คนตลาดเจ็ดเสมียนชื่อเซี้ยม ๔

เรื่องราวเก่า ๆ ของชาวตลาดเจ็ดเสมียน

  

หลวงปู่หุ่น พุทธสโร เจ้าอาวาสวัดเจ็ดเสมียนในอดีตออกบิณฑบาตร ที่ข้างศาลาวัดเจ็ดเสมียน เด็กสาวที่กำลังใส่บาตรนี้เป็นเพื่อนรุ่นเดียวกับ เซี้ยม แซ่จิว  

    นายปอสื่อและนางช่วยมองหน้ากัน แล้วก็นิ่งเฉยอยู่ครู่หนึ่งจึงบอกว่า ขอให้เตี่ยและแม่คิดดูสักคืนหนึ่งก่อน แล้วพรุ่งนี้จะบอกให้รู้ก็แล้วกัน

   ตั้งแต่นายเจียงลูกชายเอาเรื่องนี้มาบอกแล้ว นายปอสื่อและนางช่วยก็หันหน้ามาปรึกษากัน และคิดว่าไม่อยากจะจากเจ็ดเสมียนไปเลย คิดว่าอยู่มาก็นานแล้ว ก่อนสมัยสงครามโลกครั้งที่สองเสียอีก เจ็ดเสมียนเหมือนเป็นดินแดนของเรา
   บ้านใกล้เรือนเคียงก็สนิทสนมกันดี ถ้าจากไปก็คงจะคิดถึงเจ็ดเสมียนมาก และที่จะย้ายไปทำมาหากินในที่ใหม่นี้ ไม่รู้ว่าจะดีเหมือนที่ลูกชายเล่าให้ฟังหรือเปล่า

ส่วนหนึ่งของเด็กตลาดเจ็ดเสมียนที่เป็นเพื่อนรุ่นเดียวกันกับ เซี้ยม

เซี้ยม (คนกลาง) และเพื่อนเด้กตลาดเจ็ดเสมียน ภาพนี้และภาพข้างบน ถ่ายกันคนละวัน สังเกตุจากผ้าที่แต่ละคนนุ่งอยู่

    เมื่อเหตุการณ์บังคับ แม้ว่าในใจจะไม่อยากจากเจ็ดเสมียนไปเลย แต่ก็ต้องจำเป็นต้องย้ายไปหาที่ทำกินใหม่อยู่ดี ถึงแม้ว่าจะไม่ค่อยเต็มใจเท่าไรนัก และคิดว่าถ้าขืนอยู่ที่เจ็ดเสมียนต่อไปคงจะไม่ไหวแน่ เนื่องจากตลาดเจ็ดเสมียนกำลังซบเซาลงเป็นอย่างมาก เงียบเหงาเหมือนร้างผู้คน และลำพังจะเลี้ยงหมูอย่างเดียวก็ไว้ใจไม่ได้ บางครั้งเลี้ยงมานานจวนจะขายได้แล้ว ก็มาเป็นโรคตายเสียเกือบหมดคอก และอีกอย่างราคาก็ไม่แน่นอน เดี๋ยวขึ้นเดี๋ยวลงตามใจผู้ที่จะมาจับ ทำให้ขาดทุนไปบ่อยๆ

   "สู้เราไปทำไร่กันดีกว่า" นายปอสื่อบอกนางช่วย "คงลำบากกันในตอนแรกๆไม่นานหรอกก็คงจะดีขึ้นเอง" นายปอสื่อคิดว่า ถึงเวลาแล้วจะได้เริ่มต้นชีวิตใหม่กันเสียที เมื่อใจคิดสู้แล้วจะเป็นอย่างไรก็แล้วแต่ ขอไปตายเอาดาบหน้าก็แล้วกัน

นายสมบูรณ์ (กลาง) บุตรชายคนเล็กของนายตึ๊ง และเป็นน้องภรรยาของนายเจียง ปัจจุบันอายุ ๖๖ ปี นายสมบูรณ์ ทำกิจการค้าขายไม้ดอกไม้ประดับและรับจัดสวน ร้านอยู่ใกล้สถานที่ฝังศพหรือป่าช้าฝรั่ง ที่กาญจนบุรี

     เมื่อนายเจียงผู้เป็นลูกชายมาหาในตอนเช้า หลังจากคุยกันและตกลงใจกันอีกพักหนึ่งเรียบร้อยแล้ว ต่อมานายเจียงผู้เป็นลูกชายนายปอสื่อ ก็เดินทางไปหาลู่ทางที่สามร้อยยอดก่อน ไปดูที่ๆจะทำมาหากิน โดยกำหนดเอาที่ให้ใกล้ๆพวกน้องๆทำกันอยู่ และได้ทำสัญญาเช่ากันกับเจ้าของที่เป็นที่เรียบร้อยนายเจียงจึงกลับมาที่เจ็ดเสมียนอีก มาบอกข่าวดีให้ทางบ้านทราบ และให้เตรียมตัวเราจะย้ายกันไปในเร็วๆนี้

   เมื่อถึงวันที่ได้กะการณ์ไว้เวลาเช้ามืด ชาวเจ็ดเสมียนที่ตื่นแล้วและเปิดประตูออกมา ก็จะเห็นคนหลายคนที่หน้าบ้านนายปอสื่อ กำลังขนของขึ้นรถกะบะคันใหญ่อยู่ บางคนก็เดินเร่ๆมาช่วยกันขนย้ายของขึ้นรถเป็นโกลาหล บ้างก็มายืนดูแล้วก็คุยวิพากษ์วิจารณ์กัน ถึงการย้ายถิ่นฐานของคนเจ็ดเสมียนเก่าแก่คนหนึ่งชื่อนายปอสื่อและนางช่วย การย้ายครั้งนี้ถือว่าเป็นการย้ายทั้งหมดไม่เหลืออะไรไว้ที่เจ็ดเสมียนเลย  ห้องก็โอนขายให้คนอื่นไป ครั้งนี้ถือว่าเป็นการไปจากเจ็ดเสมียน และนายปอสื่อไม่ได้กลับมาที่เจ็ดเสมียนอีกเลยตลอดชั่วชีวิต ลูกๆของนายปอสื่อและนางช่วยก็ย้ายไปในครั้งนี้ด้วยกัน คือนายเจียง เซี้ยม แกละ และเล็ก

   เมื่อครอบครัวของนายปอสื่อย้ายไปแล้ว นานวันเข้าก็ไม่มีข่าวคราวมาจากสามร้อยยอดเลยว่าเป็นอย่างไรกันบ้าง วันเวลาผ่านพ้นไป นายเจียงซึ่งอายุในขณะนั้นยังไม่มากนักได้ถึงแก่กรรมไป ต่อมานายปอสื่อและนางช่วยก็ถึงแก่กรรมไปตามสังขารของคนที่มีอายุมาก จากการเสียชีวิตไปของหัวหน้าครอบครัว และคนอื่นๆที่เป็นกำลังหลักในการที่จะทำมาหากินนี้ ทำให้ลูกๆของนายปอสื่ออีกสามคน ซึ่งมี เซี้ยม แกละ และเล็ก อยู่กันอย่างเคว้งคว้าง ไร่ที่เคยทำก็ต้องคืนให้เจ้าของเขาไปเพราะว่าไม่มีคนทำ บ้านที่ปลูกอาศัยอยู่ตรงนั้นในตอนแรกซึ่งเป็นที่เช่า เขาก็ไม่ให้อยู่เสียแล้วเพราะว่าไม่มีเงินค่าเช่าให้เขา ทำให้สามพี่น้องนี้ต้องลำบากลำบนเป็นอย่างยิ่ง

   มีคนที่รู้จักและสนิทสนมกับครอบครัวของนายปอสื่อ ที่นับถือกันเหมือนญาติพี่น้องตั้งแต่นายปอสื่อมาอยู่ใหม่ๆนั้นครอบครัวหนึ่ง ที่เซี้ยมเรียกเขาว่าอาเจ็ก ได้ทราบเรื่องและได้เห็นเข้าก็มีความสงสาร จึงให้สามพี่น้องนี้มาอยู่ด้วยที่บ้าน โดยให้อยู่ในโรงเหมือนยุ้งข้าวที่ใกล้ๆบ้าน แต่ก็ยังดีกว่าไม่มีที่จะอยู่ สามพี่น้องจึงได้อยู่ที่นี่เรื่อยมาแต่ก็อยู่ด้วยความลำบาก เซี้ยมซึ่งเป็นพี่คนโตต้องหาเลี้ยงน้องอีกสองคน คือแกละและ เล็ก ซึ่งในปัจจุบันนี้ก็อายุมากแล้ว

   เหตุที่เซี้ยมจะต้องเลี้ยงและดูแลน้องทั้งสองเพียงคนเดียวนั้น ก็เพราะเหตุว่า แกละและเล็ก ซึ่งเป็นน้องทั้งสองคนนี้ เป็นเหมือนคนสติไม่สมประกอบ ไม่มีเรี่ยวแรงในการทำมาหากิน นั่งๆนอนๆซมอยู่แต่ในที่พักอาศัยทั้งวัน โดยเฉพาะแกละนั้นมีนิสัยที่ฉุนเฉียวและโมโหร้ายด้วย คงจะเกิดเพราะโรคที่เป็นอยู่นั่นเองดังนั้นจึงมีแต่เซี้ยมคนเดียวเท่านั้น ที่ยังมีรายได้เล็กน้อยมาจุนเจืออยู่  บ้านที่ให้เซี้ยมพึ่งพาอาศัยนั้น ก็ไม่ใช่ว่าจะมีฐานะดีร่ำรวยอะไร ก็เป็นชาวบ้านพื้นๆที่หาเช้ากินค่ำเหมือนกัน โดยค้าขายเล็กๆน้อยๆ

  ในตอนเช้าๆเมื่อน้ำเต้าหู้และอุปกรณ์ ในการทอดปลาท่องโก๋พร้อมแล้ว เขาจะให้เซี้ยมเป็นผู้เข็นรถขายน้ำเต้าหู้นี้ ไปยังตลาดในที่ชุมนุมชน  แล้วเซี้ยมก็ขายเรื่อยๆไปจนน้ำเต้าหู้จวนจะหมด หรือบางวันก็ขายได้หมด จึงได้เข็นรถคันนี้กลับมาที่บ้าน จะเป็นอย่างนี้ทุกๆวัน โดยเซี้ยมจะได้ค่าแรงบ้างแต่ไม่มากนัก  ถ้าคิดว่าลำพังจะเอาค่าแรงตรงนี้มาประทังชีวิตก็คงจะอยู่ไม่ได้ ไปไม่รอดแน่ ..

  ยังดีที่ได้รับเงินจากทางรัฐจ่ายให้ด้วย ทั้ง ๓ คน เดือนหนึ่งรวมแล้วก็ ๑,๕๐๐ บาท จึงพอประทังไปได้บ้าง ทั้งสามชีวิตก็ไม่ได้อยู่อย่างสะบายหรอก แม้เซี้ยมจะกระเบียดกระเสียนเท่าใด บางครั้งบางเดือนเงินที่ได้มาก็ไม่พอใช้ เซี้ยมจะเลือกจ่ายเท่าที่จำเป็นเท่านั้น ค่ากินค่าอยู่ก็จะจ่ายอย่างเขียม แต่เมื่อเจ็บไข้ได้ป่วยกันก็จะเสียค่ายาเป็นจำนวนมากๆ แม้ว่าจะมีบริการรักษาพยาบาล ๓๐ บาทจากทางรัฐบาล

   ดังนั้นแต่ละเดือนก็จะมีรายจ่ายอย่างนี้มาตลอด แม้ว่าคนเรานั้นจะต้องมีปัจจัยอีกอย่างหนึ่งคือเครื่องนุ่งห่ม แต่เซี้ยมและน้องอีก ๒ คน ดูเหมือนจะไม่มีปัจจัยในข้อนี้ เนื่องจากเสื้อผ้าของทั้งสามคนนี้ ต่างก็ใส่กันจนขาดวิ่น ปะแล้วปะอีก บางครั้งคนที่เห็นแล้วเวทนาสงสารก็เอาเสื้อผ้าที่ไม่ได้ใช้แล้วเอามามอบให้ ทั้งสามคนพี่น้องก็ยังพอประทังไปได้บ้าง

   สำหรับในสถานที่อยู่หลับนอนนั้น ดูแล้วเหมือนรูหนู สกปรกรกรุงรัง มุ้งหมอนที่นอนเก่าคร่ำคร่า ขาดปุปะ เหมือนไม่เคยได้เจอน้ำมาเป็นแรมปี
สภาพต่างๆจากผู้ที่ได้ไปดูด้วยตาตัวเองแล้ว กลับมาเล่าให้ฟังยังมีมากกว่านี้อีกมาก บาปบุญเคราะห์กรรมอันใดจึงดลบันดาลให้ เซี้ยม และน้องๆต้องมาเป็นอย่างนี้

  ทั้งๆที่เมื่อในสมัยอดีตที่ยังอยู่ที่ตลาดเจ็ดเสมียนนั้น เซี้ยม แกละ (เล็กยังไม่เกิด) ลูกนายปอสื่อร้านขายทอง ก็เทียมเท่ากับเด็กตลาดเจ็ดเสมียนทั้งหลายที่วิ่งเล่นกันอยู่

   เซี้ยมนั้นเป็นเพื่อนรุ่นเดียวกับเด็กๆเจ็ดเสมียนอีกหลายคน อยู่ในตลาดเจ็ดเสมียนด้วยกันมาตั้งแต่เด็กๆ แต่เขาจะสนิทกับเพื่อนๆรุ่นเดียวกับเขาที่เป็นผู้หญิง สำหรับเด็กผู้ชายก็สนิทกับกับเด็กผู้ชาย ถึงอย่างไรไปไหนมาไหนก็จะไปกันเป็นกลุ่ม ปนกันไปทั้งหญิงและชาย ดังนั้นเด็กเจ็ดเสมียนทั้งหมดจึงรู้จักกันทั้งหมด เซี้ยมนั้นเป็นคนซื่อๆ ซื่อมากๆเหมือนกับเป็นคนเซ่อ พูดน้อยๆ พูดเบาๆ ดูเหมือนว่าจะไม่เคยโกรธเพื่อนๆคนไหนเลย เพราะโกรธไม่เป็น วันพระวันเทศกาลผู้เขียนก็เคยเห็นไปทำบุญกับแม่ของเขาบ่อยๆ ผู้เขียนคิดว่า เซี้ยมคงไม่เคยทำบาปอะไรเลย แต่ทำไมจึงลำบากอย่างแสนสาหัสอย่างในปัจจุบันนี้

   ส่วนแกละนั้นเป็นเด็กเจ็ดเสมียนรุ่นเดียวกับ ระฆัง สุเมธ ศักดา สมบัติ (หนุ่ย ) และเด็กตลาดเจ็ดเสมียนอีกหลายๆคนที่วิ่งเล่น คึกๆ กันอยู่ที่ตลาด แกละเป็นเด็กที่สุขภาพร่างกายแข็งแรงเหมือนเพื่อนคนอื่นๆทั่วๆไป เล่นอะไรเล่นกัน ไปไหนไปกัน แล้วแต่เพื่อนๆจะชวนกันไป แต่แกละเป็นเด็กที่เงียบขรึมไม่ค่อยช่างพูดได้แต่ยิ้มๆอย่างเดียว มีบางคนบอกว่าแกละเป็นคนเรียนเก่งอีกด้วย

หนุ่ย (สมบัติ สันติรงค์ยุทธ) เพื่อนรุ่นเดียวกับแกละ ภาพนี้ถ่ายก่อนที่หนุ่ยจะเสียชีวิต เพียง ๑๕ วัน หนุ่ยป่วยเป็นโรคหัวใจมานานและเสียชีวิตเมื่อมีอายุได้ ๖๐ ปี ( ปฏิพัทธ์ ถ่ายภาพในโอกาสที่มาเยี่ยมหนุ่ยที่บ้านข้างโรงพยาบาลเจ็ดเสมียนเมื่อไม่นานมานี้ )

     วันหนึ่งเด็กคะนองกลุ่มนี้มีหนุ่ยลูกนายซุ่ยร้านทอง เป็นหัวหน้า พร้อมด้วยแกละ ระฆัง  สุเมธ ศักดา และคนอื่นๆอีกหลายคน เที่ยวนี้มีเด็กหญิงร่วมด้วย มีปราณี เฮียะ ซึ่งเป็นคู่หูของปราณี น้องสาวเฮียเล็กไทยเจริญ  และเด็กหญิงอีกหลายคน รวมตัวกันเป็นกลุ่มใหญ่

ปราณี (ขวา) เฮี๊ยะ (ซ้าย) เมื่อตอนเด็กกว่านี้ เคยเข้ากลุ่มไปขโมยมะม่วงวัดแล้วโดนกำนันไล่กวดมาแล้ว

    ได้นัดแนะกันปรึกษากันเป็นความลับ ใจความในการปรึกษากันนั้นก็คือวางแผนกันจะไปขโมยมะม่วงวัด (จริงๆแล้วเด็กตลาดเจ็ดเสมียนไม่ใช่เป็นคนขี้ขโมย ทำเล่นสนุกๆเท่านั้น) ต้นที่อยู่ติดๆกับโรงสี มะม่วงวัดต้นนี้เป็นมะม่วงที่ถูกเด็กตลาดหลายๆรุ่น มาปีนขึ้นไปเอาลงมากินบ่อยๆ เรียกว่าถูกขโมยเสียจนชินแล้ว ถึงแม้ว่ามะม่วงมันต้นนี้จะถูกขโมยไปเกือบหมดแล้ว แต่ลูกที่อยู่กิ่งสูงๆขึ้นไปอีกยังห้อยอยู่กับก้านอีกหลายสิบลูก มันยั่วยวนเตะตาเตะใจของเด็กเจ็ดเสมียนกลุ่มดังกล่าวมากนัก และถ้าหากถึงแม้ว่ามะม่วงมันต้นนี้จะหมดแล้ว ยังมีต้นอื่นๆที่เป็นมะม่วงมันบ้างเปรี้ยวบ้างอีกหลายต้นเรียงรายกันอยู่ข้างรั้วโรงสี ก็จะเก็บเอาไปด้วย

  เช้าวันนั้นเด็กเจ็ดเสมียนฝูงใหญ่ ก็เดินทางออกจากบ้านไปรวมตัวกันที่หน้าโรงเรียน และเมื่อพร้อมแล้วก็พากันเดินไปยังมะม่วงมันต้นนั้น จากสนามหน้าโรงเรียนทะลุเข้าไปด้านหลังของวัด ซึ่งติดๆกับรั้วโรงสี  เมื่อถึงมะม่วงต้นนั้นแล้ว ต่างก็แหงนหน้าขึ้นไปมองลูกมะม่วงที่อยู่บนต้น เห็นแก้มมะม่วงออกเหลืองๆน้ากินยิ่งนัก ต่างตะโกนกันลั่น ว่าลูกนี้ของเรา ลูกนั้นเราจอง จนศักดา และหนุ่ย ต้องเอานิ้วชี้มาอยู่ที่ตรงปากแล้วทำเสียง จุ๊ จุ๊  จุ๊  หลายหน เพื่อให้เบาๆเสียงกันหน่อย ประเดี๋ยวพระบนกุฏิจะได้ยิน

     ระฆัง สุวรรณมัจฉา (ยืนข้างหน้าหิ้วกระเป๋า) ภาพนี้คืองานบวชลูกชายป้าม่อมขายปูน ชื่อว่า นายแดง ที่วัดเจ็ดเสมียน ขณะที่มีการแห่วนรอบโบสถ์ ๓ รอบ คนที่เดินตามหลังนั้นล้วนแล้วแต่คนเก่าเจ็ดเสมียนทั้งนั้น ระฆังรับราชการทหารที่กองพันทหารช่าง ราชบุรี ได้เสียชีวิตไปแล้วเมื่อมียศ จ่าสิบเอก เมื่อพ.ศ.๒๕๓๖ รวมอายุได้ ๔๖ ปี

    เด็กผู้ชายหลายคนนำโดยศักดา เมธ แกละ หนุ่ย จัดแจงขึ้นต้นมะม่วงทันที วันนี้ระฆังไม่ได้ขึ้นด้วยบอกว่าไม่ค่อยสบาย  แม้มะม่วงต้นนี้จะเป็นมะม่วงต้นใหญ่ เพราะว่ามีอายุมากหลายสิบปีแล้ว แต่เด็กตลาดเจ็ดเสมียนเหล่านี้ก็ปีนขึ้นไปด้วยความคล่องแคล่วว่องไวคล้ายลิงไต่ต้นมะพร้าว ไม่นานนักก็ได้ยินเสียงเบาๆมาจากบนต้น บอกว่าให้มองดูให้ทีว่าลูกมะม่วงนั้นๆซ่อนอยู่ตรงไหนบ้าง เพราะว่าเมื่อขึ้นไปบนต้นแล้วบางลูกก็มองไม่เห็น ยิ่งต้นมะม่วงบางต้นที่มีใบหนาๆจะมองไม่เห็นลูกเมื่อขึ้นไปบนต้นเลย

   ในขณะที่เด็กกลุ่มนี้กำลังสาละวนกับการขโมยมะม่วงวัดอยู่นั้น มีชายผู้หนึ่งชื่อว่า นายน่วม หรือที่พวกเด็กๆในตลาดเจ็ดเสมียนจะเรียกแกว่าตาน่วม ตาน่วมทำงานเป็นคนงานอยู่ที่โรงสีมานานแล้ว บ้านของแกอยู่ทางนอกๆจากตลาดเจ็ดเสมียนออกไปทางหนองบางงู หรือที่เรียกกันง่ายๆว่าหัวหนอง วันนั้นขณะที่ตาน่วมกำลังทำงานอยู่ที่โรงสีเหมือนเคย พลันหูก็ได้ยินแว่วๆเหมือนเสียงเด็กหลายๆคนพูดกัน จึงหันไปมองทางที่มาของเสียง คือทางต้นมะม่วงของวัดที่อยู่ริมรั้วโรงสีนั่นเอง มองเห็นเด็กบางคนขึ้นไปบนต้นมะม่วงก็มี บางคนยืนอยู่โคนต้นจึงแน่ใจได้เลยว่า เด็กพวกนี้ต้องมาขโมยมะม่วงวัดเป็นแน่

    มะม่วงหรือผลไม้ของวัดเจ็ดเสมียนนั้นมีหลายชนิด เช่นชมพู่ ละมุด น้อยหน่าและมะเฟืองลูกใหญ่ๆที่อยู่ตรงข้างบันใดวัดนั้นก็ถูกขโมยบ่อยๆ  เมื่อถึงหน้าของมันที่มันออกลูก มักจะมีคนมาขโมยไปกินอยู่เรื่อยๆ  พระที่วัดโดยเฉพาะ หลวงปู่หุ่น เคยไปปรารภกับกำนันเสมอๆ แต่ก็ไม่เคยจับคนขโมยได้ ถึงแม้ว่าจะจับได้บ้าง เด็กเหล่านั้นก็เป็นเด็กตลาด ทำไปเพื่อความสนุกสนานไม่ได้มาขโมยจริงจัง ดังนั้นฝ่ายจับจึงไม่ได้จริงจังอะไร
   เช่นวันนี้ ตาน่วม ชั่งใจอยู่เป็นนานว่าจะเดินไปไล่ไม่ให้พวกมันเอามะม่วงวัดไปกินดี หรือว่าจะไปบอกกำนันโกวิท ให้กำนันมาจับตัวไปลงโทษให้เข็ดบ้าง จะเอาอย่างไรดีหนอ ในที่สุดก็ตัดสินใจรีบวิ่งไปบอกกำนันที่ตลาดดีกว่า ให้กำนันจัดการกันเอง

  ในขณะนั้นกำนันและลูกน้องคนสนิท เช่น ผู้ใหญ่มา และ หมอเลื่อน กำลังเดินตรวจตลาดนัดอยู่ที่ในตลาด ซึ่งเป็นวันนัดพอดี ตาน่วมวิ่งหากำนันไม่นานก็พบ จึงบอกกำนันถึงเรื่องที่ได้เห็นมา กำนันพยักหน้ารับรู้แล้วบอกคนสนิทให้รีบติดตามไปโดยเร็ว ฝ่ายเด็กที่อยู่ที่ต้นมะม่วงวัดนั้น กำลังสาละวนเก็บมะม่วงจากผู้ที่อยู่ข้างบนโยนลงมา  แกละ ซึ่งปีนไปเก็บมะม่วงที่กิ่งสูงสุดนั้น บังเอิญมองไปยังหลังโรงเรียนซึ่งอยู่ติดๆกับวัด เห็นคนเดินตรงมา ๓ คน มองแน่ชัดแล้วว่าเป็นกำนันแน่นอน ก็ใจหายวาบรีบละล่ำละลักบอกเพื่อนอีก ๒ – ๓ คนที่อยู่บนต้นมะม่วงนั้นว่า กำนันมาเล่นงานแล้วให้รีบหนีเร็วที่สุด

  ฝ่ายศักดา หนุ่ย และเมธ ได้ยินแล้วมืออ่อนตีนอ่อน เกือบเกาะกิ่งมะม่วงไม่อยู่ แต่ก็ยังแข็งใจรีบลงจากต้นมะม่วงให้เร็วที่สุด โดยการรูดไถลลงมา ในใจยังนึกว่าถ้ากระโดดลงมาได้โดยแข้งขาไม่หักหรือแตกแล้วละก้อจะขอโดดลงมาแล้ว ขืนชักช้าให้กำนันโกวิทจับได้แล้วละก็ ตูดน่วมแน่ กำนันแกไม่ไว้หรอกทั้งหญิงและชาย ตูดเจ็บแน่ๆจากการทำโทษโดยการเอาไม้หวดตูดของกำนัน  เรื่องเกี่ยวกับกำนันทำโทษนี้ เคยมีผู้ใหญ่บางคนในตลาดเจ็ดเสมียนพูดว่า " กำนันไม่เคยโกรธใครหรอก โดยเฉพาะเด็กๆตลาดเจ็ดเสมียน เพราะว่าเด็กตลาดเจ็ดเสมียนนั้น ก็เปรียบเสมือนลูกหลานของแกทั้งนั้น หลายต่อหลายรุ่นมาแล้วที่กำนันท่านเคยจับมาตีตูดและสั่งสอน แต่แล้วต่อมาเด็กๆเหล่านั้นก็ไปได้ดีกันทุกๆคน "

   แล้วผู้ใหญ่คนที่พูดนี้ก็ยกตัวอย่างใครต่อใครหลายคนที่ไปได้ดิบได้ดี ซึ่งผู้เขียนก็เห็นจริงด้วย

นายไพบูลย์ พงษ์ถิระสุวรรณ (กลาง) เด็กเจ็ดเสมียนรุ่นพี่ของผู้เขียน ได้เป็นถึงท่านทูตพาณิชย์ประจำกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เป็นเวลาหลายสิบปี  

     กำนันแกเดินมาไม่เร็วนัก พวกที่อยู่ข้างล่างซึ่งเป็นพวกเด็กผู้หญิงเสียหลายคนตื่นกลัวกำนันจะจับได้ ส่วนระฆังที่ว่าไม่ค่อยสบายนั้นได้เดินกลับไปบ้านเสียก่อนแล้ว ชั่วประเดี๋ยวเดียวพวกที่อยู่ข้างล่างทั้งหมด ก็รีบทยอยกันออกจากต้นมะม่วงวัด มุดรั้วโรงสี แล้วก็ออกทางประตูหลังของโรงสี ซึ่งติดๆกับบ้านป้าม่อมขายปูน วิ่งผ่านบ้านป้าม่อมขายปูน เข้าพงหญ้าไปทางไร่กล้วยของนางดั่ว ภรรยาของนายเซี้ยงบ้านอยู่หลังตลาดเจ็ดเสมียน หายเงียบไป

นางดั่ว (ซ้าย) เป็นเจ้าของไร่กล้วยอยู่เลยบ้านป้าม่อมขายปูนไปทางวัดสนามชัยไม่มากนัก นักขโมยมะม่วงวัดหลายรุ่นมาแล้วที่วิ่งหนีกำนันโกวิท เข้าไปซ่อนต้วอยู่ในนั้น เป็นไร่กล้วยน้ำว้าที่เจ้าของปล่อยทิ้งไม่ได้ดูแล จึงรกทึบไปด้วยต้นหญ้า เสือหมอบและต้นหนามพงดอ ซึ่งมีหนามยาวแหลมคม เหมาะสำหรับเป็นที่ซ่อนตัวยิ่งนัก 

   ฝ่ายพวกที่ปีนขึ้นไปบนต้นสามสี่คนนั้น แกละ รูดลำต้นมะม่วงลงมาถึงพื้นดินก่อน อีกสามคนตามลงมาไร่เรี่ยกัน ต่างบ่นกันพึมพำว่า  " ใครวะเสือกไปบอกกำนัน ก่อนที่จะมาก็เห็นแกยังอยู่ในตลาดนัดอยู่เลยอย่างนี้ต้องมีใครไปบอกแน่ๆ "   เมื่อลงมาถึงพื้นดินกำนันโกวิทกับพวกก็มาถึงพอดี พร้อมกับหัวโจก ๔ คนนั้นกระโจนพรวดออกไปจากที่นั้นเสียแล้ว กำนันจึงต้องคว้าน้ำเหลวอย่างหวุดหวิด ที่โคนต้นมะม่วงนั้นมีมะม่วงตกอยู่เกลื่อนที่พวกนักล่ามะม่วงเก็บไปไม่ทัน ผู้ใหญ่มาเก็บมะม่วงที่อยู่ที่พื้นดินนั้น เอาชายผ้าขาวม้าผูกแล้วห้อยหลังกลับไปที่ในตลาด

คนที่ ๒ จากซ้ายคือ หนุ่ย คนที่ถือหนังสติ๊กนั้น ศักดา วงศ์ยะรา คนขวาสุดนั้นคือ ระฆัง สุวรรณมัจฉา ในภาพนี้ไม่มีสุเมธ วงษ์วานิช และแกละ

    กล่าวถึงเด็กหัวโจก ๔ คนคือ ศักดา (บุตรชายกำนันโกวิท) เมธ หนุ่ย และแกละ วิ่งมุดรั้วโรงสีอย่างไม่คิดชีวิต ที่รั้วโรงสีซึ่งเป็นเขตแดนติดกับวัด เป็นที่รกมีต้นหญ้าและต้นเสือหมอบอยู่รกทึบ ทั้ง ๔ มุดลอดรั้วตรงนี้ถูกหญ้าบาดและกิ่งไม้เกี่ยวเลือดซิบๆบ้างก็ไม่สนใจ วิ่งผ่านโรงสีไปทางประตูหลังของโรงสีแล้วอ้อมเข้ามาที่บ้านป้าม่อมขายปูนอีกทีหนึ่ง พอถึงตรงนี้ก็มองหน้ากันว่าจะไปทางไหนดี ศักดาบอกว่า ตามกูมา ว่าแล้วก็วิ่งนำหน้าไปทางท่าน้ำบ้านป้าม่อม สามคนวิ่งตามมา ศักดาก็โดดน้ำตูมลงไปแล้ว สามคนจึงโดดตาม แล้วพากันว่ายน้ำไปอีกไม่มากนัก ก็หยั่งถึงพื้นซึ่งเป็นทราย ซึ่งในเวลานั้นเป็นหน้าแล้ง น้ำในแม่น้ำแม่กลองแห้งเกือบเห็นพื้นทราย  ทั้งสี่ขึ้นไปนั่งหอบกันไต้กออ้อซึ่งขึ้นหนาทึบอยู่ริมน้ำ และบอกกันว่าให้นั่งเงียบๆกับอยู่ตรงนี้รอดูเหตุการณ์กันไปก่อน เงียบสงบดีแล้วพวกเราค่อยข้ามไปกลับบ้านกัน

     จะเห็นได้ว่า เด็กชายแกละ เมื่อเป็นเด็กๆอยู่ที่ตลาดเจ็ดเสมียนก็สนุกร่าเริง ไปกับเพื่อนๆด้วยกัน ไม่มีท่าทีว่าจะผิดปกติแต่อย่างใด
   มาบัดนี้ แกละป่วยด้วยโรคทางจิต  และน้องอีกคนหนึ่งซึ่งป่วยเหมือนๆกับแกละ ช่วยตัวเองเกือบไม่ได้ จึงตกหนักอยู่ที่เซี้ยม เพียงคนเดียวเท่านั้นที่จะประคับประคองน้องๆทั้งสองของเธอให้อยู่รอด
แต่เซี้ยมจะทำอย่างไรได้เล่า ในเมื่อรายได้ก็ได้เพียงน้อยนิด ดังที่ได้เล่ามาแล้ว แม้รัฐบาลจะช่วยเหลือผู้ยากไร้และทุพลภาพ ในเดือนหนึ่งๆค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันก็เกือบไม่พอใช้เสียแล้ว .....น้ำตาของลูกผู้หญิงคนหนึ่งจึงต้องตก ตกออกมามากจนไม่มีน้ำตาที่จะตกออกมาแล้ว มันเหนื่อย มันท้อในชีวิต ทำไมหนอเราจึงต้องมาเป็นเช่นนี้... ! 

    ทำไมคุณอำนวย  (ผู้จัดการร้านแม่กิมฮวย เชลชวนชิม) จึงได้รู้เรื่องนี้และเป็นหลักในการเรี่ยไรเงินจากคนเจ็ดเสมียนด้วยกัน เพื่อนำไปช่วยเหลือคุณเซี้ยม ถึงบ้านไร่ใหม่ อำเภอสามร้อยยอดโน่น ที่เป็นดังนี้ก็เพราะว่าแต่เดิมนั้นห้องของนางฮวย (แม่ของคุณอำนวย) ที่อยู่ในตลาดเป็นห้องที่ติดกับห้องนายปอสื่อ ซึ่งทั้งสองครอบครัวนี้ก็รู้จักกันอย่างสนิทสนมนานมาแล้ว

   การย้ายไปอยู่บ้านไร่ใหม่ อำเภอสามร้อยยอด ตลอดจนความเป็นอยู่ต่างๆ ทางด้านนางฮวยที่เจ็ดเสมียนจะรู้เรื่องตลอด ในตอนนั้นยังไม่มีเรื่องราวของความตกทุกข์ได้ยากแต่อย่างใด  เวลาผ่านพ้นมานานจนมาถึงรุ่นลูก คุณอำนวย (เจ๊ติ๋ว) ทำผักกาดต่อจากแม่กิมฮวยจนมีฐานะร่ำรวย เซี้ยมก็เคยขึ้นมาหาเล่าความยากลำบาก ในชีวิตความเป็นอยู่ประจำวันให้คุณอำนวยฟัง  คุณอำนวยก็เลยช่วยเหลือเรื่องเงินไปทุกครั้งที่เซี้ยมมาหา นี่คือต้นเหตุของการเรี่ยไรเงินไปช่วยคุณเซี้ยมในครั้งนั้น

    และวันนี้ (อาทิตย์ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๕๓ ) ผู้เขียนได้มีโอกาสคุณกับเจ๊ติ๋ว หรือคุณอำนวย ถึงเรื่องนี้ เจ๊ติ๋วบอกว่า  “เซี้ยมเป็นคนที่น่าสงสารมาก ที่อยู่สกปรกรกรุงรัง เหมือนอยู่ในรังหนูแคบๆ ไม่มีไฟฟ้าใช้ เพราะไม่มีเงินเสียค่าไฟ หุงข้าวก็ต้องเก็บฟืนแถวนั้นมาเป็นเชื้อไฟสำหรับตั้งหม้อข้าว ที่ลำบากที่สุดก็คือการที่ต้องดูแลน้องทั้ง ๒ คนซึ่งเป็นโรคจิต ดูแล้วน่าเวทนานัก .. เจ๊เห็นสภาพที่น่าเวทนานี้แล้ว อดที่จะร้องไห้ไปด้วยมิได้เลย ”

   เจ๊ติ๋วบอกว่าอีกไม่นานนี้ จะไปเยี่ยมเซี้ยมอีกครั้งหนึ่ง ครั้งนี้จะมี  เจ๊ประนอม และคุณแป๊ว บุตรของนายไล้ขายกาแฟซึ่งเป็นพี่สาวของ อุษากาแฟ จะไปด้วยและใครจะไปด้วยกันอีกไหมจะได้เห็นของแท้ และจะได้เห็นของจริงดังที่เล่ามาให้ฟังนี้ด้วย ยื่นความจำนงมาได้ที่เจ๊ติ๋ว  ร้านผักกาดหวาน แม่กิมฮวยเชลชวนชิม ตลาดเจ็ดเสมียน โทร ๐๘๙ – ๘๑๒๒๔๘๕   แล้วเราจะไปเยี่ยมคนเจ็ดเสมียน  ที่ชื่อเซี้ยม ด้วยกัน .....!

   สุดท้ายนี้ขอลงจดหมายของคุณอำนวยและคณะที่มีมาถึงผู้เขียน เป็นเรื่องที่แจ้งให้ทราบว่าได้นำเงินของพวกเราไปมอบให้เซี้ยมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ดังข้อความข้างล่างนี้

       เมื่อ 24 เมย.52 เจ้ติ๋ว (คุณอำนวย แววทอง) เจ้าของผู้จัดการ ร้านไช้โป้แม่กิมฮวย (เชลล์ชวนชิม) ได้เช่ารถตู้ นำเงินที่ได้รับบริจาค จากชาวเจ็ดเสมียนเมื่องานชุมนุม คนเจ็ดเสมียนพบกัน ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ ๕ เมษายน ๒๕๕๒ ไปมอบให้กับ เซี้ยม แกะ เล็ก ณ บ้านไร่ใหม่ อ. สามร้อยยอด ประจวบคีรีขันธ์ เป็นจำนวน 11,070 บาท (หนึ่งหมื่นหนึ่งพันเจ็ดสิบบาทถ้วน)

   ในวันนั้นมีผู้ร่วมเดินทางไปด้วย คือ เตียง (มยุรี) ปุ้ย (สุมาลี) น้องสาวเจ้ติ๋ว และ สามีของปุ้ย รวม 4 คน การมอบเงินในครั้งนี้โด้พาเซื้ยมไปที่ธนาคารออมสิน ซึ่งอยู่ใกล้บ้าน สามารถเดินไปได้ และเซี้ยมก็มีสมุดบัญชีธนาคารออมสินนี้อยู่แล้ว เพราะได้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลเดือนละ 500 บาท ส่วน แกะ + เล็ก ก็ได้คนละ 500 บาท เช่นกัน โดยเซี้ยมเป็นผู้รับแทน 2 คน เจ้ติ๋ว และ ปุ้ย ก็ได้มอบเงินให้เซี้ยมเพิ่มอีกจำนวนหนึ่งเป็นเงิน หลายพันบาท และเจ้ติ๋วก็ยังมีของฝากไปให้กับญาติของ    เซี้ยม ที่เซี้ยม แกะ เล็ก อาศัยบ้านเขาอยู่จำนวนหนึ่งด้วย

     ดังนั้น ถ้าชาวเจ็ดเสมียนท่านใดมีความประสงค์จะช่วยเหลือ 3 พี่น้อง ก็สามารถโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารออมสิน สาขาสามร้อยยอด ชื่อบัญชี น.ส. เซี้ยม แซ่จิว เลขที่บัญชี 02-1208-20-016632-5 ได้ค่ะ (ผู้เขียนสงสัยว่า หมายเลขบัญชีที่บอกมานี้จะไม่ถูกต้อง เพราะว่าเลขมี ๑๕ หลัก มากเกินไป)

 

สุริยะ สิงหา  จันทร์ ๒๐ ธันวาคม ๒๕๕๓ เขียนจากปากคำของคนเจ็ดเสมียนหลายคนที่ได้รู้เรื่องนี้

ติชมได้ทางอีเมล์ CLOAKING

ย้อนกลับไปอ่านตอนที่ ๑    คลิ๊ก

ย้อนกลับไปอ่านตอนที่  ๒  คลิ๊ก

ย้อนกลับไปอ่านตอนที่  ๓  คลิ๊ก

www.chetsamian.org ขอสงวนลิขสิทธิ์ ข้อมูลและรูปภาพบนเว็บไซต์ทั้งหมด โดยไม่อนุญาตให้นำไปเผยแพร่ ทำซ้ำ แก้ไข หรือ ดัดแปลง ไม่ว่าจะเป็นบางส่วน หรือทั้งหมด หากท่านใดต้องการข้อมูลบนเว็บไซต์ www.chetsamian.org กรุณาติดต่อ นายแก้ว โดยส่ง email มาที่  CLOAKING   เพื่อขออนุญาตเสียก่อน เนื่องจากข้อมูล และรูปภาพบางเรื่องและบางชิ้น เป็นของท่านผู้เขียน และท่านสมาชิก ที่ได้เขียนเรื่องต่างๆ และให้ขอยืมภาพต่างๆ มาลงไว้ ซึ่งทางผู้จัดทำเว็บไซต์ จำเป็นจะต้องขออนุญาต จากทางเจ้าของผลงานก่อนทุกครั้ง จึงเรียนมาเพื่อทราบ. 

จำนวนผู้เข้าชม: 2053
ความเห็น (0)Add Comment

เขียนแสดงความเห็น
อนุญาติให้เฉพาะสมาชิกเท่านั้นที่สามารถเขียนแสดงความเห็นได้ โปรด Login หรือ ลงทะเบียน

busy
 
คุณ ๆ ที่แวะเข้ามาชมเวบเจ็ดเสมียน มีอายุเท่าไรกันบ้างครับ
 
เวบเพื่อนบ้าน
เรารักสุพรรณฯ
จำนวนผู้เยี่ยมชม
 วันนี้95 
 เมื่อวานนี้147 
 สัปดาห์นี้360 
 เดือนนี้3851 
 ทั้งหมด641912 

(C) Fliesenstadt
ผู้ที่กำลังใช้งาน
เรามี 100 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
เรื่องใหม่