เด็กบ้านนอก (ไปดูเขาเผาศพ)

เรื่องราวเก่า ๆ ของชาวตลาดเจ็ดเสมียน

ถนนสายนี้มาจากหลังสถานีรถไฟ ผ่านโรงเรียนวัดเจ็ดเสมียน ไปยังวัดสนามชัย แล้วก็ผ่านไปยังที่อื่นๆอีก จนถึงตลาดโพธาราม สมัยนั้นยังเป็นถนนดินแต่ในปัจจุบันนี้เป็นถนนลาดยางกว้างขวางอย่างดีแล้วครับ

  ผมเด็กชายแก้วกับน้องชายของผมคือ ระฆัง สุวรรณมัจฉา ไปดูเขาเผาศพกันที่ทุ่งโล่งๆ (ซ้ายของภาพซึ่งมองไม่เห็นในภาพนี้) ในขณะนั้นที่วัดเจ็ดเสมียนยังไม่มีเตาเผาศพ เวลาจะเผาศพก็ต้องแห่กันมาเผาที่ตรงนี้

  ผมว่าในตอนนี้คงจะมีน้อยคนนักที่ทราบเรื่องนี้ ดังนั้นผมจะเล่าให้ท่านทราบสักนิดหน่อย เกี่ยวกับเรื่องการเผาศพของวัดเจ็ดเสมียนนี้ เอาเท่าที่ผมได้เห็นและจำได้นะครับ
  เมื่อมีคนตายภายในตำบลเจ็ดเสมียน เขาก็นิยมกันมาตั้งศพทำบุญอุทิศส่วนกุศล ให้กับผู้ตายที่ศาลาวัดเจ็ดเสมียนนี้ ตอนกลางคืนมีการสวดให้ศพ จะมีญาติๆคนที่รู้จักและคนคุ้นเคย มานั่งฟังพระสวดกันทุกๆคืน มีคนมากันมากหรือน้อย ก็แล้วแต่บารมีของเจ้าภาพ

 การทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้ตายนั้น จะสวดศพให้ผู้ตายกี่คืนก็ได้ ตามแต่เจ้าภาพหรือญาติผู้ตายจะต้องการ มีเงินน้อยหน่อยก็จะสวดเพียง ๓ คืน จะได้ไม่ต้องเปลืองค่าใช้จ่ายมาก เพราะว่าในแต่ละคืนจะต้องมีค่าใช้จ่ายพอสมควร จะหนักหน่อยก็ตรงที่ต้องประกอบอาหารเลี้ยงผู้ที่มาร่วมงานด้วย

(ในปัจจุบันนี้ตามบ้านนอกผมก็ยังเห็นเขาทำอาหารเลี้ยงกันอยู่ สำหรับใน กทม.ผมว่าไม่มีการเลี้ยงอาหารกันแล้ว โดยเฉพาะวัดชลประทาน ปากเกร็ด นนทบุรี ซึ่งผมได้ไปงานศพที่วัดนี้หลายครั้ง)

 เมื่อทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ผู้ตายครบ ๓ คืนแล้ว (สมมุติว่า ๓ คืน) ในตอนเช้าของวันที่ ๔ ซึ่งจะเป็นวันเผาศพ ก็จะมีการเลี้ยงพระเช้าเลี้ยงพระเพลเหมือนกับ ๓ วันที่ผ่านมา แต่วันนี้พิเศษหน่อยก็ตรงตั้งแต่เที่ยงไปแล้ว เจ้าภาพก็จะนิมนต์พระหลายๆรูปแล้วแต่เจ้าภาพจะต้องการ

  เมื่อเสร็จพิธีการต่างๆที่ศาลาแล้ว เขาก็จะแห่ศพไปยังที่เผาศพ โดยเฉพาะของวัดเจ็ดเสมียนนี้ ที่เผาศพจะเป็นที่ทุ่งโล่งๆใกล้ๆกับโรงสีไฟเจ็ดเสมียน หรือหลังอาคารเรียน "เรือนหุ่นราษฎร์บำรุง" ของโรงเรียนวัดเจ็ดเสมียน และตรงริมถนนดินเล็กๆที่จะไปยังวัดสนามชัย (ในภาพมองเห็นวัดสนามชัย)

  ดังนั้นในวันนี้จะมีการเผาศพที่เมรุชั่วคราวตรงนี้ด้วย ผู้ตายคนนี้ผมลืมไปแล้วว่าท่านชื่ออะไร เป็นญาติผู้ใหญ่ของใคร จำได้แต่ว่าเป็นคนมีอายุมากแล้ว และเป็นที่เคารพนับถือของคนในตำบลเจ็ดเสมียนเป็นอันมาก โดยจะเห็นได้จากมีคนแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าสีดำ มาร่วมแห่ขบวนศพจากศาลามายังสถานที่เผา เป็นแถวยาวเหยียด แม้แต่เตี่ยกับแม่ของผมก็ยังมาร่วมขบวนด้วย

  ขบวนแห่ศพเคลื่อนตัวมาได้ค่อนข้างช้า เพราะมีคนจำนวนมากร่วมขบวนแห่มาด้วย ข้างหน้าสุดมีแตรวงเป่าเพลงโศกโหยหวน แล้วนานๆกลองใหญ่จะลงจังหวะ ตุ้ม สักครั้งหนึ่ง พวกแตรวงเขาเดินกันข้างหน้า เพราะว่าต้องใช้พื้นที่มากจึงเดินนำมาข้างหน้า ถัดไปก็เป็นลูกหลานที่ถือรูปถ่ายของผู้ตาย กระถางธูปดอกใหญ่ แล้วจึงเป็นรถที่บรรทุกหีบศพของผู้ตาย ค่อยๆเลื่อนมา ติดตามด้วยญาติสนิท มิตรสหาย และชาวบ้านที่รู้จักมักคุ้นกับผู้ตาย หรือรู้จักกับลูกหลานของผู้ตายก็มาร่วมด้วย เป็นธรรมเนียม 

  ผมกับน้องชายยังเป็นเด็กอยู่ จึงไม่ได้เดินแห่ศพมากับเขาเพราะเตี่ยไม่ให้ไปยุ่ง ผมชวนน้องชายวิ่งตื๋อมาผ่านหน้าโรงเรียน ผ่านกองแกลบของโรงสีที่อยู่ใกล้ๆกับอาคารเรียนเรือนหุ่นราษฎร์บำรุง ทะลุถึงที่เขาจะเผาศพพอดี  ณ ที่ตรงนั้นมีคนมายืนออกันอยู่เยอะแล้ว เห็นสัปเหร่อกำลังดูความเรียบร้อยของเมรุชั่วคราวอยู่รอบๆ

  ที่จริงสถานที่เผาศพแห่งนี้ มีมาช้านานแล้วตั้งแต่ก่อนผมเกิด หรือว่านานกว่านั้นหลายสิบปี ที่ดินตรงนี้ก็เป็นของทางวัด แต่ทางวัดก็ไม่ได้เทปูนให้เป็นเมรุถาวรเลย ดังนั้นถ้ามีศพมาเผาที่วัดนี้ก็จะมาเผาที่ตรงนี้ เจ้าภาพก็ต้องจ้างคนตัดฟืนขนฟืน (โดยสัปเหร่อจะเหมาหมด) มาเรียงตั้งสูงเป็นกองฟอน เท่ากับว่าเป็นเมรุเผาศพชั่วคราวเท่านั้น สำหรับคนธรรมดาทั่วไปก็จะเผาตรงนี้เช่นเดียวกัน แต่การจัดการเรื่องเมรุก็จะแตกต่างกันไป แล้วแต่กำลังเงิน

  สำหรับศพที่จะเผาในวันนี้ไม่ใช่คนธรรมดา เขาจึงสร้างปราสาทจำลองขึ้นมา อย่างวิจิตรพิสดารครอบลงไป ที่เขาจะวางศพอีกทีหนึ่ง แล้วแต่งให้อย่างดี มีหลังคาฉลุด้วยหยวกกล้วย ตัดหยวกกล้วยสลักเสลาเป็นลายกนก ติดที่เสาทั้งสี่ด้าน พร้อมทั้งตัดกระดาษขาวดำ เป็นรูปต่างๆปิดทับลงไป มีดอกไม้มาประดับทั้ง ๔ ทิศอย่างสวยงาม มองแต่ไกลแล้วสวยงามมาก

ส่วนสำคัญของที่เผาศพก็คือฐานที่รองรับศพ ซึ่งจะต้องมีที่วางฟืนอยู่ข้างล่าง ของท่านผู้นี้ลูกหลานทำให้อย่างดี มีการก่ออิฐทั้ง ๔ ด้านเป็นฐานรองรับศพด้วย เรียกว่ามองดูแล้วคิดว่าเป็นเมรุของแท้ ถาวร แต่ที่จริงแล้วทำเพื่อเผาศพในวันนี้เท่านั้น

  นอกจากเจ้าของงานจะสร้างเมรุอย่างสวยงามแล้ว ยังปลูกเพิงชั่วคราวเป็นปะรำพิธี ปลูกอยู่ห่างจากเมรุเผาศพไปทางรั้วโรงสีไฟ สำหรับพระมานั่งสวดทำพิธี มีเก้าอี้เรียงเป็นแถวๆสำหรับผู้ที่มาเป็นเกียรติในงานจะได้นั่งพัก หรือนั่งฟังพระสวด  ที่บริเวณรอบๆมีคนเดินกันขวักไขว่เพื่อมาดูการเผาศพในครั้งนี้

  เจ้าภาพในงานนี้ผมว่าน่าจะเป็นลูกหลานของผู้ตาย และเป็นคนมีเงินจึงได้จัดเสียใหญ่โต ผมกับน้องชายก็อยากรู้อยากเห็นบ้างเหมือนเด็กอื่นๆ ทั้งๆที่เคยมาดูเขาเผาศพตรงนี้หลายครั้งแล้ว ผมกับน้องชายจึงมุดแทรกผู้ใหญ่ ที่ยืนกันอย่างหนาแน่นเข้าไปจนถึงปะรำพิธี เห็นมีเด็กๆตลาดเจ็ดเสมียนบางคน ยืนอยู่ตรงนั้นอยู่แล้ว ในมือถือข้าวหลามกระบอกใหญ่คนละกระบอก เพื่อนบางคนหันมาทางผมแล้วบุ้ยไบ้ ทำสายตาไปทางสุภาพสตรีคนหนึ่ง

  ผมคิดว่าคงมีการแจกของกันบ้างละ เพราะว่างานศพที่นี่เจ้าภาพบางรายจะมีการนำขนมหรือของบางอย่างมาแจกเด็กๆด้วย ผมเดินเข้าไปใกล้ๆเด็กกลุ่มนั้น ก็ได้ยินเสียงผู้หญิงคนหนึ่งแต่งกายชุดดำเรียบร้อย ร้องเรียกผมกับน้อง

  “หนูๆ ลูกครูหิรัญน่ะ มาทางนี้เร็ว น้าให้ข้าวหลาม ” ผมได้ยินแล้วดึงมือน้องให้ตามผมมาเข้าไปตรงเสียงเรียก คุณน้าคนนั้นเอาข้าวหลามกระบอกใหญ่ยื่นให้ผมคนละกระบอก ผมได้ข้าวหลามแล้วก็เดินเร่ออกมาบนถนน คิดในใจว่า วันนี้ได้ฟาดข้าวหลามละ

 เมื่อได้เวลาเผาคือพิธีต่างๆเสร็จแล้วประมาณบ่าย ๓ โมง ผู้คนที่มาร่วมงานนี้เข้าคิวกัน นำดอกไม้จันไปใส่ที่หน้าโลงศพแล้ว พระ ๔ รูปก็เริ่มสวด สัปเหร่อจัดแจงจุดไฟแหย่เข้าไปที่ไต้กองฟืน ที่ได้ราดน้ำมันก๊าดไว้แล้วชุ่มโชก เผาร่างที่ไร้วิญญาณนั้น ไฟเมื่อได้น้ำมันก็ลุกพรึบขึ้นโชติช่วง เปลวไฟได้แลบเลียขึ้นไปถึงยอดปราสาทที่ทำไว้อย่างสวยงาม หยวกกล้วยที่ได้ฉลุลวดลายไว้ ก็ค่อยๆบิดเบี้ยวเพราะความร้อน แล้วไฟที่ร้อนแรงก็กลืนปราสาทไปหมด 

  ในการนี้ก็เป็นหน้าที่ของสัปเหร่อ ที่จะควบคุมให้ไฟลุกไหม้ตลอดเวลา และให้ไหม้ศพให้หมด เพราะว่าพรุ่งนี้เช้าเจ้าภาพลูกหลานก็จะมาเก็บกระดูกไปบำเพ็ญกุศลส่งไปให้ผู้เสียชีวิตต่อไป ในเรื่องนี้มีผู้ที่รู้จักนับถือกันที่มีอายุมากแล้ว ได้เล่าให้ฟังว่า บางครั้งไฟอันร้อนแรงนั้นเผาไปที่ตัวศพ ศพได้รับความร้อนมากก็แตกปะทุ อวัยวะบางส่วนเช่น แขน ขา หรือหัว หลุดกระเด็นออกจากตัว กระเด้งไปข้างล่างก็มี สัปเหร่อต้องรีบวิ่งไปเก็บ แล้วจัดการโยนใส่เข้าไปในกองฟอน เหมือนเดิม เพื่อให้ไฟไหม้ให้หมด

  ผมกับน้องชายยืนดูเขาเผาศพกันที่บนถนน และผมก็สังเกตน้องของผมเหลือบมองมา ที่กระบอกข้าวหลามที่ผมถืออยู่บ่อยๆ เขาคงจะทนฤทธิ์แห่งความโลภมากไม่ไหว (น้องของผมตะกละแบบเด็กๆ)

  จึงบอกผมว่า “น้องขอถือข้าวหลามเองนะ” พลางมองหน้าผม เห็นผมเฉยๆอยู่เขาจึงบอกอีกว่า “ให้น้องถือข้าวหลามของพี่ก็แล้วกัน ถึงบ้านแล้วน้องจะคืนให้

 ” ผมพยักหน้าแล้วส่งกระบอกข้าวหลามให้ และทำเป็นแกล้งบอกเขาว่า “ถึงบ้านแล้วคืนให้พี่จริงๆนะ ” เขาพยักหน้าทำตาปะหลับประเหลือก

พอดีเตี่ยและแม่ของผมจะกลับบ้านเดินผ่านมา เห็นผมสองคนพอดี เตี่ยของผมจึงถ่ายรูปให้ (คือรูปแรกในเรื่องนี้) แล้วชวนผมกับน้องชายเดินกลับไปบ้านด้วยกัน...

  (ถึงบ้านแล้วน้องชายของผม จะคืนข้าวหลามให้ผมหรือเปล่า ต้องติดตาม เรื่องสั้นชุด ”เด็กบ้านนอก” ต่อๆไปครับพ้ม..

นายแก้ว ผู้เขียน ๑๑ ต.ค.๒๕๕๕

จำนวนผู้เข้าชม: 3268
ความเห็น (0)Add Comment

เขียนแสดงความเห็น
อนุญาติให้เฉพาะสมาชิกเท่านั้นที่สามารถเขียนแสดงความเห็นได้ โปรด Login หรือ ลงทะเบียน

busy
 
คุณ ๆ ที่แวะเข้ามาชมเวบเจ็ดเสมียน มีอายุเท่าไรกันบ้างครับ
 
เวบเพื่อนบ้าน
เรารักสุพรรณฯ
จำนวนผู้เยี่ยมชม
 วันนี้84 
 เมื่อวานนี้118 
 สัปดาห์นี้84 
 เดือนนี้3575 
 ทั้งหมด641636 

(C) Fliesenstadt
ผู้ที่กำลังใช้งาน
เรามี 52 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
เรื่องใหม่