คนตลาดเจ็ดเสมียนชื่อเซี้ยม ๒

เรื่องราวเก่า ๆ ของชาวตลาดเจ็ดเสมียน

  บ้านริมน้ำที่ตลาดเจ็ดเสมียนในปัจจุบันนี้ ถัดจากบ้านนี้ไปก็จะเป็นแม่น้ำแม่กลอง คนเจ็ดเสมียนจึงเรียกว่าบ้านริมน้ำ 

                  ย้อนหลังไปเมื่อกว่า ๕๐ ปีมาแล้ว ตลาดเจ็ดเสมียนซึ่งตั้งอยู่ริมแม่น้ำแม่กลอง ที่มีเพียงสองแถวนั้นคึกคักไปด้วยผู้คน ยิ่งวันที่มีการติดตลาดนัด คือวัน ๓ ค่ำ ๘ ค่ำ ๑๓ ค่ำ     พ่อค้าแม่ค้าจากทุกสารทิศต่างหลั่งไหล เข้ามาค้าขายที่ตลาดเจ็ดเสมียน ทั้งทางบกและทางน้ำ ที่ท่าน้ำจะมีเรือบรรทุกสินค้า มาจากหลายๆที่มาผูกเรือจอดไว้ที่ริมตลิ่งก่อนถึงวันที่มีตลาดนัด ๑ หรือ ๒ วัน แล้วก็ขนสินค้าขึ้นมาไว้ที่  “ร้านนัด ” ซึ่งทางกำนันโกวิท กำนันตำบลเจ็ดเสมียน ได้ให้ช่างจำปาปลูกไว้เป็นแถว ขนานกับริมตลิ่งตรงท่าน้ำเจ็ดเสมียน หรือตรงที่สร้างศาลาเอนกประสงค์ในปัจจุบันนี้ พ่อค้าแม่ค้าที่มาจอดเรือตามแนวริมตลิ่ง ตั้งแต่ท่าใหญ่ไปจนเกือบถึงท่าวัดนั้น มักจะมาก่อนที่จะมีตลาดนัดล่วงหน้า ๑ หรือ ๒ วันดังที่บอกไปแล้ว  เพื่อขนสินค้าที่จะเอามาขายเอาขึ้นไปพักไว้ที่ ร้านนัดที่ว่านี้ คนเหล่านี้ส่วนใหญ่จะรู้จักมักคุ้นกับคนที่ตลาดเจ็ดเสมียน จนแทบจะเรียกว่าสนิทสนมกันมากก็ว่าได้

 ท่าน้ำตลาดเจ็ดเสมียน มองจากหาดทรายฝั่งตรงข้าม ในสมัยเมื่อกว่า ๕๐ ปีมาแล้ว จะเห็นมีเรือมาจอดที่ริมตลิ่งเรื่อยไปเกือบถึงท่าวัดเจ็ดเสมียน

      เมื่อถึงตอนนี้ขอแทรกเกร็ดเล็กน้อย นอกเรื่องนอกราวเสียสักหน่อย ซึ่งท่านผู้อ่านบางท่านอาจจะยังไม่รู้ก็ได้ กล่าวคือ ในตอนบ่ายๆพ่อค้าโดยเฉพาะคนขายอ้อย ที่นำเรือมาจอดไว้ที่ริมตลิ่ง จะแบกอ้อยที่เป็นมัดๆขึ้นมาจากเรือ มาพิงไว้ที่ต้นจามจุรีตรงกลางตลาด ต้นตรงกับหน้าร้านทองของนายซุ่ย  หรืออีกฝั่งหนึ่งของตลาดก็ตรงเยื้องๆกับร้านนายโหงวตีมีด พอเย็นลงก็จะมีคนทั้งหนุ่มและแก่มาชุมนุมกันตรงนั้นเต็มบริเวณ เอะอะโวยวายกันลั่น

   เขามาเล่นข้องอ้อยกันนะครับ คำว่า ” ข้องอ้อย ”  นี้ผู้เขียนไม่รู้ว่า เป็นภาษาอะไรและแปลว่าอะไร ผู้เขียนได้ยินเขาเรียกกันมาอย่างนี้ และก็จะเป็น "ความหมาย" ที่ผู้เขียนจะเล่าให้ท่านทราบต่อไป คิดว่าผู้เขียนเรียกอย่างนี้คงไม่ผิดอย่างแน่นอน การเล่นข้องอ้อยนี้ตั้งแต่ผู้เขียน เป็นเด็กวิ่งเล่นอยู่ที่ตลาดเจ็ดเสมียน ก็เห็นเขาเล่นกันที่ตลาดเจ็ดเสมียนกันบ่อยๆ เมื่อโตขึ้นมาแล้วได้ไปที่ไหนๆมาหลายแห่ง  ก็ไม่เคยเห็นมีการเล่นอย่างนี้ที่ไหนอีกเลย มีคนที่ตลาดเจ็ดเสมียน และคนที่อยู่ในละแวกใกล้เคียง มาเล่นกันเป็นประจำ ทุกครั้งที่มีเรือขายอ้อยมาจอดที่ท่าน้ำเพื่อมารอขายที่ตลาดนัดในวันรุ่งขึ้น  แต่ส่วนใหญ่จะเป็นคนตลาดเจ็ดเสมียนรุ่นใหญ่ๆนั่นเอง ได้ยินเสียงเฮฮากันกันอย่างสนุกสนาน เด็กๆอย่างพวกผู้เขียนก็วิ่งไปดูกันที่ตรงต้นจามจุรีนั้น

ียไล้ (ผู้ใหญ่ชวลิต ชาญชาติณรงค์ ) อีกคนนั้นคือ นายโอฬาร ลักษิตานนท์ 

              ะเห็นคนเจ็ดเสมียนรุ่นใหญ่ๆหลายคน เท่าที่จำได้ก็มี เฮียไล้ เฮียแก่ใหญ่ เฮียเล็กไทยเจริญ  เฮียงอก เฮียเทียน เฮียงั้ง  บางครั้งก็เห็นนายชุ่ม ครูประวิทย์ ยืนอยู่ที่นั้นด้วย และมีคนหลังตลาดเจ็ดเสมียนอีกเช่นเฮียพั้งเป็นต้น ซึ่งในขณะนั้นคนเจ็ดเสมียนรุ่นนี้ กำลังอยู่ในวัยหนุ่มแน่นกันทั้งนั้น

   การเล่นข้องอ้อยนั้นก็คือ การเอาอ้อยลำหนึ่ง ซึ่งค่อนข้างจะตรงคือไม่คดโค้ง นำมาเอามีดสำหรับปอกอ้อย สับลงไปเบาๆที่คิดว่าจะเป็นตรงกึ่งกลางอ้อยลำนี้ที่สุด และให้มีดติดคาอยู่อย่างนั้น แล้วก็เอาไปตั้งพิงที่ต้นจามจุรีไว้ ให้นักข้องอ้อยทั้งหลายเห็นกันชัดๆทั่วๆ ฝ่ายนักเล่นทั้งหลายก็กะกันเอาว่า ถ้าเอามีดนั้นตัดอ้อยออกเป็นสองท่อน ตรงตำแหน่งที่เขาสับมีดคาไว้แล้วนั้นขาดออกจากกัน แล้วเอาอ้อยทั้งสองท่อนนั้นมาวัดกันดู มันจะยาวเหลื่อมล้ำกว่ากันขนาดไหน อันนี้แหละที่นักคำนวณทั้งหลายต่างก็หลิ่วตา กะเก็งกันเป็นการใหญ่ ตั้งแต่ที่มีดคาอยู่นั้น

  ผู้เขียนเห็นคนเหล่านี้ยกก้านไม้กวาด ขึ้นมาอยู่ในระดับสายตา แล้วก็หลิ่วตาหลับตาข้างหนึ่งเหมือนเล็งยิงปืน เมื่อคำนวณจนแน่ใจแล้วว่า ความยาวที่ต่างกันจะต้องเท่านั้นเท่านี้ ก็หักก้านไม้กวาดที่เตรียมมาด้วย ให้ยาวเท่ากับที่ได้คิดไว้แล้วถือเอาไว้ รอจนนักคำนวณทั้งหลาย คำนวณเสร็จสิ้นกันหมดทุกรายแล้ว เจ้าของที่ขายอ้อยจะบอกว่า  “ฉันจะตัดแล้วนะ คนที่จะเล่นให้ออกมายืนแล้วถือก้านไม่กวาดที่หักเอาไว้แล้วด้วย ของใครของมัน “

 เฮียเล็ก และเฮียงั้ง ในปัจจุบันนี้  (ปฏิพัทธ์ ถ่ายภาพ ๕ เมย.๒๕๕๒)

     หนุ่มเจ็ดเสมียนทั้ง ๔ คนนี้เป็นเพื่อนกัน ปัจจุบันเฮียธง (ซ้ายสุด) เฮียเทียน (ขวาสุด) เสียชีวิตไปแล้วเมื่อเร็วๆนี้ ส่วนคนกลางทั้งสองคนนั้นคือ เฮียงั้ง และเฮียเล็ก ไทยเจริญ คนเดียวกันกับรูปข้างบนนั้น

    เมื่อคนที่เป็นเจ้าของอ้อยเอามีดตัด ตรงรอยที่มีดคาอยู่นั้น แล้วเอามาเทียบกันไม่สำคัญว่าทางโคนหรือทางปลายจะยาวกว่ากัน แต่เมื่อเทียบกันแล้วจะมีความเหลื่อมล้ำกัน คือสองท่อนนี้ต้องยาวไม่เท่ากันแน่นอน ตรงนี้แหละที่นักคำนวณทั้งหลาย ต่างก็เอาก้านไม้กวาดที่หักไว้แล้วของตัวออกมา วัดกับความไม่เท่ากันของอ้อยที่ได้ตัดเป็นสองท่อนแล้ว วัดไปทีละคนจนหมดผู้เล่น ผลการตัดสินออกมาคือก้านไม้กวาดของผู้ใด วัดความยาวต่างกันของอ้อยทั้งสองท่อนนี้ ได้ใกล้เคียงหรือเท่าเป๊ะเลยก็จะเป็นผู้ชนะ ได้อ้อยท่อนนั้นไปกินฟรีๆ  ท่ามกลางเสียงเชียร์กันในตอนวัดผลนี้ ต่างก็ลุ้นกันสุดฤทธิ์  และถ้าก้านไม้กวาดของผู้ใดผิดพลาดไปมากจนเป็นที่โหล่ ก็ต้องจ่ายค่าอ้อยท่อนนั้นให้กับเจ้าของอ้อยไป

   แบบนี้ผู้เขียนเห็นว่า เป็นการลงทุนที่น้อยได้รับความสนุกสนานมาก และโดยเฉพาะเจ้าของอ้อยก็ขายอ้อยได้ด้วย ส่วนคนที่ไม่ได้ที่ ๑ และไม่เป็นที่โหล่ก็ไม่เสียอะไรทั้งนั้น เสร็จแล้วก็เริ่มต้นกันใหม่เรื่อยไป เสียงฮาๆกันไต้ต้นจามจุรีต้นนี้ได้ยินกันยันเย็น แข่งกับเสียงการซ้อมเตะตะกร้อลอดบ่วง ของลุงพานและนายเค่ง และอีกหลายคนบางวันก็มีครูประวิทย์ ครูประสงค์ ปานทองด้วย

 นายพาน  (คนเห็นหน้าผมขาว) มาเตะตะกร้อลอดบ่วงที่กลางตลาดเจ็ดเสมียนเป็นประจำ

       วงตะกร้อลอดบ่วงนี้จะเอาบ่วง ชักรอกขึ้นไปแขวนไว้ที่กิ่งใหญ่ของต้นจามจุรี อีกต้นหนึ่งคือต้นหน้าบ้าน ของป้าสละแม่ของครูปราณี

 ห้องของนางสละ สุวรรณมัจฉา วงตะกร้อก็อยู่ที่กลางตลาดตรงหน้าห้องนั่นเอง 

    แล้วชักปลายเชือกให้บ่วงสูงต่ำตามต้องการ แล้วนำปลายเชือกไปผูกไว้ที่ชายคาร้านตัดผมของนายชุ่ม ซึ่งเป็นนักเตะตะกร้อลอดบ่วงคนหนึ่ง ามประวัติของตะกร้อลอดบ่วงวงนี้ เตะกันมานานแต่ก็คล้ายๆเป็นวงตะกร้อลอดบ่วงสมัครเล่นเท่านั้น มีนายเค่ง หยู่เอี่ยม เป็นหัวหน้าวง ไม่เคยได้รับการเชิญไปแข่งหรือไปโชว์ลีลาที่ไหนเลย แต่ถ้ามีคนมาเชิญนายเค่งของเราก็คงไม่ไปอย่างแน่นอน เพราะว่าแกถือว่าเล่นกันเล่นๆเพื่อออกกำลังกายเท่านั้น ทั้งๆที่มองดูแล้ว แต่ละคนมีลีลาการเตะที่สวยงาม และแม่นยำ บ่วงข้างบ่วงหลัง ลูกซ่นบ่วงหลัง ซึ่งยากที่สุด ลุงพานก็โชว์มาแล้วด้วยความแม่นยำ เป็นที่น่าเสียดายนัก ในภายหลังนักเตะของเราแก่ชราไปตามอายุขัย ก็เลยเลิกรากันใปในที่สุด 

    เมื่อกล่าวถึงการเตะตะกร้อลอดบ่วงแล้ว ผู้เขียนรู้สึกเสียดายที่ เจ็ดเสมียนของเราเท่าที่สังเกตดูมาตั้งแต่ ท่านนายกเทศมนตรีคนก่อน จนมาถึงท่านนายกเทศมนตรีหญิง

 คุณอุดมลักษณ์ กาญจนอร่ามกุล เทศมนตรีเทศบาลตำบลเจ็ดเสมียน ในปัจจุบันนี้ 

  ลามีงานเทศกาลหรือมีงานประจำปีมักจะมีการแข่งกีฬาต่างๆด้วย เช่นการแข่งเรือยาว การแข่งฟุตบอล และการแข่งตะกร้อ โดยเฉพาะการแข่งตะกร้อนั้น เขาจะจัดแข่งแต่ตะกร้อที่เรียกว่า “เซปักตะกร้อ “ ผู้เขียนเคยดูเคยเห็นเขาแข่งกันมาหลายสิบครั้งแล้ว จึงมาคิดสงสัยว่า กีฬาชื่อว่า “ เซปักตะกร้อ “ นั้นมันสนุกตรงไหน เสริฟแล้วก็ตบลูกก็ตายในพริบตา แล้วก็มาเริ่มต้นเสริฟใหม่แล้วลูกก็ตายในพริบตา แล้วก็เสริฟใหม่อีกวนเวียนอย่างนี้เรื่อยไป มันสนุกอย่างไร ?

  ทำไมไม่มีการแข่งตะกร้อลอดบ่วงเล่าครับ ได้ทั้งความสนุก ได้ดูลีลาอันอ่อนช้อยของนักเตะ ได้ดูลูกยากๆของนักเตะที่ไม่ค่อยได้เคยเห็น แข่งกันทีละวงเอาชนะกันด้วยแต้มที่ใครจะทำได้มากกว่าไม่ใช่การเอาชนะด้วยการถีบเข้าใส่กันตรงหน้าเน็ต ไม่ใช่เสริฟขึ้นมาหน้าเน๊ตแล้วก็ตวัดขาตีลังกา เหยียบลูกหรือตบลูกลงไป ได้แต้มแล้วลูกก็ตาย

  ตะกร้อลอดบ่วงนั้นในปัจจุบันนี้ก็ยังมีนะครับ ยังมีคนนิยมเล่นกันอยู่ ทำไมที่เจ็ดเสมียนจึงไม่เชิญชวนให้พวกเขามา แข่งที่บ้านเราในตอนที่มีงานเทศกาลเล่าครับ ผู้เขียนขอฝากไว้ด้วยนะครับท่านนายกหญิง แห่งตำบลเจ็ดเสมียน

   ผู้เขียนก็นอกเรื่องไปเรื่อย เรามาเข้าเรื่องกันต่อไปดีกว่า การ “ข้องอ้อย” นี้พอเย็นจวนค่ำก็เลิกรากันไป ผู้เขียนได้เห็นและจำได้ว่าเฮียไล้นี้แหละเป็นแชมป์อันดับหนึ่งในการข้องอ้อยในหลายๆครั้งที่ผู้เขียนเห็น ได้อ้อยไปกินฟรีๆมากมาย ส่วนคนที่ได้ที่โหล่ในแต่ละครั้ง ก็ต้องจ่ายเงินค่าอ้อยผลัดเปลี่ยนกันไป เพราะว่าไม่มีใครหรอกที่จะได้ที่โหล่ทุกครั้ง
 
   ในตอนนั้น ที่ห้องแถวตลาดเจ็ดเสมียนซึ่งมีเพียงสองแถว เรียกว่าแถวเก่าและแถวใหม่แทบทุกห้อง ก็ทำมาค้าขายมีกิจการของตัวเอง ไม่ปิดบ้างเปิดบ้างริบหรี่เหมือนอย่างทุกวันนี้
ห้องแถวเก่าช่วงริมน้ำ มีร้านร้านขายของใช้จิปาถะ ที่อยู่ห้องริมน้ำที่เรียกว่า “โชว์ห่วย” ของนายเฮ็งและนางฮุ้น  คนอยู่ฟากทางฝั่งตรงกันข้ามกับตลาด จะพายเรือข้ามฟากมาซื้อของกินของใช้ ที่จำเป็นกันแน่นตึงทุกวัน ร้านตัดเสื้อผ้าของเฮียสุพี เจ๊แดง  ซึ่งก็มีลูกค้ามากมายไม่แพ้ร้าน ไทยเจริญ ของเฮียเล็ก ถัดมาห้องของเฮียไล้เจ๊กิ๊ต ซึ่งมีอาชีพขายกาแฟดำเนินรอยตามแป๊ะอู๋ผู้เป็นเตี่ย

 แป๊ะอู๋ ผู้อาวุโสเจ้าแห่งตำนานกาแฟโบราณ แห่งตลาดเจ็ดเสมียน ปัจจุบันนี้หลานของแป๊ะอู๋คนหนึ่งดำเนินรอยตามอยู่คือ คุณอุษา ชาญชาติณรงค์  

    ตะกูลของแป๊ะอู๋นี้ ส่วนใหญ่ลูกๆจะดำเนินรอยตามคือขายกาแฟเป็นหลัก เช่นนายไล้ นายแก่เล็ก และรุ่นปัจจุบันเป็นรุ่นที่ ๓ คือรุ่นหลาน ก็มี นายอาธร และนส.อุษา ที่ยังดำเนินการขายกาแฟอยู่

 

 นายซุ่ย (คนซ้าย) กับเพื่อนๆ ที่ท่าเรือแห่งหนึ่ง

    และที่สำคัญตลาดซึ่งเป็นห้องแถวเก่า ในแถวเดียวกับห้องที่ได้กล่าวมาแล้ว มีร้านทำทองขายทองอยู่สองร้านเคียงคู่กัน คือร้านของนายซุ่ย นางอินทร์ และนายปอสื่อนางช่วย ... มีต่อ


 สุริยะ สิงหา ผู้เขียน ๙ ธันวาคม ๒๕๕๓

      อ่านต่อตอนที่ ๓    คลิ๊ก

จำนวนผู้เข้าชม: 1880
ความเห็น (0)Add Comment

เขียนแสดงความเห็น
อนุญาติให้เฉพาะสมาชิกเท่านั้นที่สามารถเขียนแสดงความเห็นได้ โปรด Login หรือ ลงทะเบียน

busy
 
คุณ ๆ ที่แวะเข้ามาชมเวบเจ็ดเสมียน มีอายุเท่าไรกันบ้างครับ
 
เวบเพื่อนบ้าน
เรารักสุพรรณฯ
จำนวนผู้เยี่ยมชม
 วันนี้167 
 เมื่อวานนี้162 
 สัปดาห์นี้329 
 เดือนนี้4097 
 ทั้งหมด652373 

(C) Fliesenstadt
ผู้ที่กำลังใช้งาน
เรามี 93 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
เรื่องใหม่