ร้อยตรีอุทัย ๕ ไม่สมหวังดังตั้งใจ

เรื่องราวเก่า ๆ ของชาวตลาดเจ็ดเสมียน

เมื่อไม่นานมานี้ผู้เขียนและน้องได้พากันไปเยี่ยมน้าทัย (เสื้อแดง)และน้านิด ภรรยาของน้าทัย(ที่ ๒ จากซ้าย) ที่บ้านพักราชบุรี   

  ในขณะที่เรามารอผ่านประตูน้ำนี้นั้น มีเรือต่างๆทั้งใหญ่และเล็ก เรือขายของเล็กๆน้อยๆจนถึงขนส่งสินค้าลำใหญ่ๆ จอดรอที่จะผ่านประตูน้ำตามริมตลิ่งกันเป็นแถวยาวยืด

    ยายบอกว่า “เรือที่รอจะผ่านประตูน้ำเหล่านี้ จะต้องทยอยผ่านประตูน้ำไปทีละลำ คงต้องใช้เวลานานมาก จึงจะผ่านกันหมด ” น้าทัยชวนผมขึ้นไปเดินเล่นกันริมตลิ่งซึ่งมีร้านค้าอยู่หลายร้าน  ที่เหนือประตูน้ำนี้เป็นที่จอดเรือจึงเป็นชุมชนคนพลุกพล่านพอสมควรเดินดูนั่นดูนี่ไม่นานนักก็กลับไปที่เรือ

น้านิดภรรยาของน้าทัย (คนที่ ๓ จากซ้าย) มาในงานแต่งงานของผู้เขียนเมื่อเดือนมีนาคม ๒๕๑๐ พาลูกสาวคือคุณกุ้งมาด้วย 

  คืนนั้นยายบอกผมกับน้าทัยให้นอนกันไปก่อน เพราะว่ากว่าน้ำจะขึ้นและเรือผ่านไปได้คงจะเป็นตอนตี ๓ ซึ่งก็ดึกมาก น้าทัยกางมุ้งที่ติดเอามาด้วย เพราะยายบอกว่า "เส้นทางในลำคลองนี้ยุงชุมมาก ระวังอย่าให้มันกัดเอาได้ก็แล้วกัน"

   น้าทัยกางมุ้งเสร็จแล้ว ผมก็มุดที่ตีนมุ้งตามน้าทัยเข้าไปนอน นอนในเรือก็แปลกดี เรือโคลงบ้างในตอนที่เรือถูกคลื่นของเรือที่วิ่งผ่าน มันโยกเยกเพราะว่าเรือของเราเป็นเรือลำไม่ใหญ่นัก ก่อนที่ผมจะหลับไปนั้นได้ยินตากับยายคุยกันเบาๆเป็นภาษามอญ ซึ่งผมฟังไม่ออก อยู่ทางท้ายเรือ แล้วผมก็หลับไป

   ตอนดึกคืนนั้นผมต้องตกใจตื่น เห็นน้าทัยลุกขึ้นอยู่ก่อนแล้ว เสียงพูดคุยกันเสียงตะโกนโหวกเหวกดังลั่น ผมมีความรู้สึกว่า เรือของเราเคลื่อนที่ ผมคลานออกมาจากมุ้ง จึงได้เห็นถนัด ตากับยายกำลังใช้พายอันสั้น ช่วยกันคัดน้ำที่หัวเรือให้เรือของเรา ถอยออกจากที่จอดอยู่เมื่อวานนี้ และเบนหัวไปทางประตูน้ำ

   เสียงตะโกนกันลั่นนั้นเป็นเสียงของพวกชาวเรือ ที่มาจอดเรือรอที่นี่นั่นเอง ตะโกนปลุกกันให้รีบเลื่อนเรือไปเข้าคิว เพื่อจะได้เข้าไปผ่านประตูน้ำก่อนใครๆ ธรรมชาติของมนุษย์เราก็เป็นอย่างนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใหญ่หรือเรื่องน้อย ก็จะมีการชิงดีชิงเด่นกัน เอารัดเอาเปรียบกันวันยังค่ำ

   เป็นเวลานานกว่าชั่วโมงที่เรือของเราจะผ่านประตูน้ำไปได้ ผมมองเห็นช่องทางที่ให้เรือผ่านประตูน้ำนั้น เป็นช่องไม่ใหญ่มากนัก เรือจะผ่านไปได้เพียงครั้งละ ๑ ลำเท่านั้น ตรงประตูน้ำเปิดไฟฟ้าสว่าง แต่พวกชาวเรือก็ต้องส่องไฟฉายช่วยดูในขณะเรือผ่านด้วย มองเห็นแสงไฟฉายว๊อบแว๊บๆ อยู่ในเรือเกือบทุกลำ

   เรือของเราผ่านมาได้แล้ว เกือบๆตี ๔  ยายถามตาว่า “เราจะไปกันเลยหรือว่ารอให้สว่างเสียก่อน” ได้ยินตาตอบว่า “ไปกันเลยจะดีกว่า เพราะว่าระยะทางยังอยู่อีกไกล”ยายจึงบอกผมกับน้าทัยให้เข้าไปนอนในมุ้งก่อน นั่งข้างนอกไม่ดีแน่ ยุงมันชุมเป็นฝูงผึ้ง แล้วก็ไม่ได้พูดอะไรอีก จัดแจงเอาแจวสำหรับแจวเรือมาสอดเข้าไปในเชือกควั่น ที่หัวหลักแจว เมื่อได้ที่แล้วก็เริ่มพุ้ยน้ำไปทันที

   บรรยากาศตอนตี ๔ กว่าๆจะถึงตี ๕ นั้นก็ใกล้จะสว่างแล้ว หน้าร้อนอย่างนี้จะสว่างเร็วและพอตกตอนเย็นๆก็จะมืดช้าเป็นธรรมชาติ  ในตอนนี้เริ่มจะมีเรือแจวเรือพายผ่านไปมากันบ้างแล้ว เพราะว่ายังอยู่ในเขตประตูน้ำ และเป็นที่ชุมชน ผมกับน้าทัยมุดเข้าไปในมุ้งแต่ไม่ได้ล้มตัวลงนอนกันหรอก ยังตื่นเต้นกับธรรมชาติรอบๆด้านที่ผ่านไป จึงนั่งกันอยู่ในมุ้ง

   การเดินทางระยะนี้ก็เหมือนกับที่ เราออกเดินทางในตอนแรกคือ แจวไปพอเหนื่อยแล้วก็หยุดเข้าริมตลิ่ง พักกินน้ำกินท่าเสียก่อนแล้วก็ออกเรือไปต่อโดยที่เราออกจากประตูน้ำแล้วก็ไม่ได้หยุดพักรอให้สว่างเสียก่อน จึงเดินทางเข้าไปในเขตอำเภอบ้านแหลมเร็วกว่าที่คิดไว้ เรือในลำคลองเริ่มมากขึ้น

เข้าใกล้เขตอำเภอบ้านแหลมแล้ว มีบ้านเรือนปลูกตามริมน้ำกันมากขึ้น

(ภาพจากthanatthicharesort.com)

   ตาและยายชะลอเรือเข้าเทียบบันใดทอดลงน้ำ ที่บ้านหลังหนึ่งซึ่งดูคล้ายกับปลูกครึ่งบกครึ่งน้ำ คือที่ชานบ้านนั้นปลูกอยู่ในน้ำส่วนตัวบ้านครึ่งหนึ่งอยู่ที่ริมตลิ่ง ยายบอกว่า”เมื่อมาธุระที่บ้านแหลมนี้ก็จะมาหาญาติที่บ้านหลังนี้ และอาศัยค้างคืนที่นี่ด้วย คืนนี้เราก็จะค้างกันที่นี่แหละ “ น้าทัยบอกว่า “เจ้าของบ้านหลังนี้ เป็นลูกพี่ลูกน้องกับยาย มาแต่งงานกับคนที่ตลาดบ้านแหลมนี้ ก็เลยมาอยู่ที่นี่ตลอดมา”

    เรือจอดเทียบท่ากะไดบ้านแล้ว น้าทัยกระโดดจากเรือคว้าเชือกขึ้นไปผูกไว้ที่หัวกระได เสียงข้างเรือเบียดกับกระไดที่จอดเทียบข้างดัง ออดแอด ตอนที่เรือโคลงเครงเมื่อโดนคลื่นจากเรือลำอื่นที่ผ่านไปมา

   ยายตะโกนเรียกคนที่อยู่ในบ้าน “เชื้อ เชื้อ เชื้อโว้ย กูมา” เสียงยายเรียกยังไม่ทันขาดคำ ก็มีผู้หญิงอายุประมาณยายของผม โผล่ออกมาจากในบ้าน ผมเห็นน้าทัยยกมือไหว้และพูดว่า “สวัสดีครับ น้าเชื้อ”

  ทำให้ผมรู้ว่าคนนี้ก็คือลูกพี่ลูกน้องกับยายที่ชื่อเชื้อที่เป็นเจ้าของบ้านนั่นเอง ผมจึงยกมือไหว้ ได้ยินยายเชื้อ พูดว่า “ไหว้พระเถอะลูก ” พลางมองไปทางยายผมแล้วถามว่า “เด็กคนนี้เป็นใครกันล่ะ ” “ลูกอีหละมัน (แม่ผมชื่อสละ) ไอ้ทัยมันมาคัดเลือกทหาร มันขอตามมาเที่ยวด้วย”

นางสละ สุวรรณมัจฉา แม่ของผู้เขียน

  จากนั้นพวกเราก็เข้าไปในตัวบ้าน ผู้ใหญ่เขานั่งคุยกัน ผมกับน้าทัยมาเดินดูรอบๆ ทางด้านที่ตรงกันข้ามกับลำคลอง ก็คือทางหน้าบ้านมีถนนไม่กว้างมากนักผ่านหน้าบ้านไป และผ่านหน้าบ้านทุกๆหลังที่ปลูกบ้านอยู่ริมคลอง ในบริเวณนี้มีบ้านปลูกกันอยู่หนาแน่นพอสมควร เพราะอยู่ใกล้ตัวอำเภอแล้ว

  เย็นแล้วยายเรียกผมกับน้าทัยให้เข้าบ้านไปกินข้าวกัน ในขณะที่ผมสองคนยืนมองดูเรือวิ่งผ่านไปมาที่ระเบียงหลังบ้าน เป็นบรรยากาศที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อนจึงยืนดูได้นานไม่เบื่อ ที่เจ็ดเสมียนนั้นจะเห็นเรือก็จะมีแต่เรือนัด มาจอดริมๆตลิ่ง และนานๆทีก็จะมีเรือพ่วงลากกันผ่านไป ไม่เหมือนที่นี่จะมีเรือมากกว่าเพราะว่าเขาใช้ทางน้ำเป็นสำคัญ

  กับข้าวมื้อนั้นก็มีแกงเผ็ดแกงจืดน้ำพริกผักจิ้ม เหมือนทั่วไป ซึ่งเป็นอาหารหลักเหมือนๆกันแทบทุกบ้าน แต่ก็มีอาหารบางอย่างที่ผมไม่ค่อยได้กิน กับข้าวมื้อนั้นมีปลาหมึกซึ่งมีหนวดที่ยาวมากซึ่งในเวลานั้น ผมไม่เคยเห็นปลาหมึกอย่างนี้มาก่อน

  เมื่อเขาจับมันได้แล้วเขาคงเอามาทำ แล้วก็เอาหนวดมันซึ่งยาวมากนั้นมาพันรอบๆตัวมัน ให้เป็นลักษณะเป็นแผ่น เสร็จแล้วเขาคงเอาไปตากแดด เมื่อแห้งแล้วมันก็จะเป็นลักษณะแผ่นกลมๆ เวลาจะมาทำอาหารกิน เช่นนำมาทอด ไม่ทราบว่าเขาจะหั่นเป็นแผ่นเล็กๆก่อน หรือทอดแล้วค่อยเอามาหั่นผมก็ไม่ทราบ

  ในวันนั้นผมได้กินที่เขาทอดมาแล้ว มันช่างแข็งและเหนียวอย่างบอกไม่ถูก คิดว่าถ้าคนที่ฟันไม่ดีคงจะเคี้ยวไม่เข้า ผมว่าต้องกินไม่ได้เป็นแน่นอน นี่ยังดีที่ผมยังเด็กอยู่เรื่องฟันไม่มีปัญหา ปลาหมึกหนวดยาวชนิดนี้ถ้ากินแบบทอดที่ผมกำลังกินอยู่นี้

  เมื่อเราเอาเข้าปากและเริ่มเคี้ยวในตอนแรก มันจะแข็งและเหนียวอย่างที่ผมบอกมาแล้ว เราต้องเคี้ยวไปเรื่อยๆครับ สักประเดี๋ยวก็จะอร่อยมากมันจะแหลกไปเอง นี่คือครั้งแรกของผมที่ผมได้กินปลาหมึกชนิดนี้ และเป็นที่จดจำมาจนทุกวันนี้

  รุ่งเช้าของวันใหม่วันนี้แหละที่เป็นวันที่น้าทัย จะเข้าเกณฑ์ทหารพร้อมกับผู้ชายอีกหลายร้อยคนที่อยู่ในเขตอำเภอบ้านแหลม ตาและยายตื่นแต่เช้า ผมกับน้าทัยก็ตื่นกันแต่เช้าเหมือนกัน เข้าห้องน้ำห้องส้วมอาบน้ำกันเรียบร้อยแล้ว ก็นั่งรอตากับยายเมื่อแต่งตัวกันเรียบร้อยแล้ว ก็มานั่งกินข้าวเช้ากันอีก ๑ มื้อ

   ยายพูดกับยายเชื้อว่า “เดี๋ยวกูพาไอ้ทัยไปคัดทหารที่อำเภอจะเอาเรือจอดไว้ที่นี่ก่อน คิดว่าคงเสร็จก่อนเที่ยง แล้วกูก็จะกลับเลยนะ มึงจะไปธุระอะไรที่ไหนของมึง ก็ไปเลยไม่ต้องเป็นห่วง  ”

   ตายายน้าทัยและผม เดินออกทางหน้าบ้าน ประมาณครึ่งชั่วโมงก็มาถึงที่ว่าการอำเภอบ้านแหลม ก่อนถึงกำหนดที่นัดหมายเล็กน้อย  (ปัจจุบันนี้ได้ย้ายที่ว่าการอำเภอหลังเก่าที่กำลังกล่าวถึงนี้ มาปลูกสร้างใหม่ที่ริมถนนสายเพชรบุรี - บ้านแหลม กิโลเมตรที่ ๑๑ กระทำพิธีเปิดเมื่อวันที่  ๓๑   ธันวาคม  ๒๕๑๓ )

  ได้ยินเสียงกรรมการที่เป็นผู้คัดเลือกทหารในครั้งนี้ ประกาศทางเครื่องขยายเสียงให้ผู้ที่จะมาคัดเลือกทหารในปีนี้ มารวมตัวกันที่โรงหลังคาสังกะสีสูงๆโล่งๆ ที่อยู่ใกล้ๆกับตัวอำเภอ แล้วจะทำการเรียกชื่อต่อไป

  ยายบอกน้าทัยว่า “มึงเอาหนังสือหมายเกณฑ์ที่เขาส่งไปให้ ถือเข้าไปยื่นให้เขาเสียก่อน เป็นการยืนตัวว่าเราได้มาแล้ว และมึงอยากจะสมัครเป็นทหาร ก็บอกเขาไปเลย ” 

  น้าทัยเดินเข้าไปสักครู่หนึ่ง ก็เดินออกมาหาที่พวกเรายืนอยู่แล้วบอกว่า “ตอนนี้เขาไม่รับสมัครแล้ว เขาให้รอจับใบดำใบแดงเลย ” ผมเห็นน้าทัยทำหน้าผิดหวัง เพราะว่าในการมาเกณฑ์ทหารในครั้งนี้ แกได้ตั้งความหวังว่าจะต้องเป็นทหารให้ได้ แม้จะเป็นแค่พลทหารก็ยังดี น้าทัยพูดขึ้นมาเบาๆว่า  “ก็ลองจับใบดำใบแดงดู ก็แล้วแต่โชควาสนาก็แล้วกัน”

  ว่าแล้วน้าทัยก็เดินเข้าไปรวมกลุ่ม กับพวกที่มาเกณฑ์ทหารด้วยกัน การจับฉลากได้เริ่มขึ้นแล้ว กรรมการก็เรียกตามรายชื่อเรียงตามตำบลๆไป ซึ่งตำบลหนึ่งๆก็มีชายที่ถึงเกณฑ์มากบ้างน้อยบ้าง

  บางตำบลก็มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้น ในปีนั้นทางการคงจะรับทหารเกณฑ์น้อย เพียงแค่จับใบดำแดง คนก็คงจะได้ครบตามจำนวนแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องรับสมัครอีก

  เสียงเฮกันลั่นทุกครั้งที่ผู้ที่ล้วงจับฉลาก แล้วส่งให้กับกรรมการเมื่อกรรมการหยิบขึ้นมาอ่าน ถ้าได้ใบดำเขาก็จะขานขึ้นว่า ใบดำ ชายผู้ที่ล้วงฉลากนั้นก็กระโดดจนตัวลอยด้วยความดีใจ แล้วยกกำปั้นชูหรา ญาติพี่น้องก็กระโดดโลดเต้นกันด้วยความดีใจ

   กรรมการจะจดเอาไว้ในรายชื่อว่า นายคนนั้นจับได้ใบดำ แล้วก็จะออกใบให้เป็นทหารกองหนุนในภายหลัง ส่วนคนที่จับได้ใบแดงนั้น กรรมการซึ่งเป็นนายสิบทหารมาจากแผนกสัสดีจังหวัด ก็จะชูฉลากใบนั้นขึ้นมาชู แล้วก็จะบอกว่า ใบแดง ท.บ. หรือ ทร. (หมายความว่า ต้องไปเป็นทหารของกองทัพบก หรือ ทร.ก็ไปเป็นทหารของกองทัพเรือ )

  และจะบอกต่อว่าผลัดที่เท่าไร เช่นผลัดที่ ๑ ก็อาจจะต้องเข้ากรมกองกันในวันนั้นเลย หรือผลัดที่ ๒ ก็อาจจะอีกสัก ๖ เดือน ให้กลับไปอยู่กับลูกกับเมียก่อน และให้เตรียมตัวไว้เมื่อถึงวันนั้น เขาก็จะนัดมารวมตัวกันที่อำเภอนี้อีกครั้งหนึ่ง

 [หมายเหตุของผู้เขียน การเกณฑ์ทหารนี้ได้เล่าจากที่เห็นเหตุการณ์จริงในสมัยเมื่อเกือบ ๖๐ ปีมาแล้ว อาจจะไม่เหมือนในปัจจุบันนี้ก็ได้ เพราะผู้เขียนไม่เคยไปยืนดูเขาเลือกทหารกัน ที่อำเภอมานานหลายสิบปีแล้ว ]

     สำหรับผู้ที่ถูกใบแดงนั้น ลูกเมียและญาติพี่น้องที่มาให้กำลังใจด้วยนั้นต่างหน้าเศร้าสลด โดยเฉพาะเมียของเขาร้องไห้โฮขึ้นมา ทำให้ญาติพี่น้องที่มาด้วยกันนั้นต้องมาคอยปลอบโยนกันยกใหญ่

   ยิ่งยืนดูนานๆก็ยิ่งมีแปลกๆขึ้นเรื่อย ที่เป็นกระเทยก็มาคัดเลือกด้วยเพราะว่าได้รับหมายเกณฑ์ของทางราชการ เมื่อได้รับเรียกชื่อแล้ว ก็ลุกขึ้นเดินทำท่ากระตุ้งกระติ้ง แต่งกายเสียสวยพริ้งเดินผ่านพวกที่นั่งกับพื้นรอคัดเลือกเข้ามา เรียกเสียงหัวเราะกัน กิ๊กก๊ก เสียงฮากันลั่นสนั่นหวั่นไหว

  เวลาผ่านไปกรรมการจึงได้เรียกชื่อนายอุทัย สนกระแสร์  ผมบอกยายกับตาที่ยืนอยู่ด้วยกันนอกโรงที่เขาคัดเลือก “ได้ยินเขาเรียกชื่อน้าทัยแล้วนะ” ผมบอกพลางมองดูน้าทัย ว่านั่งอยู่ตรงไหน

   สักครู่หนึ่งเห็นน้าทัยลุกขึ้นยืน อยู่ข้างในกลางๆผู้ที่นั่งกับพื้นปูนนั่นเอง น้าทัยลุกขึ้นแล้วก็ขอทางเดินออกมาข้างหน้า ตรงที่กรรมการคัดเลือกรออยู่ เช็คชื่อตำหนิรูปพรรณกันเรียบร้อยแล้ว ก็ให้น้าทัยล้วงจับฉลากขึ้นมา

  ผมคิดว่าน้าทัยคงจะภาวนาให้ล้วง ได้ใบแดงขึ้นมาแล้วก็จะได้เป็นทหารสมใจ เมื่อล้วงขึ้นมาแล้วก็ส่งฉลากให้กับกรรมการ กรรมการหยิบมาอ่านว่า “ใบดำ” เสียงเฮ ฮา กันลั่นจากผู้ที่เชียร์อยู่ข้างล่าง ผมมองดูน้าทัยเห็นว่าน้าทัยทำท่าผิดหวังอีกครั้งหนึ่ง กรรมการก็จดบันทึกลงไปในใบรายชื่อว่าใบดำ แล้วก็ให้น้าทัยกลับออกไปได้

  น้าทัยเดินออกมาหาพวกผมที่ยืนดูอยู่ภายนอกเมื่อมาถึงพูดว่า “ดวงไม่ดีเลย ไม่ได้เป็นทหารกับเขาแน่ในชาตินี้”

แม้จะเป็นพลทหารเกณฑ์แบบนี้ เขาก็ไม่ยอมให้น้าทัยเป็น

  บ่ายวันนั้นตายายน้าทัยและผมก็ออกเรือจากบ้านยายเชื้อ หลังจากล่ำลากันเรียบร้อยแล้ว ยายเชื้อผู้ที่เป็นญาติกับยายนั้นยังได้ให้ของเค็มมากินอีกมากมาย โดยเฉพาะได้ให้ปลาหมึกหนวดยาว ที่ขดเป็นแผ่นกลมๆและตากแห้งมาด้วย

  การเดินทางกลับบ้านบางตะบูน ในคราวนั้นของผมและน้าทัย ก็เหมือนกับเมื่อขาไป มีการไปนอนรอเวลาเปิดของประตูน้ำเหมือนกัน จนกระทั่งในตอนเย็นของวันรุ่งขึ้นจึงถึงบ้านที่บางตะบูน น้าทัยค้างคืนที่บ้านยายอีกคืนหนึ่ง รุ่งเช้าจึงนั่งเรือลำเล็กของยายซึ่งยายเป็นคนพายไปส่งที่ใกล้สถานีรถไฟ บางเค็ม และกลับบ้านโดยสวัสดิภาพ

  น้าทัยกลับไปเจ็ดเสมียนพร้อมๆกับผมด้วย โดยที่ไม่ค่อยร่าเริงเท่าไรนัก ความหวังที่จะเป็นทหารในครั้งนี้สูญหายไป น้าทัยพูดว่า “คงต้องบอกเตี่ย (นายหิรัญบิดาผู้เขียน) ให้ส่งน้าเรียนต่ออีกสักสองปีก็จบ ม. ๖ แล้ว ค่อยคิดทำอย่างอื่นต่อไป ”

  สิ่งที่ผมได้มาจากการที่ไปบ้านยาย และเดินทางไปอำเภอบ้านแหลมในครั้งนี้ ผมได้รู้ได้เห็นอะไรมากขึ้น มีสิ่งหนึ่งที่ผมได้ติดตัวผมมาจนทุกวันนี้ก็คือ ที่หัวเข่าข้างขวายังมีแผลเป็นวงใหญ่ติดอยู่ เนื่องจากเมื่ออยู่ในเรือที่ไปอำเภอบ้านแหลมนั้น ถูกยุงกัดที่ตรงหัวเข่านี้

   ต่อมาก็บวมแดงขึ้นเนื่องจากการที่ผมแพ้ยุง คันมากเกามากก็เลยอักเสบเป็นหนองขึ้นมา ยายให้ยาหม่องมาทาก็ไม่ยุบ จนกระทั่งกลับมาที่เจ็ดเสมียน ตรงหัวเข่าก็เลยกลายเป็นแผล เน่าเฟะรักษาอยู่เป็นเวลานานจึงกลายมาเป็น แผลเป็นติดตัวมาจนทุกวันนี้..!

เขียนโดย นายแก้ว ๑ สิงหาคม ๒๕๕๓

จำนวนผู้เข้าชม: 1328
ความเห็น (0)Add Comment

เขียนแสดงความเห็น
อนุญาติให้เฉพาะสมาชิกเท่านั้นที่สามารถเขียนแสดงความเห็นได้ โปรด Login หรือ ลงทะเบียน

busy
 
คุณ ๆ ที่แวะเข้ามาชมเวบเจ็ดเสมียน มีอายุเท่าไรกันบ้างครับ
 
เวบเพื่อนบ้าน
เรารักสุพรรณฯ
จำนวนผู้เยี่ยมชม
 วันนี้146 
 เมื่อวานนี้142 
 สัปดาห์นี้1059 
 เดือนนี้3563 
 ทั้งหมด651839 

(C) Fliesenstadt
ผู้ที่กำลังใช้งาน
เรามี 84 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
เรื่องใหม่