ด้วยความรักและห่วงใย

เรื่องราวเก่า ๆ ของชาวตลาดเจ็ดเสมียน

เรื่องที่ฉันจะเล่าต่อไปนี้ เป็นเรื่องที่ แม้เวลาจะผ่านไปนาน เกือบยี่สิบปีแล้ว แต่ฉันก็ยังจำได้ และมักจะมาย้อนคิดว่า เป็นไปได้อย่างไร หรือเป็นเหตุบังเอิญกันแน่ เรื่องมีอยู่ว่า

เมื่อปี พ.ศ. 2534 แม่ของฉันป่วยด้วยโรคมะเร็งและได้เข้ารับการผ่าตัดที่โรงพยาบาลรามาธิบดี แต่เนื่องจากแม่อายุมากแล้วและอาการของโรคก็อยู่ในระยะที่ยากจะรักษาให้หายได้ หลังการผ่าตัดอาการก็ไม่ดีขึ้นมีแต่จะทรุดลง ฉันสงสารแม่เป็นที่สุด

ฉันไปเยี่ยมแม่ไปให้กำลังใจแม่โดยใกล้ชิดทุกวัน โชคดีที่ที่ทำงานของฉันอยู่ใกล้โรงพยาบาล ฉันจึงสามารถมาดูแลแม่ได้ทุกวันในตอนพักเที่ยง หลังจากการผ่าตัดได้ 3 วันอาการของแม่ก็ทรุดหนักจนต้องเข้าห้องไอซียูและแม่ก็ไม่ได้ออกมาจากห้องไอซียูอีกเลย

ก่อนแม่จะจากไป 2 วัน ฉันได้พบแพทย์ผู้ทำการรักษาและได้สอบถามอาการของแม่ หมอบอกว่าขอให้เตรียมใจไว้เพราะคนไข้จะมีชีวิตอยู่ได้อีกประมาณ 2 – 3 วันเท่านั้น ฉันได้แต่ไปยืนร้องไห้ข้างเตียงแม่ซึ่งตอนนั้นแม่ไม่รับรู้อะไรแล้วได้แต่นอนนิ่งเฉย แต่ฉันก็นึกอยู่ในใจว่ายังดีที่แม่ไม่ต้องเจ็บปวดทรมาณเท่าไร

เนื่องจากวันรุ่งขึ้นเป็นวันมาฆะบูชาเป็นวันหยุดราชการ ฉันตั้งใจจะมาเยี่ยมแม่ตอนบ่ายเพราะติดภารกิจบางประการประกอบกับได้นัดหมายกับน้องสาวที่อยู่ต่างจังหวัดว่าจะไปเยี่ยมแม่ด้วยกัน จึงได้ฝากเบอร์โทรศัพท์บ้านไว้กับพยาบาลเผื่อว่ามีเหตุฉุกเฉินอะไรขอให้ช่วยโทรบอกฉันด้วย ซึ่งพยาบาลห้องไอซียูก็ใจดี รับปากรับคำเป็นอย่างดี

บ้านที่ฉันพักอยู่ในกรุงเทพฯตอนนั้นเป็นบ้านทาวน์เฮ้าส์สองชั้นที่ฉันซื้อโดยผ่อนส่งกับธนาคารอาคารสงเคราะห์ตั้งแต่ปี พ.ศ.2531 แม่เคยมาพักหนเดียวตอนที่ฉันเข้าอยู่ใหม่ๆ มาอยู่ได้ไม่กี่วันแม่ก็บอกว่าแม่ไม่ชอบอยู่หรอกบ้านทึบๆแบบนี้ แม่เป็นคนต่างจังหวัด แม่ชอบอยู่ที่โล่งๆ แล้วแม่ก็ไม่ได้มาพักบ้านนี้อีก

วันนั้นเป็นวันพฤหัสบดีที่ 28 กุมภาพันธ์ 2534 เป็นวันพระและเป็นวันมาฆะบูชา ฉันจำได้แม่นยำ หลังจากออกไปทำธุระนอกบ้านเสร็จและกลับเข้าบ้านประมาณเที่ยงก็พบว่าน้องสาวได้เดินทางมาถึงแล้ว ที่บ้านนี้นอกจากฉันแล้วยังมีหลานชายลูกของน้องสาวอายุประมาณ 15 ปีมาพักอยู่ด้วยเพื่อเรียนหนังสือต่อ

พูดคุยกับน้องสาวได้สักพักถึงเรื่องการเจ็บป่วยของแม่ เหลือบตามองนาฬิกาเห็นว่าเป็นเวลาบ่ายโมงครึ่งแล้ว ฉันจึงเข้าห้องน้ำเพื่ออาบน้ำเตรียมตัวไปเยี่ยมแม่ที่โรงพยาบาล

ขณะที่กำลังอาบน้ำอยู่นั้น จู่ๆก็ได้ยินเสียงหมาเห่าหอนกันดังมาก พวกมันส่งเสียงหอนรับกันอย่างโหยหวนยืดยาว เสียงมันเหมือนกับอยู่ตรงมุมบ้านของฉันนี่เอง ใจฉันคิดไปถึงแม่ทันทีและได้ตะโกนถามน้องสาวออกมาจากห้องน้ำว่าตอนนี้กี่โมงแล้ว น้องบอกว่าบ่ายโมงสี่สิบห้า

พอออกมาจากห้องน้ำ ฉันถามน้องสาวว่าเมื่อกี้นี้ได้ยินเสียงอะไรไหม เขาบอกว่าได้ยิน แล้วก็ไม่ได้พูดอะไรกันอีก ทั้งๆที่ฉันเป็นคนที่ไม่ค่อยเชื่อเรื่องลางบอกเหตุ แต่ใจก็คิดว่าแม่จะเป็นอะไรไปหรือเปล่า

เป็นที่น่าแปลกตรงที่ในหมู่บ้านที่ฉันอยู่นี้จะไม่มีหมาจรจัดเลย ถ้ามีหลงเข้ามายามของหมู่บ้านจะรีบแจ้งทางเขต(อำเภอ) ให้มาจัดการทันทีเพราะเขาต้องการรักษาความสะอาดของถนนในหมู่บ้าน เกรงว่าหมาพวกนี้จะมาทำสกปรกเลอะเทอะตามถนนหรือหน้าบ้านคน จะมีก็แต่พวกหมามีเจ้าของที่เขาจะพาออกมาเดินเล่นตอนเย็นๆมืดๆเท่านั้น

ฉันจึงแปลกใจมากว่าแล้วเสียงหอนอย่างโหยหวน ของหมาหลายตัวเมื่อสักครู่นี้มันมาจากไหนกัน พอออกจากห้องน้ำฉันเดินไปมองที่หน้าบ้าน แต่ก็ไม่เห็นมีหมาแถวนั้นสักตัวเดียว แปลกจริงๆ แล้วเสียงนั้นมันมาจากไหนกันเล่า !

ฉันกับน้องสาวเดินออกไปปากทางหมู่บ้าน เพื่อไปคอยรถเมล์ที่ป้ายรถเมล์หน้าหมู่บ้านโดยมีหลานชายอยู่เฝ้าบ้าน ขณะที่กำลังจะขึ้นรถเมล์ หลานชายได้ขี่จักรยานมาที่ป้ายรถเมล์อย่างรวดเร็ว และตะโกนบอกว่า ป้ารอก่อน ฉันถามว่า ทำไม มีอะไรหรือ

หลานบอกว่าทางโรงพยาบาลเขาโทรมาบอกว่าคนไข้เสียแล้ว ฉันกับน้องสาวถึงกับอึ้งไป แม้ว่าเราจะเตรียมใจไว้แล้วแต่เมื่อเวลานั้นมาถึง เราก็อดที่จะเศร้าโศกเสียใจไม่ได้ พอตั้งสติได้ ฉันคิดถึงตอนที่หมามันหอนทันที

เมื่อไปถึงโรงพยาบาล เราตรงไปที่ห้องไอซียู ก็พบว่าทางโรงพยาบาลพาแม่ไปไว้ที่ห้องเก็บศพแล้ว เพื่อรอญาติมารับ สิ่งแรกที่ฉันถามพยาบาลที่ดูแลคนไข้ในห้องนั้นคือ แม่เสียตอนกี่โมง พยาบาลบอกว่า ประมาณบ่ายโมงสี่สิบห้า ฉันถึงกับขนลุกขึ้นมาทีเดียว

เป็นไปได้หรือไม่ว่าแม่คิดถึงฉัน ก่อนวิญญาณของแม่จะออกจากร่าง ฉันเคยอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง เขาเขียนว่าก่อนวิญญาณจะออกจากร่างถ้าคิดถึงใครเป็นคนสุดท้าย ผู้ตายก็จะไปหาคนนั้นทันทีที่เสียชีวิต เพียงแต่ว่าเราจะสื่อสารกันได้หรือไม่เท่านั้น การที่ฉันได้ยินเสียงหมาหอนโหยหวน ในเวลาเดียวกับที่แม่เสียชีวิต ช่างเป็นการบังเอิญอย่างนั้นเชียวหรือ !

ในช่วงบ่ายวันนั้นฉันมีเรื่องที่ต้องรีบทำหลายเรื่อง ตั้งแต่เรื่องไปติดต่อทางโรงพยาบาลขอใบรับรองการเสียชีวิตของแม่เพื่อจะได้นำไปที่ที่ทำการเขต เพื่อขอใบมรณะบัตรมายื่นต่อโรงพยาบาล เพื่อเคลื่อนย้ายศพออกไป เนื่องจากวันนี้สถานที่ราชการหยุดฉันจึงจะไปที่ทำการเขตในวันพรุ่งนี้ นอกจากนั้นต้องติดต่อโรงพยาบาล เกี่ยวกับรถที่จะบรรทุกศพ ถ้าทุกอย่างเรียบร้อยฉันก็จะรับแม่กลับบ้านในวันพรุ่งนี้ ส่วนน้องสาวของฉันได้เดินทางกลับบ้านที่ต่างจังหวัดไปก่อนเพื่อเตรียมการเกี่ยวกับงานศพของแม่

แล้วคืนนั้นฉันก็ฝันถึงแม่ แต่เป็นความฝันที่ดูเหมือนจริงเสียเหลือเกิน ฉันฝันว่าแม่มาหาที่บ้านทาวน์เฮ้าส์แต่แม่ไม่ได้เข้าบ้าน ได้แต่เรียกฉันอยู่ที่หน้าบ้าน ฉันก็บอกให้แม่เข้าบ้านก่อน แม่บอกว่าแม่เข้าบ้านไม่ได้หรอก เจ้าที่เจ้าทางเขาไม่ให้เข้า

แม่บอกว่าแม่ตายแล้วแต่แม่ยังมีห่วง แม่ห่วงพี่ชายของฉันมาก แม่หมายถึงพี่ชายคนรองที่เป็นทหาร (ฉันยังมีพี่ชายคนโตอีกคนหนึ่ง) ที่ขณะนั้นกำลังป่วยเนื่องจากพิษเหล้า ประกอบกับครอบครัวของเขากำลังมีปัญหาหลายเรื่อง อีกทั้งเรื่องหนี้สินอีก มีแม่เท่านั้นที่เป็นที่พึ่งของเขาที่เขาจะมาปรับทุกข์ได้ พี่น้องคนอื่นก็อยู่ไกลกันและต่างก็มีภาระหน้าที่การงานกันทุกคน ในขณะนั้นตัวฉันเองก็ทำงานอยู่กรุงเทพฯ กับพี่ชายคนที่แม่เป็นห่วงนี้ฉันไม่ค่อยได้พบกันเท่าไรนัก

แม่ฝากให้เราพี่น้องช่วยดูแลลูกชายคนนี้ของแม่ด้วย แม่สงสารเขาเหลือเกิน บ่อยครั้งที่เขามาหาแม่ มาปรับทุกข์ร้องไห้กับแม่ เพราะไม่สามารถแก้ปัญหาชีวิตในครอบครัวได้ แม่ทำได้แต่เพียงปลอบใจเขาไป เขาเป็นคนจิตใจไม่เข้มแข็ง แม่กลัวว่าเขาจะต่อสู้ชีวิตต่อไปไม่ไหว ขอให้พวกเราช่วยดูแลเขาด้วย ในที่สุดแม่บอกว่าแม่ต้องไปแล้ว พวกเขารอแม่อยู่ แล้วแม่ก็จากไป พวกเขาที่แม่พูดถึงฉันไม่รู้ว่าแม่หมายถึงใครกัน

แม้ว่าแม่จะจากเราไปแล้วเป็นเวลาเกือบยี่สิบปี แต่ฉันยังจำเหตุการณ์นี้ได้เป็นอย่างดี คิดถึงความรักความห่วงใยที่แม่มีให้พวกเราเสมอมา จนวันสุดท้ายของชีวิตจิตของแม่ก็ยังประหวัดถึงลูกที่แม่รักและห่วงใย

ต่อมาหลังจากแม่เสียชีวิตได้สองปี พี่ชายคนรองของฉันคนที่ฉันพูดถึงนี้ ก็ได้เสียชีวิตลงด้วยวัยเพียง 44 ปี เป็นอันสิ้นสุดชีวิตที่เต็มไปด้วยความทุกข์ ที่เกิดจากโรคภัยไข้เจ็บและชีวิตครอบครัวที่แตกร้าว ฉันคิดว่าถ้าแม่ยังอยู่ พี่ชายของฉันก็คงจะยังมีกำลังใจที่จะต่อสู้ชีวิตไปได้อีกนาน เมื่อไม่มีแม่แล้ว ชีวิตของเขาก็หมดความหมาย

ฉันได้แต่หวังว่าเขาคงได้พบแม่ ณ ที่ใดที่หนึ่งของอีกโลกหนึ่ง เขาจะได้มีความสุขและแม่จะได้หมดห่วงเสียที....!

อุ่นเรือน ๖ มกราคม ๒๕๕๓


จำนวนผู้เข้าชม: 1741
ความเห็น (2)Add Comment
0
...
เขียนโดย ผู้ติดตามอ่าน , มกราคม 06, 2010
เรื่องแบบอย่างนี้ก็เคยได้ยินมาหลายครั้งแล้ว น่าเกิดขึ้นได้จริงๆ เขาว่าคนเราตอนใกล้จะตายนั้น จิตประหวัดถึงใคร ก็เป็นไปได้อย่างที่คุณอุ่นเรือนเล่ามานี้จริงๆ
report abuse
vote down
vote up
Votes: +0
0
...
เขียนโดย อุ่นเรือน , มกราคม 08, 2010
ก่อนอื่นขอขอบคุณ "คุณผู้ติดตามอ่าน" ที่ได้อ่านเรื่องที่ดิฉันเขียน เนื่องจากดิฉันยังเป็นนักเขียนหน้าใหม่ จึงต้องการรับฟังคำติชมอย่างมาก

ขอเรียนว่าเรื่องด้วยความรักและห่วงใยนี้ เป็นเรื่องที่เขียนจากเรื่องจริงของดิฉันเองโดยแท้

ดิฉันยังมีเรื่องที่จะนำเสนอท่านอีกหลายเรื่อง ช่วยติดตามอ่านให้ได้นะคะ

ขอบคุณค่ะ.
report abuse
vote down
vote up
Votes: +0

เขียนแสดงความเห็น
อนุญาติให้เฉพาะสมาชิกเท่านั้นที่สามารถเขียนแสดงความเห็นได้ โปรด Login หรือ ลงทะเบียน

busy
 
คุณ ๆ ที่แวะเข้ามาชมเวบเจ็ดเสมียน มีอายุเท่าไรกันบ้างครับ
 
เวบเพื่อนบ้าน
เรารักสุพรรณฯ
จำนวนผู้เยี่ยมชม
 วันนี้144 
 เมื่อวานนี้142 
 สัปดาห์นี้1057 
 เดือนนี้3561 
 ทั้งหมด651837 

(C) Fliesenstadt
ผู้ที่กำลังใช้งาน
เรามี 66 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
เรื่องใหม่