อประหยัด โดยท่านเป็นเจ้าอาวาสที่วัดนี้  หลวงพ่อประหยัดนี้เป็นคนที่วัดสนามชัยนี้เอง แต่ก็รู้จักมักคุ้นสนิทสนมกับคนในตลาดเจ็ดเสมียนเป็นอย่างดี เพราะวัดสนามชัยและตลาดเจ็ดเสมียนอยู่ใกล้ๆกัน

     ผมกับไอ้เหม่งเดินลัดเลาะเข้าไปในป่าข้างๆพุ่มเสือหมอบ เพื่อจะดูให้ละเอียดว่า อะไรเป็นเหตุให้ผีกะสือตัวนั้น จึงมาวนเวียนที่อาณาเขตบ้านป้าม่อมเป็นนักหนา ผมก้มลงแนบกับพื้นดินมองไปไต้ต้นดงเสือหมอบนั้นก็ไม่เห็นมีอะไร ได้กลิ่นเหม็นของใบเสือหมอบจนเวียนหัว สำรวจป่าตรงนี้เสียจนทั่วแล้วก็ไม่มีอะไร ที่จริงป่าตรงนี้หรือบริเวณบ้านป้าม่อมทุกๆที่ ผมและเพื่อนๆของผมหลายคนคุ้นเคยกับสถานที่นี้ดีอยู่แล้ว จึงรู้เส้นทางในป่านี้ดีและเดินไปได้ทั่ว โดยไม่หลงทาง
        ผมเดินย้อนไปทางซ้ายโผล่ไปทางริมน้ำ ตอนนี้ใกล้จะค่ำแล้วอากาศในหน้าหนาวนี้จะหนาวเย็น และดวงอาทิตย์ตกเร็วทำให้มืดเร็ว ผมกับไอ้เหม่งจึงรีบเดินสำรวจมองหาสิ่งต่างๆที่ควรจะเป็นเป้าหมาย ที่จูงใจให้ผีกระสือมาที่บ้านป้าม่อมนี้ แต่ก็ไม่เห็นมีสิ่งใดผิดปกติ

        ผมจึงเดินย้อนตามทางเดินริมตลิ่งเพื่อจะกลับไปที่บ้านป้าม่อม แล้วคิดว่าจะกลับบ้านเลย ก่อนจะถึงบ้านป้าม่อมสัก ๒๐ กว่าเมตร ผมกับไอ้เหม่งต้องหยุดชะงัก เพราะว่าสายตามองเห็นสิ่งหนึ่งตั้งอยู่ตรงริมตลิ่งนั้น ผมรีบสะกิดไอ้เหม่งแล้วเดินเข้าไปบอกไอ้เหม่งว่าสงสัยจะพบแล้วโว้ย สิ่งที่ผีกระสือมันอยากมาที่บ้านป้าม่อมนักหนา มันก็คือ  ไอ้นี่เอง.. !

นายแก้ว ผู้เขียน      ละม่อม เทพหัส ๒

จำนวนผู้เข้าชม: 2735
ความเห็น (0)Add Comment

เขียนแสดงความเห็น
อนุญาติให้เฉพาะสมาชิกเท่านั้นที่สามารถเขียนแสดงความเห็นได้ โปรด Login หรือ ลงทะเบียน

busy
 
คุณ ๆ ที่แวะเข้ามาชมเวบเจ็ดเสมียน มีอายุเท่าไรกันบ้างครับ
 
เวบเพื่อนบ้าน
เรารักสุพรรณฯ
จำนวนผู้เยี่ยมชม
 วันนี้143 
 เมื่อวานนี้142 
 สัปดาห์นี้1056 
 เดือนนี้3560 
 ทั้งหมด651836 

(C) Fliesenstadt
ผู้ที่กำลังใช้งาน
เรามี 24 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
เรื่องใหม่