ระฆัง สุวรรณมัจฉา

เรื่องราวเก่า ๆ ของชาวตลาดเจ็ดเสมียน

Imageระฆัง  สุวรรณมัจฉา  ต่อจากตอน  "จากครูมาเป็นเสมียน"
 
       ท่านผู้อ่านครับ ขณะที่ผมกำลังเขียนต้นฉบับ ในเรื่องนี้อยู่นั้น มีท่านผู้อ่านท่านหนึ่งส่งข่าวมาให้ผม ความว่า บัดนี้เราได้เสียคนเก่า คนแก่ ของตลาดเจ็ดเสมียนไปอีกท่านหนึ่งแล้ว คือเฮียตี๋ หรือ พี่ ประเสริฐ สุรพลพินิจ พี่ชายของคุณสมบูรณ์ เพื่อนผมนั่นเอง ครอบครัวนี้ผมยังได้เอา เรื่องราวของเขามาลงไว้ตอนหนึ่งในเรื่อง ใครถูกล๊อตเตอรี่รางวัลที่ ๑  ถ้ายังไม่ได้อ่านก็เข้าไปอ่านได้ครับ

         ดังนั้นในโอกาสนี้ผมจึงขอแสดงความเสียใจมาสู่ครอบครัวนี้ และคุณสมบูรณ์ สุรพลพินิจ เพื่อนรุ่นเดียวกับผมด้วยนะครับ เมื่อได้ทราบเรื่องความตายนี้แล้ว ผมจึงอยากจะ ขอท่านผู้อ่านๆเรื่องเกี่ยวกับ คนในครอบครัวผมเอง สักเรื่องหนึ่ง             

         ขอเชิญอ่านต่อจากตอน “จากครู มาเป็นเสมียน” ได้เลยครับ

           แม่ของผม ตัวผมเองและน้องของผม อยู่ที่โรงเลื่อยที่หัวหิน อีกหลายวัน ก็ชักจะเบื่อ เพราะว่าบางทีวันๆก็ไม่ได้ไปไหน จนกระทั่งเย็น พ่อผมเลิกงานแล้วนั่นแหละ เขาจึงได้พาพวกผมพร้อมทั้ง บุญมา ด้วย ไปเดินเล่นกันที่ชายหาด และบางวัน พอค่ำหน่อย พ่อผมก็จะพาไปกิน ก๋วยเตี๋ยวแห้งในตลาด ผมยังจำได้ว่า มันอร่อยมาก เป็นก๋วยเตี๋ยวแห้งแบบโบราณ มีกากหมู กระเทียมเจียว ถั่วลิสงคั่วใส่ไปเยอะๆ ถ้าอยากกินแบบเผ็ดๆหน่อยก็ใส่ พริกป่นลงไป แต่ในตอนนั้น ผมยังเด็กอยู่จึงไม่ได้ใส่พริก เพราะว่า พริกป่นที่หัวหินนี้โดยมากจะเป็นพริกกระเหรี่ยง ที่เขาเอามาคั่ว แล้วมาตำให้ละเอียด จะเผ็ดมากๆ
         

         นอกจากนั้น บางทีพ่อของผมเขาว่าง ในตอนกลางคืน เขาก็พาพวกเราไปดูหนัง ที่โรงหนังในตลาด วิกนั้นรู้สึกว่าจะชื่อ ฉัตรชัย ชื่อเดียวกับตลาดฉัตรชัยนั่นเอง ตอนนั้นถ้าจำไม่ผิด เป็นหนังไทยเรื่องพันท้ายนรสิงห์  อารีย์ยังเล็กอยู่ ร้องไห้มากเพราะง่วงนอน จึงต้องพากันกลับ หลังจากหนังฉายไปได้นิดเดียว  พวกเราก็มีความสุข สนุกสนานตามประสาเด็กไปวันๆ ผมกับบุญมา ขี้เกียจให้ผู้ใหญ่หรือแม่ของผมเดินไปไหนๆด้วย เพราะเราก็เดินไปได้เองรู้ทางหมดแล้ว จึงชวนกันไปเดินเล่นที่ชายหาดอีกหลายครั้ง กว่าจะกลับเจ็ดเสมียน
 
        

ที่ภายในโรงเลื่อยที่หัวหิน ปี พ.ศ.๒๔๙๔ เมื่อตอนเช้าๆออกมานั่งให้พ่อของผมถ่ายรูป
ระฆัง ยังไม่ได้นุ่งกางเกงเลย จากทางซ้าย บุญมา ผาสุก, อารีย์ , แก้ว , ระฆัง
แล้วต่อจากนั้นอีกไม่กี่วันเราก็กลับไปบ้านที่เจ็ดเสมียน

         พออยู่นานๆเข้าก็ ไปเที่ยวแต่ชายหาด และตลาดจำเจอยู่อย่างนั้น จึงอยากจะกลับไปบ้านที่เจ็ดเสมียน ดังนั้นอีกสองวันต่อมาจึงได้กลับมาที่เจ็ดเสมียนอีกครั้งหนึ่ง แต่บุญมาเขายังไม่กลับ เขาอยากอยู่ต่อที่โรงเลื่อยอีกสักพักหนึ่ง ในวันกลับนั้นพ่อของผม ได้ให้เด็กในโรงเลื่อยนั้นไปตีตั๋วที่สถานีรถไฟ ก่อนรถมาประมาณหนึ่งชั่วโมง

        ก่อนที่พ่อของผมและเด็กที่โรงเลื่อย จะช่วยกันหิ้วกระเป๋าไปส่งกันที่สถานีนั้น ผมก็ยังยืนคุยอยู่กับบุญมาอยู่บุญมาบอกว่า เก้ว กลับไปบ้านก่อนก็แล้วกันเราจะอยู่กับแม่เราก่อน อีกสักพักจึงจะกลับบ้านเจ็ดเสมียนแล้วเราไปเจอกันที่บ้านนะ ผมก็พยักหน้า แล้วเราก็คุยกันเรื่องต่างๆอีก จนกระทั่งแม่ผมไปลาใครต่อใครในโรงเลื่อยเสร็จแล้ว พวกเราจึงออกเดินไปที่สถานีรถไฟกัน สถานีรถไฟอยู่ไม่ไกลจากโรงเลื่อยมากนักเดินประเดี๋ยวเดียวก็ถึง 
          

       ที่สถานีรถไฟหัวหินนั้น เที่ยวเช้าอย่างนี้ มีผู้คนมากพอสมควร จะมีผู้โดยสารระยะยาวบ้างระยะสั้นบ้าง  เพราะรถไฟคันที่จะไปนี้จะจอดเกือบทุกสถานี  จะวิ่งเข้าสถานีบางกอกน้อยฝั่งธนบุรีก็ราวๆ ๖ โมงเย็น  จะถึงสถานีเจ็ดเสมียนก่อนประมาณบ่ายสามโมงถ้ารถขบวนนี้ไม่เสียเวลาน          

     เมื่อรถไฟเคลื่อนที่ออก จากสถานีรถไฟหัวหินในเวลา ๘.๐๐ น. เศษนั้น ผมและแม่ของผมพร้อมด้วยน้องของผมอีกสองคนก็ได้ที่นั่งกันเรียบร้อยแล้ว  รถก็ได้วิ่งเรื่อยๆ ผมและน้องๆก็หลับบ้างตื่นบ้าง ในขณะที่รถไฟวิ่งนั้นผมมองออกไปทางนอกหน้าต่าง  มองเห็นต้นไม้ และสิ่งก่อสร้างต่างๆผ่านแว๊บๆไปอย่างรวดเร็ว รถไฟนั้นผมเพิ่งจะเคยนั่งเป็นครั้งที่สองหลังจากครั้งแรกที่ได้นั่งก็ตอนที่ขาไปหัวหินนั่นเอง
           ขากลับนี้ไม่มี บุญมากลับด้วย เนื่องจากเคยเล่นด้วยกันตามประสาเด็กๆกันทุกวัน พอมาวันนี้ผมก็เลยนั่งเงียบหงอยๆชอบกล จนกระทั่งรถวิ่งมาถึงสถานีรถไฟเพชรบุรี  สถานีนี้รถจะจอดนานหน่อยเพราะว่าเป็นสถานีใหญ่ และมีคนขึ้นลงมากตลอดจนมีสินค้าที่จะต้องขึ้นอีก ผู้โดยสารบางคนที่ยังไม่ได้กินอาหารเช้า หรือว่าที่หิวข้าวเที่ยงก็กุลีกุจอร้องเรียกคนที่ขายอาหาร

        ที่สถานีเพชรบุรีนี้มีคนเดินขายของกินของฝากกันมากมาย แม่ผมยังซื้อข้าวเกรียบปิ่นแก้วเพชรบุรี ที่มีชื่อเสียงไปเจ็ดเสมียนด้วยสองสามห่อ มีการขายข้าวแกงด้วยจำได้ว่าข้าวแกงเต็มๆจาน แกงเขียวหวานไก่หรือผัดเผ็ดเนื้อแล้วแถมด้วยไข่ไก่พะโล้ อีกหนึ่งลูกราคาแค่บาทเดียวเท่านั้นเอง 
          แม่ของผมก็สั่งข้าวมาสองสามจาน แต่ไม่ได้ราดแกงเพราะกลัวว่า ผมและน้องๆจะกินไม่ได้จึงราดแต่เพียงต้มไข่พะโล้ นอกจากของแม่จานเดียวเท่านั้นที่ราดแกงมาด้วย ผมและน้องๆกินกันเสียอิ่มแปล้ไปเลย เพราะมันเป็นของที่ไม่ค่อยจะประสบบ่อยนัก จึงดูเหมือนว่าอร่อยมากๆ  

          และผมก็สงสัยว่า เขาให้จานข้าวเราด้วยหรือไร แม่บอกว่าประเดี๋ยวมันก็ขึ้นมาเก็บเอาไปเอง ถ้ามันเก็บไม่ทันรถออกเสียก่อน มันก็จะติดรถไปลงสถานีข้างหน้า แล้วก็ย้อนกลับมาใหม่ หมุนเวียนกันอย่างนี้ทั้งวัน  ผมกินไปก็คิดถึง บุญมาไป เพราะแต่ก่อนที่อยู่บ้านที่เจ็ดเสมียนนั้น ตอนกินข้าวกัน บางทีแม่บ้านก็จะคดข้าวมาให้ ผมกับบุญมาคนละจาน ตามที่เจ๊ลี้เคยสั่งแม่บ้านเอาไว้ ว่าถ้าเก้วอยู่ด้วยเวลากินข้าวก็ตักข้าวให้เก้วมันด้วย เจ๊ลี๊ เป็นคนมีเมตตากับผมเสมอ เอ็นดูผมเป็นพิเศษ  เรียกให้ผมกินข้าว และให้ขนมผมอยู่บ่อยๆ
           

         บ่ายมากแล้วรถไฟก็ถึงสถานีเจ็ดเสมียน ที่สถานีเจ็ดเสมียนนี้รถไฟจะจอดประเดี๋ยวเดียว เพราะเป็นสถานีเล็กๆไม่ค่อยมีคนขึ้นลงมากนัก แม่ของผมก็หิ้วของสัมภาระมือหนึ่งอีกมือหนึ่งอุ้มอารีย์น้องคนเล็กของผม ส่วนผมก็จูงระฆังน้องของผมอีกคนหนึ่ง กระโดดลงจากรถไฟด้วยความปลอดภัย

 
           จากสถานีเดินกลับมาบ้านพักที่โรงเลื่อยเก่า ในบ่ายวันนั้นเจ๊ลี้เห็นเข้าก็ทักทายว่า เอ้า กลับมากันแล้วหรือเป็นยังไงกันมั่งสนุกกันมากไหม แล้วหันมาถามผมว่า เก้ว แล้วบุญมาไม่กลับมาด้วยหรือผมตอบว่า เขาจะตามมาทีหลังครับแต่ไม่รู้ว่าจะมาวันไหน จากนั้นเจ๊ลี้ก็เข้าบ้านไปพวกผมกลับมาถึงบ้านด้วยความปลอดภัย แต่ก็ทำให้รู้ว่าการเดินทางไกลๆนั้นมันเมื่อยและเหนื่อยอ่อนน่าดูเลยทีเดียว  ในค่ำวันนั้นพวกเรานอนหลับเป็นตายเลย แต่ก่อนจะหลับก็ยังคิดถึงเรื่องราวที่ผ่านมา เมื่อตอนเช้ายังยืนคุยกับบุญมาอยู่เลย พอตกเย็นมาอยู่ที่เจ็ดเสมียนเสียแล้วมันเร็วจริงๆ
          

       ในขณะที่บุญมายังไม่กลับมาบ้านเจ็ดเสมียนนี้ ผมก็เล่นกับน้องๆของผมทั้งสองคน คือระฆังและอารีย์ แต่เป็นของธรรมดาของเด็กทั่วๆไปแหละครับว่าถ้าเป็นพี่น้องกันเล่นด้วยกัน ก็เล่นได้เดี๋ยวเดียวเท่านั้นแหละครับไม่นานนักก็แหย่กัน แล้วก็ร้องไห้นายระฆังนั้นผมคิดขึ้นมาตอนนี้แล้ว ผมก็เสียใจเป็นอย่างมากเพราะผมได้รังแกน้องของผมมาก แกล้งเขาสารพัดบางทีก็ทุบเอาเจ็บๆ น้องของผมเมื่อถูกผมทุบตีเอานั้น ก็ร้องไห้สะอึกสะอื้นสายตาก็มองผมด้วยความวิงวอน คงอยากจะถามผมว่าทำอย่างนี้กับเขาทำไมแล้วก็สะอึกสะอื้นขึ้นมาอีก ผมก็ทำหน้าดุเข้าใส่เพื่อบังคับไม่ให้เขาร้อง พอเขาร้องไห้เสียงดังขึ้นมาแม่ก็มาถามว่าทำอะไรกัน รังแกน้องอีกแล้วเดี๋ยวโดน

         แล้วผมก็ต้องโกหกแม่ทุกทีเพื่อเอาตัวรอดสารพัดที่จะโกหก  ระฆังน้องนะถึงตอนนี้พี่อยากจะขอถ่ายโทษกับระฆัง แต่ก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี  เพราะว่าระฆังน้องของผมนั้นได้เสียชีวิตไปหลายปีแล้ว เสียชีวิตไปทีหลังแม่ของผมหน่อยเดียว อย่างดีที่ทำได้ก็แค่เพียงเมื่อตอนที่ผมได้ใส่บาตรทำบุญ ก็จะกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลไปให้กับระฆังน้องผมทุกครั้งไม่เคยลืมเลย แต่ก็คงจะไถ่โทษไม่หมดในชาตินี้หรอก ผมก็ต้องยอมรับเพราะผมทำให้ตัวเองมีบาปมากเช่นนั้นเอง
           

งานศพของนาง สละ สุวรรณมัจฉา แม่ของผมที่วัดเจ็ดเสมียน เมื่อพ.ศ.๒๕๓๔ นั่งข้างหน้าจากซ้าย อารีย์, นายหิรัญ, ปราณี นั่งหลัง นายระฆัง,  นายแก้ว, นายรุ่งโรจน์

         พ่อและแม่ก็มาเสียชีวิตไปหมดแล้วแม่นั้นเสียชีวิตก่อนพ่อผมหลายปี  พ่อของผมคือนายหิรัญนี้เพิ่งจะได้เสียชีวิตไปเมื่อ ปี พ.ศ.๒๕๔๑ เอง ส่วนระฆังน้องของผมนั้นเสียชีวิต เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๖ ทีหลังแม่ของผม ๒ ปี ชีวิตของระฆังเป็นชีวิตที่รันทด หดหู่ และอาภัพมากๆ เริ่มต้นตั้งแต่เป็นเด็กๆมา เหตุที่เขาชื่อระฆังนั้นพ่อบอกว่าเขาเกิดตอนพระตีระฆัง ๖ โมงเย็นพอดี 

         ผมซึ่งเป็นพี่ชายก็ไม่ค่อยได้ดูแลเขาเท่าไรมัวแต่ไปเล่นกับเพื่อนๆ จนเหมือนระฆังไม่ใช่เป็นน้องส่วนพ่อแม่ก็ดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดี พอโตขึ้นมาหน่อยแม่ก็ส่งให้ไปเรียนไม่ได้น้อยหน้ากว่าเพื่อนฝูงในรุ่นเดียวกับเขา เมื่อเรียนจบชั้นมัธยมปีที่ ๖ แล้ว อนาคตก็ทำท่าจะสดไส เพราะว่าไปสอบเข้าเป็นนักเรียนนายสิบทหารช่างได้ ที่ราชบุรีจึงไปเข้าโรงเรียนนายสิบทหารช่างอีกจนจบหลักสูตรของเขา (ในขณะนั้นผมไม่ได้อยู่ที่เจ็ดเสมียนแล้ว )
 

         ต่อมาเมื่อเรียนจบหลักสูตร นายสิบทหารช่างแล้วก็ได้บรรจุเป็น นายสิบตรี  ทหารช่างกองร้อยที่ ๑๑๑ ที่ค่ายทหารเขากรวดราชบุรีนั่นเอง ในตอนนี้สิบตรีระฆังได้เปลี่ยนชื่อเป็น สัมพันธ์ สุวรรณมัจฉา แล้วก็ทำราชการได้เลื่อนยศมาเป็นลำดับ จนสุดท้ายได้เป็นจ่านายสิบเอก ตั้งแต่อายุยังน้อย

          แล้วก็มาถึงเวรกรรมที่ระฆังทำเอาไว้แต่ชาติก่อน เปลี่ยนเส้นทางชีวิตที่กำลังจะมีแต่ความก้าวหน้าสดใส มาเป็นคนที่สิ้นไร้อนาคตเมื่อได้แต่งงานกับสาวคนหนึ่ง อยู่ที่นอกตลาดออกไปแต่คนที่นั่นเรียกว่า "บ้านใน" ซึ่งในชีวิตของมันเป็นคนที่เลวที่สุดคนหนึ่งโดยไม่รู้ตัว ตัดสินใจผิดเพราะความรักทำให้ระฆังซึ่งเป็นคนที่ไม่เคยแตะต้องเหล้ายามาก่อนเลย ต้องมาเป็นคนกินเหล้าหัวราน้ำเมาทั้งวัน

         บางทีการงานก็ไม่อยากไปทำ ดีแต่ว่าเจ้านายรู้ความจริงว่าเพราะเหตุใดจึงเป็นอย่างนี้ จึงไม่ได้ไล่ให้ออกจากราชการ ถึงสิ้นเดือนเงินเดือนออกเมื่อไรก็ต้องใช้หนี้เขาจนหมดเพราะเมียมัน ได้ทำหนี้เอาไว้ให้มากมายในตอนนี้ ระฆังมีลูกกับอีคนชั่วนี้ สองคนแล้วและได้เลื่อนยศเป็นจ่าสิบเอก  อาจจะมีคนถามว่าทำไมจึงเป็นอย่างนี้ที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะว่า ที่บ้านของสาวคนนี้เป็นบ่อนการพนันบ่อนใหญ่ที่สุด ของ "บ้านใน"เจ็ดเสมียนนั่นเอง มีคนเข้าออกมากมายบางทีสาวคนนี้ก็นั่งเล่นไพ่ทั้งวัน ไม่ได้ดูแลลูกผัวเลยเล่นมันหามรุ่งหามค่ำและซ้ำร้ายเขาว่ากันว่าไปได้ คนที่เล่นไพ่กันนั้นเป็นผัวอีกคนหนึ่งด้วย แล้วมันก็เอาผัวใหม่มันมาหยามน้ำหน้าน้องชายผมบ่อยๆ
          

         มิใยที่พี่น้องรวมทั้งตัวผมด้วยได้ให้ระฆังเลิกกับอีคนชั่วคนนี้เสียเถอะ จะช่วยกันอธิบายให้เหตุผลกันอย่างไร ก็ไม่สำเร็จ เป็นเวรกรรมแต่ชาติปางก่อนของนายจ่าระฆังเสียจริงๆ เขาก็อ้างว่าเขาก็รักของเขาพวกเราก็ไม่รู้จะทำอย่างไรได้  ปราณีน้องสาวของผมบอกว่า ก็แล้วแต่เขาก็แล้วกัน จะเป็นอย่างไรก็ให้มันเป็นไป  
           

         เราในฐานะเป็นพี่น้องกัน เมื่อเห็นอย่างนี้ก็อายชาวบ้านเขาด้วย เหมือนโดนหยามหน้ากันชัดๆเลย เมื่อเหตุการณ์เป็นเช่นนี้แล้วก็คงจะถึงบทสุดท้ายของนายระฆังจริงๆเสียที ระฆังมันก็ทนดูอยู่ไม่ได้จึงต้องออกจากกระท่อมรักที่ปลูกเอาไว้หลังนั้น ที่แต่ก่อนนั้นอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขแต่บัดนี้เขาจำเป็นต้องจากแยกกันออกไป เช่าห้องเล็กๆอยู่คนเดียวริมถนนเยื้องกับบ้านกำนันโกวิท ไม่มีลูกและเมียไปคอยดูแลทุกข์สุขเลย เมียมันก็คอยแต่เล่นไพ่อยู่กับชู้ของมันสุดที่จะว่ากล่าวได้ เมื่อระฆังได้แยกไปอยู่คนเดียวไม่กี่วันกินแต่เหล้า ม่มีอย่างอื่นตกถึงท้องเลย ร่างกายจึงต้องสิ้นสุดการทำงานในตอนสุดท้ายของชีวิตนี้           

         ครูปราณี เล่าให้ผมฟังในวันแรกที่พบศพ ของน้องชายผมนั้นว่าเช้ามืดของวันนั้นนายศักดา วงศ์ยะรา ลูกของกำนันโกวิทซึ่งเป็นเพื่อนรุ่นเดียวกับระฆัง ได้ไปหาระฆังแต่เช้ามืดและได้ไปพบระฆังนอนตายเสียแล้ว จึงได้ขี่รถจักรยานกระหืดกระหอบไปบอกน้องสาวของผมคือ ครูปราณี ที่ห้องแถวว่าได้พบ ระฆัง นอนตายแล้วอยู่ที่ห้องเช่านั้นในสภาพ นุ่งกางเกงลายพรางขายาวของทหารตัวเดียว เสื้อไม่ได้ใส่ นอนขดตัวเหมือนคนที่หนาวจัดเป็นไข้จับสั่นแล้วไม่ได้ห่มผ้าห่ม น้ำลายฟูมปาก  ตาเหลือกลาน เล็บมือ และเล็บเท้าทั้ง ๑๐ นิ้วเขียวคล้ำดำไปทั้งหมด                  

ระฆัง สุวรรณมัจฉา คนที่ยืนอยู่ขวาสุด แม่ผมยืนตรงกลาง ผู้หญิง สองคนนั้น เป็นน้องของผมครับ คือ อารีย์ และ ปราณี รับราชการทั้งคู่ ครอบครัวของผมมีเท่านี้ครับ ถ่ายเมื่อ ๑๔ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๑๙

         นี่มันอะไรกันเมื่อปราณีน้องสาวของผม รีบโทรศัพท์ด่วนถึงผมที่ทำงานที่กรุงเทพฯ ในเช้าวันนั้นหลังจากพบศพไม่กี่นาที ผมจะบอกอะไรบ้างก็ไม่ทันเสียแล้ว อยากจะบอกว่าอย่าเพิ่งย้ายศพปราณีมันก็รีบวางหูโทรศัพท์เสียก่อน มีหมอหรือเจ้าหน้าที่อะไรก็ไม่รู้ที่เป็นเจ้าหน้าที่เกี่ยวกับเรื่องนี้มาชัณสูตรพลิกศพ แล้วพากันลงความเห็นง่ายๆว่าหัวใจวายตาย แล้วก็ย้ายศพไปตั้งที่ศาลาวัดเจ็ดเสมียนเพื่อรดน้ำศพเลยทีเดียว
         

       บ่ายแล้วผมจึงมาถึงศาลาวัดเจ็ดเสมียน พร้อมด้วยเพื่อนๆอีกสองสามคนที่ขออาสามาด้วย มีเพื่อนเป็นนายตำรวจคนหนึ่ง ที่มาด้วยกันในวันนั้น ชื่อ พตท.สุนทร ธรรมอนันต์ ตอนนั้นเป็นสารวัตรใหญ่อยู่ที่สถานีตำรวจบางใหญ่ ได้จับมือและดูที่เล็บของระฆังแล้วบอกว่า นี่มันไม่ไช่ตายอย่างธรรมดาแล้วละโว้ย เอาอย่างนี้ก็แล้วกันผมจะทำเรื่องไปที่ตำรวจท้องที่ ขอเอาศพไปตรวจสอบกันที่นิติเวช โรงพยาบาลตำรวจเพื่อความแน่นอนกันก่อนเอาไหม ปราณีน้องสาวของผมก็บอกว่าคงไม่ต้องก็ได้นะ ไหนๆก็ตายไปแล้วอีกอย่างก็คงจะตายไปเองแหละเพราะเขากินเหล้ามากขนาดนั้น ในเมื่อไม่ต้องย้ายศพไปไหนกันแล้ว เราก็รดน้ำศพกันเดี๋ยวนั้นเลยเพราะว่ามีคนมารอหลายคนแล้ว
         

ปราณีเขาคงไม่อยากให้เรื่องมันยุ่งยากและบานปลายไปใหญ่โต และในตอนหลังผมก็เห็นด้วยงานศพของเขากว่าจะเสร็จสิ้นก็หลายวัน พวกเราพี่น้องก็ช่วยเหลือกันตลอดอย่างขันแข็ง และต้องขอขอบคุณเพื่อนๆและผู้บังคับบัญชาของ จ่าระฆังที่ได้มาช่วยเหลือในงานศพของระฆังอย่างเข้มแข็ง มีทหารกองเกียรติยศมาเป่าแตรนอน และในวันเผานั้นมีกองทหารจากค่ายทหารช่างในจังหวัดราชบุรี และที่ค่ายเขากรวดแต่งตัวเต็มยศมาเป็นกองเกียรติยศด้วย

         ในงานศพของระฆังนั้นผมน้ำตาไหล สะอึกสะอื้นออกมาอย่างมากมายหลายครั้ง และเมื่อวันรดน้ำศพนั้นผมต้องน้ำตาตกเมื่อเห็นสภาพของน้อง ไม่น่าจะมาเป็นอย่างนี้เลยเล็บมือนั้นเขียวปั๊ด เหมือนโดนคนแกล้งเอายาพิษมาให้กิน โธ่เอ๋ย ระฆังเจ้านั้นช่างอายุสั้นจริงๆหนอ เมื่อมาหวนนึกถึงความหลังเมื่อตอนที่เราอยู่ด้วยกัน โธ่เอ๋ยระฆังไม่น่ามาจากเราไปเร็วอย่างนั้นเลย นี่แหละเพราะความดื้อรั้น พี่ๆน้องๆพูดบ้างเตือนบ้างในเรื่องเกี่ยวกับครอบครัวของระฆังเอง ก็ไม่ยอมเชื่อพี่น้องและคนรอบข้างบ้าง ชีวิตจึงต้องได้เป็นอย่างนี้ 
         

         พ่อของผมซึ่งมีบ้านพักอยู่ที่ชลบุรี ก็ได้มาในวันก่อนวันเผาหนึ่งวันด้วย ระฆังนี้เป็นขวัญใจของพ่อผมมากทีเดียวเมื่อตอนยังเล็กๆอยู่ ผมเคยเห็นตอนที่พ่อของผมกลับมาถึงบ้าน เมื่อตอนที่ไปทำงานที่อื่น ระฆังเขาเห็นแล้วจะกระโดดเข้าใส่เลยทีเดียว แล้วร้องเรียก เตี่ยๆ ๆ จนกว่าพ่อของผมจะหันมาจึงหยุดเรียก เมื่อพ่อของผมได้มาถึงงานศพลูกชายซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นสุดที่รักแล้ว  น้ำตาก็ไหลลงอาบแก้ม

         จะขอย้อนไปเมื่อสมัยที่นายระฆังยังเป็นเด็กๆอยู่ (พ.ศ. ๒๔๙๘ ย้ายมาอยู่ที่ห้องแถวที่ตลาดได้หลายปีแล้ว) ที่นายหิรัญ พ่อของผมได้บันทึกไว้ ดังนี้
 

        ๒๐ มิถุนายน  ๒๔๙๘  วันนี้เป็นวันมีสุริยุปราคาจับเต็มคราสมืดมิดดวงเมื่อเวลา  ๑๐.๐๐  น.เศษ มืดเป็นเวลาประมาณ  ๖ นาที  ปรากฏการณ์ครั้งนี้หลายๆร้อยปีจึงจะมีสักครั้งหนึ่ง   สุริยุปราคาครั้งนี้เห็นมืดมิดไปทั่ว  ๓๑  จังหวัดเท่านั้น  จังหวัดราชบุรีก็มืดมิดเหมือนกัน   ฉันจัดการเอากระจกมารมควันตะเกียง ไว้ตั้ง  ๕ - ๖  อัน เผื่อเด็กๆด้วย  ๔ คน ๔ อันแล้ว  พอเริ่มจับก็เอามาดูกันเด็กๆไม่ได้ไปโรงเรียนสักคน  เด็กบางคนเอากระจกรมควันมาดู ควันไฟเลอะเทอะตามหน้าตามตาหมดขำดี   

        ฉันพยายามดูจนมืดมิดดวงเมื่อจวนจะมืดนั้นแสงค่อยๆมัวลง  พอจับเต็มดวงในบ้านมืดขนาดมองเห็นหน้ากันไม่ค่อยชัด  นอกบ้านก็มืดแต่ไม่ค่อยสนิทนัก  เห็นดาวด้วยดวงหนึ่งเขาว่าเป็นดาวพระพุทธ อากาศคล้ายๆกับว่าเย็นลงฉะนั้น แสงนั้นคล้ายๆกับแกมเหลืองด้วยน่ากลัวจนฉันขนลุกขนพอง  บ้านตาอู๋จุดตะเกียงเจ้าพายุเด็กๆดูเหมือนจะกลัวเข้าจับกลุ่มเป็นหมู่  สัก  ๕ –๖นาทีก็กลับสว่างดังเดิม แต่กว่าจะจับหมดคราสโมกขบริสุทธิ์  ก็ร่วม ๑๑.๐๐  น.
       

       ขณะที่จับมิดดวงอากาศดูชอบกลและแสงก็ชอบกลเสียด้วย อากาศไม่เย็นเหมือนธรรมดาพูดไม่ถูก  แสงก็เหมือนกับอะไรก็ไม่รู้จะเป็นกลางคืนจะเป็นเย็นๆ หรือเหมือนกับเช้าๆก็บอกไม่ถูกเหมือนกัน ฉันคิดว่าปรากฏการณ์ครั้งนี้คงจะเป็นโชคหรือลาภอะไรสักอย่างเป็นแน่
       

       นายคลัง (ระฆัง) ดูเสียจนจมูกแด่น  หน้าดำเพราะเขม่าไฟพอเลิกดูกันฉันก็เลยไล่ให้ไปอาบน้ำกันหมดทุกคน
       
          ฝนทางเจ็ดเสมียนก็ไม่ตกเลยเย็นลงก็มืดครึ้มทุกเย็นแต่ไม่ตก  ไม่เหมือนทางโรงเลื่อยมหชล (อำเภอบ้านบึงจังหวัดชลบุรี) ตกแทบทุกเย็นฉะนั้นข้าวทางเจ็ดเสมียนจึงไม่ใคร่งามเท่าไร  ถ้าฝนส่งอีกสักหน่อยละก็จะดีกว่านี้เชียว บางคนบ่นว่า ๒ ปีมาแล้วไม่ได้ข้าวถ้าปีนี้ยังไม่ได้อีกปีละก็แย่ทีเดียว  ฉันก็เห็นจริงถ้าชาวนาแย่พ่อค้าวานิชก็แย่ไปตามๆกัน
        กลางคืนไฟฟ้าก็สว่างไสวไปทั่วทุกห้อง  ตะเกียงเจ้าพายุคงจะเก็บไว้หลังบ้านกันทุกคนแล้ว  มีไฟฟ้าแล้วใครยังอยากจะมาจุดตะเกียงเจ้าพายุอีก ฉันเก็บไว้ในตู้แล้ว และไม่อยากจะไปหยิบมันมาใช้อีก.................................. 

     

         พ่อของผมใส่ดอกไม้จันทน์แล้ว ผมอีกสามพี่น้องก็ใส่ตามไปด้วย เป็นอันสิ้นสุดกันทีกับชีวิตที่ผิดหวังของน้องชายของผม ก็จะหมดไปกับร่างที่มอดไหม้ของเขาไปในวันนี้ด้วย สิ้นสุดกันทีในชาตินี้ในชาติหน้าถ้ามีจริง ขอให้ระฆังน้องชายของผมจงเกิดมาใหม่อีกครั้งหนึ่ง และมีชีวิตที่ดีอย่าให้เหมือนในชาตินี้เลย

 

    

          เรียนท่านผู้ที่ได้ติดตามเรื่องของระฆังมาถึงตอนนี้แล้ว ขอเรียนให้ท่านทราบว่า เราไม่สามารถจะนำเพลงมาลงในที่นี้ได้ แต่ถ้าอยากฟังเพื่อประกอบเรื่องนี้ อยากขอให้ท่านพักหน้านี้ไว้ก่อน แล้วกลับไปที่หน้าแรก คลิ๊กตรงที่ เพลงไพเราะ ที่มีแถบสีเหลืองๆ แล้วเลือกเพลง ชาติหน้าถ้ามี แล้วกลับมาเปิดหน้านี้อีกที เพลงก็จะบรรเลงไปเรื่อยๆ ดังที่ได้แสดงเนื้อเพลงไว้แล้ว ขอให้ท่านซึ้งใจไปกับเสียงเพลงนะครับ

                                                      ชาติหน้าถ้ามี

                                                 สุเทพ วงศ์กำแหง

 

         อกใครเล่าจะเศร้าโศกเหมือนฉัน มีรักพลันก็ถูกเขาพรากรักไป สิ่งที่หวังไว้เต็มพลังหัวใจ ฝากเหลือไว้เพียงความโศกศัลย์

         ประเพณีปิดทางกั้นขวางไว้ ทางหัวใจเราต่างเชื้อชาติผิวพรรณ ศาสนารักเรานั้นไม่เหมือนกัน เธอและฉันจึงต้องช้ำใจ

         จากไกลเหมือนตายจากกัน สุดจะหวิวหวั่นฤทัย จากกันทั้งที่ยังรักและอาลัย  พรากไปลับไม่กลับคืนมา

         หากชาติหน้ามีจริงดังหวังไว้  ทางหัวใจอย่าได้พบพานน้ำตา  ได้สุขสมได้ชื่นได้ชมทุกครา อย่าได้เหมือนดังชาตินี้เลย

 

 

                                                      @@@@@@@@@@@@@@@@@@@@

 

 

เด็กสองคนที่ยืนอยู่ทางขวามือนั้นลูกของระฆัง สุวรรณมัจฉาครับ ถ่ายเมื่อ ๑๔ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๑๙ ตอนนี้อายุประมาณ ๓๕ ปีแล้วครับ คนเล็กริมขวาสุดนั้นเป็นเด็กชาย ถัดมาก็คนโตเป็นเด็กหญิง

         สำหรับลูกของระฆังสองคนนั้น เป็นผู้หญิงและผู้ชายอย่างละคน เดี๋ยวนี้ก็โตเป็นผู้ใหญ่แล้วแต่จนบัดนี้ก็ยังไม่เคยเข้ามาร่วมหมู่กับพี่ๆน้องๆเลย ไม่ทราบว่าไปทำอะไรอยู่ที่ใหนเขาคงคิดว่าเขาเป็นคนอื่น ในความคิดของผมนั้น ผมก็อยากจะให้เข้ามาร่วมกลุ่มกับพี่ๆ น้องๆบ้าง ถึงอย่างไรก็เป็นญาติสนิทกันอยู่แล้ว ...................................

                     

 (ก่อนจบเรื่องของ ระฆัง สุวรรณมัจฉา เข้าไปดูภาพชัดๆกันอีกสักครั้ง  ) 

    

     

      

              

 โปรดติดตาม ตอนต่อไปเรื่อง  "ห้องแถวใหม่ในตลาดเจ็ดเสมียน"  เร็วๆนี้ ที่นี่ที่เดียว

 

 

 

จำนวนผู้เข้าชม: 2507
ความเห็น (0)Add Comment

เขียนแสดงความเห็น
อนุญาติให้เฉพาะสมาชิกเท่านั้นที่สามารถเขียนแสดงความเห็นได้ โปรด Login หรือ ลงทะเบียน

busy
 
คุณ ๆ ที่แวะเข้ามาชมเวบเจ็ดเสมียน มีอายุเท่าไรกันบ้างครับ
 
เวบเพื่อนบ้าน
เรารักสุพรรณฯ
จำนวนผู้เยี่ยมชม
 วันนี้146 
 เมื่อวานนี้142 
 สัปดาห์นี้1059 
 เดือนนี้3563 
 ทั้งหมด651839 

(C) Fliesenstadt
ผู้ที่กำลังใช้งาน
เรามี 81 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
เรื่องใหม่