นายไพบูลย์ พงษ์ถิระสุวรรณ 2

เรื่องราวเก่า ๆ ของชาวตลาดเจ็ดเสมียน

       

           นายไพบูลย์ พงษ์ถิระสุวรรณ ตอนที่ 2    

          ทางที่เราถีบจักรยานผ่านไปนั้น น้ำที่ท่วมใหญ่เพิ่งจะลงไปยังไม่ถึงเดือนดี ถนนหนทางที่ชำรุดอยู่ก็ยังไม่ได้ซ่อมให้ดีเลย  สายตาเราก็สอดส่ายหาสถานที่ตกปลากัน 
         

        พวกเราถีบจักรยานกันโดยมี เฮียเต้วนำหน้าเกือบถึงวัดสนามชัย ทางซ้ายมือเห็นน้ำยังขังอยู่ในที่ดิน ของ เฮียเซี้ยง ซึ่งปลูกต้นกล้วย โดนน้ำท่วมอยู่เป็นเดือนแล้ว ใบเหลืองอ๋อย ตายแน่นอน ก็เลยตกลงใจกันว่าจะลองตกปลาตรงนี้กันดูก่อน ถ้าไม่มีปลาเราก็จะย้ายที่กันไปเรื่อยๆ เฮียเต้ว แกจึงหยิบเอาเหยื่อซึ่งเป็นไส้เดือน ที่เราเพิ่งขุดมาเกี่ยวกับเบ็ดแล้วหย่อนลงไป

 

         ค่อยๆลากเบ็ด ให้เรี่ยๆกับผิวน้ำ เหมือนกับลูกกบ หรือลูกเขียดที่กำลังวิ่งบนน้ำ ดังจ๋อมๆ สักครู่หนึ่ง ก็ได้ผล  มีลูกปลาช่อนตัวหนึ่งกระโดดขึ้นงับทันที  เฮียเต้ว แกก็ตวัดเบ็ดเต็มแรง ปลาตัวนี้เป็นแค่ลูกปลา ปากมันจึงขาด รอดไปได้หวุดหวิดทีเดียว แล้วอีกไม่นานก็ได้ปลาตัวใหญ่บ้างเล็กบ้าง หลายตัว พวกเราเปลี่ยนที่ตกปลากันไปเรื่อยๆ แถวๆคลองมะขาม วัดสนามชัย เลยไปอีกจนกระทั่งถึงวัดตึก เมื่อเห็นว่าไกลมากแล้ว และไอ้จุ้ยมันตะพาย ข้อง จนบ่าแอ่นแล้ว  ก็เลยคิดกันว่าวันนี้พอแค่นี้ก่อน กลับบ้านกันเถอะ
         

        

          เมื่อเด็กตลาดเจ็ดเสมียนล้วนๆ ไปเที่ยวกันที่ ถ้ำจอมพล อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรีคนที่ยืนแถวหน้า จากซ้าย อโนทัย ไทยสวัสดิ์, ระฆัง สุวรรณมัจฉา, คนึง คุ้มประวัติ, สุเมธ วงษ์วานิช, รังสฤษดิ์ ลักษิตานนท์, คนที่ยืนแถวหลัง จากซ้าย สุรพงษ์ แววทอง, แก้ว สุวรรณมัจฉา, โอฬาร ลักษิตานนท์, เทียมชัย น้องเฮียธง (จำนามสกุลไม่ได้) แอด แววทอง, ยืนคนเดียวหลังสุด  สาธร วงษ์วานิช   

          นอกจากเฮียเต้วแล้ว พวกเราก็ตกปลากันได้บ้าง เหมือนกัน มีปลาบู่ ปลาตะเพียน  โดยเฉพาะไอ้เหม่งตก ปลาค้าว ได้ตัวเบ้อเร่อ พอตอนบ่ายแดดชักจะร้อน เราก็ชวนกันกลับ ตามทางเจอนกอะไร เฮียเต้ว  และพวกเราก็หยุดรถยิงนกนั้นด้วยหนังสติ๊ก ที่พวกเราทุกคนพกกันเป็นประจำ เรื่องหนังสติ๊กนั้น เฮียเต้วแกยิงได้แม่นมาก  คิดไม่ถึงเลยว่าจะยิงได้แม่นขนาดนี้ ขนาด กระรอก วิ่งอยู่บนกิ่งมะม่วง แกก็จะจ้องอยู่อย่างนั้น รอจนกระรอกตัวนั้นหยุดนิ่งเมื่อไร เฮียเต้วแกก็จะปล่อยกระสุนทันที  โดนกระรอกตัวนั้นเต็มๆ ตีลังกาม้วนหล่นลงดินดังตุ๊บ  แล้วพวกเราก็วิ่งไปเก็บ
         

เฮียธง, เฮียงั้ง , เฮียเล็ก ไทยเจริญ , เฮีย ไท้เทียน  หนุ่มเจ็ดเสมียน รุ่นใหญ่ยืนถ่ายภาพกันที่ป้ายสถานีรถไฟ ป้ายนี้เป็นป้ายเก่าทำด้วยไม้ ปัจจุบันนี้ป้ายชื่อสถานีรถไฟ เจ็ดเสมียน เปลี่ยนไปแล้ว ทำด้วยคอนกรีตอย่างสวยงาม หนุ่มรุ่นนี้เวลาที่ถ่ายรูปกันนี้ อายุน่าจะประมาณ ๒๐ กว่าๆ แต่ปัจจุบันนี้ แต่ละคนก็ ๗๐ ต้นๆแล้ว (เฮียธง คนซ้ายสุดนั้น เสียชีวิตไปแล้ว ไม่ทราบว่าเป็นอะไร )

         

วันนั้นนอกจากปลาแล้ว ยังได้นกอีกหลายตัว เฮียเต้ว จึงนัดพวกเราที่ไปด้วยกันในวันนี้  ให้ไปที่บ้านของแก ในตอนเย็นๆ ป้าม่วย แม่ของเฮียแกจะทำปลาที่เราจับมาได้นี้ เป็นกับข้าวให้พวกเราได้กินกัน  และเมื่อถึงเวลาเย็น พวกเราที่ได้ไปตกปลาด้วยกัน และก็มีบางคนบ้างที่ไม่ได้ไป แต่ด้วยความคุ้นเคย ก็มานั่งล้อมวงกินข้าวกับปลา มีปลาช่อนต้มยำ ปลาตะเพียนทอด  แบบไม่ไร้ก้าง     

         ส่วนนกสี่ห้าตัว และกระรอกสองตัวนั้นไม่ได้ทำมากิน ถ้าทำมาผมก็ไม่กินอยู่ดี ป้าม่วย แม่ของเฮียเต้ว ก็หุงข้าวหม้อใหญ่มาให้ด้วย ส่วนปลาค้าว ตัวนั้นไอ้เหม่ง มันขอเอาไปให้แม่มัน เพื่อเป็นค่าไถ่ ไม่ให้มันโดนป้าม่อมแม่มันด่าเอา ในเรื่องการไปยิงนก และตกปลา ฮ่า ฮ่า
          พวกเรากินกันอย่างเอร็ดอร่อย และก็นึกภูมิใจกันอย่างลึกๆเหมือนกับว่า พวกเราทำมาหากิน กันเอาเองได้แล้ว แม้ไม่มากนักก็ยังดี แต่ก็ยังมีสิ่งหนึ่งที่ตัวผมเองจำได้อยู่ จริงๆแล้ว มันก็ไม่ได้สำคัญหรือเสียหายอะไรนักหนาหรอก 
          

         ในขณะที่เรากินข้าวกับปลา ที่เราหามากันอยู่ที่หน้าบ้านเฮียเต้วนั้น  มีคนๆหนึ่งเป็นเด็กเจ็ดเสมียนนั่นแหละ  จำได้ว่าเขาเป็นเด็กเจ็ดเสมียนรุ่นเดียวกับเฮียเต้วนั่นเอง ซึ่งอายุมากกว่าผมหลายปี เขาไม่ค่อยได้มารวมกลุ่มสมาคมอะไรกับใครเขาหรอก เขา เป็นคนเงียบๆ  เขาเดินผ่านมาทางที่เรากำลังกินอาหารอยู่พอดี แล้วก็ก้มๆ เงยๆ มองดูพวกเรากินอาหารอยู่
          สักครู่จึงพูดว่า พวกเราที่กำลังกินกันอยู่นี้ ไม่รู้หรือว่า มีคนหนึ่ง ที่ตะกระ มูมมาม กินจุ และกินมาก เอาเปรียบคนอื่นที่สุดอยู่คนหนึ่ง ทุกคนมองกันเลิกลั๊ก คงนึกในใจว่า มันว่าใครวะ  แล้วก็ถึงบางอ้อ เมื่อแกพูดขึ้นอีกว่า  ก็ไอ้เก้ว เนี่ย ไงพวกมึงไม่เห็นหรือว่ามันกินเอากินเอา เขาพูดได้แค่นั้นและคงคิดว่าสะใจแล้วที่มาว่าเด็กรุ่นน้องนี้ได้ แล้วเขาก็เดินไปทางบ้านเขา ได้ยินเสียงเขาหัวเราะ หึ หึ ชอบใจ
          

         ผมน้อยใจขึ้นมา ก็เลยขยับจะกลับบ้าน เพราะว่าบ้านผมก็อยู่แค่คืบนั่นเอง เฮียเต้ว แกเห็นดังนั้น จึงบอกกับผมว่า  เฮ้ยเก้ว อย่าไปสนใจมันเลยวะ พวกเราไม่มีใครว่าเอ็งอย่างนั้นหรอก กับข้าวเหลือเฟือ กินกันก็ไม่หมดอยู่แล้ว และอีกอย่างมันของๆเรา ลงแรงกันไปหามาด้วยกัน จะกินกันอย่างไรก็ได้
          ตอนนั้นผมโกรธเขาอย่างบอกไม่ถูก ตามประสาเด็กๆ และคิดอยากจะตอบโต้ไปบ้าง อยากจะบอกกับเขาว่า มันไม่ใช่เรื่องอะไรของมึง มึงอย่ามายุ่งได้ไหม  ขยับปากจะบอกกับเขา แต่ไม่ทัน เขาเดินหัวเราะ หึ หึ ไปตั้งไกลแล้ว
          จริงๆแล้วรุ่นพี่ผมคนนี้ ก็เป็นพี่ชาย ของคนในกลุ่มของเรานั่นเอง ไอ้หนุ่ย มันก็เป็นเพื่อนรุ่นเดียวกับ  ระฆัง สุวรรณมัจฉา  น้องชายผม มันเป็นคนดีมากๆเลยทีเดียว  กระทั่ง  เจ๊แด๊ว  เฮียงอก ก็ดีกับผมมากๆ  แต่คนๆนี้ มันเป็นอะไรไม่รู้ อยู่ๆก็มาว่าผมแบบนั้น หรือบางทีมันอาจจะเที่ยวว่าใครต่อใครเสียหายมามากแล้ว ก็ได้ เขาจึงถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาไป 
         

         อันที่จริงเรื่องนี้มันนานมาตั้ง 50 กว่าปี แล้ว ผมก็ไม่อยากจะเอ่ยขึ้นมาเลย แต่เมื่อนึกขึ้นมาได้ ผมก็เลย นำมันมาเล่าให้ท่านผู้อ่านทราบเสียหน่อย ไม่ต้องการอะไรหรอก ! และคนที่เขาว่าผมในวันนั้น เขาก็อาจจะลืมไปตั้งแต่วันนั้นแล้วก็เป็นได้   แต่เอ้อ ! คิดขึ้นมาอีกที หรือมันจะจริงอย่างที่เขาว่า หว่า...........
        

         พูดถึงไอ้หนุ่ย เขาเป็นลูก ตาซุ่ย ร้านทำทอง ตัวเขาเล็กดูเหมือนคนแกร็น แต่ขอโทษทีมันแข็งแรงมากๆเลยครับ อยู่กลุ่มเดียวกับพวกเฮียตี๋ รวมทั้งผมและเด็กตลาดเจ็ดเสมียนอีกหลายคนด้วย ที่ชอบมาชุมนุมกันที่เสาธงหน้าโรงเรียนเจ็ดเสมียน  เคยเขียนลงไปแล้วว่า เรามาชุมนุมกันที่หน้าเสาธงทุกวัน อากาศมันปลอดโปร่งดี สถานที่ก็กว้างขวาง  บางคนก็เล่นฟุตบอล บางคนก็ประลองความเร็วโดยวิ่งแข่งกัน  ไอ้หนุ่ยคนนี้มันก็เอาทุกอย่าง ใจมันเป็นนักกีฬาจริงๆ
          

          เมื่อเรามาเล่นตี่จับกัน ผมมักจะเลือกไอ้หนุ่ยมาอยู่ข้างผม เพราะมันเป็นคนที่อึดใจได้ยาวนานมาก วิธีการเล่น ตี่จับ นั้น ผมคิดว่าคุณผู้อ่านทุกท่านคงรู้และคงเคยเล่นกันบ้างแล้ว ไม่มากก็น้อย  แต่ถ้ายังไม่รู้ผมก็จะบอกวิธีการเล่นคร่าวๆดังนี้
          ตอนแรกเราต้องขีดเส้นตรงแบ่งข้างกันเสียก่อน ให้เป็นสองข้าง และแบ่ง จำนวนคนข้างละเท่าๆกัน แน่ละข้างผมต้องเลือกไอ้หนุ่ยมาเป็นข้างผมด้วย เมื่อเริ่มเล่นจะข้างไหนก่อนก็ได้ คนที่จะเริ่มเป็นคนแรกก็จะเริ่มกลั้นหายใจเข้า สูดลมเข้าปอดมากๆ แล้วก็เริ่ม ร้อง  ตี่  พร้อมกับวิ่งเข้าไปในแดนข้าศึก  แต่พยายามอย่าวิ่งเข้าไปในแดนข้าศึกให้ลึกมากนัก เพราะพวกข้าศึกก็จ้องจะจับเราอยู่ ถ้าเราเข้าไปไม่ลึกมาก บังเอิญข้าศึกมารุมจับเรา โอกาสที่ เราจะหนีข้าศึกมีสูง โดยใช้แรงลากพวกที่กำลังจับเราไว้ ให้กลับมาถึงเส้นให้จงได้ แล้วเราก็จะปลอดภัย และมีสิทธิได้เล่นต่อไปอีก ส่วนผู้ที่จับเรานั้นถือว่าตายแล้ว หมดสิทธิเล่นต่อไป จนกว่าจะถึงรอบใหม่อีก
         

       ภาพนี้กำลังฮิตแหม่ม แมรี่ กันใหญ่ จากซ้าย  เชิดชาย,ลัดดา,สุมาลี แหม่มแมรี,นั่งคู่กับแมรี่คือ จินตนา,กาญจนา อุ้มเด็กชายต้องมานั่งตัก ต่อมาอยู่กลางภาพ นิตยา (หัวไช้โป๊ว ตราชฎา),ปราณี,อารีย์,นั่งข้างหลังปราณี เห็นไม่ชัดจึงไม่ทราบว่าใคร

         แต่ในทางกลับกัน ถ้าเราโดนข้าศึกจับไว้ แล้วกลับแดนไม่ได้ และหมดลมเสียก่อน  เสียง ตี่ หายไป นั่นแหละเราก็หมดสิทธิเล่นต่อไปอีก จนในสุดท้ายข้างไหนเหลือคนมากกว่าก็จะเป็นข้างที่ชนะในรอบนั้น แล้วถ้าจะเล่นกันอีกก็ขึ้นรอบต่อไปใหม่  นี่เป็นการเล่นของเด็กๆในสมัยนั้น ที่มีกติกาง่ายๆ และยังมีการเล่นอีกหลายอย่าง แต่ผมจะไม่กล่าวถึงนะครับ
 เท่าที่สังเกตไม่ค่อยจะมีฝ่ายไหนเล่นแล้ว เป็นฝ่ายชนะเสมอไปหรอกครับ  ชนะบ้างแพ้บ้างก็สนุกดีครับ  ได้ออกกำลังกันในเวลา ตอนเย็นที่หน้าโรงเรียน
           ในตอนหลังๆนี้ผมไม่ค่อยได้เจอไอ้หนุ่ยเลยครับ  ตอนที่ผมไปอยู่ที่อื่นแล้วกลับมาหาน้องๆที่เจ็ดเสมียน ผมก็ไม่เห็นมันอีกเลย  ต่างคนต่างก็มีหน้าที่จึงไม่ได้พบกัน
           แล้วต่อมาเมื่อวันที่ รังสฤษดิ์ ลักษิตานนท์ จัด  วันคนเจ็ดเสมียนพบกัน  เมื่อวันที่ 7 เมษายน 50 นั้น ผมกำลังยืนคุยกับใครต่อใครอยู่  แล้วก็มีคนมาสะกิดผม แล้วถามผมว่า จำเราได้ไหม  ผมมองดูอยู่ครูหนึ่ง อ๋อ ไอ้หนุ่ย น้อง เฮียงอก  ลูกตาซุ่ยนั่นเอง  ผมดีใจที่ได้เจอ ถามทุกข์สุขกันพอสมควร พอเขาเห็นว่าผมยังคุยอยู่กับใครต่อใครอีกหลายคน ผมบอกเขาว่า เดี๋ยวคุยกันนะ เขาก็เลยปลีกตัวไป  แล้ววันนั้นจนจบงานก็ไม่ได้เจออีกเลย
         จะขอย้อนกลับมาเรื่อง เฮียเต้วอีกที  ในตอนค่ำๆ ผมมักจะเห็นเฮียเต้วแกเล่น แอคคอเดี้ยน บ่อยๆ  บางครั้งก็เอาไวโอลินมาสี  ผมชอบมาดูและมาฟังเฮียแกเล่น  เรื่องดนตรีนี้ผมก็ไม่ทราบว่า เฮียเต้วแกหัด หรือเรียนมาจากไหน ใครรู้ช่วยบอกด้วย ยิ่งแอคคอเดี้ยนนั่นยิ่งเล่นคล่องสุดๆเลย  ( เฮียเต้วครับ ในตอนนี้เฮียก็อายุมากแล้ว ก็จงงัดเอาดนตรีที่ถนัดออกมาเล่นเถิด ก็จะยิ่งทำให้สุขภาพดีขึ้นมากๆ นะเฮียนะ)
         

นายไพบูลย์ พงษ์ถิระสุวรรณ (เฮียเต้วนั่งกลาง) ในงานระดับชาติ งานหนึ่ง ภาพนี้ได้รับการเอื้อเฟื้อจากคุณ ประนอม แห่งร้าน "กวงฮั้ว" ราชบุรี ไม่ทราบสถานที่ และ วัน เดือน ปี ที่บันทึกภาพนี้ไว้ 

          เฮียเต้วเป็นคนเก่งการเรียนตั้งแต่ยังเด็กๆ ขยันหาความรู้ต่างๆ อย่างสม่ำเสมอ เขียน อ่าน พูด ภาษาอังกฤษ เก่ง ตั้งแต่ยังไม่จบชั้นมัธยมปีที่ 8  เมื่อเฮียเต้วเรียนจบจากโรงเรียนโพธาราม (โพธาวัฒนาเสนี)ซึ่งเมื่อก่อนนั้นอยู่ตรงริมทางรถไฟ  ใกล้ ๆกับสถานีรถไฟโพธารามแล้ว ก็ไปเรียนต่อที่ โรงเรียน อำนวยศิลป์  จากนั้นก็ไปสอบเข้า มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์   เรียนอยู่ที่คณะบัญชี อีก 4 ปี สำเร็จแล้วและ

         ในตอนต่อจากนี้ไป เส้นทางของเฮียเต้ว เป็นไปอย่างไรผมก็ไม่ทราบเลย    อีกหลายสิบปีต่อมาจึงได้ทราบว่า เฮียเต้ว ไปพำนักอยู่ ใน  กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ในฐานะทูตพาณิชย์ ของประเทศไทย ประจำกรุงลอนดอน ผมขอแสดงความยินดีเป็นอย่างยิ่งครับ และภูมิใจเป็นอย่างมาก ที่ครั้งหนึ่ง ผมได้ร่วมไปปฏิบัติภารกิจ กับเฮียเต้วคนนี้ ในการไป ตีผึ้ง ยิงนก และตกปลา  ด้วยกัน
        นี่แหละครับเรื่องปลีกย่อยส่วนหนึ่งของ   คุณ ไพบูลย์  พงษ์ถิระสุวรรณ  คนเก่งที่สุดแห่งตลาดเจ็ดเสมียน ในสมัยนั้น.....

                           

                              โปรดติดตาม "ตอบจดหมายคุณ phoram ในเร็วๆนี้   ที่นี่ ที่เดียว

จำนวนผู้เข้าชม: 2106
ความเห็น (0)Add Comment

เขียนแสดงความเห็น
อนุญาติให้เฉพาะสมาชิกเท่านั้นที่สามารถเขียนแสดงความเห็นได้ โปรด Login หรือ ลงทะเบียน

busy
 
คุณ ๆ ที่แวะเข้ามาชมเวบเจ็ดเสมียน มีอายุเท่าไรกันบ้างครับ
 
เวบเพื่อนบ้าน
เรารักสุพรรณฯ
จำนวนผู้เยี่ยมชม
 วันนี้146 
 เมื่อวานนี้142 
 สัปดาห์นี้1059 
 เดือนนี้3563 
 ทั้งหมด651839 

(C) Fliesenstadt
ผู้ที่กำลังใช้งาน
เรามี 92 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
เรื่องใหม่