มอเตอร์ไซค์ให้เปล่า ๑ เริ่มต้น

เรื่องราวเก่า ๆ ของชาวตลาดเจ็ดเสมียน

  ผมพักที่ห้องพักของบริษัทที่ผมทำงานอยู่ ภาพนี้เมื่อกว่า ๒๐ ปีมาแล้ว  

    ผมเข้าทำงานอยู่บริษัทค้าวัสดุก่อสร้างแห่งหนึ่ง แถวๆสามแยกสนามบินน้ำนนทบุรี โดยอาศัยอยู่ที่บ้านพักของบริษัทเลย หลังจากที่ระเหเร่ร่อนทำงานมาหลายๆที่ ทั้งต่างจังหวัดและในกรุงเทพฯ

    สุดท้ายจึงมาอยู่ที่บริษัทนี้และทำมาหลายปีแล้ว การมาทำงานของผมและภรรยานั้นสะดวกสบายมาก เพราะผมพักอาศัยบ้านของบริษัท  บ้านพักก็อยู่ภายในรั้วของบริษัทนั่นเอง ออกจากบ้านก็ถึงที่ทำงานเลยสะดวกที่สุด

  ผมทำงานมาหลายที่หลายแห่งแต่ยังไม่ยังมีบ้านของตัวเองอยู่หรอกครับ ก็พยายามเก็บๆเงินกันอยู่ ในใจนั้นอยากจะมีที่สักเล็กน้อย จะได้ปลูกบ้านหลังเล็กๆอยู่สักหนึ่งหลัง เพราะลูกๆของผม ๓ คนก็โตกันขึ้นมาทุกวันแล้ว

  ต่อมาอีกหลายปีผมก็พอจะมีเงิน ซื้อที่เล็กๆแปลงหนึ่งจำนวน ๘๒ ตารางวา แล้วปลูกบ้าน ๒ ชั้นเล็กๆหลังหนึ่งอยู่ที่ห้าแยกปากเกร็ด เลยไปทางเมืองทอง ๓  ไกลจากที่ทำงานประมาณ ๒ กิโลเมตร การเดินทางไปทำงานจึงลำบากจะต้องเดินออกจากซอยบ้าน ไปประมาณ ๕๐๐ เมตรจึงจะออกมาปากทาง แล้วก็ต้องแย่งกันขึ้นรถเมล์ประจำทาง ซึ่งวิ่งมาจากจังหวัดปทุมฯ อีก ดูมันลำบากพอดูเหมือนกัน

บ้านที่ปลูกนั้นเป็นบ้านสองชั้นเล็กๆที่ห้าแยกปากเกร็ด อยู่กันพร้อมกับลูกอีก ๓ คน

   ผมจึงปรึกษากับภรรยาของผมซึ่งทำงานอยู่ที่เดียวกันว่าเราควรจะซื้อรถมอเตอร์ไซค์สักคันหนึ่ง นั่งซ้อนท้ายกันไปทำงานเพื่อเป็นการสะดวกในการไปทำงานด้วย ภรรยาของผมก็เห็นดีด้วย

    ดังนั้นในเช้าวันอาทิตย์หลังจากที่ปรึกษากันไม่นาน ผมกับภรรยาก็นั่งรถเมล์ประจำทาง ไปยังร้านขายมอเตอร์ไซค์ถนนงามวงค์วาน ซึ่งอยู่ใกล้ๆกับธนาคารกรุงเทพ สาขาสามแยกแคลาย เราสองคนเดินเลือกโดยมีคนขายคอยอธิบายถึงข้อดีไม่มีข้อเสีย ของรถมอเตอร์ไซค์แต่ละรุ่น

   ในท้ายที่สุดผมและภรรยาตกลงเลือกเอาคันหนึ่ง คือรถยี่ห้อ ฮอนด้า รุ่น GL 100 สีแดง เป็นรถระบบเครื่องยนต์ 4 จังหวะ มีข้อดีคือกินน้ำมันเบ็นซินล้วนๆ ไม่ต้องผสมน้ำมัน ออโต้ลูฟ ลงไปอีก

   ผมจ่ายเงินสดไปเลยเป็นเงิน 7,500 บาท คนขายบอกว่า ป้ายทะเบียนรถจะรีบไปออกให้ ให้มารับทีหลัง (ในภายหลัง ป้ายทะบียนรถคันนี้คือ 5365 นนทบุรี) วันนั้นผมขับรถมอเตอร์ไซค์คันใหม่นี้ กลับบ้านด้วยความเบิกบานใจ

ผมกับภรรยาของผมก็จะนั่งรถมอเตอร์ไซค์ (จอดอยู่ข้างหลังผม) ไปทำงานด้วยกัน

ภรรยาของผมก็เตรียมพร้อมที่จะไปทำงานด้วยกัน เป็นอย่างนี้ทุกวันในตอนเช้า

   ต่อจากนั้นมาผมก็ขับรถคันนี้ของผม ไปทำงานโดยภรรยาของผมนั่งซ้อนท้ายไปด้วยทุกๆวัน เป็นการประหยัดเงินค่ารถเมล์ และประหยัดเวลาด้วย

   จากวันที่ผมได้มอเตอร์ไซค์มาขี่แล้วไม่นาน ทางร้านขายมอเตอร์ไซค์ก็โทรศัพท์เรียกผมให้ไปเอา ป้ายวงกลมและทะเบียนรถ จึงเป็นอันว่าเรื่องเอกสารก็เรียบร้อย รถฮอนด้า GL – 100 คันนี้ก็เป็นของผมโดยสมบูรณ์

   การขับขี่มอเตอร์ไซค์จากบ้านไปทำงานหรือขับขี่ไปตามท้องถนนต่างๆนั้น จำเป็นจะต้องมีใบอนุญาตในการขับขี่รถจักรยานยนต์ด้วย จริงๆแล้วผมก็มีใบอนุญาตขับรถยนต์อยู่แล้ว เป็นใบอนุญาตขับรถยนต์ตลอดชีพ ซึ่งทำไว้ตั้งแต่ปี ๒๕๑๙

     แต่จะเอาใบขับขี่รถยนต์ มาใช้ร่วมกันกับการขับมอเตอร์ไซค์นั้นไม่ได้ จะต้องเป็นของใครก็ของมันจึงจะถูกต้อง  ผมไม่ทราบว่าทำไมจึงต้องเป็นอย่างนี้ ทั้งๆที่คนขับก็คนๆเดียวกัน

ใบอนุญาติขับขี่รถจักรยานยนต์ ใบนี้เป็นใบแทน ใบจริงได้มาไม่นานก็หายไปจึงไปขอมาใหม่

    ดังนั้นผมจึงจำเป็นจะต้องเสียเวลา ตั้งครึ่งวันที่จะต้องไปทำใบขับขี่รถมอเตอร์ไซค์ ที่สำนักงานขนส่งจังหวัดนนทบุรี หลังจากที่ทำการสอบข้อเขียนเสร็จแล้ว ก็สอบขับขี่กันเลย จากนั้นก็ได้ใบขับขี่มา โดยความสามารถของตัวเอง

   ในวันนั้นก่อนที่ผมจะเข้าสอบ ก็มีคนมาติดต่อ (ที่เขาเรียกว่าเป็นพวกหน้าม้าซึ่งจะต้องรู้จักกันกับพนักงานในสำนักงานนั้นด้วย) จะทำใบขับขี่ให้โดยที่ไม่ต้องสอบ แต่เรียกเอาเงินผมตั้ง ๕๐๐ บาท ผมไม่เอาเพราะว่าผมไม่มีเงิน ติดตัวไปมากขนาดนั้น
 คิดไปอีกทีในวันนั้น ถ้าผมมีเงินเกิน ๕๐๐ บาท ก็ไม่แน่เหมือนกันที่จะต้องให้พวกนี้ทำให้

   มอเตอร์ไซค์ของผมคันนี้ใช้งานได้ดี ไม่มีเสียจุกจิกเพราะว่าเป็นรถเครื่องยนต์ ๔ จังหวะ จึงทรหดอดทน กินน้ำมันก็น้อยเพราะว่าเครื่องเล็กๆแค่ ๑๐๐ ซีซีเท่านั้น การดูแลก็ไม่มีอะไรมาก คอยแต่ดูน้ำมันเครื่องอย่าให้มันพร่อง และถ้าถึงเวลาเปลี่ยนก็ต้องเปลี่ยน

   คอยทำความสะอาดหัวเทียนบ่อยๆ หรือถ้าใช้มานานแล้วก็ต้องเปลี่ยนหัวเทียนบ้าง จำได้ว่าหัวเทียนหัวหนึ่งแค่ ๔๕ บาทเท่านั้นเอง ๑ หัวใช้ได้ตั้งนาน   เมื่อมีเวลาว่างๆในวันหยุดที่ไม่ได้ไปไหน ผมก็จูงมาล้างที่ก๊อกน้ำในบ้าน ให้ใหม่เอี่ยม เช็ดเสียเป็นมันวับ

  ดูๆแล้วทุกอย่างดีไปหมด ไปไหนก็รวดเร็วทันใจ แต่อะไรๆทุกอย่างในโลกนี้เมื่อมีดีแล้ว ก็ย่อมจะต้องมีข้อเสียบ้างไม่มากก็น้อย เช่นมอเตอร์ไซค์ของผมคันนี้ดีไปหมด อย่างที่ผมได้กล่าวมาแล้ว

  มองดูก็ไม่เห็นมีข้อเสียตรงไหน นานๆทีก็จะมีเพื่อนร่วมงานขอยืมเอาไปธุระเสียทีหนึ่ง ไม่นานก็เอามาคืน ก็ไม่เห็นเป็นข้อเสียตรงไหน แต่ถ้าคิดให้ดีแล้วขี่มอเตอร์ไซค์ก็มีข้อเสียที่บางทีก็ไม่ได้คิดครับ

  คนขับขี่รถมอเตอร์ไซค์ทุกคันมีอย่างหนึ่ง ที่ทุกคนที่เป็นคนขับมอเตอร์ไซค์มองข้ามไป นั่นก็คือการเกิดอุบัติเหตุ มอเตอร์ไซค์เป็นบ่อเกิดให้คนขับขี่ประสบกับอุบัติเหตุมากที่สุด มากกว่ารถยนต์หลายร้อยเท่า มากกว่าเครื่องบินโดยสารหลายพันเท่า

   การเกิดอุบัติเหตุของมอเตอร์ไซค์นั้น ไม่มีการยกเว้นใครเลยใครระวังหน่อยก็เกิดน้อยหน่อยใครเผลอไม่ระวังเลย ขับไปชนหมาเข้าก็เจ็บมากหน่อยและอาจจะถึงตายได้

   ดังนั้นตั้งแต่ผมซื้อรถมาแล้ว แม้ว่าในสมัยนั้นไม่ได้มีกฎหมาย บังคับต้องให้สวมหมวกนิรภัย (หรือหมวกกันน๊อค) แต่เพื่อความปลอดภัยของผมเอง ผมก็ซื้อหมวกนิรภัยมา ๑ ใบ สีส้มเสียด้วย ที่ผมเลือกเอาสีสดๆนั้นก็เพื่อจะให้รถยนต์ที่ขับตามมาเห็นผมชัดๆหน่อย จะได้ไม่เผลอมาชนท้ายผมได้

   ตั้งแต่ผมมีรถเองแล้วเวลาที่ผมต้องไปธุระ หรือทำงานของบริษัทนอกสถานที่ๆไม่ไกลมากนักและไม่ได้เข้ากรุงเทพฯ เช่น ไปที่ศาลากลางจังหวัดนนท์เกี่ยวกับงานของบริษัท หรือไปวางบิลรับเช็คของลูกค้าในย่านนั้นผมก็ขับรถของผมไปเอง (เดิมใช้รถของบริษัท)

   ผมไม่อยากใช้รถ (มอเตอร์ไซค์) ของบริษัท เพราะผมเห็นว่าเป็นเรื่องจุกจิก ต้องมีการลงเวลาเข้าเวลาออก และบางทีเมื่อเราต้องการเติมน้ำมันด้วย กว่าจะได้ใบเบิกน้ำมันคนคุมสโตร์มันโยกโย้อยู่นั่นแหละ

  ดังนั้นเมื่อผมมีรถเองแล้วผมก็ไม่ได้ใช้รถของบริษัทอีกเลย (เช่นเดียวกับพนักงานหลายๆคนของที่นี่) เพื่อเป็นการตัดปัญหาทุกอย่าง สบายใจดี

  วันหนึ่งในตอนเช้าผมจะต้องไปแจ้งเรื่องนำไม้จากภาคเหนือ เข้ามาขายที่บริษัทในการแจ้งนี้เราจะต้องถือใบเบิกทาง ที่เป็นเอกสารควบคุมไม้ไปแจ้งพนักงานป่าไม้จังหวัด ซึ่งมีที่ทำการอยู่ภายในศาลากลาง (ในสมัยนั้นหัวหน้าป่าไม้จังหวัดนนทบุรี คือคุณกุหลาบ เชาว์ปรีชา) แล้วพนักงานนั้นก็จะนำใบเบิกทางไม้รถนี้ไปลงบัญชี แล้วประทับตราให้เราก็เป็นอันเสร็จพิธีในการนำไม้เข้าบริษัท

  เมื่อผมจะออกรถไปนั้น ภรรยาของผู้จัดการใหญ่ ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลพนักงานทั้งหมดในบริษัทเห็นผมเข้า ก็ตะโกนเรียกผมให้หยุดก่อนอย่าเพิ่งไป แล้วบอกผมว่า ไหนๆจะไปตลาดแล้ว (ศาลากลางจังหวัดนนทบุรีหลังเก่าอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา และอยู่ใกล้ตลาด) ขอฝากซื้อของสักสองสามอย่าง และบอกผมอีกว่าฉันไม่ได้รีบร้อนอะไร กลับมาตอนไหนก็ค่อยเอามาให้ก็แล้วกัน

  ของที่ฝากผมซื้อนั้นที่จำได้ก็มี ขนมกุ้ยช่ายของยุพาเจ้าเก่า ๑๐ บาท ขนมปังที่สำหรับเอาไปปิ้ง ๑ แถว แล้วก็น้ำหวาน เฮลล์บลูบอย สีแดงหนึ่งขวด แกเน้นให้เอาสีแดงด้วยสีเขียวหรือสีอื่นไม่เอาเพราะไม่ชอบ พร้อมกับควักแบ๊งค์ร้อยให้ผม ผมก็รับคำจะซื้อให้ และจะนำมาให้เมื่อผมกลับมาแล้ว.... 

  ผมออกรถจากบริษัท วิ่งผ่านสามแยกสนามบินน้ำไปเรื่อยๆ ผ่านแยกแคลายในขณะนั้นกำลังตัดถนนรัตนาธิเบศร์ กำลังรื้อเรือนแถวบ้านพักของพยาบาลโรงพยาบาลโรคปอด (โรคทรวงอก) เพราะว่าอยู่ตรงที่เขาจะตัดถนนพอดี

  ผมขับไปเรื่อยๆมองทิวทัศน์ สองข้างทางอย่างสบายอารมณ์ ผ่านโรงพยาบาลบำราศนราดูร แล้วสักครู่ก็ผ่านโรงพยาบาลศรีธัญญา ซึ่งเป็นโรงพยาบาลรับเฉพาะคนเป็นโรคจิตเท่านั้น

   ประเดี๋ยวเดียวก็ถึงทางข้างหน้าซึ่งเป็นสามแยก ตรงสามแยกนี้เขาเรียกว่าสามแยกนนท์ เลี้ยวซ้ายก็จะไปสามแยกวงค์สว่าง แล้วก็เลยไปเตาปูน แต่ถ้าเลี้ยวขวาก็จะเข้าตลาดเมืองนนทบุรี

  ตรงสามแยกนี้จะมีร้านขายหินทราย เสาปูนคอนกรีต ถังส้วม และขายปูนซิเมนต์ด้วย ร้านนี้มีชื่อว่า “ไท้เส็ง”เป็นลูกค้าเก่าแก่ของบริษัทที่ผมทำงานอยู่ ผมจึงรู้จักกับตัวเถ้าแก่ดี

  ผมยังไม่ได้บอกไปว่าบริษัทที่ผมทำงานอยู่นี้ เป็นตัวแทนจำหน่ายของบริษัทปูนซิเมนต์ใหญ่แห่งหนึ่ง ดังนั้นร้านค้าย่อยต่างๆในเขตนนทบุรีนี้ ก็ต้องมาซื้อสินค้าต่างๆไปจำหน่ายอีกทีหนึ่ง ตัวผมเองจึงรู้จักกับบรรดาร้านค้าย่อยๆนี้เป็นอย่างดีทุกๆร้านที่เป็นลูกค้า

   ไม่นานผมก็เข้าเขตตลาดนนทบุรี แล้วมุ่งตรงไปยังศาลากลางเพื่อทำธุระให้เสร็จเสียก่อน แล้วจึงจะไปซื้อของ ที่ภรรยาของผู้จัดการใหญ่ฝากซื้อมา ผมขึ้นไปแจ้งนำไม้เข้าที่ป่าไม้เขตนนทบุรีซึ่งอยู่ที่ชั้น ๒ ของศาลากลางจังหวัด

   พนักงานป่าไม้สอบถามผมว่ามาทำอะไร ผมก็ยื่นใบเบิกทางให้เขาเอาไปลงบัญชีไว้ และก็เสียค่าธรรมเนียมไปตามระเบียบ เรียบร้อยแล้วเสร็จแล้วก็ออกจากศาลากลาง จะเข้าตลาดซื้อของที่ต้องการ

  ผมคิดว่าไหนๆมาถึงนี่แล้ว ก่อนเข้าไปในตลาด ผมแวะซื้อข้าวหมูแดงเจ้าอร่อยไม่มีชื่อร้าน ผมเรียกติดปากว่าร้านตาอ้วน ที่ร้านอยู่หลังธนาคารออมสินสาขานนทบุรี จะไปกินกับภรรยาเป็นอาหารมื้อเที่ยงด้วย

  เมื่อลงจากศาลากลางผมจึงตัดสนามของศาลากลางออกทางโรงเรียนอนุบาลนนทบุรี (โรงเรียนอนุบาลดอกบัว ซึ่งลูกชายของผมตอนเป็นเด็กๆก็เรียนที่โรงเรียนนี้ทั้ง๒ คน)

   ประเดี๋ยวเดียวก็ถึงร้านข้าวหมูแดงที่ผม เคยกินเป็นประจำเมื่อตอนที่บริษัทยังอยู่ที่ ตรงข้ามโรงหนังศรีพรสวรรค์ ยังไม่ได้ย้ายสำนักงานใหญ่ไปอยู่ที่แยกสนามบินน้ำ ต่อมาผมชื้อของที่ต้องการทั้งหมดเรียบร้อยแล้วก็มุ่งกลับบริษัททันที
   ขณะนั้นเกือบ ๔ โมงเข้าแล้วปกติผมขับรถไม่เร็ว ทุกครั้งที่ผมมาธุระที่ในตัวจังหวัดผมจะขับกินลมชมวิวของผมทุกครั้ง แต่ครั้งนี้ผมเห็นว่าผมมานานเกินไปแล้ว จึงอยากจะกลับบริษัทให้เร็วที่สุด เที่ยวนี้จึงเร่งความเร็วขึ้นกว่าปกติอีกมาก

  ไม่นานนักก็ถึงสามแยกนนท์ ผมจะต้องเลี้ยวซ้ายเพื่อไปยังสามแยกสนามบินน้ำ ผมเข้าโค้งเมื่อถึงสามแยกนั้นโดยไม่ได้ผ่อนความเร็ว เพราะว่าโค้งนี้ผมก็เคยเข้าลักษณะนี้มาหลายครั้งแล้ว

  ในขณะที่เข้าโค้งล้อหน้าก็ลื่นไถล ผมตกใจบังคับอย่างไรก็ไม่อยู่ ทำให้รถล้มฟาดลงไปและลื่นไถลไปอีกไกล  รถที่วิ่งตามหลังและรถที่กำลังจะสวนมา เบรกกันเอี๊ยดอ๊าดลั่นไปหมด รถเมล์สายนนทบุรี –เตาปูน เบรกเอี๊ยดทันทีคนโดยสารแห่กันลงมาดูผม ซึ่งเมื่อรถล้มแล้วผมก็กระเด็นห่างจากรถมอเตอร์ไซค์ของผมออกไปหลายเมตร เกือบออกไปกลางถนน..

เขียนโดย ปฏิพัทธ์ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๕๓

              อ่านมอเตอร์ไซค์ให้เปล่า ๒    คลิ๊กที่นี่

จำนวนผู้เข้าชม: 2444
ความเห็น (0)Add Comment

เขียนแสดงความเห็น
อนุญาติให้เฉพาะสมาชิกเท่านั้นที่สามารถเขียนแสดงความเห็นได้ โปรด Login หรือ ลงทะเบียน

busy
 
คุณ ๆ ที่แวะเข้ามาชมเวบเจ็ดเสมียน มีอายุเท่าไรกันบ้างครับ
 
เวบเพื่อนบ้าน
เรารักสุพรรณฯ
จำนวนผู้เยี่ยมชม
 วันนี้167 
 เมื่อวานนี้162 
 สัปดาห์นี้329 
 เดือนนี้4097 
 ทั้งหมด652373 

(C) Fliesenstadt
ผู้ที่กำลังใช้งาน
เรามี 105 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
เรื่องใหม่