ร้อยตรีอุทัย ๓ มอญบางตะบูน

เรื่องราวเก่า ๆ ของชาวตลาดเจ็ดเสมียน

สะพานยื่นมาจากบ้านตาและมีบรรไดลงน้ำ ภาพนี้ที่บ้านตาจริงๆ   

เมื่อตอนที่เรือมาถึงเทียบท่ากระได ที่เป็นสะพานยื่นมาจากตัวบ้านตาและยายของผมนั้น ผมกวาดสายตามองดูทิวทัศน์ไปรอบๆ จากบ้านตาผมตรงนี้ยังมีบ้านอีกหลายหลังปลูกกันอยู่เป็นกลุ่มๆถัดไปตามแนวชายคลอง น้าทัยบอกผมแล้วว่ารอบๆบ้านตานั้นเป็นบ้านของญาติพี่น้องกันทั้งนั้น

    ตายายและญาติพี่น้องอีกหลายคน มาคอยยืนรอรับอยู่ตรงกระไดขึ้นบ้านอยู่แล้ว ผมและน้าทัยยกมือไหว้ตายายและญาติพี่น้องจนครบทุกคน

  “ขึ้นมา ขึ้นมา ไอ้เก้วมึงมาด้วยหรือวะ ” ตาพูดขึ้นด้วยเสียงอันดัง แล้วหัวเราะเสียงดังลั่น ผมถือกระเป๋าผ้าใบที่ใส่เสื้อผ้า ค่อยๆไต่บันไดที่ทอดลงมาในน้ำขึ้นไปบนบ้าน

   ลักษณะบ้านที่ตายายอยู่นั้นเป็นบ้านที่เก่าแก่มาก สร้างด้วยไม้หลายๆชนิดคงจะสร้างมานานแล้วไม่ได้มีการปรับปรุงอะไรเลย หลังคามุงสังกะสีเก่าผุสนิมขึ้นแดงไปหมด

  ผมมองไปรอบๆจนน้าทัยสังเกตเห็นจึงพูดว่า“ชาวบ้านแถวนี้ยากจนกันแทบทุกหลังคาเรือน มีอาชีพรับจ้างเก็บฝักไม้โกงกาง ตัดไม้โกงกางเผาถ่าน และทำประมงจับสัตว์น้ำกันเล็กๆน้อย ในคลองหน้าบ้านนี้”

   แต่ความเป็นอยู่ของคนที่นี่มองดูแล้ว ก็ไม่ถึงกับลำบากอะไรมีอยู่มีกินไปตามสภาพ  เด็กๆลูกหลานชาวบ้านที่นี่ที่ออกจากโรงเรียนแล้ว ไม่ได้เรียนต่อก็ช่วยกันออกทำงานกันตั้งแต่เด็กๆ

  หลายคนที่อยากจะเรียนต่อ ก็ดิ้นรนไปเรียนหนังสือกันในอำเภอ ซึ่งอยู่ไกลไปอีกมาก บางคนที่ไม่ได้เรียนหนังสือต่อเมื่อเรียนจบชั้นป.๔ ที่โรงเรียนวัดแล้วก็พยายามดิ้นรนหาทางเข้าเมืองใหญ่ๆ เพื่อไปหางานทำ

   เย็นแล้วตาผมบอกให้ไปอาบน้ำแล้วจะได้มากินข้าวกัน แล้วบอกว่าพรุ่งนี้เราจะออกเรือกันแต่เช้ามืดเลยทีเดียว ตอนนี้ยายเขาไปขอเช่าเรือจากญาติๆ หาเอาเรือที่มีประทุน (มีหลังคา) ที่ดีๆมาสักลำหนึ่ง

   ที่ตาบอกอย่างนี้ก็คือในพรุ่งนี้แต่เช้ามืด ตาและยายจะพาน้าทัยไปเกณฑ์ทหารที่อำเภอบ้านแหลม ซึ่งอยู่ไกลจากตรงที่บ้านตายายนี้เท่าไรผมก็ไม่รู้ ผมขอลงไปอาบน้ำก่อนและคิดว่าจึงจะมากินข้าว

  น้าทัยบอกว่าให้ลงไปทางบันไดข้างบ้าน จะมีโอ่งน้ำตั้งอยู่เรียงรายมีฝาสังกะสีปิดอยู่ เป็นแถวยาวไปตามแนวชายคา ทีแรกผมคิดว่าเรื่องน้ำของที่นี่นั้นคงจะอุดมสมบูรณ์ดีมาก เพราะว่าบ้านตาของผมนี้อยู่ติดริมคลอง เรือมาจอดที่ท่ากะไดสะพานหน้าบ้านได้เลยเหมือนตอนที่ผมเพิ่งมาถึง เวลาเราจะอาบน้ำก็ลงไปอาบที่ตรงบันไดได้เลย

  แต่จริงๆหาเป็นเช่นนั้นไม่น้ำนี้อาบไม่ได้ครับ เพราะว่าน้ำในคลองนั้นเป็นน้ำกร่อย คล้ายๆน้ำทะเลปนกับน้ำจืดครึ่งต่อครึ่งเลยทีเดียว เหมือนกับที่น้าทัยได้บอกไว้แล้วในตอนที่เดินทางมา

  น้ำกินน้ำใช้ที่นี่จึงอัตคัดเป็นอย่างมาก  มิน่าเล่าตอนที่ผมมาถึงผมจึงเห็นที่บ้านตาของผมนั้นมีโอ่งมังกรเล็กบ้างใหญ่บ้างตั้งเรียงรายกันเป็นแถว เขาเก็บน้ำกินน้ำใช้จากฝนที่ตกในตอนหน้าฝนไว้ในตุ่มนี้นั่นเอง ดังนั้นการใช้น้ำที่นี่ทุกคนจึงต้องประหยัดเอามากๆ

  ค่ำวันนั้นผมกินข้าวด้วยความหิว และคิดว่าเป็นมื้ออร่อยของผมมื้อหนึ่ง ซึ่งกับข้าวก็ไม่มีอะไรมากส่วนใหญ่จะเป็นอาหารทะเล ที่ตากับยายหามาจากลำคลองหน้าบ้านนั่นเอง

  ค่ำแล้วอากาศในเดือนเมษายนมืดช้าขนาด ๖ โมงกว่าๆยังมีแสงแดดอยู่ แสงแดดในยามเย็นนั้นมองไปในคลอง เห็นต้นไม้น้ำต้นไม้ป่าชายเลนขึ้นกันอยู่หนาทึบ ทอดเงาลงไปในลำคลองดูร่มเย็นดี

  ผมบอกน้าทัยว่าผมปวดอึ ผมอยากจะเข้าส้วม อยากจะให้น้าทัยช่วยบอกทางให้ด้วย ที่ผมถามน้าทัยอย่างนั้นก็เพราะผมแน่ใจว่า ห้องน้ำห้องส้วมที่บ้านตาของผมนี้ คงไม่ได้อยู่ที่บนบ้านเป็นแน่ และก็จริงดังที่ผมคิด

   น้าทัยบอกว่าลงไปข้างล่างนั่นแหละ แล้วเลี้ยวไปทางหลังบ้านเดี๋ยวก็เจอส้วมเอง พร้อมกับชี้มือไปทางหลังบ้าน แต่ก็ยังไม่วายสั่งสำทับมาอีกว่า เดินดีๆล่ะระวังสะดุดรากโกงกางหกล้มนะพื้นดินมันลื่น

   ด้านหลังบ้านตาของผมนั้นมองดูแล้วเป็นต้นไม้โกงกางขึ้นหนาทึบที่เรียกกันว่าป่าโกงกาง ผมกวาดสายตามองไปทั่วๆก็ไม่เห็นมีส้วมหรือห้องน้ำอะไรเลย ผมเดินลึกไปอีกหน่อยก็เห็นมีกองอุจาระเก่าบ้างใหม่บ้าง กองกันอยู่ข้างหลังต้นโกงกางบางต้นซึ่งมีรากพันกันขึ้นมาหนาทึบ

   ผมจึงคิดได้ว่า อ้อ..! ส้วมของคนที่นี่เขาอยู่กันตามหลังต้นไม้นั่นเอง และคิดว่าอุจจาระเหล่านี้พอน้ำขึ้นก็จะชะล้างไปตามกระแสน้ำหมด จึงไม่ได้เห็นอุจจาระตกค้างอยู่มากมายนัก นอกจากมีค้างอยู่บ้างก็ที่น้ำขึ้นไม่ถึงเล็กน้อยเท่านั้น

   ผมปวดจัดอะไรก็ห้ามไม่อยู่แล้ว จึงถอดกางเกงนักเรียนขาสั้น แล้วขึ้นไปนั่งบนรากใหญ่ของต้นโกงกางต้นหนึ่ง คิดว่าที่ตรงนี้ก็คงมีคนมานั่งกันบ้างแล้ว ดูแล้วมันเป็นที่ๆเหมาะดี

   เมื่อปล่อยเสร็จเรียบร้อยแล้วถึงได้นึกขึ้นมาได้ว่า ตอนที่เราลงมานั้นไม่ได้ถือกระดาษมาด้วยสักแผ่นหนึ่ง ดังนั้นในตอนนี้ผมจึงไม่มีอะไรที่จะเช็ดชำระได้เลย

   นึกขึ้นมาได้ว่าเรามีผ้าเช็ดหน้าเก่าๆผืนเล็กๆ ที่แม่ให้มาไว้สำหรับเช็ดหน้าอยู่ในกระเป๋ากางเกงผืนหนึ่ง ถึงตอนนี้ผมก็ต้องสละแล้วผ้าเช็ดหน้าผืนนี้ คงจะเหมือนกับกัปตันเรือสละเรือที่กำลังจะอับปางนั่นเอง

  เสร็จแล้วผมก็เดินขึ้นบันไดบ้านด้านข้าง เห็นทุกคนกำลังนั่งคุยกันอยู่  ยายของผมกลับมาแล้วหลังจากไปหาเช่าเรือเขามา ผมยกมือไหว้ยายสำหรับยายผมนี้ผมเคยเห็นบ่อยๆ เห็นมากกว่าตาของผม เพราะว่ายายขึ้นไปหาแม่ที่เจ็ดเสมียนคนเดียว แทบทุกเดือนก็ว่าได้

   เวลาไปเจ็ดเสมียนทีก็ไปพักอยู่ที่บ้านตลาดเจ็ดเสมียนนานบ้าง บางทีก็คืนเดียวก็มี ผมชอบให้ยายขึ้นมาที่บ้านผมบ่อยๆ เพราะว่ายายมาแต่ละครั้งนั้นจะมีพวกของทะเล เช่นปลาหมึก กุ้งแห้ง  ปูทะเล ปูม้า และอื่นๆอีกเท่าที่ยายจะหามาฝากได้ ซึ่งผมชอบมาก

   ส่วนตาของผมนั้นนานๆจึงจะขึ้นมา ที่บ้านผมที่เจ็ดเสมียนสักทีหนึ่ง ถ้าแกมาทีไรในตอนเย็นๆตาแกก็จะกินเหล้า แล้วก็เล่าเรื่องราวในการผจญภัยต่างๆให้ผม และเพื่อนๆของผมที่เจ็ดเสมียนฟัง

  โดยมากก็จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับชนบทที่อยู่ริมทะเล การผจญภัยในการออกไปหาปลาแล้วโดนมรสุมพัด และเรื่องอื่นๆอีก

  ยายทักทายผมเรียบร้อยแล้ว ก็บอกว่า เรือหามาได้แล้วเป็นเรือมีประทุน (มีหลังคา ) เป็นเรือที่ไม่ใหญ่มากนัก มีแจวสองแจว คือหน้าหลัง เรือขนาดนี้จะแจวคนเดียวไปเรื่อยๆก็ได้ หรือถ้ารีบก็ช่วยกันแจวหัวท้ายเลย

   ยายคุยถามทุกข์สุขของคนทางบ้านและคุยกับผมไม่นานนัก ก็เรียกน้าทัยให้ไปช่วยกันจัดของเอาไว้ บางอย่างก็เอาลงเรือไว้เสียเลย เช่นเตาหุงข้าว ถ่านไม้โกงกาง หม้อข้าว หม้อแกง มีด เขียง

   เครื่องทำครัวต่างๆ พวกนี้เอาลงเรือไว้ก่อนได้  ตอนเช้าก็จะเอาหมอนผ้าห่ม เสื้อผ้า ถังบรรจุน้ำจืด และสิ่งสำคัญต่างๆ ลงเรือ เสร็จแล้วก็จะได้ออกเรือแต่เช้า ในตอนแดดยังไม่ออกจะได้ไม่ร้อน

   ที่บ้านตาในตอนกลางคืนมันเงียบสงัดจริงๆ ที่บ้านของตาไม่ได้เลี้ยงหมา ได้ยินเสียงหมาบ้านถัดไปมันเห่า มันกัดกันลั่นไปหมดตามประสาหมา เสียงลมพัดยอดต้นโกงกางได้ยินชัดเจน เสียงพายกระทบน้ำของผู้ที่พายเรือผ่านไปมา ซึ่งนานๆจะมีสักลำ

   ที่หมู่บ้านในแถบนี้ยังไม่มีไฟฟ้าใช้กันเลย (เมื่อสมัยที่ผมเล่าอยู่นี้) ไฟฟ้ายังมาไม่ถึงที่หมู่บ้านริมคลองแถวๆนี้ ตอนกลางคืนก็จุดตะเกียงโป๊ะกัน มองไปทางบ้านที่ถัดๆไปก็มีแต่แสงตะเกียงวับๆแวมๆ พอเลยหัวค่ำไปหน่อย ก็ดับตะเกียงกันหมดมืดสนิทแท้ๆเลย

    เป็นครั้งแรกที่ผมได้มานอนบ้านตายายของผมนี้ บ้านหลังเล็กๆนี้เขากั้นห้องไว้เล็กๆห้องหนึ่งเท่านั้น ปล่อยกลางบ้านไว้โล่งๆ หน้าร้อนอย่างนี้เขากางมุ้งให้ผม และน้าทัยนอนกันตรงกลางบ้านเลย

    การกางมุ้งนอนนี้เป็นการกันยุงที่จะมากัดเราได้ดีที่สุด ยุงที่นี่ชุมมากจริงๆ  ผมจำได้ว่าเป็นครั้งเดียวที่มานอนค้างที่บ้านตา เพราะว่าถัดจากที่มากับน้าทัยครั้งนี้แล้ว ผมก็ไม่ได้มาที่บ้านตายายของผมอีกเลย จนในปัจจุบันนี้
 
    คืนนั้นผมนอนไม่ค่อยหลับ ทั้งๆที่ผมก็ไม่ใช่คนที่นอนหลับยากอะไร กว่าจะหลับได้ก็ตั้งตีเท่าไรแล้วไม่รู้ รู้สึกว่านอนหลับไปประเดี๋ยวเดียวยายก็เรียกตื่นเสียแล้ว บอกว่าให้อาบน้ำเตรียมตัวเราจะไปกันแล้ว เสียงคนเดินบ้านไหวยวบยาบ เสียงพูดกันของตากับยายของผมนั่นเอง

    ตายายของผมพร้อมด้วยน้าทัย ตื่นเตรียมตัวกันแล้ว ต่างคนต่างก็ช่วยกันขนสัมภาระที่จะต้องใช้ เอาลงไปไว้ในเรือ ท้องฟ้าก็เริ่มจะมีแสงทองขึ้นมาแล้วในทิศตะวันออก ผมยังนอนฟังเสียงตายายพูดกันเป็นระยะ ซึ่งผมฟังไม่ออกเอาเสียเลย

   ผมจะบอกสิ่งที่ผมยังไม่ได้บอก ท่านผู้อ่านอีกอย่างหนึ่งคือ เชื่อหรือเปล่าครับว่า ที่นี่เป็นชุมชนของคนสัญชาติไทย แต่มีเชื้อชาติเป็นคนมอญแหล่งใหญ่เลยล่ะครับ ในหมู่บ้านแห่งนี้จะสื่อสารหรือคุยกันในหมู่ของเขาเป็นภาษามอญทั้งนั้น

   เมื่อตอนที่ยายและตาของผมไปเยี่ยมแม่ของผมที่ตลาดเจ็ดเสมียน  ทั้งตายายและแม่ของผมคุยกันด้วยภาษามอญทั้งนั้น  ผมไม่แน่ใจว่าน้าทัยจะพูดเป็นหรือไม่ เพราะว่าน้าทัยไปจากชุมชนแห่งนี้ตั้งแต่เด็กๆ ผมว่าไม่แน่นะอาจจะพูดภาษามอญเป็นก็ได้

   ดังนั้นคนไทยที่เป็นเชื้อชาติมอญที่ผมรู้ๆนั้น ผมว่านอกจากมีที่วัดคงคา วัดขนอน ที่โพธาราม แถวๆตำบลบางโตนดแล้ว ก็ยังมีที่บางเค็ม บางตะบูนด้วยครับ ซึ่งก็คือต้นตระกูลของน้าทัย หรือของผมนั่นเอง

   ภาษาพูดของคนมอญเช่นที่ตายายของผมพูดคุยกับแม่ผมนั้น ฟังไม่ออกหรอกครับ ไม่มีใกล้เคียงกับภาษาไทยแม้แต่นิดเดียว แต่ฟังแล้วก็ไพเราะน่าฟังดีครับ มีเสียงต่ำเสียงสูงเบาหนัก เน้นเสียง แต่ก็ไม่ได้ตะโกนพูดกันเหมือนภาษาเกาหลี หรือภาษาจีนนะครับ

สาวมอญตัวจริงเลยละครับ ท่านเป็นแม่ของผู้เขียนเองแหละ..!

  ผมจะขอนำเอาคำพูดของคนมอญมาเสนอสักนิดหน่อย ดูซิว่าถ้าไม่ได้แปลมาด้วย จะรู้เรื่องหรือเปล่า

วู๊ดโมนแจแก้วแก้ว  = สาวมอญสวยจริงๆ ,   

กวานด๊าดมะฮา =  ขนมหวานไหม

กะรอนกรอนมะฮา =  ข้าวเหนียวมันไหม ,    

เต๊ะวู๊ดมะฮามฮะลอ  = น้องสาวพูดอะไรน่ะ,   

บัว = พี่,     

เกริงเนาะ =  มานี่ ,   

อากรา  =    ลาละ,.

ขอเท่านี้ก่อนนะครับ อย่าว่าแต่จะพูดยากมากแล้ว เขียนมานี่ก็ยากเหมือนกัล ล....!

เขียนโดย นายแก้ว

จำนวนผู้เข้าชม: 1674
ความเห็น (0)Add Comment

เขียนแสดงความเห็น
อนุญาติให้เฉพาะสมาชิกเท่านั้นที่สามารถเขียนแสดงความเห็นได้ โปรด Login หรือ ลงทะเบียน

busy
 
คุณ ๆ ที่แวะเข้ามาชมเวบเจ็ดเสมียน มีอายุเท่าไรกันบ้างครับ
 
เวบเพื่อนบ้าน
เรารักสุพรรณฯ
จำนวนผู้เยี่ยมชม
 วันนี้146 
 เมื่อวานนี้142 
 สัปดาห์นี้1059 
 เดือนนี้3563 
 ทั้งหมด651839 

(C) Fliesenstadt
ผู้ที่กำลังใช้งาน
เรามี 104 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
เรื่องใหม่