ไอ้เหม่ง ๓ (ท่าน้ำโรงเลื่อยร้าง)

เรื่องราวเก่า ๆ ของชาวตลาดเจ็ดเสมียน

  

ุณคนอง คุ้มประวัติ (เหม่ง) เมื่อบวชเรียนเรียบร้อยแล้ว ต่อมาได้แต่งงานกับคุณครูคนสวยแห่งจังหวัดกาฬสินธ์ (ภาพนี้เมื่อมีอายุมากกว่าในเรื่องแล้ว - ขอขอบคุณภาพจากคุณกนก คุ้มประวัติ)      

     ค่ำวันนั้นผมกับไอ้เหม่งนั่งกินข้าวกันอยู่ที่ร้านหน้าบ้านที่ต่างคนต่างตักมา และมีเพื่อนเด็กตลาดเจ็ดเสมียนอีกหลายคนนั่งคุยกันอยู่ด้วย ไอ้เหม่งมันพูดกับผมว่า

    "พี่เก้วผมว่าที่ริมน้ำท่าโรงเลื่อยร้างที่มีต้นกอไผ่และต้นก้ามปูใหญ่รกครึ้มนั้น ท่าทางจะมีปลาชุมอย่างน้อยก็คงจะมีปลากดตัวใหญ่ ๆ ปลาตะเพียน  ปลาค้าว เราไปวางเบ็ดกันที่นั่นดีไหม"

    ไอ้เหม่งมันก็คิดแต่เรื่องหาปลาของมัน เพราะว่าถ้าออกหาปลา ป้าม่อม และพวกพี่ๆของมันไม่ค่อยว่าเท่าไหร่ แต่ถ้าเรื่องยิงนกนั้นน่ะไม่ได้เลยป้าม่อมแกตีตาย เพราะได้ห้ามไว้แล้ว ส่วนลุงเนียร (พ่อไอ้เหม่ง) นั้น แกก็ทำงานถ่ายรูปของแกไปไม่ค่อยได้ยุ่งเรื่องเด็กๆสักเท่าไรนัก

    ท่านผู้อ่านคงสงสัยว่าทำไมผมมีเพื่อน เฉพาะไอ้เหม่งคนเดียวหรือ ไม่ใช่นะครับ ความจริงผมกับเพื่อนรุ่นเดียวกัน เช่น ไอ้ธร ไอ้วี ไอ้โห้ ไอ้อู๊ด ไอ้มูล ไอ้โล ก็เคยไปด้วยกันบางที ไอ้โลและไอ้คดน้องของไอ้โล มันก็เคยไปยิงนกและตกปลาด้วยกันบ่อยๆ แต่ละครั้งก็สลับสับเปลี่ยนกันไป แล้วแต่ว่าใครจะมาชวนผมถ้าเห็นดีผมก็ไปด้วย  

     มาวันนี้ไอ้เหม่งมันมาเสนอผมอีกแล้ว ให้ลองไปดูตรงท่าโรงเลื่อย เลยท่าโรงสีไปหน่อย โรงเลื่อยนี้ผมก็เข้าใจเอาว่าเป็นโรงเลื่อยที่ร้างแล้วไม่มีคนอยู่ ต้นไม้ขึ้นรกครึ้มไปหมด  
        
ดังนั้นในตอนสายของวันรุ่งขึ้น ผมกับไอ้เหม่งก็เตรียมตัวกันแบกคันเบ็ดกันคนละคัน พร้อมด้วยเหยื่อซึ่งเป็นไส้เดือนเป็นๆ ซึ่งผมไปขุดเอามาใส่กระป๋องนม แล้วเอาดินร่วนๆกลบเอาไว้สำหรับเป็นเหยื่อเกี่ยวกับเบ็ดตกปลา ผมกับไอ้เหม่งเดินลัดเลาะกันไป จากบ้านห้องแถวที่ตลาด 

      ก็ไม่ไกลหรอกครับเดินผ่านโบสถ์ ศาลา แล้วก็ท่าวัดทะลุไปถึงท่าน้ำของโรงสีไฟเจ็ดเสมียน ท่าโรงเลื่อยนี้ก็ติดกับท่าโรงสีนั่นเอง ที่ท่าโรงสีนั้นเป็นที่จอดเรือของพวกที่เอาข้าวเปลือกมาสี และมารับข้าวสารที่สีจากข้าวเปลือกเสร็จแล้ว และเป็นที่อาศัยจอดเรือของผู้ที่บ้านอยู่ฝั่งแม่น้ำ ตรงข้ามกับโรงสี ที่จะมาธุระที่วัดด้วย

     ท่าโรงสีนี้จึงมีคนพลุกพล่านมากม่ค่อยมีปลามาอยู่แถวนี้หรอก ผมเคยมาตกปลาที่ท่าโรงสีนี้หลายหนกับพวกไอ้ธร ไอ้โห้ ไอ้อู๊ด ก็เคย ไม่ค่อยได้ปลาธรรมดาหรอกครับ จะได้บ้างก็เป็นปลากระทิง ที่ท่าโรงสีนี้เขาจะใช้ลำไม้ไผ่จำนวนมาก มาผูกเป็นแพ เพื่อลำเลียงข้าวสาร หรือสินค้าอื่นๆที่มาอาศัยท่าโรงสีนี้ลงเรือที่แพนี้ ที่สมัยนี้เขาจะเรียกว่า โป๊ะ แพที่ท่าโรงสีนี้ก็ใหญ่พอสมควร เพราะต้องรับคนมากๆนั่นเอง

     ปลายไม้ไผ่ที่เขา นำมาผูกเป็นแพนั้น บางลำก็มีรูเป็นกระบอก บางลำเขาตัดพอดีกับข้อมันก็ไม่มีรูกระบอก รูกระบอกไม้ไผ่ลำที่จมน้ำนี้แหละที่ เป็นที่อาศัยของปลากระทิง การจับมันหรือตกมันนั้นก็เอาเหยื่อเกี่ยวกับเบ็ดแล้ว หย่อนลงไปตรงปลายกระบอกนั้น ถ้ามีปลากระทิงอยู่ในนั้นมันก็จะพุ่งออกมากินเหยื่อทันที   
    
ปลากระทิงนี้  เป็นปลาตัวกลมๆ ที่มีหนังลายเหมือนงูมีเกล็ดเล็กๆ จนมองแทบไม่รู้ว่าเป็นปลามีเกล็ด มีเมือกเล็กน้อย มีเนื้อเยอะ คนที่เคยได้กินแล้วบอกว่าอร่อยมาก ไม่เหม็นคาวผมมาตกปลากระทิงนี้ที่ท่าโรงสีบ่อยๆ และบางครั้งผมกับไอ้เหม่งก็ตกได้ครั้งละหลายตัว เมื่อผมหิ้วกลับไปที่ตลาดมีคนแก่ๆที่ตลาดหลายคน เช่นแป๊ะอู๋เตี่ยเฮียแก่เล็ก ตาเอี๋ย เตี่ยไอ้โล และอีกหลายคนที่บ้านอยู่หลังตลาด ฝั่งบ้านไอ้ธร ผมจำไม่ได้แล้วว่าใครมั่ง มาขอซื้อปลากระทิงผมบ่อยๆ ได้ตัวละบาท สมัยนั้นก็ไม่เลวนะ

  แป๊ะอู๋ เตี่ยเฮียแก่เล็ก

    ผมเคยไปดูเขาทำปลากระทิง ที่บ้านหลังตลาดแถวเก่ากับไอ้เหม่ง จำได้ว่าเขาทำเสร็จแล้ว แต่ยังไม่ได้ประกอบเป็นอาหาร เขาบอกว่าปลากระทิงสดๆ นั้นทำอาหารอร่อยได้หลายอย่างมาก (ผมก็ว่าน่าจะเหมือนกับปลาทั่วไปแหละ )วิธีการทำเท่าที่ผมเห็นที่เขาทำเสร็จแล้วนั้น ก็คือขั้นแรกเขานำปลานี้ไปล้างเสียก่อน แต่เวลาล้างต้องเคล้าเกลือให้ทั่วก่อนแล้วล้างน้ำหลายๆ ครั้ง

    ชาวบ้านมักจะนำปลากระทิงนี้ทำเป็น ปลากระทิงต้มยำ ต้มโคล้ง ปรุงรสจัดให้เปรี้ยวจากมะขามสด  แต่ก่อนจะทำต้องล้างให้หมดเมือกจริงๆ แล้วย่างไฟให้มีกลิ่นหอมเสียก่อน แล้วจึงนำไปต้มในน้ำที่เดือดจัด ใส่เครื่องเทศต่างๆในการต้มยำลงไปก่อน เพื่อให้กลิ่นหอมออกมาดับกลิ่นคาว แล้วจึงใส่ปลา เนื้อปลาจะสุกหวานอร่อยแซบถึงใจผู้ที่ได้กินจริงๆ เทอญ………
      จะอย่างไรก็แล้วแต่ เชื่อไหมผมกับไอ้เหม่ง ไม่เคยได้กินเนื้อปลากระทิงที่ผมตกได้เลย เพราะว่าแม่ของผมไม่ยอมทำให้กินเด็ดขาด เขาว่ามันเหมือนงูปลาอื่นๆมีกินถมไปทำไมไม่กินแม่ผมบ่นอย่างนี้  อ้าวแล้วผมตกมาทำไมตกมาก็เพราะจะเอาไปขายให้กับคนที่ตลาดที่เขาต้องการ ตัวละบาทหรือสองบาทแล้วแบ่งตังค์กับไอ้เหม่ง เก็บเอาไว้จะ ไปเที่ยวงานหาดทรายที่โพธาราม กับเฮียแก่เล็กลูกแป๊ะอู๋ เพราะได้นัดกันเอาไว้แล้ว ประมาณกลางเดือน มกราคม นี้แหละ
       แล้วไอ้เหม่งล่ะไม่เอาไปให้ทางบ้านมันต้มกินบ้างหรือ ป้าม่อมแม่มันเขาก็ไม่เอาหรอกครับ บอกให้เอาไปให้คนที่เขาชอบเถอะไป๊..... ป้าม่อมแกว่าอย่างนั้น แล้วไอ้เหม่งก็โดนแม่มันบ่นอานไปเลย

   ผมดั้นด้นมาถึงท่าโรงสีแล้ว  มองต่อไปที่ท่าโรงเลื่อย เห็นมีต้นก้ามปูใหญ่ สองสามต้นขึ้นอยู่ และมีกอไผ่ขึ้นอยู่ที่ริมน้ำ ก้ามปูใหญ่ร่มครึ้มมีดอกมีใบและมีฝักของต้นก้ามปูนี้ หล่นลงมาทับถมกันหนาเตอะ คงจะนานมาแล้วที่ไม่มีคนมาทำความสะอาดเลย ตรงริมน้ำไต้ต้นก้ามปูนั้นมีศาลาริมน้ำเล็กๆอยู่หลังหนึ่ง มันเก่าผุพังเต็มทีแล้วแต่ยังพอมองเห็นร่องรอย ของพวกที่มาจับปลาและมาอาศัยนั่งที่ศาลานี้ เห็นได้จากก้นบุหรี่ใบจาก ที่คนหาปลาสูบแล้วทิ้งเอาไว้
      ผมพูดกับไอ้เหม่งว่า  เหม่งโว้ยท่าโรงเลื่อยนี้ทำไมมันจึงรกมากขนาดนี้วะไอ้เหม่งว่า อย่างนี้ซิดีไม่ค่อยมีคนมากวนปลา ปลาคงมีเยอะน่ารกก็ชั่งมัน แล้วผมกับไอ้เหม่งก็เดินไปที่ศาลาท่าน้ำนั้น เอามือปัดกวาดใบไม้ที่กระดานพื้นเสียหน่อย  แล้วเอาคันเบ็ดกับกระป๋องเหยื่อวางไว้ก่อน แล้วนั่งลงคุยปรึกษากันถึงลู่ทางที่จะวางเบ็ด ตกปลากัน พร้อมๆกับสอดส่ายสายตา

   มองจากตลิ่งเข้าไปยังริเวณโรงเลื่อยเก่านี้ ทางด้านขวามือติดกับกำแพงปูนของโรงสี ยังมีบ้านหลังใหญ่อีกหลังหนึ่งปลูกอยู่  ท่าทางจะมีคนเฝ้าแต่ไม่มีความเคลื่อนไหวอะไร บ้านใหญ่หลังนี้ผมเข้าใจว่าคงจะเป็นที่อยู่ของเจ้าของ และคงจะทำเป็นที่ทำงานด้วย ในตอนที่เขายังประกอบกิจการโรงเลื่อยอยู่

 แม่น้ำแม่กลองในหน้าน้ำขึ้นเมื่อสมัยเกือบ ๕๐ ปีมาแล้ว น้ำเข้าท่วมตลาดเจ็ดเสมียน คนที่เล่นน้ำอยู่นั้นยืนกันอยู่ที่หัวบันไดท่าน้ำ มองเห็นเขางูที่อยู่ทางด้านซ้ายของภาพ  

     
เวลานั้นยังไม่ถึงสี่โมงเช้า้ำในแม่น้ำแม่กลองไหลเอื่อยๆ โดยเฉพาะที่ท่าโรงเลื่อยนี้ น้ำจะวิ่งไหลเป็นสายตรงดิ่งมาจากทางวัดสนามชัย แล้วเลยไปทางท่าใหญ่ที่ตลาดเจ็ดเสมียน แล้วน้ำจะเชี่ยวอีกทีก็ตรงวัดใหม่ชำนาญ เพราะตรงนั้นเป็นทางหักเลี้ยวของสายน้ำ ลำน้ำวิ่งเข้ากระแทกตลิ่งที่หักเลี้ยวนั้น น้ำวนเป็นหลุมลึกน่ากลัวมาก แล้วพุ่งออกทางขวาไปผ่านวัดบ้านซ่องอีกทีหนึ่ง

   มีอยู่คราวหนึ่ง ผมกับเพื่อนๆอีกหลายคนในตลาดเจ็ดเสมียนนี้ วิ่งแข่งกันไปดูเขาจับปลาตรงคุ้งน้ำวัดใหม่ ที่น้ำไหลวนดูดเป็นหลุมลึกลงไป วันนั้นจำได้ว่ามีคนที่ไหนไม่รู้สมคบกับคนที่เจ็ดเสมียนนั้น ประดิษฐ์ลูกระเบิดที่ระเบิดในน้ำได้  แล้วไปหย่อนระเบิด เอาไว้ต้นๆน้ำ แถวๆ กลางแม่น้ำตรงท่าใหญ่แล้วรีบพายเรือหนีไป 
      สักครู่ได้ยินเสียงึบๆกระเทือนๆอยู่ไต้น้ำ บริเวณท่าใหญ่ไม่กี่นาทีต่อจากนั้น ก็เห็นปลาใหญ่น้อยทั้งหลาย ในแม่น้ำนั้นลอยขึ้นมาเป็นแพขาวไปหมด บางตัวก็ตายสนิทแล้วแต่บางตัวที่เป็นปลาใหญ่หน่อย ก็ยังดิ้นกระแด่วอยู่

    ฝ่ายพวกที่พายเรือหนีแรงระเบิดนั้นก็หวนกลับมาอีกครั้ง พร้อมด้วยพรรคพวกที่ได้แนะกันไว้อีกหลายลำ มีอุปกรณ์ เช่น สวิง และถังสำหรับใส่ปลา  รีบมาจับปลาที่มองเห็น มันลอยหงายท้องป่องเป็นแพอยู่

     มีพวกเจ็ดเสมียนหลายคนเหมือนกัน ที่เป็นคนโตแล้วก็รีบว่ายน้ำออกไปจับกันกับเขาด้วยได้มาคนละหลายๆตัว แต่ถ้าหากได้ตัวใหญ่ๆเช่นปลาค้าว ปลายี่สก ปลาตะเพียน ปลากราย ที่ลำตัวแบนๆมีจุดดำๆไปตลอดจนถึงหาง คนที่เป็นผู้หย่อนระเบิดลงน้ำนั้น ก็จะพายเรือมาขอเอาคืนไปเสียฉิบ บอกว่าเขาเป็นผู้ลงทุนเขาก็ต้องได้มากๆหน่อย บางรายมีเรื่องกันไม่ยอมให้ปลาเขา บอกว่าปลามันอยู่ในน้ำไม่มีเจ้าของจะเอาไปได้อย่างไร มีการเอาพายฟาดกันด้วยจะอะไรกันนักหนา

     ลำน้ำแม่กลองระหว่างตรงหน้าตลาดเจ็ดเสมียนถึงวัดใหม่ชำนาญ ไหลเอื่อยๆเหมือนไม่รีบร้อนอะไรนัก เมื่อสมัย ๔๐ -๕๐ ปีก่อนนั้นกระแสน้ำตรงหน้าตลาดเจ็ดเสมียน ไหลแรงและเร็ว พุ่งเข้าชนตลิ่งที่โค้งออกมาตรงก่อนถึงวัดใหม่(หรือไกล้ๆเชิงสพานทางด้านซ้ายมือ ที่เห็นในภาพนี้) ทำให้น้ำตรงเวิ้งนั้น วนเป็นเกลียว ดูดสิ่งของที่ตกลงไป ดูน่ากลัวมาก   

      จากภาพทางด้านซ้ายมือมองเห็นโบสถ์ของวัดใหม่ชำนาญอยู่ลิบๆ คนที่มาระเบิดปลาตามในเรื่องนั้น จะวางระเบิดแถวๆหน้าตลาดเจ็ดเสมียนนี้ แล้วพายเรือไล่เก็บปลาที่ตายลอยขึ้นมากัน ไปจนถึงหน้าวัดใหม่ชำนาญ ภาพนี้ถ่ายเมื่อ วันที่ ๑๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๑ นายปฏิพัทธ์ ถ่ายภาพ

       มีภาพอีกภาพหนึ่งที่อยากให้ท่านได้ดูครับ  จะเห็นได้ว่า สภาพของลำน้ำเดิมๆ ตรงวัดใหม่ชำนาญนั้น เป็นคุ้งน้ำ พอน้ำไหลพุ่งตรงไปถึงตรงนั้นก็ จะชนกับตลิ่งที่คุ้งนั้น จะเกิดเป็นน้ำวน ดูน่ากลัวครับ แล้วน้ำก็จะเบี่ยงเส้นทางไปทางขวา แล้วไหลเรื่อยไป ผ่านวัดบ้านซ่อง แล้วไหลผ่านตัวจังหวัดราชบุรีไป (คลิ๊กที่นี่เลยครับ)

    วันนั้นผมและพวกก็ลงจับกับเขาเหมือนกัน  ได้แต่ปลาตัวเล็กๆ เพราะไปอยู่ที่แถววัดใหม่ ที่ต้นทางเขาเก็บกันเกือบหมดแล้ว ผมได้ยินว่าระเบิดปลานั้นผิดกฎหมายอย่างหนักเลย เพราะจะทำให้ปลาเล็กปลาน้อยตายไปทั้งหมด และสิ่งธรรมชาติไต้น้ำที่สวยงามพลอยเสียหายไปด้วย แต่ถึงอย่างไรในเวลาต่อๆมาเว้นช่วงระยะไปไม่เท่าไร พวกเขาก็ยังมาระเบิดกันอีกตั้งหลายครั้ง (ท่านกำนัน และ ผู้ใหญ่เสงี่ยม มือปราบ ประจำตำบลเจ็ดเสมียน หายไปไหนก็ไม่รู้)

    สายน้ำตรงศาลาหลังเล็ก ี่เรานั่งพักกันอยู่ภายในรั้วโรงเลื่อยนั้นยังไหลเอื่อยๆ พัดพุ่มต้นอ้อที่อยู่ชายๆน้ำสั่นระริก เราสองคนนั่งดูบริเวณรอบๆสถานที่กันหลายรอบ จริงๆแล้วเราไม่ค่อยได้มาหาปลาในบริเวณนี้มาก่อนหรอก โดยมากมักจะไปหากันแถวตีนท่าที่ไม่เปลี่ยวนัก

    วันนี้ไอ้เหม่งมันเป็นคนออกหัวคิด ว่าทางนี้น่าจะมีปลาชุม ตามที่ได้กล่าวมาแล้วผมก็เห็นดีด้วย นั่งคุยกันสักพักเพลพอดีผมจึงได้เริ่ม เอาคันเบ็ดที่วางไว้กับพื้นศาลานั้น มาคลี่สายเบ็ดออกไม่ให้มันพันกัน ไอ้เหม่งก็เตรียมตัวทำแบบผม ผมเอาเหยื่อซึ่งเป็นไส้เดือนยังเป็นๆอยู่ มาเกี่ยวกับตัวเบ็ดเกี่ยวไปหลายๆรอบให้มันเป็นก้อนโตๆ นี่เป็นแบบเกี่ยวเหยื่อเพื่อตกปลาตัวใหญ่ๆนะ ถ้าบังเอิญปลาใหญ่ๆมันเห็นเหยื่ออย่างนี้ละก็ มันก็จะรีบฮุบทันที

    ผมกับไอ้เหม่งนั่งตกปลากัน อยู่ที่ริมศาลานั้นจนกระทั่งเที่ยง ยังไม่ได้ปลาเลยสักตัว เลยเที่ยงไปมากแล้วรู้สึกหิวข้าว ผมก็เลยบอกไอ้เหม่งว่า เฮ้ยเหม่งเรากลับกันเถอะ มึงบอกว่าปลาแถวนี้ต้องมีเยอะไง จนป่านนี้แล้วยังไม่มากินเบ็ดเราสักตัว หิวข้าวแล้วโว้ย ทีแรกไอ้เหม่งบอกว่า อีกสักประเดี๋ยวน่าให้ผมประเดิมสักตัวก่อนนะ ผมบอกว่าบ่ายแล้ว เรากลับไปกินข้าวกันก่อนดีกว่า เรื่องอื่นแล้วค่อยว่ากันอีกทีดีใหม ไอ้เหม่งก็เห็นดีด้วย เพราะว่ามันก็หิวข้าวเหมือนกัน

    เราจึงเก็บคันเบ็ดและเดินกลับบ้าน่านท่าโรงสีและท่าวัดเหมือนเมื่อขามา ก่อนจะเข้าบ้าน ไอ้เหม่งมันก็มีความคิดและบอกให้ผมฟังอีกว่า พี่เก้ว ผมว่าเอาอย่างนี้ไหมตอนค่ำๆวันนี้เราย้อนกลับไปที่นั่นอีกที คราวนี้เอาเบ็ดไปวางเลยกันดีกว่า ปักไว้สักห้าหกคันแล้วพอตอนเช้าวันพรุ่งนี้ค่อยไปกู้กัน ผมยังข้องใจไม่หายนะพี่ ว่าไอ้ทำเลตรงนั้นมันน่าจะต้องมีปลาเยอะแน่ๆเลย ผมฟังไอ้เหม่งมันเสนอมาแล้ว มาคิดดูก็เห็นด้วยกับมัน ว่าตรงนั้นที่จริงแล้วมันควรจะมีปลามากมายแต่ก็มีข้อแม้บ้าง ผมก็บอกมันว่า มันจะมีมากขนาดนั้นเลยหรือว่ะ 

    เอาน่าไอ้เหม่งว่า ลองไปดูกันอีกสักครั้ง ไปปักเบ็ดกันเดี๋ยวเดียวก็กลับ ไม่ได้ไปนั่งกันนานนี่นา แล้วพรุ่งนี้เช้าวันเสาร์เราค่อยไปกู้กัน ค่ำนี้แม่ผมก็ไม่อยู่ไปงานศพ  เออ !จริงๆด้วยผมคิดแม่ผมก็ไม่อยู่ ไปงานศพลุงปลูกกับแม่ไอ้เหม่งมันเหมือนกัน เราคงจะกลับมากันก่อนแม่ของเรากลับมาจากงานศพนั่นเทียว เพราะว่าถ้าค่ำมืดแล้วเวลาจะออกไปไหน ก็ต้องบอกพ่อแม่หรือผู้ใหญ่เสียก่อน ในกรณีนี้จึงไม่ต้องบอก  เพราะว่าเราจะรีบไปปักเบ็ดและก็จะรีบกลับมาก่อนเขากลับ จะได้ไม่ถูกดุ

 

 

    สองภาพข้างบนนี้ ถือว่าเป็นภาพที่สำคัญทีเดียว เพราะโรงเลื่อยร้าง ที่เป็นฉากของผมที่อยู่ในเรื่องนั้น ปัจจุบันนี้ไปมองหาไม่พบซากของโรงเลื่อย และโรงสีที่ผมอ้างถึงเสียแล้ว  เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม ที่ผ่านมานี้ ผมได้ไปสำรวจสถานที่นี้ จึงรู้ว่าสถานที่ของโรงเลื่อยร้างนั้น ปัจจุบันนี้ เป็นที่ตั้งโรงสูบน้ำ ของประปาหมู่บ้านเจ็ดเสมียน ไม่มีอะไรที่เป็นสิ่งที่จะบอกว่าเคยเป็น โรงสี หรือโรงเลื่อยมาก่อนเลย หายไปหมด

   ส่วนรูปบนนั้น ขวามือที่เป็นที่ว่างๆ (ติดกับ บริษัท หัวใชโป้ว ตราชฎา)เป็นสถานที่เผาศพของวัดเจ็ดเสมียน ทางเดินเป็นถนนลูกรังแดงๆนั้น เป็นทางเดินเข้าโรงสี ไฟเจ็ดเสมียน ของนายกิตติ วงษ์วานิชในอดีต อยู่หลังเรือนหุ่นราษฎร์บำรุง ของหลวงปู่หุ่น ที่สร้างไว้ให้เด็กนักเรียน โรงเรียนวัดเจ็ดเสมียน ใช้เป็นที่เรียนหนังสือกัน

     คิดได้ดังนั้นแล้วก็เลยตกลงกับไอ้เหม่งว่าราวๆสัก ๖ โมงเย็นนะกว่าๆนะเตรียมเครื่องมือให้พร้อมแล้วเจอกัน แล้วผมก็ไปเล่นขว้างลูกโจ๊ว กับพวกไอ้อู๊ด ไอ้โห้ และเด็กหลายคนที่หลังสถานีรถไฟ พอเย็นหน่อยผมก็มานั่งเล่นที่ร้านหน้าบ้าน ฟังผู้ใหญ่เขาคุยกัน มี เจ๊จรัส ลูกป้าม่อมขายปูนกินกับหมาก  พี่สะอาง กับพี่สะอาด ซึ่งเป็นช่างทำผม และคนอื่นอีกหลายคนเขาคุยกันท่าทางสนุกสนาน เห็นหัวเราะกันครืน แต่ผมก็จำไม่ได้แล้ว ว่าคุยกันเรื่องอะไรมั่ง ๕๐ ปีมาแล้วนะครับ 

     ตกค่ำวันนั้น ไอ้เหม่งมันก็เตรียมพร้อม มีเบ็ดที่จะเอาไปปักไว้หลายคัน สำหรับผมหาตะเกียงโป๊ะเก่าๆได้ลูกหนึ่ง เห็นแม่บอกว่าใช้มาตั้งแต่สมัยสงคราม ตอนผมเกิดพอดี เวลามีความจำเป็นก็ใช้จุดเรื่อยมา (ม่มีไฟฉาย ผมหาไม่เจอ หรือแม่จะเอาไปงานศพ) และเหยื่อซึ่งเป็นไส้เดือนอีกกระป๋องหนึ่ง ผมถือไม้รวกอันเหมาะมือไปด้วยอันหนึ่ง เผื่อหมาที่วัดหรือที่โรงสีไล่กัดจะได้ตีมัน และเอาไว้เผื่อตีงูด้วยเพราะสถานที่มันรกเหลือเกิน

    เกือบทุ่มแล้ว ผมกับไอ้เหม่ง เดินผ่านตลาด เห็นมีกลุ่มเด็กหญิงที่ตลาดนั่งคุยกันที่หน้าบ้านอี๊น้อย โดยไม่ได้สนใจผมทั้งสองคน  อีกประเดี๋ยวเราก็เดินผ่านท่าวัด ซึ่งตอนนี้มืดแล้ว หมาที่วัดเห็นคนเดิน ตะคุ่มๆอยู่ก็เห่ากันเกรียว แต่ผมก็ไม่กลัวอะไรหรอกเพราะว่าผมชินเสียแล้ว เพราะว่าเมื่อวันออกพรรษาที่ผ่านมา ผมกับไอ้เหม่งก็มาสมัคร เป็นลูกศิษย์วัดของ หลวงตาโก๋ ได้สามวันก็ลาออก จะมาเป็นอีกก็เฉพาะหน้าเทศกาลเท่านั้น ขนมที่วัดมากมายดี
          อากาศซึ่งมืดครึ้มตั้งแต่ตอนบ่าย พอถึงตอนนี้เริ่มมีลมแรง ฝนก็เริ่มจะลงเม็ด เปาะแปะ ถูกตัวเราบ้างแล้ว ผมบอกไอ้เหม่งว่า ฝนมันจะตกหนักหรือเปล่าก็ไม่รู้ซี ชักไม่ค่อยจะดีแล้วนะ เอาไว้ พรุ่งนี้ค่อยลงมือกันใหม่จะดีไหม

    ไอ้เหม่งว่า " ฝนนิดหน่อยน่า เรามาถึงตรงนี้และเตรียมอะไรมาแล้ว นี่ก็เกือบถึงแล้ว ปักเบ็ดเดี๋ยวเดียว เราไม่ได้ยืนตกกันนี่นา  คงไม่นานหรอก "   "เอ้าไปก็ไป " ผมว่า แล้วเราก็มาถึงท่าโรงสีพอดีกับฝนที่ตกลงมามากขึ้น 
    ผมกับเหม่งมุดรั้วโรงเลื่อยร้างที่ผุพังข้าไปเดินฝ่าต้นไม้ใบหญ้าที่ขึ้นรกมากนั้น นิดเดียวก็มาถึงยังจุดหมายของเรา คือที่ศาลาเก่าๆ ท่าน้ำนั้น ผมจุดตะเกียงโป๊ะ ติดแล้วก็ไขให้สว่างขึ้น ส่วนไอ้เหม่งมันก็รีบเอาเหยื่อไส้เดือนเกี่ยวเบ็ด ห้าอันนั้นด้วยความชำนาญ ฝนตกลงมามากกว่าเดิมนิดหน่อยไม่ถึงกับ ซู่ลงมาทีเดียว เปียกเสื้อพอชื้นๆ 

   พี่เก้ว ไอ้เหม่งมันเรียกผม  แล้วมันก็พูดขึ้น " พี่เอาตะเกียงวางไว้ตรงนั้นแหละ แล้วช่วยกันถือคันเบ็ดที่เกี่ยวเหยื่อแล้วนี้ไปปักกันเถอะ ไม่ต้องไปไกลหรอกนะเว้นระยะกันนิดหน่อยก็พอ "  แล้วมันก็เดินถือคันเบ็ดนำหน้าผมเหยียบลงไปที่ชายน้ำริมตลิ่ง ตรงใกล้ๆกับกอไผ่ที่บางส่วนขึ้นอยู่ในน้ำนั้น ท่ามกลางความมืดสลัวๆ ต้นก้ามปูใหญ่โบราณนั้นกิ่งก้านของมันยังช่วยบดบังความสว่างของท้องฟ้าให้มืดลงอีก ฝนก็ยังโปรยปรายมาเป็นระยะ

    ผมกับไอ้เหม่ง เดินท่องน้ำดังจ๋อมๆหาทำเลที่จะปักเบ็ดให้ได้ที่ดีที่สุด  บางตอนลึกถึงโคนขา ส่วนมืออีกข้างหนึ่งที่ไม่ได้ถือคันเบ็ดนั้นของผม ก็คอยปาดฝนที่ตกลงมาถูกหน้าที่หนาเม็ดขึ้น เสียงไอ้เหม่งว่า พี่เก้วปักได้บ้างหรือยังผมปักได้สามอันแล้วนะ ผมว่า พรุ่งนี้อย่างน้อยก็สี่ตัวแหละต้องได้แน่นอน ผมก็พยักหน้าแต่มันจะมองเห็นผมพยักหน้าหรือเปล่าก็ไม่รู้ 
     ผมเห็นฝนทำท่าจะตกลงมามากแล้ว ผมจึงปักเบ็ดสองอันที่อยู่ที่ผมไกลจากไอ้เหม่งมันหน่อยหนึ่ง แล้วลุยน้ำที่อยู่เลยเข่าขึ้นมาอีก เสียงหมาที่โรงสีมันเห่าหอน ไม่รู้ว่ามันเป็นอะไรกัน ผมเดินกลับมาที่ศาลาเล็กนั้น เห็นไอ้เหม่งมันปักเบ็ดเสร็จก่อนผมแล้วมายืนรอผมอยู่ตรงศาลาเล็ก ตรงที่ผมตั้งตะเกียงโป๊ะติดริบหรี่ๆอยู่นั้น ฝนก็เริ่มตกลงมาแรงขึ้นอีก พอผมเดินมาถึงที่ไอ้เหม่งรออยู่ ผมก็บอกไอ้เหม่งว่า เฮ้ย เหม่งเรารีบกลับกันเลยดีกว่าเบ็ดก็วางเสร็จแล้ว อย่าไปรออะไรเลยมันมืดเปียกก็เปียกว่ะ 
      ผมก็รอพี่อยู่นี่แหละ  ไอ้เหม่งว่า ผมจัดแจงคว้าตะเกียงที่ริบหรี่เต็มทน  น้ำมันคงจะหมดแหละท่า ผมว่า ขณะนั้นมีลมกระโชกแรงมาหน่อยตะเกียงก็ดับ ความมืดบริเวณนั้นปกคลุมเข้ามาเต็มที่  ผมความหาไม้ขีดในกระเป๋าโธ่กล่องไม้ขีดก็ดันเอาไว้ในกระเป๋าเสื้อตัวเก่งของผมด้วยซี เสื้อตัวบางมีลายเป็นตาหมากรุก ที่ผมชอบเอาไปอวดเพื่อนๆบ่อยๆ เวลาจะไปเที่ยวที่ไหนกันนั่นเอง ไม่ขีดเปียกหมดทั้งกล่อง ผมลองเอาออกมาขีดเท่าไรก็ขีดไม่ติด เวรกรรมจริงๆ 

     ในท่ามกลางความมืดนั้น ฝนก็ยังโปรยปรายลงมาอย่างไม่ขาดสาย แต่ก็ไม่หนักมากนัก ไม่ถึงกับขนาดห่าใหญ่ ผมบ่นกับไอ้เหม่งมันว่า ก็พี่บอกแล้ว กลับบ้านกันตอนที่ฝนจะเริ่มตกก็ดีแหละ ไอ้เหม่งก็ว่า แหมพี่ละก้อโทษ ผมอยู่เรื่อยเชียว ผมคว้าตะเกียง และกำหนดทางในใจแล้วว่ามันต้องเดินตรงไปทางนี้อีกหน่อยหนึ่ง แล้วก็ถึงรั้วเก่าๆ ผุๆ ของโรงเลื่อยร้างแห่งนี้ แล้วมุดออกไปก็จะโผล่ที่ท่าโรงสีพอดี ไม้สำหรับตีงู ตีหมาของผม ก็หล่นลงไปในน้ำไต้ศาลาเสียแล้ว
   
ในขณะที่ผมคิดอยู่นั้นสียงกบเขียดก็ร้องกันให้เซ็งแซ่ ในบริเวณ ต้นไม้ใบหญ้าที่รกครึ้มนั้น เสียงไอ้เหม่งมันร้องเพลงอะไรก็ไม่รู้  คิดว่ามันไม่ใช่เพลงหรอกนะ เพราะว่ามันสั้นๆ ผมเคยได้ยินมันร้องบ่อยๆ เวลามันไปกับผม ผมเคยถามมันว่า เพลงอะไรของมึงวะ มันก็บอกว่าไม่รู้ มันได้ยินมาตั้งแต่เกิดแล้ว คนที่บางโตนด บ้านเก่าของมันชอบร้องกันอยู่เรื่อยๆ คราวนี้มันก็ทำลายความเงียบขึ้นมาอีก ผมได้เคยฟังมันร้องมาแล้ว มันเหมือนล้อเลียนเสียงกบ เขียดนั่นแหละ

   “อึ้ง อ่าง เหล่นตูดกันละมั๊ง  เปล๊า  แฮะแอะ  สาวมีผ่าหนุ่ง  ผ่าอ่อมเด๊กๆ ต๊กเบ๊ด ก็ ไหม่ ด่าย  ถึงต๊กด่าย ก่อ ไหม่ ดี๊

         เสียงมันร้องอย่างนี้จริงๆ (ท่านผู้อ่านลองทำเสียงเหมือนมันดูสิ มันขำดีนะ)  แล้วมันก็ร้องวนไปวนมาอีกหลายเที่ยว จนกระทั่ง มีสิ่งหนึ่งที่ทำให้มันหยุดร้องเพลง

      ในขณะที่ผมคว้าตะเกียงได้แล้ว กำลังจะเดินออกจากตรงนั้น และไอ้เหม่งกำลังร้องเพลงอยู่นั้น มีเสียงๆหนึ่งดังขึ้นมาค่อยๆ เลยกอไผ่นั้นไปทางเหนือ ไอ้เหม่งมันหยุดร้องเพลงของมันทันที แล้วเงี่ยหูฟัง เสียงที่ดังเพิ่มขึ้นเรื่อย นั้นมันดังมาจากชายน้ำนั่นเอง เสียงเหมือนพายเรือดังจ๋อม ๆ ๆ ๆตรงมายังพวกผม อ๋อเสียงพายเรือของคนหาปลานั่นเอง  แถวๆชายฝั่งของแม่น้ำนั้น ปกติแล้ว จะมีคนพายเรือหาปลาอยู่เสมอ ผมกับไอ้เหม่งใจชื้นขึ้นมาเป็นกอง สักครู่ก็เห็นเรือเล็กๆลำหนึ่ง ซึ่งเป็นเรือหาปลา โผล่พ้นดงต้นอ้อไกล้กอไผ่ เข้ามาในร่มเงาของต้นก้ามปูแล้วตรงมายังศาลา ที่ผมกับไอ้เหม่งหลบฝนกันอยู่

    มีตะเกียงโป๊ะจุดมาเห็นแสงริบหรี่างอยู่ตรงกลางลำเรือดวงหนึ่งด้วย ฝนตกลงมาไม่มากอย่างนี้ โป๊ะแก้วของตะเกียงแบบนี้กันได้ดีทั้งลมทั้งฝนเลยทีเดียว ผมกับไอ้เหม่ง พยายามเพ่งมองชายหาปลาคนหนึ่งที่กำลัง จะนำเรือเข้ามาจอดหลบฝนที่ศาลาแห่งนี้  

    พยายามดูให้ได้ว่าคนหาปลาคนนี้เป็นใคร ใส่กางเกงและเสื้อสีดำหมดทั้งชุด ที่หัวมีผ้าขาวม้าเก่าๆ หมองคล้ำแล้วมีลายตาหมากรุกโพกอยู่  อากาศสลัวจนมองเห็นหน้าไม่ชัด ถ้าเป็นคนทางตลาดหรือนอกๆออกไปหน่อยผมก็จะรู้จัก และจะได้ทักทายกันด้วย เขาจอดเรือแล้วเอาเชือกผูกเรือไว้ตรงเสาศาลาที่ปลูกล้ำไปในน้ำ เสร็จแล้วก็เดินลุยน้ำขึ้นมาทางผมกับไอ้เหม่ง

   พอมาใกล้ที่จะเห็นกันแล้วผมค่อยโล่งอกออกมาหน่อย ไอ้เหม่งก็มีอาการเดียวกับผม  ลุงปลูกนั่นเองคนที่เดินขากระเผลก เพราะว่าขาแกเสียไปข้างหนึ่งไม่รู้ว่าไปโดนอะไรที่ไหนมานานแล้ว ผมเห็นแกเดินไปตลาดบ่อยๆ ไปหาซื้อเหล้าที่ห้องแถวร้านเจ๊เซี้ยมกิน แล้วก็เดิน กระเผลกกลับบ้านแกที่ริมทางรถไฟ บ้านแกอยู่ริมทางรถไฟใกล้ๆบ้านป้าแหลวขายขนมจีน 
    เมื่อผมเห็นดังนั้นผมก็เลยร้องทักแกไปว่า อ้าวลุงไปไหนมาเนี่ย... หือ  แกบอกเสียงแหบๆว่าไปวางเบ็ดทางโน้นมา ฝนมันตกก็เลยว่าจะมาแวะหลบฝนตรงนี้สักหน่อย แล้วพวกแกล่ะไปไหนกันมา ผมตอบว่าพวกผมมาวางเบ็ดกันน่ะ เสร็จแล้วจะกลับกันอยู่แล้ว ลุงมาพอดีเลย 
    เออรีบๆกลับกันหน่อยนะแกว่า มืดๆอย่างนี้แถวนี้มันอันตรายงูก็ชุมไม่ค่อยมีคนมากันหรอก  เดี๋ยวแม่มึงเสร็จจากงานแล้วไม่เห็นพวกมึงจะโดนตีซะเปล่าๆ ลุงต้องไปก่อนละฝนชักซาเม็ดแล้วหละ แกว่าแล้วก็เดินไปที่เสาศาลาที่ผูกเรือไว้แก้เชือก แล้วกระโดดขึ้นเรือพายเรือออกไปได้ยินเสียงพายกระทบน้ำดัง จ๋อมๆ เห็นแต่แสงไฟแดงๆ วาบๆ ที่ปลาย มวนยาสูบของแกห่างออกไปจนลับตา อ้าวแกมาแวะนิดเดียวแล้วแกจะรีบไปไหนของแกวะน่ะ ผมบอกไอ้เหม่ง แต่ไอ้เหม่งมันเฉยๆไม่ออกความเห็นมา

    และแล้วผมก็ฉุกคิดอะไรได้อย่างหนึ่ง อยู่ๆเส้นผมบนหัวและขนที่แขนลุกพรวดขึ้นมาทันที  ผมบนหัวงี้ชี้เด่ ผมคว้าตะเกียงโป๊ะได้แล้วลากไอ้เหม่ง ออกมาจากศาลานั้น โดยที่ไม่ได้บอกอะไรไอ้เหม่งเลยสักคำ ไอ้เหม่งมันก็นกรู้มันรู้ว่าต้องมีอะไรสักอย่างเป็นแน่แต่ขณะนั้นมันยังคิดไม่ออก มันจึงออกวิ่งฝ่าความมืดสลัวๆนั้น ตามผมมาอย่างไม่คิดชีวิต

    ท่ามกลางความมืดสลัวๆนั้น ผมและไอ้เหม่งวิ่งลุยต้นไม้ใบหญ้า เนื้อตัวมอมแมมไปหมด มือหนึ่งก็ถือตะเกียงโป๊ะอีกมือหนึ่งวาดไปข้างหน้า กลัวจะไปชนอะไรเข้า เพราะความมืด มาถึงรั้วจนได้แล้วมุดรั้วเก่าๆ ผุๆ ของโรงเลื่อยร้างนั้นออกมาแล้ว วิ่งตื๋อด้วยความเร็วสูงสุดขนลุกชันสุดขีด ผ่านท่าน้ำโรงสีมาแล้วได้ยินหมาวัดเห่ากันเกรียว วิ่งอีกประเดี๋ยวก็มาถึงหน้าตลาด บ้านไอ้เหม่งที่เป็นร้านถ่ายรูป ติดกับบ้านผมยังสว่างไสวไปด้วยแสงไฟฟ้า ตอนนั้นเพิ่งจะประมาณ 2 ทุ่มเท่านั้น

   ผมกับไอ้เหม่งวิ่งมาหอบกันอยู่ที่หน้าตลาด มือข้างหนึ่งของผมถือตะเกียงโป๊ะอยู่ หน้าซีดเหลืองเป็นไก่ต้มทั้งคู่ มีเด็กตลาดเดินผ่านมามองผมกับไอ้เหม่งด้วยความสงสัยแต่ไม่พูดอะไร พวกเขาคงคิดว่าผมไปเล่นฟุตบอลล์ ที่หน้าโรงเรียนกันมาเป็นแน่
   เมื่อพอจะหายเหนื่อยดีแล้ว ไอ้เหม่งมันถามผมว่า มีอะไรหรือพี่ทำไมต้องรีบวิ่งกันมาขนาดนี้ด้วย แม่เราไปงานศพลุงปลูกยังไม่กลับกันเลย เพราะว่าเพิ่งสองทุ่มพระก็คงเพิ่งเริ่มสวดละมั๊ง

  ผมถามไอ้เหม่งว่า  เฮ้ยเหม่งคนที่แม่มึงกับแม่กูไปงานศพเขานั่นน่ะ ขาเสียข้างหนึ่งใช่ไหมวะ ไอ้เหม่งก็พยักหน้าแล้วว่าใช่พี่ ผมพูดต่อว่าแล้วก็คนที่พายเรือไปหาเราที่ศาลาโรงเลื่อยร้างเมื่อกี้นี้นั่นน่ะ ขาก็เสียข้างหนึ่งเดินโขยกเขยกมึงไม่เห็นหรือ  

   ไอ้เหม่งเพิ่งนึกได้ขนหัวขนแขนมันลุกเกรียว แล้วพูดว่าแกเดินเหมือนขาสั้นข้างหนึ่งจริงๆด้วย ผมเห็นหน้าลางๆมองไม่ถนัด ชิ๊บหาย...! โดนผีหลอกเสียแล้วละกูมิน่าล่ะผมเห็น แกเอาใบตองขึ้นมามวนกับเส้นยาสูบ มวนใหญ่เท่าด้ามพายยาวเป็นคืบ สูบแดงวาบวาบแน่ะ ไอ้เหม่งมันสบถออกมาดังลั่น
    รุ่งเช้า ผมกับไอ้เหม่งก็ไม่ได้ไปกู้เบ็ดที่ปักไว้ และผมก็ไม่ได้เล่าให้ใครฟัง เดี๋ยวมันจะหาว่าผมบ้าหรือตาฝาดไป แต่ผมยืนยันได้ว่าผมเห็นลุงปลูกที่แกตายเพราะแกเมา แล้วเดินตามทางรถไฟจะเข้าบ้าน เลยถูกรถไฟเฉี่ยวเอาไปตายโรงพยาบาลโพธาราม ตั้งศพสวดที่บ้านได้สองคืนแล้ว แกไปหาผมให้ผมกับไอ้เหม่งเห็นจริงๆ ั้งแต่นั้นมา ผมก็ไม่ได้ผ่านเข้าไปวางเบ็ดที่ริมน้ำ ภายในโรงเลื่อยร้างนั้นอีกเลย..              

    ปรดติดตามตอนต่อไป  (คลิ๊กที่)    อ้เหม่ง ๒    ในน้ำมีปลาในนามีข้าว

ายแก้ว เขียน  อ้เหม่ง ๓ (ท่าน้ำโรงเลื่อยร้าง )  สงวนลิขสิทธ์ตามกฏหมาย

จำนวนผู้เข้าชม: 3410
ความเห็น (0)Add Comment

เขียนแสดงความเห็น
อนุญาติให้เฉพาะสมาชิกเท่านั้นที่สามารถเขียนแสดงความเห็นได้ โปรด Login หรือ ลงทะเบียน

busy
 
คุณ ๆ ที่แวะเข้ามาชมเวบเจ็ดเสมียน มีอายุเท่าไรกันบ้างครับ
 
เวบเพื่อนบ้าน
เรารักสุพรรณฯ
จำนวนผู้เยี่ยมชม
 วันนี้93 
 เมื่อวานนี้147 
 สัปดาห์นี้358 
 เดือนนี้3849 
 ทั้งหมด641910 

(C) Fliesenstadt
ผู้ที่กำลังใช้งาน
เรามี 19 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
เรื่องใหม่