คนตลาดเจ็ดเสมียนชื่อเซี้ยม ๓

เรื่องราวเก่า ๆ ของชาวตลาดเจ็ดเสมียน

นเก่ารุ่นแรกของตลาดเจ็ดเสมียน

       ในเวลานั้นตลาดเจ็ดเสมียนเหมือนเป็นศูนย์กลาง ของการค้าขายของคนในละแวกใกล้เคียง เช่นทางทิศเหนือถัดจากตลาดเจ็ดเสมียนขึ้นไปวัดสนามชัย วัดตึก วัดสมถะ ขึ้นไปถึงคลองข่อย

     ทางด้านไต้ก็วัดใหม่ชำนาญ ตลอดไปจนถึงวัดบ้านซ่อง ทางด้านทิศตะวันออกทางหนองบางงู วัดท่ามะขาม ดอนทราย บางลาน น้ำหัก บ้านสิงห์ก็มาค้าขายกันที่ตลาดเจ็ดเสมียน และมีคนทางทิศตะวันตก ซึ่งอยู่คนละฝั่งแม่น้ำมาค้าขายด้วย เช่นมาจากบางกระ ท่าพน บางโตนด มาซื้อของขายของที่ตลาดเจ็ดเสมียนโดยทางเรือก็มี ในวันที่มีตลาดนัดนั้นคือเช้ามืดของวัน ๓ ค่ำ ๘ ค่ำ และ ๑๓ ค่ำ จะมีคนจากที่ต่างๆที่ได้กล่าวมาแล้ว มาที่ตลาดนัดเจ็ดเสมียนนี้กันมากมาย

 ตลาดเจ็ดเสมียนเมื่อเกือบ ๖๐ ปี มีลักษณะอย่างในภาพ ห้องแถวหลังแรกที่มีลักษณะเป็นบ้าน ๒ ชั้นนั้นคือ ห้องของกำนันโกวิท วงศ์ยะรา ถัดมาก็เป็นห้องแถวของคนตลาดเจ็ดเสมียนรุ่นเก่า ในขณะนั้นยังเป็นห้องแถวชั้นเดียวอยู่ ตลาดนัดที่เจ็ดเสมียนนั้นก็จัดกันที่ลานกลางตลาดที่เห็นนี้ สังเกตุด้านขวาของภาพ จะเห็นโคนต้นจามจุรี ซึ่งอยู่ตรงกลางตลาดและอยู่ตรงหน้าห้องถวของนางสละ เด็กหญิงคนที่ยืนในภาพนั้นเป็นลูกสาวของนางสละคนหนึ่ง

จากภาพบนที่เห็นบ้านกำนันโกวิทในอดีต มาเปรียบเทียบกับภาพในปัจจุบันนี้ เป็นภาพด้านข้างของบ้านกำนันซึ่งทรุดดทรมลงไปมากแล้ว ปัจจุบันนี้ทายาทของนายตึ๊งบางคนก็ยังอยู่ที่บ้านหลังนี้ ในปัจจุบันนี้จะเห็นตลาดเจ็ดเสมียนทำเป็นสองชั้นกันหมดแล้ว สังเกตุดูรูปข้างบนนั้นยังเป็นห้องแถวชั้นเดียวอยู่

    ของหรือสินค้าที่พ่อค้าแม่ค้านำมาขายนั้น มีสารพัดชนิด ผัก พืชผล สินค้าทางการเกษตร แตงโม ฟักแฟง หน้าข้าวโพดก็จะมีข้าวโพดเทียน (สมัยที่กล่าวถึงนี้ยังไม่มีข้าวโพดเกษตร ) จากทางดอนทราย หรือทางหนองกลางแตง จำพวกเกลือ น้ำตาล กะปิ น้ำปลา ก็มีมาจากทางราชบุรี ดำเนิน เอามากองขายกันตั้งแต่ตรงต้นจามจุรีต้นแรกจากริมน้ำ คือต้นที่ตรงกับหน้าร้านทองของนายซุ่ย  เรื่อยไปจนผ่านหน้าร้านเจ๊เซี้ยมขายน้ำแข็ง ไปผ่านหน้าศาลตาผ้าขาวซึ่งอยู่ที่ข้างกำแพงวัดเจ็ดเสมียน (ศาลเก่า) เกือบเพลตลาดนัดจึงได้วายไป และจะเป็นอย่างนี้ทุกๆ ๓ ๘ ๑๓ ค่ำ

    เมื่อวันเวลาผ่านไป ทุกอย่างในโลกนี้ย่อมมีขึ้นมีลง ตลาดเจ็ดเสมียนก็เช่นเดียวกัน จากที่เคยคึกคักมาตลอด ตลาดเจ็ดเสมียนเมื่อถึงขาลงก็ได้ซบเซาลงไป เนื่องจากหลายๆที่มีการจัดตลาดนัด แบบตลาดนัดที่เจ็ดเสมียนนี้กันทั่วไป ผู้คนจึงได้แยกย้ายกันไปในที่ใกล้ๆ ตลาดเจ็ดเสมียนจึงค่อยๆเงียบเหงาลงไปเรื่อย เมื่อเป็นดังนั้นกิจการค้าต่างๆ ตามห้องแถว ซึ่งได้เปิดทำการค้าขายสินค้าต่างๆอย่างถาวรในตัวตลาดเจ็ดเสมียนนี้  ก็พลอยกระทบกระเทือนไปด้วย จนในที่สุดร้านทองทั้ง ๒ ร้านจึงได้เลิกราไป

ครอบครัวของนายซุ่ย จากร้านทำทองขายทอง หันมาทำอาชีพทำผักกาดดอง (หัวไช้โป๊ว)

   นายซุ่ยกับนางอิน ได้หันไปทำผักกาดดอง หรือหัวไช้โป๊ ออกขาย ซึ่งเป็นอาชีพที่อยู่ได้อย่างสบาย โดยเลิกร้านทองโดยเด็ดขาด อุปกรณ์ในการทำทองยังเก็บไว้จนถึงปัจจุบันนี้

  เมื่อไม่นานมานี้ได้ข่าวว่าทายาทบางคนของนายซุ่ย ได้เปิดบ้านนำเอาของเก่าเหล่านี้ ให้นักท่องเที่ยวและท่านที่สนใจชมอยู่พักหนึ่ง แต่ด้วยเหตุผลกลใดก็ไม่ทราบได้ ปัจจุบันนี้ได้ปิดไปแล้วไม่ได้ให้ผู้ที่สนใจได้ชมอีกเลย ท่านคงเก็บเอาไว้เฉยๆให้มันผุพังเล่นเสียอย่างนั้นแหละ ....!

   ในขณะนั้นการทำผักกาดดองหวานเค็ม ก็มีคนทำหลายเจ้าแล้วเช่นนางฮวย (อยู่ที่ห้องแถวในตลาดติดกับร้านทองนายปอสื่อ) นางตังกวย (อยู่ห้องแถวติดกับร้านกาแฟแป๊ะอู๋) นางน้อย (อยู่ในตลาดแถวใหม่ ห้องอยู่ติดกับร้านถ่ายรูปจำเนียรศิลป์) และอื่นๆอีกหลายเจ้า ซึ่งเป็นกิจการที่ดี ทำกำไรให้มากในปีหนึ่งๆ ผู้ที่ทำผักกาดแต่เริ่มแรกหลายๆเจ้านั้น ในปัจจุบันนี้ก็ยังทำอยู่ ผู้ที่ทำผักกาดดองเหล่านี้ ปัจจุบันกิจการได้เจริญรุ่งเรืองเป็นบริษัทใหญ่โต ผลิตสินค้าผักกาดหลายชนิดหลายรูปแบบ ตามศูนย์การค้าใหญ่น้อยทั่วๆไปก็มีวางขาย ตลอดจนได้ส่งออกไปต่างประเทศหลายประเทศด้วย

ภาพการทำผักกาดดอง (หัวไช้โป๊วดอง) ในสมัยอดีต คุณน้อย หยู่เอี่ยม ต้องควบคุมการทำงานของคนงานอย่างใกล้ชิด 

    นายซุ่ยนางอินพร้อมด้วยลูกหลาน ก็ช่วยกันทำผักกาดหรือหัวไช้โป๊วดองนี้ต่อมาอีกหลายปีทดแทนร้านขายขายทองที่ได้เลิกไปและกิจการก็เจริญก้าวหน้ามาเป็นลำดับ  ต่อมาลูกๆที่เคยช่วยกัน ประกอบอาชีพทำผักกาดนี้เติบโตขึ้นมา มีครอบครัวกันแล้วจึงได้แยกย้ายกันไปหมด และต่อมานายซุ่ยนางอินก็ถึงแก่กรรมไปด้วยความชรา กิจการที่ทำผักกาดมาหลายปีจึงได้หยุดไป

   กล่าวถึงนายปอสื่อและนางช่วย ภรรยาพร้อมด้วยลูกๆ เมื่อได้เลิกจากการทำร้านทองแล้ว ก็ได้หาอาชีพที่พอจะทำได้ หรือทำได้ดี ก็ไม่มีอาชีพอะไรเลยที่ตัวเองถนัดนอกจากการเลี้ยงหมู ในเวลานั้น ลูกชายคนโตของนายปอสื่อชื่อว่า นายเจียง ได้แต่งงานอยู่กินกับลูกสาวของ นายตึ๊ง ซึ่งนายตึ๊งนี้แต่เดิมบ้านอยู่ทางฝั่งตรงกันข้ามกับโรงสีเจ็ดเสมียน

 ครอบครัวของนายตึ๊ง ถ่ายที่บ้านเก่าอยู่ฝั่งตรงข้ามกับโรงสีเจ็ดเสมียน ยืนที่ ๒ จากซ้าย นายประเสริฐ ต่อมานายประสงค์ (เคยถูกล๊อตเตอรี่รางวัลที่ ๑ ได้รับเงิน ๕๐๐,๐๐๐ บาท) ถัดมานายประสาน, เด็กที่ยืนใส่กางเกงขาสั้นนั้นคือ นายสมบูรณ์ สุรพลพินิจ ปัจจุบันอายุประมาณ ๖๕ ปี

    ในเวลาต่อมานายตึ๊งได้ข้ามฝั่ง มาซื้อบ้านห้องแถวห้องแรกของ กำนันโกวิทที่ตลาดเจ็ดเสมียน เพราะว่ากำนันโกวิทท่านได้ปลูกบ้านใหม่ ห่างจากที่เดิมข้ามทางรถไปประมาณ ๑ กม.ที่เรียกว่าตลาดนอก บ้านของท่านกำนันโกวิทที่ปลูกใหม่ในสมัยนั้น ปัจจุบันนี้ได้ทรดโทรมลงไปมาก เนื่องจากลูกๆหลานๆเมื่อเติบโตขึ้นมาก็ได้แยกยย้ายกันไปอยู่ที่อื่นเสียหมด จึงไม่มีใครรับหน้าที่ดูแลบ้านหลังนี้เลย เป็นที่น่าเสียดายเป็นยิ่งนัก เมื่อท่านกำนันย้ายไปแล้วห้องแถวที่ในตลาดได้ขายให้นายตึ๊งไป ลูกหลานของนายตึ๊งได้อยู่ตลอดมาจนทุกวันนี้

    ภรรยาของนายเจียงลูกชายคนโตของนายปอสื่อนั้น เป็นบุตรสาวของนายตึ๊ง ซึ่งเป็นพี่สาว (หรือน้องสาว - ขออภัยที่จำไม่ได้) ของ นายประเสริฐ ประสงค์ ประสาน และนายสมบูรณ์ เฉพาะนายประสานและนายสมบูรณ์นั้น เป็นเด็กตลาดเจ็ดเสมียน รุ่นราวคราวเดียวกันกับผู้เขียน ในสมัยนั้นจึงสนิทกันมาก นายประสานมีอาชีพเป็นช่างเย็บเสื้อกางเกง เป็นลูกจ้างของ ร้านเฮียเล็ก ไทยเจริญ ซึ่งเป็นร้านตัดเย็บเสื้อผ้าชั้นนำในสมัยนั้นและห้องก็อยู่ใกล้ๆกันกับห้องของนายตึ๊งนั่นเอง

    ร้านไทยเจริญนี้เป็นร้านเก่าแก่ของตลาดเจ็ดเสมียนร้านหนึ่ง อยู่ติดกับห้องของอานึ๊งตุ้ง หรือร้านทำผมของเจ๊ประนอม สาวสวยแห่งตลาดเจ็ดเสมียน ร้านไทยเจริญของเฮียเล็กนี้นอกจากจะรับตัดเย็บเสื้อผ้าแล้ว ยังขายของใช้จิปาถะ ปัจจุบันนี้ก็ยังขายอยู่แต่กิจการรับตัดเย็บเสื้อผ้านั้นได้เลิกไปนานแล้ว เฮียเล็กนั้นหลังจากเลิกรับตัดเย็บเสื้อผ้าแล้วได้มาประกอบอาชีพอีกอย่างหนึ่งเพิ่มขึ้น โดยตั้งโรงสีข้าวขึ้นมาได้ประมาณเกือบ ๒๐ ปีแล้ว เป็นโรงสีข้าวโรงเดียวในตำบลเจ็ดเสมียนและตำบลใกล้เคียง ในครั้งนั้นทุกวันที่นายประสานมานั่งเย็บเสื้อบ้างกางเกงบ้าง  ผู้เขียนก็มักจะมานั่งคุยกับนายประสานที่ร้านเฮียเล็ก ในขณะที่เขากำลังเย็บเสื้อกางเกงภายในร้านไทยเจริญนั่นเอง เฮียเล็กแกมักจะเปิดวิทยุ ระบบ AM ซึ่งเป็นระบบที่ส่งกระจายเสียงได้ไกล  (ในสมัยนั้น ระบบ FM จะมีในกรุงเทพฯเท่านั้น เพราะว่าส่งกระจายเสียงได้ใกล้ แต่เสียงจะดีกว่า AM มาก) ระบบ AM จะส่งกระจายเสียงมาจากสถานีในกรุงเทพฯ ในเวลานั้นหลายๆสถานีจะจัดเพลงแข่งขันกัน  และยังไม่แยกกันว่าเพลงลูกกรุงหรือลูกทุ่ง

คุณทูล ทองใจ นักร้องยอดนิยม

    ในเวลาที่ผู้เขียนกำลังกล่าวถึงนี้ ทูล ทองใจ  เป็นนักร้องที่ได้รับความนิยมอันสูงสุด มีลีลาหรือสไตล์การร้องไม่เหมือนใคร เสียงดีเสียงหวานจับใจ ถึงขนาดที่ว่า

นางน้อย หยู่เอี่ยม ผู้เป็นเจ้าของโรงงานผักกาดหวาน ตราชฎา เป็นคนแรก ปัจจุบันเสียชีวิตไปแล้ว กิจการของนางน้อยทั้งหลายลูกๆก็ได้ดำเนินกิจการต่อมา เจริญรุ่งเรืองมาจนทุกวันนี้ 

    วันหนึ่งผู้เขียนบังเอิญได้ยินนาง น้อย หยู่เอี่ยม ซึ่งเปิดร้านขายของจิปาถะ และเป็นเจ้าของโรงงานทำผักกาด (หัวไช้โป๊ว)อยู่ที่ตลาดแถวใหม่ในตลาดเจ็ดเสมียนพูดว่า “กูได้ฟังเสียงร้องของไอ้ทูลนี้ทีไร ลืมลูกหนี้หมดเลย พับผ่าซีเอ้า ... “ หมายเหตุ .. ผู้เขียนได้ยินอย่างนี้จริงๆ บางวันผู้เขียนไปนั่งคุยกับนายประสานทั้งวัน จึงได้ยินเพลงของ ทูล ทองใจ ทั้งวันไปด้วย โดยเฉพาะเพลง ในฝัน วันหนึ่งๆได้ยินหลายสิบเที่ยว

   ต่อมาไม่นานเมื่อผู้เขียนย้ายไปอยู่ที่กรุงเทพฯแล้ว  นายประสงค์และนายประสานซึ่งเป็นพี่ชายของนายสมบูรณ์ เพื่อนของผู้เขียนทั้งสองคน ได้ย้ายจากเจ็ดเสมียนไป ทำไร่อยู่ที่อำเภอสามร้อยยอด เขาย้ายกันไปตั้งแต่เมื่อไร ย้ายไปเพราะอะไร ไปอยู่กับใครก็ไม่รู้ ผู้เขียนกลับมาที่เจ็ดเสมียนอีกครั้งหนึ่ง ได้ถามไถ่กับเพื่อนๆที่ยังอยู่ที่ตลาดเจ็ดเสมียนจึงทราบว่าทั้งสองคนได้ย้ายไปทำไร่ที่อำเภอสามร้อยยอดดังที่ได้กล่าวมาแล้ว อาชีพทำไร่ที่สามร้อยยอดของพวกเขา คงจะได้ผลดี ในขณะนั้นครอบครัวของนายปอสื่อก็กำลังจะหาจับงานที่เหมาะสมสักอย่าง

   จนวันหนึ่งเฮียเจียง ซึ่งเป็นพี่เขยของพวกที่จากเจ็ดเสมียนไปทำไร่ที่สามร้อยยอดแล้ว มาปรึกษากับเตี่ยและแม่ของเขา คือนายปอสื่อและนางช่วยว่า ที่สามร้อยยอดนั้น พวกของนายประสงค์และนายประสาน  (ส่วนนายประเสริฐ ลูกชายคนโต ของนายตึ๊ง ไม่ได้ย้ายไปด้วย คงอยู่ที่เจ็ดเสมียน จนกระทั่งเสียชีวิตไปเมื่อไม่นานมานี้ ) ซึ่งเป็นน้องเมียนั้น ได้ไปทำไร่อยู่ที่สามร้อยยอดกำลังได้ผลดี แล้วเฮียเจียงก็เล่าถึงเรื่องนี้ให้เตี่ยและแม่ของเขาฟังอย่างละเอียด

   จนในสุดท้ายก็ขอปรึกษาว่า เมื่อเหตุการณ์ในครอบครัวของเราเป็นอย่างนี้ พวกเราทั้งครอบครัวควรจะพากันย้ายไปทำไร่กันอยู่ที่โน่นกันเลยจะดีหรือไม่ เตี่ยและแม่จะตกลงไหม ?.. มีต่อ

ียนโดย สุริยะ สิงหา /๑๔ ธันวาคม ๒๕๕๓

              อ่านต่อตอนที่ ๔    คลิ๊ก

จำนวนผู้เข้าชม: 2008
ความเห็น (0)Add Comment

เขียนแสดงความเห็น
อนุญาติให้เฉพาะสมาชิกเท่านั้นที่สามารถเขียนแสดงความเห็นได้ โปรด Login หรือ ลงทะเบียน

busy
 
คุณ ๆ ที่แวะเข้ามาชมเวบเจ็ดเสมียน มีอายุเท่าไรกันบ้างครับ
 
เวบเพื่อนบ้าน
เรารักสุพรรณฯ
จำนวนผู้เยี่ยมชม
 วันนี้131 
 เมื่อวานนี้163 
 สัปดาห์นี้902 
 เดือนนี้3406 
 ทั้งหมด651682 

(C) Fliesenstadt
ผู้ที่กำลังใช้งาน
เรามี 8 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
เรื่องใหม่