สงครามโลกครั้งที่ ๒ ที่เจ็ดเสมียน ๒

เรื่องราวเก่า ๆ ของชาวตลาดเจ็ดเสมียน
alt
 
เครื่องบินทิ้งระเบิดขนาดหนัก ของทางฝ่ายสัมพันธมิตรกำลังโปรยระเบิดลงมา เมื่อสงครามโลกครั้งที่ ๒
 
  สงครามโลกครั้งที่ ๒ ที่ตำบลและตลาดเจ็ดเสมียนเกี่ยวข้องด้วย เมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๗

          ๔  ธันวาคม   ๒๔๘๗ ันหนาวๆร้อนๆปวดศรีษะจะเป็นไข้มาหลายวันแล้ว  ต้องลาหยุดโรงเรียน 2 วัน นอนแซ่วอยู่กับบ้าน ไปโรงเรียนนานๆว่าเบื่อครั้นนอนอยู่บ้านเพียง 2 วันเท่านั้นก็รู้สึกเบื่อเสียอีกแล้ว  อะไรๆก็เบื่อแล้วจะทำอะไรกินกัน มิอดตายหรือ

    สัก ๕โมงเย็นแล้วฉันนั่งเล่นอยู่ในบ้าน   เพราะออกมาข้างนอกมันหนาว  อากาศหนาวเริ่มพัดตรงมา ออกมานั่งตากลมข้างนอกกลัวว่าจะหนาวเกินไป สักครู่มีเสียงดังหึ่มๆครางมาแต่ไกลทางหลังบ้าน ฉันไม่เอาใจใส่เวลากลางวันอย่างนี้  มันคงบินมาตรวจการณ์ ของมันกระมัง แต่ที่ไหนได้ทางทิศบ้านโป่ง   หนองปลาดุก ดังครืนๆกันใหญ่แล้ว 

         ฉันทนนั่งอยู่ไม่ได้จึงลุกออกไปข้างนอก ที่ทางรถไฟมีคนยืนดูกันหลายคน ฉันมองไปทางเหนือเห็นมีควันขึ้นกลุ่มใหญ่ ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าคล้ายขี้เมฆ และมีฝูงเครื่องบิน ๑๐ เครื่อง  บินไปทางทิศตะวันตก มีคนพูดว่าไม่บ้านโป่งก็หนองปลาดุกแล้วต้องถูกระเบิด

    ฉันยืนดูอยู่เป็นปกติเพราะมันห่างไกลจากบ้านฉันนัก ประมาณสัก ๑๕นาทีเห็นจะได้  ทางทิศไต้มีเสียงเครื่องบินดังขึ้นอีก  ฉันแลไปเห็นมี ๒ ฝูงบินข้างหน้า ๙ เครื่อง  เว้นระยะห่างกันและตามหลังมาอีก ๑๒ เครื่อง  คราวนี้ ๒๑ เครื่องดังลั่นไปทั้งท้องฟ้า  บินวนไปทางทิศตะวันออกเฉียงไต้  แล้วก็ทำท่าจะวกมาตามทางรถไฟ 

 

 

    ฉันนึกเกรงเหมือนกัน  กลัวมันเห็นเข้ามันจะเอาปืนกลกราดเอา จึงหลบๆไปทางรั้วมะขามเทศดูมันบินกัน  เวลามันเอียงปีกเข้ากับแสงแดดส่องแสงแปลบปลาบเข้าตา  ล้วนแต่เป็นชนิด  ๒  เครื่องยนต์ แต่อีลำหน้าดูลำดำมะเมื่อมและลำใหญ่ คงจะเป็น  ๔  เครื่องยนต์นำหน้าเพื่อนมันบินทื่อๆไปทางเหนือ พวกฉันดูตามจนพวกมันบินไปถึงที่ ๙ ลำหน้า  ก็บินจิกหัวลงทิ้งระเบิดตูมๆตามๆครื้นครั่นสนั่นไป ขณะที่เรือบินดำดิ่งทิ้งระเบิดนั้นก็มีประกายแวบๆตามข้างเรือบิน เขาว่าข้างล่างก็ยิงขึ้นไป 

         มีกลุ่มควันดำๆตามข้างๆเรือบินมากมาย พอขาดเสียงระเบิดก็มีควันสีขาวสีดำลอยขึ้นจากข้างล่างขึ้นสู่ท้องฟ้า ฉันดูเหมือนที่เก่าที่ ๑๐ เครื่องมาทิ้งแล้วนั้นเอง ควันขึ้นสู่ท้องฟ้าสูงมากคล้ายกับจะไหม้ตลาดใหญ่ๆอย่างนั้นแหละ ฉันหวั่นว่าอาจจะเป็นบ้านโป่งถูกบอมบ์ก็ได้ แต่บางคนเขาว่าหนองปลาดุก พวกเรือบินพอทิ้งแล้วมันก็เลยไปเลยไม่วกกลับมาดังพวกแรก เวลายิ่งล่วงไปพวกควันขาวเหล่านั้นก็ยิ่งมีมากขึ้นและลอยขึ้นไปไม่รู้จักสิ้นสุด

   น่ากลัวเหลือเกินมากันทีมากมายอย่างนี้ก็แย่เท่านั้น  เมื่อครั้งก่อนเห็นทีละเครื่อง ๒เครื่องและมากลางคืนไม่สู้น่ากลัว  เดี๋ยวนี้ทีหนึ่งมากันตั้ง  ๒๐ – ๓๐ อย่างนี้ กลางวันแสกๆกลับมาทิ้งระเบิด เออ! ไม่ตายคราวนี้แล้วจะตายเมื่อไรกันเล่า  

  ฉันดีหน่อยที่อยู่เสียตามบ้านนอก แต่ก็หวั่นอยู่ว่าใกล้ทางรถไฟ ก็ยังดีกว่าอยู่ตลาดใหญ่ เวลามันมาทิ้งระเบิดกันนี้พวกโพธารามหรือบ้านโป่ง จะอกสั่นขวัญแขวนไปถึงไหนหนอ

  กลางคืนฉันไปยืนดูอยู่ข้างทางรถไฟที่ป้ายวัด เห็นมีแสงแดงจับท้องฟ้า สักพักก็มีไฟแวบขึ้นเป็นคราวๆ นี่ถ้าจะโดนหนองปลาดุกถูกถังน้ำมันเข้าอีกแล้ว ไฟจึงได้ลุกมากมายนักและถังน้ำมันระเบิดอยู่เรื่อยๆ โดนหนองปลาดุกก็ดีพวกเราจะได้ค่อยยังชั่วหน่อย  พวกญี่ปุ่นคงตายมากญี่ปุ่นตายช่างมันเถอะ พวกเราอย่าตายก็แล้วกัน ฉันเดินกลับบ้านด้วยความสยดสยองใจ

alt

  แป๊ะอู๋ คนเก่าแก่ของตลาดเจ็ดเสมียน อยู่ที่ตลาดเจ็ดเสมียนก่อนสงครามโลกครั้งที่ ๒ ปัจจุบันนี้เสียชีวิตไปแล้ว คงเหลือแต่ลูกหลานที่ยังอยู่ที่ตลาดเจ็ดเสมียนต่อไป

  ๒๘ มกราคม   ๒๔๘๘  ญี่ปุ่นมาอยู่เจ็ดเสมียนอีกแล้ว มาอยู่หลังตลาดเจ็ดเสมียนไปสัก ๑ เส้น มันมาตั้งเครื่องระหัดเอาน้ำเข้าหัวรถไฟ ทีแรกนี้มาอยู่กันสัก ๒๐ คนเห็นจะได้ มาอยู่ได้  ๓ - ๔ วันแล้ว  พอมาถึงมันก็ตั้งต้นทำงานจ้างกรรมกรไทย ๑๐ กว่าคนค่าจ้างคนละ วันละ ๒ บาท 

   ทำงานอย่างสบายพอมามันก็วางแป๊บน้ำ ยืมไม้หมอนรถไฟเป็นคอกหมูสูงขึ้นไปแค่ยอดไผ่ แล้วเอาถังน้ำเป็นผ้าใบหนาขึ้นไปวางข้างบน เอาเครื่องระหัดมาเดินเครื่องสูบน้ำ  และต่อแป๊บไปที่ถนนรถไฟอีกต่อหนึ่ง  

      มันทำงานทั้งกลางวันกลางคืน  ให้สมกับสมัยสงครามมันทำงานเก่งและทำจริงๆ เหตุนี้มันจึงเป็นประเทศมหาอำนาจได้ ถ้าคนไทยทำอะไรทำจริงอย่างมันแล้ว คนไทยคงไม่แพ้ใครเหมือนกัน แต่ไม่ใคร่เอาถ่านกัน มันจึงไม่ได้เป็นมหาอำนาจกับเขาสักที

  อาทิตย์หนึ่งมาแล้ว รถยนต์ใส่ล้อเหล็กเดินบนทางรถไฟของญี่ปุ่น  แล่นบรรทุกของไปมาทุกวัน เพราะตั้งแต่สะพานนครชัยศรี และสะพานราชบุรีหมอบเพราะฤทธิ์ลูกระเบิดของอังกฤษ อเมริกาแล้ว การคมนาคมก็ชะงักการขนส่งของญี่ปุ่นก็ไม่สะดวก 

   และข่าวว่าเวลานี้ทหารญี่ปุ่นก็กำลังถอยจากแดนที่ตนไปยึดๆไว้  เพราะอังกฤษ อเมริกา กำลังเป็นต่อ ทางหนองปลาดุก บ้านม่วง ซึ่งเป็นค่ายญี่ปุ่นและไว้สิ่งของๆญี่ปุ่นก็ถูกระเบิดหมด  ฉะนั้นญี่ปุ่นจึงจะถอยลงมาทางล่าง และที่เจ็ดเสมียนนี้ทำเลชุมนุมชนดีนักใกล้แม่น้ำ ใกล้ทางรถไฟใกล้ถนนรถยนต์สาย ๑๙ มีตลาดขายของมีนัดการกินการอยู่อุดม 

     ฉันคิดว่าญี่ปุ่นคงคิดที่จะมาอยู่สร้างป้อมค่ายและเก็บน้ำมันบ้างเป็นแน่  ถ้าเป็นจริงตามนี้ก็เห็นจะเป็นเคราะห์กรรมของพวกเราแล้ว จะต้องอพยพหนีพวกนี้ไปเสียให้ไกล เพราะเข้าใกล้พวกนี้ก็หมายถึงความตาย  ถ้าพวกอังกฤษ อเมริการู้ ก็จะเอาเหล็กลูกระเบิดมาขายให้  ซึ่งพวกเราคนไทยยังไม่ต้องการจะซื้อเหล็กชนิดนั้น คนอื่นเขาอพยพไปกันได้ ฉันยังห่วงโรงเรียนเห็นจะไปไม่ได้  ต้องลำบากอีกแล้ว

     ๓๐ มกราคม   ๒๔๘๘ หนุ่มและไม่หนุ่มในตลาดเจ็ดเสมียน  ชักจะบ้ารำโทนกันอีกแล้ว  คืนนี้ที่หน้าบ้านกำนันโกวิท ก็นัดรำกันอีกมีหนุ่มตลาดสนับสนุน  และนัดผู้หญิง ้านซ่อง (ลยวัดใหม่ชำนาญลงไปทางไต้) มารำกันด้วย  ฉันเฉยๆในเรื่องการรำวงนี้ไม่ค่อยจะชอบ เห็นเป็นการเสื่อมเสียแก่ฝ่ายหญิงแท้ๆ  

  ผู้ชายเขาจะไปทุกข์อะไรได้รำใกล้ๆหญิงสาว ร้องเพลงเกี้ยวผู้หญิงใครบ้างจะไม่ชอบ ฉันเป็นคนไม่ชอบก็พูดไปได้ต่างๆนาๆคนชอบเขามีมาก   นัดทีไรคนแน่นทุกคราว

   บ้านกำนันมีงานทีไรฉันเป็นต้องโดนช่วยทุกที  คราวนี้ก็ขอยืมเก้าอี้ม้านั่งของนักเรียน ฉันก็ให้เด็กนักเรียนช่วยกันยกไป  ไม่พอฉันก็มายกอีกและได้แต่งสถานที่ให้เขาด้วย งานทุกอย่างฉันทำด้วยทั้งสิ้น ทำโดยไม่เห็นแก่เหนื่อยเพราะคิดถึงเมื่อครั้งก่อนเขาเคยอุปถัมภ์เรามา ทำงานเพียงเท่านี้ยังไม่เรียกว่าแทนคุณหมดหรอก ถึงเดี๋ยวนี้เขาก็ยังเอาใจใส่ในตัวฉันอยู่เสมอ

    ทุ่มกว่าเขาก็ลงมือเล่นกัน เสียงกลองสองหน้าดังมาที่หน้าบ้านฉัน  ฉันให้สมบุญและสละไปเที่ยวดูกัน ส่วนฉันคนไม่ชอบก็เฝ้าบ้านไกวลูก แต่งปากกาเสียที่ได้มาใหม่ ตี ๑๑ กว่าๆลูกตื่นฉันก็อุ้มไปหาสละที่วงรำวง  

    เห็นทหารญี่ปุ่นหลายคนนั่งเข้าแถวกับเขาอยู่ด้วย มีสองคนออกไปรำกับเขารำคล้ายๆเต้นลิง คนอื่นเขาหัวเราะมันก็หัวเราะไปกับเขาด้วยเพราะไม่รู้จักภาษากัน ใจมันคงนึกว่าบ้านอื่นเมืองอื่นเขาเป็นทุกข์เป็นร้อนกันเพราะสงคราม อดอยากยากแค้นแทบเลือดตากระเด็น  มีแต่เมืองไทยเท่านั้นที่ยังมีความสุขสนุกสนานกันได้ โดยไม่นึกพรั่นต่อความร้ายของสงคราม   

       เอออย่างนี้บ่อยๆคงโดนเข้าสักวันหนึ่งดอก  พอดูเขารำกันได้ไม่ถึง  ๒ นาที  กำลังนึกว่าคืนนี้เขารำกันดีรำเป็นระเบียบเรียบร้อย ดีกว่าครั้งก่อนๆ ก็มีเสียงใครไม่รู้เป่าปากดัง ปรี๊ดๆ และมีเสียงเอะอะว่าเรือบินมาคนในวงแตกตื่นกันใหญ่  กำนันจะห้ามก็ไม่ฟังเพราะกำลังตกใจกลัว มีคนเขาดับตะเกียงที่จุดอยู่กลางวง มีคนวิ่งวุ่นกันจนไม่รู้ว่าใครเป็นใคร   

        ฉันจูงมือสละได้ก็เดินตามพวกเขาไปเหมือนกันตั้งใจว่าจะกลับบ้าน มาถึงทางตรงหน้าโรงเรียนเสียงครางดังหึ่มๆ ก็เงียบเสียงไปได้ยินเบาๆและได้ยินเสียงกำนันตะโกนดังๆว่า   ไม่ใช่เสียงเครื่องบินดอก  ญี่ปุ่นมันลองเครื่องสูบน้ำของมัน ให้กลับมาดูอีกได้จะรำกันต่อไป  ฉันไม่ฟังเดินกับสละมาถึงทางรถไฟก็เห็นเขาจุดตะเกียงกันอีก   และเสียงกลองก็ดัง ป๊ะๆโทนๆกันอีก   

         ฉันออกสงสัยว่า  เสียงเครื่องสูบน้ำทำไมมันจึงดังเหมือนเสียงเครื่องบินจริง ฉันก็ไม่กลับไปดูเลยกลับบ้าน มีหลายคนเหมือนกันที่กลับไปดูอีก โธ่เอ๊ย ทำไมจึงบ้ากันอย่างนี้ก็ไม่รู้ ฉันถึงบ้านก็ยังได้ยินเสียงเพลงและเสียงกลอง เออ สนุกสนานกันเข้าไปให้พอเถิด ฉันจะนอนกับเมียของฉันดีกว่า ป่วยการอดนอนไปดูสิ่งที่ไม่เป็นสาระ กำลังคุยกันอยู่ได้ยินเสียง บื่อๆ ทางตะวันออกฉันลุกออกมาฟังข้างนอก  ทีนี้ละเสียงเครื่องบินแน่ละ  แต่พวกบ้านั้นยังรำกันอยู่  เพี้ยง !  ขอให้มันทิ้งลงมากลางวงสักลูกเถอะจะได้แก้อยากกันสักที  เสียงดังมาจนใกล้แล้วพวกนั้นจึงได้เลิก   แต่อย่าให้มันทิ้งลงมาจริงๆเลย จะพาพวกฉันฉิบหายไปด้วย

     เครื่องบินอังกฤษ  อเมริกานี่มันใหญ่จริงๆ   บินเตี้ยๆผ่านหลังคาบ้านฉันไปรู้สึกว่าแผ่นดินสะเทือนเสียงเครื่องยนต์ครางจนหัวใจฉันสั่น   มันมาบินวนอยู่บริเวณราชบุรี และโพธารามที่เจ็ดเสมียนนี้เป็นจุดกลาง  เดือนก็หงายแจ่มท้องฟ้าไม่มีเมฆเลยแม้แต่เม็ดเดียว เวลาที่มันบินผ่านแสงจันทร์กระทบเข้ากับลำตัวหรือ ปีกของมันเป็นแสงแวบวับน่ากลัว  ฉันบอกกับสละให้เก็บของบางอย่างใส่หีบ  ฉันอุ้มไอ้เก้ว  สมบุญหอบผ้าผวย ๒  ผืน พากันไปทางนอกทุ่งไปรวมกับพวกบุญสม และพวกบ้านในอีกหลายคน บ้านใส่กุญแจทิ้งไว้

    คราวนี้เรือบินๆเตี้ยมาก  บินจนเห็นเครื่องยนต์ทั้ง ๔  เพราะเดือนหงายมาก  ฉันรู้สึกสะท้านใจเหลือเกินเวลามันผ่าน ต้องหลบเข้าร่มเงากลัวมันจะยิงปืนกลลงมาละจะแย่   คราวนี้มีคนกลัวกันมากบางคนก็หอบเสื้อผ้า  อุ้มลูก บางคนมาตามลูก บางคนหอบผ้าผวยอีรุงตุงนังอะไรก็ไม่รู้ พวกตลาดที่ขี้ขลาดบางคนลงไปหลบที่ตลิ่ง ที่ท่าใหญ่ก็มี   บางคนไปหลบที่หลุมหลบภัยหน้าโรงเรียนที่นักเรียนขุดเอาไว้ บางคนออกทุ่งนา บางคนไปทางดอนไม้เรียงกันก็มี สุดแท้แต่ใครจะมีปัญญาไปทางไหน มันบินวนเวียนอยู่หลายรอบแล้วก็เลยไปทางราชบุรี   อีกสักพักก็เงียบเสียงไปเลย

 

alt

 เด็กชาย เก้ว (ขวา) เมื่อตอนเกิดสงครามนั้นอายุเพิ่งจะได้ ๑ ขวบกับ ๔ เดือนเท่านั้น

      เออ..! ปลอดภัยกันแล้วละกระมัง ฉันอุ้มอ้ายเก้ว คิดว่าจะกลับเข้าบ้าน ตอนนี้ดึกมากแล้วตั้งเกือบตี ๒ เอ้อเฮอเสียงลูกระเบิดดังครืนใหญ่ทางราชบุรี  แผ่นดินสะเทือนพวกนั้นหยุดคุยกันทันที นี่เป็นลูกระเบิดเวลาที่มันทิ้งไว้ มันทิ้งลงนั้นไม่ระเบิดทันทีๆเดียว 

  เมื่อได้เวลาตามกำหนดจึงจะระเบิดขึ้น เมื่อวันที่ ๑๔  มกราคม ๒๔๘๘ ที่ผ่านมานี้ มันก็เอาลูกระเบิดเวลามาระเบิดสะพานจนรถเดินไม่ได้แล้ว นี่มันคงมาซ้ำอีกเสียงระเบิดดังกว่าคราวก่อน คงเป็นลูกระเบิดที่ใหญ่กว่าคราวก่อนอักโข   

     ฉันรู้สึกหวาดเสียวแต่ที่ราชบุรีแทบจะไม่มีคนอยู่ มีแต่ญี่ปุ่นอยู่กันมาก ใครๆก็ไม่ใคร่อยากอยู่ใกล้ญี่ปุ่น เพราะมักจะโดนระเบิดแทบทุกแห่ง ราชบุรีจะกลายเป็นเมืองร้างจะกลายเป็นเมืองของญี่ปุ่น คนญี่ปุ่นมันจะกลัวอะไรมันจากบ้านมานาน ไม่รู้เมื่อไรจะได้กลับตายก็ตายไป ส่วนคนไทยนั้นยังไม่อยากตายยังห่วงทรัพย์สมบัติ ห่วงลูกเมียเมื่อยังไม่ถึงคราวตายก็อย่าตายสู้ทนลำบาก หนีไปอยู่ในที่ๆปลอดภัยดีกว่า ราชบุรีโดนคราวนี้อีกต่อไปเห็นจะไม่มีใครอยู่กันแน่แล้ว
    จากเสียงลูกระเบิดคราวแรกเงียบไปนาน  ฉันเห็นว่าคงจะปลอดภัยแล้วจึงพากันกลับมาบ้านเข้านอน แต่แล้วก็ยังมีเสียงระเบิดดังขึ้นอีกหลายลูก มันคงจะปล่อยลูกระเบิดเวลาไว้อีกหลายสิบลูกเป็นแน่ คราวก่อนเขาว่ามันทิ้งไว้ตั้ง ๒๐๐ กว่าลูกร้ายเหลือเกิน

   ๒  กุมภาพันธ์  ๒๔๘๘    ราชบุรีโดนระเบิดกันยกใหญ่ 

          ใครๆที่ได้เห็นมาแล้วเป็นต้องสั่นหัวทีเดียวว่า ราชบุรีโดนระเบิดย่อยยับ และเอน็จอนาถกว่าทุกแห่งในที่ๆเขาเคยเห็นมาแล้ว เช่นกรุงเทพฯหรือหนองปลาดุก เพราะความมุ่งหมายของข้าศึก ก็เพียงแต่ต้องการจะทำลาย สะพานข้ามแม่น้ำแม่กลองเสียเท่านั้น ได้พยายามทำการทิ้งระเบิด ๒ ครั้งแล้วก็ยังไม่สามารถทำให้สะพานเหล็กจมน้ำได้ ครั้งหลังเมื่อวันที่ ๓๐ มกราคมนั้น ข้าศึกได้นำลูกระเบิดขนาด ๑ ตัน เป็นส่วนมากมาทิ้งระเบิดแต่ช่างแคล้วคลาดเหลือเกิน พอได้กำหนดเวลาลูกระเบิดดัง ก็ไประเบิดตามที่ห่างๆสะพานทั้งนั้น สะพานเหล็กก็คงรอดจากการจมน้ำไปได้อีก ๑ คราว

 

alt

ประชาชนชาวตลาดราชบุรีต่างย้ายถิ่นฐานหนีภัยสงคราม บนสะพานข้ามแม่น้ำที่ราชบุรี

  ๕ กุมภาพันธ์   ๒๔๘๘   

    ตั้งแต่ญี่ปุ่นมาอยู่เจ็ดเสมียนนี้ได้  ๕  วัน ก็ทำงานที่นายมันสั่งสำเร็จ คือตั้งถังน้ำ ต่อแป๊ปและเดินเครื่องระหัดสำเร็จเรียบร้อย มันทำงานทั้งกลางวันกลางคืน นอกจากมันจ้างกรรมกรไทยแล้ว พวกมันทหารช่างทำงานกันอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย  อย่างนี้เองมันถึงได้เป็นมหาประเทศได้  ทีแรกใครๆก็นึกว่ามันจะมาอยู่กันมาก แต่ไปๆมันก็อยู่กันเพียงไม่ถึง  ๑๐  คน เพื่อเดินเครื่องระหัดสูบน้ำเข้าถัง  แล้วก็ส่งน้ำไปยังหัวรถจักรของมันเท่านั้นเอง  เหตุนี้ที่เจ็ดเสมียนนี้ก็ยังไม่คับขันเท่าไร

     ที่รางสองของสถานีมีรถตู้ญี่ปุ่นมาจอดอยู่ ๑๐ กว่าหลัง มีบรรทุกข้าวสารของญี่ปุ่นอยู่ ๓ หลัง มีข้าวสารอยู่เต็มตู้มันจ้างคนไทยเฝ้า แต่คนไทยก็ขโมยอย่างร้าย เมื่อคืนที่แล้วคนเฝ้าเป็นใจกับพวกมันนี้ ขนข้าวสารไปขายเสีย ๕๐ กระสอบ มีคนไปเรียกขายให้ที่บ้านฉันเหมือนกัน แต่ฉันกลัวจึงไม่เอาคนอื่นเขาเอากันสบาย ไอ้คนเฝ้าก็ร้ายเขาจ้างเฝ้าแล้วยังขโมยอีก

     นี่เป็นการขโมยกลางคืน  ขโมยกลางวันยังมีอีกเพราะใครๆก็เห็นของญี่ปุ่นเป็นหมูทั้งนั้น  ดูรถญี่ปุ่นที่จอดอยู่นี้ เป็นอาหารอย่างดีของพวกหากินทางขโมยสมัครเล่น คือพวกทำงานกุลี  ตั้งแต่นายตรวจทาง  นายกุลี  จนถึงลูกกุลี  ต่างเป็นขโมยทั้งนั้น โขมยเหล็กของญี่ปุ่นสมัครเล่นกันทั้งนั้น 

     ตอนเย็นวาน ฉันไปอาบน้ำที่ท่าน้ำ (ท่าใหญ่) กับสละ ผ่านตู้รถญี่ปุ่นมองเห็นนายจอนลูกกุลีคนหนึ่งกำลังคุกเข่าอยู่ไต้ตู้รถ มือหมุนน๊อตที่เหล็กบังคับล้อ ถ้าน๊อตนั้นหลุดเหล็กก็ออก เป็นเหล็กกลมขนาดใหญ่ร่วมเท่าข้อมือ ท่อนละประมาณ ๗.๘๐  บาท ได้สักท่อนก็ได้กินเหล้าไปได้หลายวัน

   ฉันดูๆเหล็กชนิดนี้หายไปมากที่ตู้รถ คณะนี้ขโมยกันนับเป็น ๑๐ ท่อน  เจ๊กโพธารามมาหาซื้อกันไม่ได้หยุดหย่อน เมื่อตกลงราคากันแล้ว   พวกกุลีพวกนี้ก็เอาไม้ไผ่กระทุ้งข้อออกเสีย แล้วเอาเหล็กท่อนเหล่านี้ใส่ลำละท่อน แบกไปส่งเจ๊กลูกไม้พวกมันสำคัญมาก พวกนี้ขายได้เงินแล้วก็มาแบ่งกันกินเหล้าสบายไป

  ที่น่าขันก็คือขโมยมาแล้วยังมีขมายต่อ คือนายกุลีดี (นายดีคือเจ้าของที่ๆครูหิรัญเช่าที่ปลูกบ้านในครั้งแรกที่ครูหิรัญย้ายมาจากโพธาราม)   คนข้างบ้านฉันซื้อเหล็กที่นายจอนขโมยมาได้ ๑ ท่อน ๔.๕๐ บาท ซึ่งเมื่อเหล็กท่อนนี้จะขายให้เจ๊กแล้วจะได้กำไรถึงเท่าตัว 

   เมื่อนายดีซื้อได้แล้ว ก็เอาหมกไว้ในพุ่มเสือหมอบข้างบ้านนางต่าง  ตัวเองคอยเฝ้าอยู่เหมือนกัน เผลอหน่อยไปดูรถญี่ปุ่นที่มาจอดอยู่ที่สถานีสัก ๑๐ นาทีได้ กลับมาทางนี้ไม่เห็นเหล็กท่อนนั้นเสียแล้ว หาใคร  ถามใคร  ก็ไม่มีใครรู้เรื่องตกลงเลยสูญ นึกว่าจะได้กำไรกลับขาดทุน นายดีไปบ่นที่บ้านฉันว่า พลอยทำให้กำไรที่ได้มาก่อนๆนั้นหมดไปด้วย

   ฉันทราบเลาๆมาว่า นางต่างนั่นเองเป็นคนยักเลื่อนที่ ไม่ใช่เล่นเหมือนกัน  อย่างร้ายนัก ! อีนังนี่ 

 ๑๒    กุมภาพันธ์    ๒๔๘๘  

         กำลังหลับก็ถูกปลุกให้ตื่น บอกว่าเรือบินมาทิ้งระเบิดอีกแล้ว ฉันลืมตาก็เห็นแสงสว่างลอดมาทางกระจกหลังคาสว่างคล้ายมีแสงเดือน และมีเสียงดังของเครื่องบินกระหึ่มไปทั่ว สละคว้าลูกฉันลุกออกไปข้างนอก ฉันอุ้มลูกให้สละหิ้วกระเป๋า ๒ ใบ สมบุญ (บุตรสาวของนายตรวจทางเจ็ดเสมียนสมัยสงคราม)   หิ้วใบหนึ่ง ออกไปข้างนอกบ้าน 

     สละยังให้สมบุญกลับมาเอาผ้าผวยอีก  แสงโคมไฟสว่างไสวมาก  โคมไฟที่ทิ้งคราวหนึ่งๆตั้ง ๓๐ - ๔๐ ดวง เมื่อชุดหนึ่งดับจวนจะหมดทุกดวงแล้ว ก็มีปรากฏอีก ๓๐ - ๔๐ ดวงเช่นกัน   สละเห็นไม่ได้เรื่องถึงมันจะทิ้งที่ราชบุรี  ก็ดูเหมือนใกล้ๆหลังบ้านเรานี่เอง จึงชวนบุญอุ้มลูกหิ้วกระเป๋าออกไปทางทุ่งนาอีก   

     ฉันไม่ได้ไปเพราะกลัวใครจะย่อง  มาตีท้ายครัวเห็นคนหนีไปหมด มันก็จะมาขนของไปเรียบ ได้แต่ใส่กุญแจบ้านแล้วก็ออกมายืนที่ถนนหน้าบ้าน   ดูเครื่องบินที่กำลังบินร่อนอยู่กลางท้องฟ้า 

   ดูโคมไฟส่องแสงแสนที่จะสว่างลอยอยู่กลางท้องฟ้า  และค่อยๆลอยต่ำลงทุกที  จนดับไปเองแล้วก็มีชุดใหม่สว่างไสวเข้ามาแทนที่  แสงนั้นสว่างยิ่งกว่าไฟทุกชนิดเสียอีก   เครื่องบินๆเตี้ยเหลือเกิน  ครั้งหนึ่งโคมไฟยังลอยอยู่ในระยะสูง  เครื่องบินๆเตี้ยกว่าโคมไฟ   มาเลี้ยวลำตรงบ้านฉัน

alt  

  เครื่องบินทิ้งระเบิด B-25 ของฝ่ายสัมพันธ์มิตร ในสงครามโลกครั้งที่ ๒

 

        ขณะที่ตะแคงลำเรือเพื่อเลี้ยว แสงสว่างของโคมไฟทำให้แลเห็นลำเครื่องบินชัดเจน เป็นเครื่องปีกชั้นเดียว ๔ เครื่องยนต์ เครื่องยนต์นั้นอยู่สองซีกของปีกข้างละ ๒ เครื่องยนต์หางเป็น ๓ แฉก  ตรงกลางปีกติดต่อลำเครื่องบิน มีปุ่มยื่นออกมาหน่อยหนึ่ง เสียงมันนั้นสั่นสะท้านพื้นดินทีเดียว 

     ฉันรู้สึกคร้ามในใจเหมือนกัน  เวลามันบินมาตรงหัว  ก็หลบเข้าไต้ต้นมะม่วงเสียหน่อยหนึ่ง    กลัวมันจะเห็นพอมันบินเลยก็ออกมาอีก   อย่างนี้ก็หลายหน  จะว่าไม่กลัวแต่ว่าไม่กล้า  มีคนหลายคนหนีจากที่อื่นมารวมตรงไต้ต้นมะม่วงหน้าบ้านฉัน คุยกันเสียง จ๊อกแจ๊ก พอเครื่องบินมาก็เงียบเสียง พอเครื่องบินไปก็คุยกันอีก สนุก !

    มันคงทิ้งระเบิดเวลาอีกเป็นแน่   เพราะเวลามันมาไม่เห็นมีเสียงระเบิด  พอมันไปแล้วสักครึ่งชั่วโมงก็มีเสียงระเบิดดังสนั่น หลังคาบ้านและฝาบ้านฉันลั่นดังเปรี๊ยะ ใจสะท้อนทุกครั้งที่มีเสียงระเบิดดังขึ้น   ฉันอยากจะให้สะพานราชบุรีมันจมน้ำเสียเร็วๆ   มันจะได้ไม่มาทิ้งระเบิดทำลายขวัญพวกที่อยู่ห่างๆบ่อยๆ 

   แต่เดี๋ยวนี้ที่ราชบุรีนั้นกลายเป็น ป่าช้าแล้วไม่มีใครกล้าอยู่ บ้านเรือนพังทลายที่ยังดีๆก็ฝาไม่มี กระเบื้องหลังคาแตกละเอียดเพราะฤทธิ์ระเบิด กลางคืนนั้นเงียบยิ่งกว่าป่าช้า กลางวันยังมีคนขายของกินบ้าง  ตามแถวหน้าโรงพักตำรวจ  น่าอนาถ  ใครๆก็ไม่นึกเลยว่าราชบุรีจะโดนเป็นศพอย่างนี้  นี่กลับแหลกยิ่งกว่าที่อื่น

     พวกเรากลับเข้าบ้านกันหมดแล้ว  กำลังคุยกันถึงเรื่องการหนี  ฉันบอกว่าทีหลังถึงมีเครื่องบินมาก็ไม่ควรหนีไปไกล เพราะมีอันตรายหลายอย่าง คือตามทางอาจจะโดนคนร้ายขู่เอาของไปก็ได้  เพราะเรากำลังตกตลึงหรือไปกันหมด คนมันขโมยของทางบ้านก็ได้ ทางที่ดีก็เอาของบ้างหลบอยู่ตามหน้าบ้านนี่แหละ ได้ดูแลบ้านได้ด้วย  ฉันคิดว่ามันคงไม่ทิ้งตามบ้านเรา เพราะไม่ใช่จุดยุทธศาสตร์อะไร ปะเหมาะ เคราะห์ร้ายโดนเข้าอย่างที่ว่าละก็แย่ เรายิ่งจนอยู่ด้วย  

    กำลังคุยกันอยู่  เจ้สายกับทองคำจุดไต้มาทางหน้าบ้าน   ถามว่าเมื่อกี้เห็นของๆเขาไหม   ฉันถามเขาว่าของอะไร  เจ้สายว่าคราวนี้ละจะหมดตัว   ของมิใช่นิดหน่อยร่วมหมื่นบาท  ทองหนัก  ๕  บาทกว่า  แหวนเพชรวงหนึ่งราคาตั้ง  ๕๐๐๐   แย่เลยต่างคนต่างส่งให้กัน  เผลอเรอและกำลังตกตลึง  เลยไม่รู้ว่าเอาไปวางไว้ที่ไหน   ฉันกับสละก็บอกว่าไม่รู้  เพราะไม่รู้จริงๆ  เขาว่าจะต้องไปหาอีกถ้าไม่ได้ละก็หมดตัวเลย


     ฉันบอกสละให้ระวังอย่าให้โดนเข้าเช่นนี้ได้ คราวหน้าถ้ามีเรือบินมาละก็อย่าหนีไปห่างบ้านเลย มันไม่มาทิ้งแถวบ้านเรานี่หรอก  เวลานี้แถวเจ็ดเสมียนนี้ยังไม่เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญอย่างไรถ้าปีหน้าละก็ว่าไม่ถูก

    ๕  ต.ค.  ๒๔๘๘  

    สงครามสงบลงแล้วเพราะญี่ปุ่นยอมจำนน ไทยเราซึ่งเป็นฝ่ายมหามิตรของ ญี่ปุ่นก็ต้องพลอยแพ้ตามญี่ปุ่นไปด้วย  เป็นผลให้ไทยต้องใช้หนี้สงคราม กับฝ่ายสัมพันธมิตรมากหลายเร็วๆนี้ข่าวว่า  ไทยยอมให้ข้าวสารกับสัมพันธมิตร เพื่อบรรเทาทุกข์คนตกยาก  บ้านแตกสาแหรกขาดเป็นจำนวนเดือนละ  ๒ หมื่นตัน  เป็นเวลาหนึ่งปี  รวมข้าวสารหนัก ๒ แสน ๔ หมื่นตันอีกด้วย  แย่ ...........!

 

  alt

  นายแก้ว นำบันทึกของนายหิรัญมาให้อ่าน

 

จำนวนผู้เข้าชม: 5505
ความเห็น (0)Add Comment

เขียนแสดงความเห็น
อนุญาติให้เฉพาะสมาชิกเท่านั้นที่สามารถเขียนแสดงความเห็นได้ โปรด Login หรือ ลงทะเบียน

busy
 
คุณ ๆ ที่แวะเข้ามาชมเวบเจ็ดเสมียน มีอายุเท่าไรกันบ้างครับ
 
เวบเพื่อนบ้าน
เรารักสุพรรณฯ
จำนวนผู้เยี่ยมชม
 วันนี้82 
 เมื่อวานนี้173 
 สัปดาห์นี้845 
 เดือนนี้4231 
 ทั้งหมด629637 

(C) Fliesenstadt
ผู้ที่กำลังใช้งาน
เรามี 96 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
เรื่องใหม่