เทวดาส่งมาให้

เรื่องราวเก่า ๆ ของชาวตลาดเจ็ดเสมียน

ป้าม่อม ที่เกิดเหตุการณ์อายุน้อยกว่านี้มาก

ทุกคนที่เดินตามกันมาเป็นแถวนั้น ส่วนใหญ่จะรู้จักบ้านป้าม่อมกันดีแล้ว  ป้าม่อมเดินคู่กับแม่ของผม นำหน้าอย่างรีบร้อน ผมกับนายสาธร และเด็กตลาดอีกหลายคน ก็เดินตามเขามาด้วยแต่อยู่ทางท้ายๆ ได้ยินพวกผู้ใหญ่ที่เดินข้างหน้า พูดคุยกันลั่นตลอดทาง

ไม่นานนักก็ผ่านเรือนหุ่นราษฎร์บำรุง ซึ่งเป็นอาคารเรียนหลังหนึ่งของโรงเรียนวัดเจ็ดเสมียน  ทุกคนก็เลี้ยวซ้ายผ่านสถานที่ เคยเป็นที่เผาศพ ของวัดเจ็ดเสมียน แล้วจึงผ่านโรงสีเก่าเข้าไปอีกหน่อยก็ถึง บ้านป้าม่อมซึ่งอยู่ใกล้ๆโรงสีนั่นเอง

เสียงคนเดินเข้ามามากมายอย่างนี้ ทำให้หมาที่บ้านป้าม่อมซึ่งมีหลายตัว เห่ากันเสียงขรม ป้าม่อมซึ่งเดินนำมาข้างหน้าต้องทำเสียงตวาด และทำปาก จุ๊ ๆ ๆ  เพื่อให้มันหยุดเห่า แต่มันก็ยังเห่าเสียงดังลั่นตลอดเวลา

บ้านป้าม่อมในปีนั้น ไฟฟ้าได้ต่อสายเข้ามาถึงแล้ว เพราะว่าที่เจ็ดเสมียนนี้ มีไฟฟ้าใช้ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๙๘ แต่ป้าม่อมแกประหยัดไฟฟ้า โดยต่อเป็นหลอดไฟนีออน ๒๐ แรงเทียนเพียงดวงสองดวงเท่านั้น บ้านป้าป่อมที่พวกเขามาถึงจึงค่อนข้างมืด มีไฟที่เปิดทิ้งไว้เพียงดวงเดียว ที่อยู่ตรงชายคาบ้านเท่านั้น

นายแดงลูกชายของป้าม่อม และเด็กหญิงชะลอ หลานสาวของป้าม่อม เดินไปตลาดกับป้าม่อมในตอนแรกยังไม่กลับมาบ้านจึงเงียบ ป้าม่อมก้าวขึ้นบันใดที่ทอดอยู่ตรงชานเรือน ปากก็ร้องเรียกคนที่ตามมาด้วยให้ขึ้นมา แล้วเปิดไฟอีกดวงหนึ่งซึ่งอยู่ตรงกลางบ้าน ทำให้บ้านสว่างขึ้นอีก ถึงแม้ว่าจะเป็นหลอดไฟนีออนสั้นขนาดเพียง ๒๐ แรงเทียนเท่านั้นก็ตาม

ที่ตรงกลางบ้าน ซึ่งปูด้วยกระดานไม้มะม่วงป่านั้น ยกพื้นขึ้นมาจากชานบ้านประมาณ ๘ นิ้ว หม้ออลูมิเนียมที่ใช้หุงข้าวลูกนั้น และสำรับกับข้าวก็ยังตั้งอยู่ที่เดิม ด้วยความรีบร้อนที่ป้าม่อมและลูกหลาน รีบไปบอกคนที่ตลาด ทำให้ลืมเก็บสำรับกับข้าวใส่ตู้กับข้าวไว้ มันจึงตั้งอยู่ที่เดิม

คนที่ตามมาพร้อมกับป้าม่อมในตอนแรกนี้ ประมาณเกือบ ๒๐ คน รวมทั้งพวกผมด้วย ก็ขึ้นมาบนบ้านป้าม่อมกันหมด เสียงบ้านป้าม่อมซึ่งมีลักษณะเป็นเรือนสูงจากพื้นดิน เมตรครึ่ง ลั่นเอี๊ยดอ๊าด เพราะว่าไม่เคยรับน้ำหนักมากขนาดนี้มาก่อน

เสียงแม่ของผมพูดขึ้นว่า “ไหน ๆ ที่ป้าม่อมว่า ”  แม่ของผมเรียกป้าม่อมว่า “ ป้า“ ตามพวกผม  “มีอะไรผิดปกติ มีอะไรแปลกๆ ข้าวก้อนกลมๆที่ว่านั้นมันอยู่ตรงไหน อะ”  เสียงแม่ของผมพูดขึ้น คนที่มาด้วยกันนั้นเงียบกริบคงจะคอยฟังว่าเขาพูดอะไรกัน

“อยู่ข้างในหม้อนั้นแหละ มาเรามาเปิดดูกัน แต่ขอร้องห้ามจับนะ อยากจะให้มันอยู่อย่างเดิมไปก่อน  คืนนี้จะไปหาหมอเจือที่บ้านแก ให้แกช่วยมาดูให้ด้วยพรุ่งนี้เช้า ” ป้าม่อมบอก แล้วหันไปมองดูคนที่มาด้วยรอบๆ เหมือนอย่างกับจะบอกให้รับรู้ไว้ดังที่แกบอกมา

ขณะที่บรรยากาศเงียบสงัดอยู่นั้น เสียงกุกกักเป็นเสียงเหมือนรองเท้ากระทบพื้น ดังขึ้นมาแต่ไกล สักครู่เดียวก็เห็นเป็นเงาตะคุ่มๆของคนกลุ่มหนึ่ง จำนวนหลายสิบคน เดินเข้ามาถึงบ้านป้าม่อมอีกชุดหนึ่ง เสียงหมาเห่ากันลั่น

บ้านซึ่งมีลักษณะเป็นเรือนของป้าม่อม ก็ต้องรับน้ำหนักเพิ่มขึ้นของคนอีกหลายคน เมื่อพวกเขาก้าวขึ้นบันใดมา เสียงบันใดบ้านป้าม่อมก็ดังเอี๊ยดอ๊าด แล้วก็มีคนก้าวขึ้นมาก่อนเพื่อน  เป็นนายแดงและหลานสาวของป้าม่อมที่ชื่อชะลอนั่นเอง สองคนนี้ที่เพิ่งกลับมาจากตลาด ต่อจากนั้นก็มีคนขึ้นมาอีกหลายคน ผมซึ่งอยู่บนบ้านป้าม่อมนั้นกลัวแทบแย่ กลัวว่าบ้านป้าม่อมจะรับน้ำหนักไม่ไหว พังครืนลงมาเสียก่อน

ทั้งคู่นี้ไม่ได้กลับมาแค่สองคนเท่านั้น มีคนเดินตามมาด้วยเป็นกลุ่มใหญ่ มองดูด้วยตาเปล่าน่าจะเป็นหลายสิบคน ที่เป็นดังนี้เพราะว่า เมื่อนายแดงและเด็กหญิงชะลอ เข้าไปในตลาดพร้อมกับป้าม่อมในตอนแรกนั้น ก็ไปเล่าให้คนที่รู้จักกันฟังอีก คนเหล่านั้นจึงได้พูดต่อๆไป ข่าวอันนี้จึงได้แพร่ขยายกันอย่างรวดเร็วเหมือนไฟลามทุ่ง

ต่อมาอีกประเดี๋ยวเดียวเท่านั้น ก็มีคนมาอีกหลายกลุ่มๆ ละหลายๆ คนทำท่าจะขึ้นบันใดบ้านมา  จนนายแดงกลัวบ้านจะพังจึงต้องตะโกนบอก ผู้ที่มาทีหลังอย่าเพิ่งขึ้นมาบนบ้าน เพราะกลัวว่าบ้านจะพัง

ดังนั้นรอบๆบ้านของป้าม่อมในเวลานี้ จึงคลาคล่ำไปด้วยคนที่อยากรู้อยากเห็น ในสิ่งแปลกประหลาดที่เขาได้พูดกันที่ตลาดในหัวค่ำวันนี้


เมื่อป้าม่อมเปิดฝาหม้ออลูมิเนียมที่หุงข้าวลูกนั้นขึ้นมา  ไม่มีไอน้ำหรือควันอะไรพวยพุ่งออกมาแล้ว เวลานี้หม้อเกือบเย็นเป็นปกติ คงจะมีความอุ่นนิดหน่อยเท่านั้น เมื่อป้าม่อมเปิดฝาออกมา แล้วบอกว่า “ อีหละ  มึงดูเอาก็แล้วกันว่าข้าวที่หุงนั้นมันเป็นอย่างนี้ได้อย่างไร ” ป้าม่อมบอกพลางหันมาทางแม่ผมแล้วคะแคงหม้อให้ดู

นางสละจับหูทั้งสองของหม้อข้าวนั้นมาจากป้าม่อม แล้วตะแคงดูเพื่อจะได้เห็นถนัดๆ แต่ก็มองไม่ถนัดเพราะไฟนีออน ๒๐ แรงเทียนนอกจากแสงน้อยแล้วก็ยังติดอยู่สูงด้วย

ยังโชคดีที่มีคนที่มาด้วยคนหนึ่ง เอาไฟฉายติดมือมาจากบ้านด้วย เพื่อมาดูหนังและขากลับบ้านจะได้ส่องทางไป เพราะว่าไฟฟ้าที่เจ็ดเสมียนในตอนนั้น จะเปิดให้บริการแค่ ๕ ทุ่มเท่านั้น กว่าหนังขายยาจะเลิกไฟฟ้าก็จะดับเสียแล้ว

เขาจัดแจงฉายไฟฉายมาที่หม้อ แล้วทุกคนที่มุงดูอยู่นั้นก็เห็นได้ชัดเจนว่า มีก้อนข้าวกลมๆรีๆขาวสะอาดเพียงก้อนเดียวที่อยู่ในหม้อนั้น ผมและเพื่อนที่มาด้วยกันจ้องมองอย่างใกล้ชิด จึงเห็นชัดๆว่า ก้อนข้าวกลมๆนี้มีขนาดเท่าลูกมะขวิด ขนาดไม่ใหญ่นัก เป็นก้อนข้าวที่อัดกันแน่น ถ้าจะว่าเป็นฝีมือคนปั้นเอา ผมคิดว่าถ้าคนก็ปั้นไม่ได้เรียบร้อยอย่างนี้

ผมยังมองดูอยู่อีกนานพอสมควร แล้วก็คุยกับเพื่อนที่มาด้วยกัน ถึงความแปลกประหลาดของสิ่งนี้ว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร อะไรทำให้ข้าวซึ่งหุงอยู่ในหม้อ ที่เคยหุงอยู่เป็นประจำของเด็กหญิงชะลอเป็นอย่างนี้ได้ ซึ่งไม่เคยเป็นมาก่อนเลย

มีคนที่มาด้วยกันนั้นเมื่อเห็นข้าวในหม้อ เป็นก้อนกลมๆอย่างนี้แล้ว ก็สอบถามถึงที่มาที่ไปอยากให้ป้าม่อมเล่าให้ฟังด้วยว่า  การเริ่มต้นของการหุงข้าวนี้ว่ามีอะไรผิดปกติหรือไม่  ป้าม่อมก็ต้องย้อนกลับมาเล่าให้คนที่ไม่รู้ฟังอีกหลายๆรอบ ซึ่งแกก็เล่าตามที่ชะลอเล่าให้แกฟังอีกทีหนึ่งนั่นเอง

คนที่ได้ดูแล้วเช่นพวกผม แม่ของผมพร้อมด้วยคนในตลาดตลาดที่มาก่อนเขา ก็ทยอยลงมาจากบ้านป้าม่อม คนที่ยังไม่ได้ดูก็ทยอยกันขึ้นไปดู สับเปลี่ยนกันไปอย่างนี้ ไม่ทราบว่าป้าม่อมแกจะได้ไปหาหมอเจือหรือเปล่า  เพราะว่าผมกลับไปที่หน้าตลาดก่อน

ในตอนเดินกลับก็ยังเดินสวนกับคนที่เพิ่งรู้ข่าว แล้วก็เดินไปที่บ้านป้าม่อมกันเป็นสาย บังเอิญเป็นคืนที่มีหนังขายยามาฉายหนังด้วย คนที่มาดูหนังแทบจะทั้งหมด จึงไปที่บ้านป้าม่อมกันมากเป็นพิเศษ หน้าจอหนังจึงมีคนน้อยเบาตาลงไปเลย

ผมกลับมาถึงตลาดแล้วก็คุยและวิจารณ์กับเพื่อนๆอีก ในเรื่องนี้และนัดกันว่าพรุ่งนี้เช้าจะไปดูข้าวก้อนกลมนี้อีกครั้งหนึ่งให้ชัดๆไปเลยว่ามันเป็นอย่างไร

เช้าแล้วผมกับเพื่อนๆหลายคน ก็เดินทางไปบ้านป้าม่อมตามที่ได้นัดกันไว้ พอไปถึงเห็นมีคนมากันมากพอสมควรแล้ว คงจะเป็นพวกที่เมื่อคืนไม่ได้มา จึงมาดูกันในเช้าวันนี้นี่เอง เห็นมีคนเดินขึ้นเดินลงบ้านป้าม่อมไม่ได้หยุด

ผมคุยกับน้าผู้หญิงคนหนึ่ง ที่ผมเห็นแกมาซื้อของที่ร้านอี๊น้อยบ่อยๆ บ้านแกอยู่ทางพงสวายที่ได้ขึ้นไปดูข้าวกลมๆ ในตอนเช้าวันนี้แล้วคนหนึ่ง แกบอกผมว่า เมื่อคืนนั้นป้าม่อมแกไปหาหมดเจือมาแล้ว วันนี้หมอเจือ ซึ่งมีสำนักอยู่ทางหนองบางงู ใครๆก็รู้จักว่าแกเป็นหมอดู และทำพิธีการต่างๆ เช่นตั้งศาลพระภูมิ ตั้งศาลเจ้าที่ เป็นหมอในทางไสยศาสตร์ต่างๆชื่อดัง

ป้าม่อมแกไปเชิญหมอเจือมาดูด้วยว่า ทำไมข้าวที่หุงอยู่ทุกวันก็ไม่มีอะไรผิดปกติ แต่ในครั้งนี้เกิดอาเภทอะไรจึงเป็นอย่างนี้ แล้วจะมีโทษมีภัยเป็นตายร้ายดีอย่างไรกับครอบครัวของป้าม่อมแก และจะให้ปฏิบัติอย่างไรกับข้าวกลมๆก้อนนี้

พวกผมได้ยินอย่างนี้แล้วก็หูผึ่งขึ้นมาทันที ด้วยอาการอยากดูเรื่องราวแบบอิทธิฤทธิ์ไสยศาสตร์อย่างนี้ เด็กตลาดเจ็ดเสมียนอย่างพวกผมชอบกันนัก ผมถามเขาว่า เวลานี้หมอเจือมาแล้วหรือยัง  แกบอกว่าเดี๋ยวคงจะมา หมอเจือแกไม่ค่อยจะผิดนัดผิดเวลากับใครหรอก

ดังนั้นผมจึงขึ้นไปบนบ้านป้าม่อมอีกครั้งหนึ่ง ครั้งนี้ผมเห็นก้อนข้าวกลมๆนี้ได้ถนัดชัดตา ไม่เหมือนเมื่อคืนนี้ ก้อนข้าวนี้ เป็นลักษณะที่รวมตัวกันเป็นก้อนกลมๆรีๆ ไม่ได้กลมดิกเสียทีเดียว มีลักษณะที่อัดกันแน่น

ถ้าจะบีบหรือจับโยนลงไปบนพื้นคงจะไม่แตกง่ายๆ เม็ดข้าวไม่ได้แตกยุ่ย คงเป็นเม็ดเหมือนที่เราหุงข้าวกินกันอย่างนั้น แต่ละเม็ดเหมือนจะจับมาประดิดประดอย เรียงกันอย่างสวยงาม ถ้าจะให้เปรียบเทียบก็คงจะเหมือนกับเปลือกของ ผลน้อยหน่า ที่พวกเราเคยกินกัน แต่เม็ดข้าวจะเล็กกว่าเกร็ดๆบนเปลือกน้อยหน่านั้น

ทุกคนที่มาดูที่บ้านป้าม่อมอีกครั้งนั้น ต่างก็วิจารณ์กันไปต่างๆนาๆ บ้างก็ว่าในทางวิทยาศาสตร์อาจจะเป็นได้ แล้วก็อธิบายหลักการในทางวิทยาศาสตร์กันไป บางคนบางกลุ่มก็วิจารณ์ขัดกัน ใช้อารมณ์เข้าหักล้างกัน จนเกือบจะวางมวยกัน  ทั้งๆที่มาด้วยกันและเป็นเพื่อนกันแท้ๆ

สายแล้วข่าวก็ยิ่งกระจายไปทั่ว มีคนในตลาด และคนนอกๆ ออกไปมาขอป้าม่อมดูข้าวก้อนนี้กันยกใหญ่ คนดังๆอย่างลุงกำนันโกวิท ผู้ใหญ่บ้านหลายคน คุณครูบางคนที่โรงเรียนวัดเจ็ดเสมียน เช่นคุณครูประวิทย์ ครูประสงค์ และครูเทียน

แม้แต่ลุงเลื่อน หมอประจำตำบล และเป็นเลขาส่วนตัวของลุงกำนันโกวิทก็มาด้วย  ป้าจ่างเมียลุงกำนันพร้อมด้วยแม่ของผม อี๊น้อย และเด็กตลาดหญิงชายอีกหลายคน ก็เดินตามกันมาเป็นพรวน เป็นมหกรรมอันยิ่งใหญ่ที่บ้านป้าม่อมในวันนี้เลยทีเดียว

สักครู่หมอเจือก็นั่งรถสามล้อของนายยงยุทธ ลูกชายลุงกำนันโกวิท เพื่อนของผมเอง มาถึง หมอเจือแกนุ่งขาวห่มขาว มีผ้าขาวเหมือนผ้าขะม้าสะพายบนบ่ามาด้วย หมอเจืออายุมากกว่าแม่ของผมอีก คงจะเกือบ ๖๐ เต็มแก่แล้ว เป็นคนเก่าๆแบบโบราณๆที่คงแก่เรียน กินหมากหยับๆปากแดงแจ๋ ฤทธิ์ของยางหมากและยางใบพลูเคลือบฟันของหมอเจือเสียดำปี๋ แถมยังสูบยาใบจากมวนโตกว่าหัวนิ้วโป้งมืออีกด้วย

หมอเจือแกลงจากสามล้อได้ก็จ้ำอ้าวๆ คนที่ยืนอยู่แถวนั้นก็ยกมือไหว้หมอเจือกันเป็นแถว ทำให้ในเวลานั้นผมคิดอยากจะเป็นอย่างหมอเจือบ้าง โตขึ้นจะไปเรียนทางไสยศาสตร์ เป็นหมอดู เป็นหมอเจ้าพิธีต่างๆให้เก่งๆ แล้วจะได้มีคนนับหน้าถือตา ยกมือกราบไหว้กันเป็นแถวๆ เงินทองไหลมาเทมา

นึกไปเพลินๆปลาบปลื้มในตัวเอง ที่จะได้เป็นหมอดูที่เก่งกาจ ก็ต้องสะดุ้งเมื่อได้ยินเสียง ป้าม่อมร้องเสียงดังมาจากนอกชานบ้านว่า “ เชิญๆๆ หมอ ขึ้นมา ขึ้นมา รออยู่ทีเดียว ไอ้ฉันก็ใจร้อนอยากรู้ว่าจะทำอย่างไรต่อไปดี “  หมอเจือไม่ตอบอะไร เพียงแต่ขอโทษว่า มาช้าไปหน่อย มัวแต่ไปยกศาลพระภูมิให้คนข้างๆบ้านตั้งแต่เช้ามืด เสร็จแล้วก็นั่งสามล้อไอ้เล็กมันรีบมานี่แหละ

หมอเจือก้าวพ้นหัวบันใดบ้าน แล้วก็ยกมือรับไหว้คนอีกหลายๆคนที่นั่งอยู่บนบ้าน แล้วจึงนั่งลงบนเสื่อที่ปูไว้ที่พื้นกระดานกลางบ้าน


เวลานี้ข้าวก้อนกลมๆนั้นป้าม่อม แกเอาขึ้นมาวางอยู่บนพานทองเหลือง ปูรองด้วยผ้าขาวสี่เหลี่ยมผืนเล็กๆ ตั้งอยู่บนโต๊ะเล็กๆตัวหนึ่ง ป้าม่อมแกทำตามคำสั่งของหมอเจือ ตามที่หมอเจือสั่งไว้ตั้งแต่เมื่อคืนนี้ที่ ป้าม่อมไปปรึกษาเรื่องนี้ที่บ้านมา

แล้วหมอเจือก็ตั้งต้นทำพิธีทันที โดยมีคนรุมล้อมดูอยู่ห่างๆรวมทั้งพวกผมด้วย หมอเจือแกปูผ้าขาวผืนที่แกพาดบ่ามา ลงตรงหน้า ปาดผ้าให้เรียบ แล้วก็หยิบเอาด้ายสายสิญญ์ที่ในย่ามของแกม้วนใหญ่ออกมาวางไว้ บนพานทองเหลืองข้างๆก้อนข้าว แล้วแกะเอาปลายของด้ายนั้นดึงออกมาไว้ในมือแก

และแกก็เอาดอกไม้ธูปเทียน ที่ป้าม่อมซื้อมาเตรียมไว้แล้ว จุดเทียนจุดธูปปักไว้ริมๆโต๊ะ วางดอกไม้กำนั้นไว้ข้างๆพานทองเหลือง พลางบริกรรมคาถาลงไปที่ปลายด้ายสายสิญจน์ที่อยู่ในมือแก หมอเจือท่องคาถาเป่าลงไปที่ก้อนข้าวนั้นหลายรอบ เป็นเวลานานจึงเสร็จพิธี


นัยว่าเป็นการปลุกเศก และรับขวัญข้าวก้อนนี้ที่ได้ ดลบันดาลให้มาอยู่ที่นี่ ตามที่หมอเจือได้บอกกับป้าม่อมไว้แล้ว

เสร็จพิธีเรียบร้อยแล้ว หมอเจือก็คุยกับป้าม่อมและคนอื่นๆอีกพักหนึ่งจึงได้กลับไปโดยรถสามล้อของนายยงยุทธ ที่รออยู่ ผมถามป้าม่อมว่าหมอเขาบอกว่าอย่างไรบ้างเกี่ยวกับข้าวก้อนนี้

ป้าม่อมบอกว่า เทวดาดลบันดาลให้ป้ามาน่ะ หมอเจือบอกว่า เก็บไว้ให้ดีๆ จะมีโชค มีลาภ ทำมาค้าขึ้น โรคภัยไข้เจ็บที่มาเบียดเบียนก็จะหายไป อุบัติเหตุอันตรายต่างๆสำหรับคนในบ้านนี้ครอบครัวนี้ก็จะไม่เกิดขึ้นเลย

ต่อจากนั้นมาอีกหลายวัน ก็ยังมีคนมาขอดูข้าวก้อนนี้อยู่เรื่อยๆ จนกระทั่งจางๆไปเพราะว่าคนในเจ็ดเสมียนและพื้นที่ใกล้เคียงมีไม่มากนัก คงจะได้ดูได้เห็นกันหมดแทบทุกคนแล้ว  เมื่อเห็นว่าหมดคนที่จะมาขอดูแล้ว ป้าม่อมแกก็ใช้ผ้าบางสีขาวห่อไว้เป็นอย่างดี และก็วางไว้บนพานทองเหลืองเล็กๆ ตั้งไว้บนโต๊ะเล็กๆบนบ้านนั้นตลอดมา

ต่อมาเมื่อกาลเวลาเปลี่ยนไป ก้อนข้าวก้อนนั้นก็จะต้องขึ้นรา บูดเน่าและย่อยสลายไปตามกาลเวลา  อีกหลายปีต่อมาผมไปอยู่ที่อื่นแล้วกลับมาเยี่ยมบ้าน แล้วเดินไปเยี่ยมป้าม่อมที่บ้านของแกด้วย

เห็นแกกำลังเอาไม้พายเล็กๆกวนปูนสีแดงในโอ่งอยู่ ปีนี้ป้าม่อมแก่ลงไปมากแต่แกก็ยังทำงานของแกด้วยความขยันขันแข็งเหมือนเดิม ผมถามสารทุกข์สุกดิบเรียบร้อยแล้ว ในตอนหนึ่งผมถามถึงก้อนข้าวกลมๆลูกนั้นว่ายังอยู่หรือไม่

ป้าม่อมหลับตาเหมือนจะนึกคิดย้อนอดีตขึ้นไป สักครู่หนึ่งแล้วบอกว่า ก็ยังวางไว้อยู่ที่เดิมนั่นแหละ ไม่เคยมีใครได้ไปแตะต้องเขาเลย จนเดี๋ยวนี้มีแต่ผ้าที่ห่อไว้เท่านั้นแหละ ตัวก้อนข้าวไม่รู้ไปไหนหมดแล้ว ย่อยสลายกลายเป็นผงไปหมด

"เก้วเอ๊ย..! จนบัดนี้แล้วป้าก็ยังไม่รู้เลยว่า มันเกิดขึ้นมาได้อย่างไร บางทีก็คิดว่าอีชะลอมันปั้นข้าวให้เป็นลูกกลมๆนั้นขึ้นมาหลอกเราเข้าแล้ว  แต่คิดไปอีกทีมันก็ไม่น่าจะใช่ ป้าก็เลยทำใจว่าเทวดาเขาทำส่งมาให้เราก็แล้วกัน สบายใจดี...!"

 

www.chetsamian.org ขอสงวนลิขสิทธิ์ข้อมูลและรูปภาพบนเว็บไซต์ทั้งหมด โดยไม่อนุญาตให้นำไปเผยแพร่ ทำซ้ำ แก้ไข หรือ ดัดแปลง ไม่ว่าจะเป็นบางส่วนหรือทั้งหมด หากท่านใดต้องการข้อมูลบนเว็บไซต์ www.chetsamian.org กรุณาติดต่อ นายแก้ว โดยส่ง email ไปที่ CLOAKING เพื่อขออนุญาติเสียก่อน เนื่องจากข้อมูลและรูปภาพบางเรื่องและบางชิ้น เป็นของท่านผู้เขียนและท่านสมาชิกที่ได้เขียนเรื่องต่างๆ และให้ขอยืมภาพต่างๆมาลงไว้ ซึ่งทางผู้จัดทำเว็บไซต์จำเป็นจะต้องขออนุญาตจากทางเจ้าของผลงานก่อนทุกครั้ง จึงเรียนมาเพื่อทราบ

จำนวนผู้เข้าชม: 2489
ความเห็น (0)Add Comment

เขียนแสดงความเห็น
อนุญาติให้เฉพาะสมาชิกเท่านั้นที่สามารถเขียนแสดงความเห็นได้ โปรด Login หรือ ลงทะเบียน

busy
 
คุณ ๆ ที่แวะเข้ามาชมเวบเจ็ดเสมียน มีอายุเท่าไรกันบ้างครับ
 
เวบเพื่อนบ้าน
เรารักสุพรรณฯ
จำนวนผู้เยี่ยมชม
 วันนี้101 
 เมื่อวานนี้173 
 สัปดาห์นี้864 
 เดือนนี้4250 
 ทั้งหมด629656 

(C) Fliesenstadt
ผู้ที่กำลังใช้งาน
เรามี 73 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
เรื่องใหม่