ห้องแถวใหม่ในตลาดเจ็ดเสมียน

เรื่องราวเก่า ๆ ของชาวตลาดเจ็ดเสมียน

Imageต่อจากตอน "ระฆัง สุวรรณมัจฉา"

อีกไม่นานนัก บุญมา ก็กลับมาจากหัวหิน กลับมาอยู่ที่บ้านโรงเลื่อยเก่าที่เจ็ดเสมียนอย่างเดิม กลับมากับป้าม้วนแม่ของเขา ซึ่งกลับมาทำธุระที่เจ็ดเสมียน ป้าม้วนแกก็เลยถือโอกาสมาส่ง บุญมา ด้วย ป้าม้วนมาอยู่ที่เจ็ดเสมียนสองสามวันก็กลับไปโรงเลื่อยที่หัวหิน

         เมื่อบุญมากลับมาแล้ว เราก็เล่นด้วยกันเหมือนเดิม ตามประสาเด็กๆที่เล่นด้วยกัน ถูกใจกัน วันคืนหมุนเวียนเปลี่ยนแปรไป เมื่อถึงคราวโรงเรียนวัดเจ็ดเสมียนเปิด ผมกับบุญมาก็ไปเรียนกัน ส่วนพ่อของผมก็ไปทำงานอยู่ที่หัวหิน นานๆจึงจะกลับมาบ้านเสียที วันใดที่พ่อผมกลับมาบ้าน พวกผมก็จะดีใจกันมาก
         เพราะว่าพ่อเขาก็จะซื้อขนม เสื้อผ้า และของฝากอีกมากมาย มาฝากพวกผม แต่ถ้าเขาไม่มีโอกาสที่จะมาบ้าน นานๆเข้า ก็จะฝากเงินกับคนงานหรือ คนที่ทำงานที่โรงเลื่อยด้วยกัน มาให้แม่ผม และพวกผมได้ใช้จ่าย แม่ของผมก็ดูแลพวกผมเป็นอย่างดีตลอดมา
 มีอยู่คราวหนึ่ง ค่ำวันนั้นฝนตกหนักมาก หลังคาซึ่งเป็นกระเบื้องเก่าๆ ก็รั่วลงมา สองสามแห่ง  ในห้องที่พวกผมนอนอยู่ก็แห่งหนึ่ง ที่น้ำฝนได้รั่วลงมา ผมนอนๆไป ก็คิดถึงพ่อผมขึ้นมา แล้วคิดว่า ทำไมพ่อผมต้องไปทำงานที่ไกลๆด้วย เวลาที่จะอยู่กับพวกผมก็ไม่มีเลย ไม่เหมือนเมื่อตอนสมัยก่อน ตอนที่พ่อผมเป็นครูสอนที่โรงเรียนเจ็ดเสมียนนั้น ครอบครัวของผม พ่อแม่ลูกอยู่ใกล้ชิดกันตลอดเวลา 

         ผมเคยเดินไปกับพ่อผม เมื่อตอนเราเช่าบ้านเขาอยู่ที่หลังตลาด ตรงบ้านแป๊ะซุ่น เดินผ่านไปทางไหน มีแต่คนยกมือไหว้ มีแต่คนนับหน้าถือตาทั่วไปทั้งตำบล
         แต่ตอนนี้กลับต้องแยกกันอยู่ เมื่อคราวก่อนโน้นที่พ่อผมกลับมาบ้าน ผมก็เคยถามตามประสาเด็กๆว่า ทำไมพ่อต้องไปทำงานที่ไกลๆบ้านด้วย พ่อบอกว่า ให้อดทนเอาหน่อย พ่อไปทำงานก็เพื่อจะหาเงินมาเลี้ยงลูกๆ และครอบครัวของเราไงล่ะ ผมพยักหน้าทำเป็นว่าเข้าใจ แต่มาวันนี้ฝนตกหนักมาก ทำให้ผมคิดถึงพ่อของผมมากขึ้น น้ำท่วมนองทั่วพื้นโรงเลื่อยเก่าแห่งนี้ เพราะว่าน้ำไหลลงแม่น้ำไม่ทัน อีกไม่นานมันก็คงจะแห้งหมดหรอก เสียงกบเขียด อึ่งอ่างร้องกันระงม เซ็งแซ่  ตรงกลางบ้าน แม่จุดตะเกียงรั้วที่ใช้น้ำมันก๊าดไว้ดวงหนึ่ง อยู่ๆมันก็มาดับ คงเนื่องจากลมคงแรงมากหรือว่าน้ำมันหมดก็ไม่รู้
 

         เสียงกิ่งต้นจามจุรีต้นใหญ่ เสียดสีกันเพราะแรงลม ดังเอียดออด แม่และน้องของผมนอนหลับกันหมดแล้ว แต่ผมก็ยังนอนไม่หลับ  คงจะเพราะว่าเสียงฝนกระทบหลังคา และน้ำฝนก็ไหลลงชายคามาสู่รางน้ำ แล้วไหลลงโอ่งที่ตั้งรอน้ำฝนไว้ น้ำในโอ่งนั้นเต็มมานานแล้ว พวกเราก็ได้อาศัยน้ำฝนนี้แหละใช้กินอยู่ทุกวัน 
         เสียงน้ำที่รั่วหยดลงมา ถูกพื้นปูนซิเมนต์ ภายในบ้านหลังเล็กนี้ ดังแปะ ๆ ๆ ตลอด ผมก็ยิ่งนอนไม่หลับและคิดอะไรไปต่างๆนานา ผมมาคิดอีกว่า ทำไมพ่อของผมจึงไม่ย้ายพวกเราไปทั้งหมด จะได้ไปอยู่ด้วยกัน ไม่ต้องแยกจากกันอย่างนี้อีก แต่เรื่องนี้พ่อผมเคยบอกว่า   อยากจะให้มาอยู่ทางหัวหินก็ยังไม่มีบ้านอยู่    ว่าจะปลูกบ้านโดยเช่าที่เขาก็ยังไม่มีทุนทรัพย์    เอาไว้ปีหน้าเถอะว่าจะปลูก  ๒  ชั้น  ๒  ห้อง  สัก  ๑  หลัง ถ้าคิดจะปลูกแล้วก็ปลูกให้ดีๆหน่อย  เผื่อพวกทางบ้านเรามาเที่ยวจะได้มีที่ให้เขาพัก    เราต่างถิ่นมาอยู่จะทำเป็นมอซอก็อายเขา    เอาไว้ปีหน้าเก็บเงินได้บ้างแล้วจะมาปลูกอยู่ให้ได้เลย
 

        พ่อของผมพูดอย่างนี้ แม่ผมก็เข้าใจรวมทั้งตัวผมด้วย แต่ในที่สุดผมก็ยังอยากที่จะมีบ้านอยู่เป็นของเราเองเพราะว่า ถึงผมเป็นเด็กแค่นี้ พอจะรู้เรื่องบ้างแล้วว่า ตั้งแต่พ่อของผมย้ายบ้านมาจากโพธารามบ้านเกิด มาอยู่ที่เจ็ดเสมียนนี้ ตั้งแต่ผมยังไม่เกิดก็ได้ ย้ายบ้านหลายหนเต็มที ยังไม่มีบ้านเป็นของตัวเองเลยสักที และอยากจะอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันเหมือนเมื่อก่อนนี้อีกครั้งหนึ่ง


        

บริเวณที่ทำการประปาหมู่บ้านในปัจจุบันนี้ เมื่อ ๖๐ ปีก่อนนั้น เป็นสถานที่ตั้งโรงเลื่อย
ของเถ้าแก่เต็งและป้าม้วน ต่อมาได้ย้ายไปอยู่ที่หัวหิน
ปัจจุบันนี้ไม่มีซาก เหลือให้เห็นเลย

        

          แล้ววันที่ผมรอคอยก็มาถึง แม้แต่เพียงได้ข่าวก็ตามที มีข่าวจากคนใหญ่ๆในตลาดเจ็ดเสมียน เช่นลุงเบี้ยว และนายเช็งฮวง และอีกหลายคนพูดกันว่ากำนันโกวิท เขาจะปลูกห้องแถวอีกแถวหนึ่งประมาณสัก ๑๑ ห้อง ด้านหลังห้องแถวนี้อยู่ติดกับกำแพงโบส์ถของวัดเจ็ดเสมียนเลยทีเดียว
         ได้ข่าวว่ากำนันโกวิท กับพรรคพวกของเขาจะเริ่มลงมือปลูกกันในวันที่ ๑๑ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๙๔ นี้  และผมก็คิดว่าอีกไม่นานก็คงจะเสร็จ แล้วพอถึงวันที่ ๒๙ เดือน มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๙๔ ในขณะที่ห้องกำลังปลูกกันอยู่นั้น พ่อผมก็มาจากโรงเลื่อย หัวหินเพื่อมาจองห้องไว้ห้องหนึ่ง และได้จ่ายเงินมัดจำห้องเอาไว้ ตามที่ได้เสนอเรื่องนี้ไปแล้ว กรุณากลับไปดู ในตอน  ย้ายมาอยู่เจ็ดเสมียน 2
 

         ดังนั้นในระยะนั้น กำนันโกวิทก็ระดมพรรคพวก และคนงาน มาช่วยกันปลูกห้องแถวใหม่ ได้สักเดือนกว่า ๆก็เสร็จเป็นรูปเป็นร่างเป็นห้องแถวขึ้นมา เป็นห้องแถวไม้ชั้นเดียว มุงสังกะสีลอนใหญ่ พวกที่ได้จองเอาไว้ ก็พาช่างเข้ามาระดมปรับปรุง กั้นห้องและต่อเติมกันยกใหญ่
          ส่วนนายหิรัญนั้น ก็ได้ลาป้าม้วน เจ้าของโรงเลื่อนที่หัวหิน กลับมาเจ็ดเสมียนอีกครั้งหนึ่ง เพื่อมาปรับปรุงห้องที่ได้ซื้อไว้ และจะหาวันที่ดีๆ ย้ายออกมาจากบ้านที่อาศัยป้าม้วนเขาอยู่ที่โรงเลื่อยเก่านั่นเลย ตามบันทึกของนายหิรัญที่ได้บันทึกไว้ถึงเหตุการณ์ตอนนั้นไว้ดังนี้

         " ๒๔   กรกฎาคม    ๒๔๙๔    วันนี้ไปบ้านรถเช้า  ลาเถ้าแก่ไปว่าจะไปขึ้นบ้านใหม่ในวันแรมแปดค่ำเดือน  แปด   เพราะฉันให้เถ้าแก่แกดูวัน   แกว่าวันนั้นดี  ฉันไปถึงบ้านก็บ่ายแล้วให้เด็กๆมันไปขนทรายกันอีก  ๓  ลำเรือเพื่อจะทำหน้าบ้านและหลังบ้าน    ฉันไปดูหน้าลูกคนเล็กหน้าตาก็ดีเหมือนกัน    จมูกโด่งไม่กวน  เห็นหน้าลูกหน้าเมียแล้วก็รู้สึกชื่นใจ    นานๆได้พบหน้ากันช่างมีความรักเพิ่มขึ้นมาก   นายแก้วขึ้นชั้น ป.  ๒  แล้ว  อ่านหนังสือเก่ง  นายคลัง (ระฆัง) ก็อ้วนขึ้น   ยายอึ่ง (อารีย์) ก็อ้วนจนไม่เห็นคอ   พูดเก่งวิ่งเก่งแล้ว    ๔  คนแล้ว  แต่ฉันบอกกับสละว่า  ยังน้อยไปจะต้องมีอีกสัก  ๒   -  ๓  คน   เพราะพวกเรามีน้อย  แต่สละบอกว่าไม่อยากมี   ขี้เกียจเลี้ยงแค่นี้ก็จะเลี้ยงไม่ไหวอยู่แล้ว
         ๒๕   กรกฎาคม  ๒๔๙๔    เช้าฉันกับนายจำปา  (ช่างปลูกบ้านที่เก่งที่สุดในสมัยนั้น)ก็ช่วยกันทำหลังบ้าน เพื่อจะทำครัว ช่วยกันทำจนเย็น  มุงเสร็จตีฝาหลังทำประตู    เรียบร้อยไปเลย
         ๒๖    กรกฎาคม   ๒๔๙๔   แรม  ๘  ค่ำ  เดือน  ๘   เป็นวัน ฤกษ์ดี   ฉันก็ปลุกเด็กๆให้เตรียมของ  ตี  ๕  กว่าๆ   ก็จัดการขนเครื่องครัวอพยพกันไปที่บ้านใหม่ที่ตลาดเลย    เอาฤกษ์ตอนเช้า (วันนี้จึงเป็นวันแรกที่ผมได้มาอยู่ที่ตลาดเจ็ดเสมียน)
         วันนี้ก็เทปูนหลังบ้านในครัวทำจนเสร็จ ซิ้มม้วนแกสั่งให้ฉันกลับโรงเลื่อยในวันนี้ เพิ่งจะเสร็จแต่เพียงหลังบ้าน  หน้าบ้านก็ยังไม่ได้ทำ  ในห้อง  ในครัว ก็ยังไม่เรียบร้อยทั้งนั้นจะกลับยังไงได้อะไรๆก็ยังไม่เรียบร้อย จะไปแล้วก็รังแต่จะเป็นห่วงทำให้ต้องกลับมาทำอีก   ฉะนั้นฉันเลยจำเป็นต้องขัดคำสั่งทำอะไรๆให้สำเร็จแล้วจึงค่อยไป    บ่ายก็ขนของทยอยกันไปเรื่อย   ฉันก็จัดบ้านไปเพื่อจะให้แล้วเร็วๆ
         ๒๗   กรกฎาคม   ๒๔๙๔   วันนี้เทปูนหน้าบ้านตอนเช้า   พอบ่ายฝนก็เทลงมา  เทลงมาอย่างมากเสียด้วยฉันกลัวจะเสียแทบแย่     ต้องหาตับจากมาปิดใหญ่   แต่ปูนก็ไม่เสีย
๒๘   กรกฎาคม   ๒๔๙๔   วันนี้ทำในบ้านติดรูป  ทำส้วม  
๒๙   กรกฎาคม    ๒๔๙๔   วันนี้ทำรางน้ำ  ทำหน้าถัง   ติดกระดาษ   ติดรูปภาพนับว่าเสร็จเรียบร้อย   
  รวมในการทำบ้านครั้งนี้จนเสร็จก็ราว   ๓,๐๐๐  บาท

         ๓๐   กรกฎาคม   ๒๔๙๔  วันนี้กลับไปหัวหิน  สละไปส่งที่สถานีเห็นหน้าสละแล้วก็ไม่อยากไป    แต่ความจำเป็นบังคับ   เราต้องไปหากินเพราะเงินเดือนที่นี่ก็ยังดีอยู่    ทางนี้ก็ให้สละกับเด็กขายขนม  ขายอะไรที่ห้องใหม่นี้ไปก่อนพอเป็นค่ากับข้าว
ถึงหัวหินมืด  ซิ้มม้วนแกก็ต่อว่า  ว่าทำไมจึงไปนานนัก   ฉันก็อ้างความจำเป็นในการทำบ้านถ้าไม่แล้วก็จะทำให้เป็นห่วง    จะต้องกลับไปอีก ฉะนั้นจึงทำให้เสร็จ   จะได้ไม่เป็นห่วง แกก็ไม่ว่าอะไร ................... "

        

         นั่นแหละ จากวันที่ ๒๖ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๙๔  ในตอนเช้ามืด ครอบครัวของผมก็ได้ย้ายบ้านจากบ้านป้าม้วนในโรงเลื่อยเก่า  ขนของกันพะรุงพะรัง  มีคนมาช่วยกันขนด้วย หลายคน ถึงตอนนี้ผมจำชื่อเขาไม่ได้แล้ว บุญมา เขาก็รีบตื่นแต่เช้ามืดเหมือนกัน รีบวิ่งเข้ามาหาผม บอกว่า เก้ว จะย้ายไปวันนี้เลยหรือ  ผมก็บอกว่า วันนี้เขาว่าฤกษ์ดี  พ่อเขาก็เลยให้ย้ายวันนี้ จริงๆแล้ว ผมกับ บุญมา ก็ยังเล่นด้วยกันอยู่ทุกวัน บางวันบุญมาก็ชวนผมเข้าไปกินข้าวที่ในครัวบ้านเขาเหมือนกัน โดยแม่ครัวคนอ้วนๆเป็นคนตักข้าวมาให้ แต่โดยมากแม่จะบอกว่า อย่าไปยุ่งที่บ้านเขามากนักนะ  และเมื่อก่อนหน้านี้หลายวัน ผมก็เคยบอกบุญมาไว้แล้ว ว่าจะย้ายไปอยู่ที่ห้องแถวที่ตลาด  และผมกับบุญมาก็ยังเคยเดินออกจากโรงเลื่อยเก่านี้ ไปดูเขาปลูกห้องแถวกันห่างๆ เมื่อตอนที่ยังปลูกไม่เสร็จ
         ตอนนี้ผมก็ต้องย้ายไปจริงๆแล้ว ผมบอก บุญมา ว่า เราคงเหงาแย่เลย เพราะว่าเราคงไม่ได้เล่นกันอีกแล้ว บุญมา บอกว่า วันที่ไม่ได้ไปโรงเรียนก็เดินมาหากันบ้างก็แล้วกัน ผมก็รับปาก
          เมื่อผมย้ายเข้ามาอยู่ที่ห้องแถวใหม่ ในตลาดเจ็ดเสมียนแล้ว ผมก็ไม่ค่อยได้ไปเล่นกับบุญมา มากนัก เพราะเหตุว่า ที่ในตลาดเจ็ดเสมียนนั้น มีเด็กรุ่นเดียวกับผมอีกมากมาย ที่จะเล่นด้วยกันได้  เละเล่นกันตามประสาเด็กผู้ชาย บุญมา นั้นเป็นผู้หญิง เล่นแต่เรื่องขายของ นานๆเข้าผมก็ชักจะเบื่อเหมือนกัน
          ผมและครอบครัวของผมได้ย้ายไปอยู่ที่ตลาดแล้ว บ้านหรือห้องแถวนี้จึงเรียกได้ว่า "บ้านของเรา" ได้เต็มปากและผมก็ได้เพื่อนใหม่  แต่ละคนนั้นที่แท้ก็เป็นลูกๆ ของเพื่อนพ่อผมเอง  เราจึงเล่นกันได้ด้วยความสนิทสนม (ดังที่ได้เสนอไปแล้ว ในหลายๆตอน) ไม่นานนักที่ห้องแถวปลูกใหม่ผู้ที่ได้ซื้อเอาไว้ก็เข้าไปอยู่กันเต็ม  ทีแรกที่เขาสร้างห้องแถวนั้น เขาสร้างเป็นชั้นเดียวพออยู่กันได้ ในภายหลังอีกนานบางบ้านที่พอมีกำลังเงิน ก็จะต่อห้องของเขานั้น ขึ้นไปอีกชั้นหนึ่ง เป็นห้องแถว สองชั้น 

         ที่บ้านผมก็เช่นเดียวกัน ก็ได้ต่อขึ้นไปเป็นสองชั้นเหมือนบ้านอื่นๆเขาด้วยเหมือนกัน แต่หลังจากเข้ามาอยู่ที่นี่เป็นเวลานานแล้วถึงได้ต่อเป็นสองชั้น
         แม่ของผมนั้นพื้นเพบ้านเกิดจริงๆ เป็นคนทางบางตะบูน บางเค็ม อ.เขาย้อย จ.เพชรบุรี นานๆทีแม่เขาก็จะกลับไปเยี่ยมบ้านที่บางตะบูนบ้าง  เมื่อมาอยู่ที่ตลาดแล้ว ญาติพี่น้องบางคนของแม่ ก็มาเที่ยว หรือมาอยู่บางทีเป็นหลายๆวัน มีอยู่คนหนึ่งผมเรียกว่า น้าเภา อายุสัก ๓๕ หรือจะน้อยกว่าสักนิดหน่อย ได้มาอยู่ที่บ้านผม พ่อกับแม่ผมคุยกันว่าอยากจะได้คนสักคน มาช่วยดูแลเด็กๆ และช่วยทำงานบ้านเพื่อแบ่งเบางานที่บ้าน ให้แม่ผมได้สบายบ้าง ดังนั้นแม่ของผมจึงได้ เอาน้าเภา มาช่วยงานที่บ้าน น้าเภา คนนี้แกแต่งงานแล้ว  ผัวของแกชื่อนาย สุน ก็ขึ้นมาจากบางตะบูน พร้อมๆกับน้าเภาด้วย โดยมาทำงานกับนายโหงว เป็นลูกน้องตีมีด
          เมื่อแม่ผมมีผู้ช่วย มาช่วยทำงานบ้านแล้ว ก็มีความสบายพอสมควร เวลาล่วงเลยอีกประมาณ ปีกว่าๆ เจ๊ลี้ พี่สาวของบุญมาที่อยู่บ้านหลังใหญ่ ในโรงเลื่อยเก่านั้น ก็จะแต่งงาน โดยมีคนที่ตลาดบน โพธาราม ซึ่งที่ร้านเขา ขายและซ่อมจักรยาน มาขอเจ๊ลี้ แต่งงานด้วย ในวันนั้นแม่และผม พร้อมด้วยคนในตลาดที่รู้จักมักคุ้น กับครอบครัวของป้าม้วน ก็ได้ไปที่บ้านงาน เขาจัดงานกันใหญ่โต  เจ๊ลี้ เจอผม ผมเห็นเจ๊ลี้แกน้ำตาไหล เหมือนจะร้องไห้ แต่ไม่มีเสียง ออกมา
          แล้วร้องเรียกผม  ผมเข้าไปหา เจ๊ลี้แกหยิบสตางค์ แบ๊งค์ร้อยบาทมาให้ผม ผมยกมือไหว้ขอบคุณแก เสียงแกพูดว่า เก้ว  จากวันนี้ไปเจ๊ก็ไม่ได้อยู่ที่ บ้านหลังนี้แล้วนะ  บ้านหลังนี้ก็จะไม่มีคนอยู่ ดังนั้นบุญมาก็ต้องไปอยู่กับแม่ที่หัวหิน แม่เขาก็จะหาคนมาเฝ้าเองนั่นแหละ ผมได้ยินเจ๊ลี้แกบอกแล้ว  และบุญมาก็ต้องย้ายไปด้วย ทำให้ผมนึ่งอึ้งยู่ครู่หนึ่ง และบอกว่า ครับๆ แล้วผมก็ไม่ได้พูดอะไรอีก
         ผมพบบุญมาแล้ว ผมก็ถาม บุญมา ถึงเรื่องที่เจ๊ลี้แกบอกผม ว่าจริงหรือไม่  บุญมาบอกว่าจะต้องย้ายไปอยู่กับแม่ ที่ โรงเลื่อยหัวหินจริงๆ อีกสองสามวันแม่และเตี่ยก็จะกลับหัวหิน บุญมาก็จะกลับไปพร้อมเลย คงจะไม่ได้มาที่เจ็ดเสมียนอีกแล้ว  ผมบอกว่า ไม่เป็นไรหรอก เพราะว่าบุญมาเคยพูดกับผมบ่อยๆเมื่อตอนที่เราเดินเล่นกันที่หัวหิน เมื่อคราวโน้น ว่า “ถ้าเราจากกันไป เราก็ต้องได้กลับมาพบกันอีก เพราะว่าเราเคยลอดท้องช้างมาด้วยกัน ปลูกต้นไม้ด้วยกัน  “ ผมก็บอกว่า จริงๆด้วยเราต้องได้กลับมาพบกันอีก แน่นอน ถ้าบุญมากลับมาเจ็ดเสมียน  ไปบอกเราที่ตลาดด้วยนะ
         งานแต่งงานเจ๊ลี้ที่บ้านใหญ่ ในโรงเลื่อยเก่านั้นก็เสร็จสิ้นไปแล้ว   เถ้าแก่เต็งและป้าม้วน พร้อมด้วยบุญมาก็กลับไปหัวหินแล้ว ผมก็อยู่ที่ตลาดบ้านของผม และไปเล่นกับเพื่อนๆเด็กตลาดด้วยกันจนลืม บุญมาไปเลย  เวลาก็ผ่านพ้นไปเรื่อยๆ เวลานี้ก็ปี พ.ศ. ๒๔๙๖ ผมมีน้องเพิ่มมาใหม่อีกคนหนึ่ง เป็นน้องสุดท้องที่เป็นผู้หญิง ตอนนี้ผมก็มี ๔ พี่น้องแล้ว ผู้ชาย ๒ ผู้หญิง ๒ ตอนนี้  ผมอายุ  ๑๐ ขวบพอดี อยู่ชั้นประถมปีที่ ๔ แล้ว

         บางทีตอนเย็นๆ ไปวิ่งเล่นที่สนามหน้าโรงเรียน  ผมก็หวนคิดมาถึงเรื่องเก่าๆที่ผ่านมาตอนที่ยังอยู่ที่โรงเลื่อยเก่านั้น เพราะโรงเลื่อยที่ผมอาศัยป้าม้วนแกอยู่ในคราวนั้น อยู่ใกล้แค่นี้เอง แต่ตั้งแต่ เจ๊ลี้ และบุญมา ได้ย้ายออกไปจากบ้านหลังนี้ เมื่อ ๒ ปีก่อนนั้น บ้านหลังใหญ่ที่เจ๊ลี้แกอยู่ก็เป็นโรงเลื่อย ร้างตลอดมา และตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ผมก็ไม่ได้พบกับบุญมาดังที่ได้พูดกันไว้เลย ......................!

                     

                               โปรดติดตามในตอนต่อไป ในเรื่องเถ้าแก่เต็งในเร็วๆนี้ ที่นี่ที่เดียว


จำนวนผู้เข้าชม: 2342
ความเห็น (0)Add Comment

เขียนแสดงความเห็น
อนุญาติให้เฉพาะสมาชิกเท่านั้นที่สามารถเขียนแสดงความเห็นได้ โปรด Login หรือ ลงทะเบียน

busy
 
คุณ ๆ ที่แวะเข้ามาชมเวบเจ็ดเสมียน มีอายุเท่าไรกันบ้างครับ
 
เวบเพื่อนบ้าน
เรารักสุพรรณฯ
จำนวนผู้เยี่ยมชม
 วันนี้143 
 เมื่อวานนี้142 
 สัปดาห์นี้1056 
 เดือนนี้3560 
 ทั้งหมด651836 

(C) Fliesenstadt
ผู้ที่กำลังใช้งาน
เรามี 45 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
เรื่องใหม่