นายหิรัญ สุวรรณมัจฉา 1

เรื่องราวเก่า ๆ ของชาวตลาดเจ็ดเสมียน

เหตุการณ์สำคัญของข้าพเจ้า (นายหิรัญ สุวรรณมัจฉา)

 เกิดวันที่   ๒๗   กุมภาพันธ์    พ.ศ.   ๒๔๕๙       ปีมะโรง    เดือน   ๓    วันเสาร์
บิดาข้าพเจ้าได้ล่วง (ลับไปเมื่อ )  พ.ศ.  ๒๔๖๙     ยาย(ได้ล่วงลับไปเมื่อ)   พ.ศ.   ๒๔๗๑    
เข้าโรงเรียนประจำอำเภอ   โพธาราม      พ.ศ.   ๒๔๖๕      ออก  พ.ศ.   ๒๔๗๑
เข้าโรงเรียนจีน   ผ้อใช้     พ.ศ.   ๒๔๗๒      ออก  พ.ศ.  ๒๔๗๖
เข้าเป็นลูกจ้างโรงเพาะลูกเป็ด    ยู่สุน   พ.ศ.  ๒๔๗๖     ออก  พ.ศ.   ๒๔๗๗
เข้าโรงเรียนทอผ้า  บ้านใหม่เสนา    พ.ศ.   ๒๔๗๗      ออก พ.ศ.   ๒๔๗๘
เป็นครูประชาบาล  โรงเรียนสตะคามวิทยา(เจ็ดเสมียน)   

วันที่  ๑   เดือน  พฤศจิกายน    พ.ศ.   ๒๔๗๘  

***************************************

         

                   สมุดบันทึกของจริง ของนายหิรัญได้บันทึกไว้ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๑

         ดังได้เคยบอกมาแล้วว่า พ่อของผม นายหิรัญ สุวรรณมัจฉา ซึ่งเป็นคนโพธาราม ได้มาเป็นครูสอนอยู่ที่โรงเรียน วัดเจ็ดเสมียน ตั้งแต่เป็นหนุ่ม และตอนนั้นก็ยังไม่ได้ย้ายบ้านย้ายสำมะโนครัว  มาเป็นคนเจ็ดเสมียนเลย คือเดินทางมาเจ็ดเสมียน โดยการเดินมาด้วยเท้า วันแรกในชีวิต เมื่อ  วันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2478
         และได้พบคนเจ็ดเสมียน ที่ได้พูดคุยด้วยเป็นคนแรกที่เจ็ดเสมียนนี้ ก็คือ กำนันโกวิท วงศ์ยะรา ซึ่งขณะนั้นเป็นครูใหญ่ของโรงเรียนวัดเจ็ดเสมียนอยู่ ดังที่ได้เสนอรายละเอียดไปแล้ว ในตอน การมาเจ็ดเสมียน ครั้งแรกของนาย หิรัญ  ท่านที่ยังไม่ได้ดูกรุณา กลับไปดูที่นั่นครับ
          จากนั้นก็เป็นครูเรื่อยมา ที่โรงเรียนวัดเจ็ดเสมียนแห่งนี้ โดยอาศัยอยู่ที่วัดเจ็ดเสมียน กับหลวงตาหุ่น และเคยบวชที่วัดนี้  ในขณะที่เป็นครูด้วย ไม่นานนักก็ได้พบกับแม่ของผม ที่บ้านนายตรวจทางเจ็ดเสมียน  แม่ของผมนั้นหรือตระกูล ตายายของผมนั้นบ้านเดิมอยู่ ที่บ้านบางเค็ม อำเภอเขาย้อย ขึ้นกับจังหวัดเพชรบุรี ในขณะนั้นแม่ของผม ได้มาอยู่ที่เจ็ดเสมียน ในฐานะเป็นหลานของ นายตรวจทาง เขตเจ็ดเสมียน หลังจากที่ติดต่อกันและทำความรู้จักกันนานพอดู สุดท้ายก็ได้แต่งงานกัน เมื่อวันเสาร์ที่  22 เมษายน พ.ศ. 2482 ที่บ้านกำนันโกวิท ครูใหญ่โรงเรียนวัดเจ็ดเสมียน ในสมัยนั้น
           และเมื่อได้แต่งงานกันแล้ว   ก็ได้ พากันไปอยู่ที่บ้านที่ โพธาราม  (ปัจจุบันนี้ที่ของพ่อผมตรงนี้เป็นโรงเรียนจีนชื่อ ผ้อใช้ อยู่ริมทางรถไฟ ใกล้สถานีรถไฟโพธาราม เนื้อที่ 3 ไร่เศษๆ พ่อผมขายให้กับคนที่จะมาสร้างโรงเรียนจีนนี้ เป็นเงิน 30,000 บาทเท่านั้น) ลองอ่านบันทึกตอนนี้ของนาย หิรัญ ดูนะครับ

 

 

ภาพข้างบน นายหิรัญ สุวรรณมัจฉา (ครูลิว) บวชเป็นพระ ที่  วัดเจ็ดเสมียน เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๑ และภาพล่าง เมื่อเป็นครู ที่   โรงเรียน วัดเจ็ดเสมียน 

           

(เริ่มบันทึกของนายหิรัญ ครูลิว)

         ๙  พฤศจิกายน  ๒๔๘๙    ที่ดินของฉันที่โพธารามนั้นได้ตกลงขายให้กับชาวจีน   ที่เขาจะปลูกสร้างโรงเรียนจีน   เป็นจำนวนเงิน  ๓  หมื่นบาท  ที่ดินนั้นกว้าง  ๓  ไร่  ๑  งาน  ๔๐ ตารางวา   ตกลงไร่ละ  ๑  หมื่นบาท  เป็นเงิน  ๓  หมื่น  ๒  พัน  ๕  ร้อยบาท   แต่อีก  ๒  พัน  ๕  ร้อยนั้นเขาให้ช่วยเหลือโรงเรียน   คงได้รับเงินเพียง  ๓  หมื่นบาทถ้วน   หน้าโฉนดมีชื่อ กู๋ (น้า) และแม่  ๒ คน  ตกลงเงินจำนวนนี้แบ่งเป็น  ๒  ส่วนๆละ ๑๕,๐๐๐ บาท   กู๋ เอาไปส่วนหนึ่ง   อีกส่วนหนึ่งฉันกับน้อง (กรรณิกา ) แบ่งกันคนละครึ่ง   ฉันคงได้เพียง  ๗,๕๐๐  บาท  เท่านั้น  เงินเพียงเท่านี้ไม่ใช่จำนวนมากมายเท่าไรเลย   ดีไม่ดีพลาดท่าก็จะหมดอีกเท่านั้น  เพราะเงินมีค่าตกต่ำมาก
         ใจฉันไม่อยากขายเหมือนกัน   คิดไปอีกทีเราคนจนไม่มีปัญญาจะบูรณะให้เจริญได้  จะแบ่งกันก็ลำบาก   เพราะที่ตรงนั้นดีเพียงเฉพาะท่อนหน้า   ติดกับทางรถไฟเท่านั้น   ส่วนทางท่อนหลังนั้นเป็นป่า   แบ่งกันใครๆก็อยากได้ท่อนทางด้านหน้า   ส่วนท่อนทางด้านหลังไม่มีใครอยากได้ ตกลงต้องแบ่งตามยาวและ พวกเจ็กที่เช่าอยู่นั้นค่าเช่าก็ถูกมาก   ปีหนึ่งไม่ถึงร้อยบาทเสียภาษีแล้วแบ่งกัน ได้คนละสิบกว่าบาทยี่สิบบาทไม่คุ้มเลย   จะขอขึ้นค่าเช่าอีกก็เกรงใจเพราะเขาอยู่มานาน   และมันก็ไม่ค่อยจะยอมฉันจึงตกลงใจขายเสียดีกว่า   เอาเงินที่แบ่งกันได้แล้วนั้นไปหาซื้อที่ ตามนอกๆออกไปยังจะได้ผลดีกว่า  

         และน้องฉันก็คิดอย่างนี้เหมือนกัน   ส่วน กู๋ นั้นคงอยากขายเต็มที่ละ  เพราะเขาไปเป็นหลักแหล่งอยู่ทางหนองปลาหมอแล้ว   เขาขายทางนี้เขาก็เอาไปซื้อนาทางโน้นสบายไป   เขาจะแบ่งให้ลูกเขาหรือไม่แบ่งก็ได้ มันเป็นเรื่องของเขา   หลังจากที่ได้เจรจากัน  ๓ - ๔  ครั้งกับ ขุนสุขพันธ์โพธาราม   ซึ่งเป็นหัวหน้าในการจัดซื้อที่ดินให้โรงเรียนจีนแล้ว   ก็ตกลงกันในราคา  ๓๐,๐๐๐  บาท  ส่วนค่าธรรมเนียม ค่าฤาชากร   ค่าใช้จ่ายในการไปโอนกันนั้น ให้ทางผู้ซื้อจัดการให้เสร็จ

( สิ้นสุดบันทึกของนายหิรัญ   )      

        

         ก่อนหน้าที่จะขายที่ดินที่ โพธารามหลายปีนั้น คือวันที่  8 พฤษภาคม พ.ศ.2485  พ่อและแม่ของผม ก็ได้ตกลงใจกัน ย้ายที่อยู่จากโพธารามที่ๆดินตรงนี้แหละ ไปเช่าที่นาย ดี ที่เจ็ดเสมียน (ปัจจุบันนี้ จะอยู่เยื้องกับบ้านอดีต กำนันโกวิท หน่อยหนึ่ง) ปลูกบ้านอยู่ เพื่อว่า จะได้ไม่ต้องเดินทางวันละหลายกิโลเมตร ไปกลับ เจ็ดเสมียน โพธารามทุกวัน  นั่นแหละเป็นครั้งแรกที่มาอยู่เจ็ดเสมียน และต่อมาก็ได้เป็นคนเจ็ดเสมียนตั้งแต่นั้นมา ส่วนที่ดินและบ้าน ที่โพธารามนั้น น้องสาวของพ่อผม คืออา กรรณิกา ก็ยังอยู่ต่อมาอีกนาน จนกระทั่งที่ตรงนี้ได้ขายไป ดังที่กล่าวมาแล้ว
            แต่การมาอยู่เจ็ดเสมียน  ก่อนที่จะมาอยู่ห้องแถวที่ตลาด ตามที่ผมได้เสนอเรื่องนี้มาก่อนแล้วนั้น( อยู่ในตอน ย้ายมาอยู่ เจ็ดเสมียน 1)  พ่อและแม่ของผมก็ต้องย้ายที่อยู่ภายในเจ็ดเสมียน อีก หลายครั้ง เท่าที่มีหลักฐานก็ 3 หน เร่ร่อนไปเรื่อย ๆ ภายในตำบลเจ็ดเสมียนนี้ เพราะไม่มีที่ดินปลูกบ้านของตัวเอง ต้องเช่าที่เขาปลูก หรือเช่าบ้านเขาอยู่ตลอดมา การย้ายแต่ละครั้งนั้น ก็เพื่อจะเสาะหาที่อยู่ที่ดีที่สุด เพื่อความสุขความสบายในครอบครัว และตัดความรำคาญจากสิ่งอื่นๆอีกด้วย
           ขอเสนอบันทึกของนาย หิรัญ สักหน่อยหนึ่ง เกี่ยวกับการย้ายบ้าน นับจากครั้งแรกที่มาจาก โพธาราม ไปเช่าที่นายดีปลูกบ้านอยู่เมื่อวันที่  8 พ.ค.2485  (ต่อมาอีก ปีเศษ ผมก็เกิดที่ตรงบ้านนาย ดี นี้  ลูกนายดี คนหนึ่งนั้น ชื่อ เจ๊อุ่น  ได้ข่าวว่าเดี๋ยวนี้ก็ยังมีชีวิตอยู่) พอย้ายจากนายดีมา ก็มาอาศัย บ้านน้าของแม่ ซึ่งเป็นนายตรวจทางเจ็ดเสมียน ในตอนนั้นได้สักระยะหนึ่ง  และคิดว่าครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 นะครับที่ย้ายมาจากบ้านน้ามาเช่าบ้านนังม่วยอยู่ ลองอ่านบันทึกดูครับ 

         

(เริ่มบันทึกของนายหิรัญ)

๑๗   สิงหาคม  ๒๔๘๙    วันนี้เป็นวันดี   ฉันได้จัดการย้ายจากบ้านน้า   ไปอยู่ที่บ้านนางม่วยหลังตลาดแล้ว (ปัจจุบันนี้  น่าจะอยู่ หลังตลาด อยู่ฝั่งเดียวกับบ้านของ ครูเบญจา (แป๊ะซุ่น)  แต่ระหว่าง บ้านนางม่วยกับบ้านแป๊ะซุ่นนั้น มีซอย ตัดกลาง ไปผ่านบ้าน ซ้อดั่ว เจ๊น้อมได้ แล้วเลยขึ้นไป บรรจบกับทางที่จะไปวัดใหม่ได้  แต่เดี๋ยวนี้ ซอยที่ว่านี้หายไปไหนแล้วก็ไม่รู้)  บ้านนี้นาย ไล้จั๊วมันอยู่มาก่อน   เจ้าของเขาไปอยู่ที่ตลาด   นาย ไล้จั๊วมันอยู่ได้ ๕ ปี กว่าๆ มันก็ย้ายไปอยู่บ้านโป่ง   ฉันเห็นใกล้น้ำ (ท่าใหญ่) และบ้านก็กว้างขวาง   มีรั้วรอบขอบชิดไม่มีใครพลุกพล่าน เหมาะแก่คนที่ชอบอยู่อย่างสงบ   ฉันจึงได้ตกลงใจย้ายมาอยู่ที่บ้านนี้   หลังจากที่ได้อาศัยบ้านน้าอยู่มาประมาณ  ๖  เดือน

บรรยายภาพ 

นาง สละ สุวรรณมัจฉา  แม่ของผม กำลังทำกับข้าวให้ลูกๆ กิน ที่ในครัวภายใน ห้องแถวตลาดเจ็ดเสมียน รั้วสังกะสีนี้ จะติดกับกำแพงโบสถ์ของวัดเจ็ดเสมียน

         

        ฉันอยู่เจ็ดเสมียนมา  ๔  ปีกว่าแล้ว   ต้องย้ายถึง  ๓  หนเข้าครั้งนี้   ครั้งแรกขนมาปลูกที่ๆชองนายทองดีได้ประมาณ  ๔  ปี   เกิดขโมยย่องเบาเอาเสื้อผ้าและเงินทองไปบ้าง   และตั้งแต่อยู่ที่นั่นมาทำอะไร ไม่เห็นมีความเจริญเลย เลี้ยงเป็ดเลี้ยงไก่ ก็ขาดทุนทำอะไรก็ไม่ได้ผล   จึงย้ายมาอาศัยน้าอยู่ ก็สบายดีหรอกแต่จุกจิก รำคาญเพราะอยู่กันสองครอบครัว   ประจวบกับมีบ้านว่างให้อยู่ ฉันเลยย้ายไปอยู่บ้านใหม่หลังตลาด ของยายม่วย   วันนี้เวลา  ๑๔.๐๐  นาฬิกา   ซึ่งเป็นเวลา  ฤกษ์ดี

         ครั้งนี้เป็นครั้งที่  ๓  แล้ว   ขอความสุขความเจริญจงมีแด่ฉันเถิด   พวกเพื่อนๆที่มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน เขาตั้งตัวกันได้หมดแล้ว   ยังอยู่แต่ฉันยังยากจนข้นแค้นอยู่อย่างนี้   ถ้าไม่โปรดบ้างแล้วเมื่อไหร่เล่าจะโปรด   อายุก็มากแล้วอย่าให้ต้องทรมานเพราะความจนอยู่อย่างนี้เลย   พระภูมิเจ้าที่ผีเหย้าผีเรือน   พ่อแม่ปู่ย่าตายาย   และนาย ฮุ่นซัว ซึ่งเป็นเจ้าของบ้าน   จงดลบันดาลให้ฉันจงประสพแต่ความสำเร็จ ในกิจการทุกอย่างเถิดเทอญ…….

 (สิ้นสุดบันทึกของนายหิรัญ   )     

           นั่นเป็นบันทึกของนาย หิรัญ พ่อของผม เกี่ยวกับการย้ายบ้าน ครั้งหนึ่ง และพ่อของผมก็ได้เป็นครูที่วัดเจ็ดเสมียนนี้ต่อมาอีกหลายปี  จนถึงประมาณ  ปีพ.ศ. 2491 ก็ได้ลาออกจากการเป็นครู ที่สอนมาเกือบ 15 ปี ด้วยความเบื่อหน่าย
         เมื่อได้ลาออกจากครูแล้ว และยังไม่ๆได้ทำงานอะไร พอดีที่โรงสีไฟ เจ็ดเสมียน ของนายกิตติ วงษ์วานิช  พี่ชาย นายเช็งกิต และนายเช็งฮวง  วงษ์วานิช  (พ่อของไอ้ ธร) ซึ่งอยู่ติดกับโรงเรียนและวัดเจ็ดเสมียน  ได้มาตามให้ไปทำงานเป็นเสมียน และทำบัญชีด้วย  ประกอบกับ เพื่อนๆ ของนายหิรัญ ก็ทำงานกันอยู่ที่โรงสีนี้หลายคน  เช่น นายเกีย  กุลบุปผา (พ่อไอ้มูล) นายเบี้ยว  ลักษิตานนท์ (พ่อไอ้อู๊ด)  นายเช็งฮวง  (พ่อไอ้ธร) นายเจาะ นายต้อ และยังมีอีกหลายคนที่เป็นเพื่อนกันที่เจ็ดเสมียนแห่งนี้ ต่างคนต่างก็มีหน้าที่ไปคนละอย่าง สำหรับพ่อผมนั้น เป็นเสมียน และทำบัญชี โดยที่เป็นครูมาก่อน เขาก็เลยให้ทำหน้าที่นี้

           ในบันทึกของนายหิรัญบอกว่า เมื่อมาทำงานที่โรงสีนี้แล้ว วันๆหนึ่งก็ไม่มีอะไรจะทำ คงอาจจะเป็นเพราะว่า ตอนเป็นครูอยู่นั้น ต้องอยู่กับเด็กๆทั้งวัน  ดูวุ่นวาย พอมาอยู่โรงสีแล้ว มีงานจดจำนวนข้าวที่ลูกค้านำมาสีไว้ และทำบัญชีเป็นพักๆ ไม่ค่อยมีงานอะไร  ทำให้ดูเหงาๆไป
         ดังนั้นในเวลาต่อมา ก็มีเจ้าของโรงเลื่อย ซึ่งเป็นโรงเลื่อยเก่าแก่ แต่ได้หยุดทำการแล้วคนหนึ่ง ชื่อว่า เถ้าแก่ เต็ง และภรรยาของแก ที่ผมเรียกในภายหลังว่า ซิ้มม้วนหรือ บางทีก็เรียกแกว่า ป้าม้วน  โรงเลื่อยของเขา อยู่ติดกับโรงสีนั่นเอง  โรงเลื่อยนี้ในขณะนั้นไม่ได้ทำการเลื่อยไม้แล้ว (เป็นโรงเลื่อยร้าง) เพราะเหตุว่า เมื่อความเจริญเข้ามามากๆเข้า ซุงหรือไม้ท่อนที่จะทำการเลื่อยเพื่อแปรรูปนั้น ก็ยิ่งหายากเข้าทุกที จนไม่มีเลย

         เถ้าแก่ทั้งสองนี้ จึงได้รื้อเครื่องเลื่อย เครื่องจักรต่างๆ  และคนงานย้ายไปจนหมด   ไปสร้างโรงเลื่อยขึ้นใหม่ อีกแห่งหนึ่งที่หัวหิน ที่นั่นยังมีไม้ มีซุงอุดมสมบูรณ์ ที่จะเลื่อยไปได้อีก หลายสิบปี โดยไปเข้าหุ้นกับ นายพรานป่าคนหนึ่ง ในภายหลัง พ่อของผม เรียกเขาว่า คุณสุดใจ ซึ่งเป็นคนที่หัวหินนั้น เอง
         ในวันหนึ่ง เถ้าแก่เต็งและ ป้าม้วน ได้มาคุยกับพ่อของผมที่บ้านว่า อยากจะให้พ่อของผมไปช่วยทำงานกันที่ โรงเลื่อยหัวหิน เมื่อคุยกันถึงการทำงานต่างๆ จนพอใจแล้ว พ่อผมก็เห็นดีด้วย เพราะเบื่อบ้านเต็มที และอยากออกไปทำงาน ในที่ต่างๆบ้าง หลังจากจำเจทำงานเป็นครูอยู่ที่เดียวที่ โรงเรียนวัดเจ็ดเสมียนเป็นเวลา เกือบ 15 ปี เมื่อได้คุยตกลงกันเป็นอย่างดีแล้ว ดังนั้นเอง พ่อของผมจึงได้ไปทำงานที่ โรงเลื่อยหัวหิน ในปี พ.ศ. ๒๔๙๓          นี่เป็นเรื่องคร่าวๆ อย่างรวบรัด ที่ผมเล่าให้ท่านผู้อ่านฟัง โดยที่ยังไม่ลงรายละเอียดอะไรมากนัก ถึงความเป็นมาของ  นายหิรัญ สุวรรณมัจฉา ผู้ที่ชอบบันทึกเรื่องราวต่างๆ ในอดีต ไว้ให้ผู้คนรุ่นหลังๆ ได้รับรู้เรื่องเก่าๆเหล่านี้

       

                     โปรดคอยติดตามในตอนต่อไปในเรื่อง "จากครู มาเป็นเสมียน"   ในเร็วๆนี้ ที่นี่ที่เดียว 


จำนวนผู้เข้าชม: 2778
ความเห็น (0)Add Comment

เขียนแสดงความเห็น
อนุญาติให้เฉพาะสมาชิกเท่านั้นที่สามารถเขียนแสดงความเห็นได้ โปรด Login หรือ ลงทะเบียน

busy
 
คุณ ๆ ที่แวะเข้ามาชมเวบเจ็ดเสมียน มีอายุเท่าไรกันบ้างครับ
 
เวบเพื่อนบ้าน
เรารักสุพรรณฯ
จำนวนผู้เยี่ยมชม
 วันนี้143 
 เมื่อวานนี้142 
 สัปดาห์นี้1056 
 เดือนนี้3560 
 ทั้งหมด651836 

(C) Fliesenstadt
ผู้ที่กำลังใช้งาน
เรามี 31 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
เรื่องใหม่