เถ้าแก่เต็ง

เรื่องราวเก่า ๆ ของชาวตลาดเจ็ดเสมียน

 

         ต่อจากเรื่อง "้องแถวใหม่ในตลาดเจ็ดเสมียน"

 

         แล้ววันหนึ่งในตอนบ่ายๆ ผมได้ยินผู้ใหญ่พูดกันว่า เถ้าแก่เต็ง เถ้าแก่โรงเลื่อยที่หัวหิน ได้เสียชีวิตไปแล้ว แต่ผมก็ไม่ทราบหรอกครับว่าแกเป็นอะไรจึงได้ตายไป เขาจะนำศพของเถ้าแก่เต็งนั้น มาฝังบรรจุไว้ที่ ริมรั้วด้านทิศเหนือ อยู่ระหว่างต้นยาง ๒ ต้น ก่อนที่จะนำศพของเถ้าแก่เต็งมาเก็บไว้ ณ ที่แห่งนี้เป็นเวลานาน ป้าม้วนแกได้จ้างช่างมาทำเป็นฮวงซุ้ยใหญ่ ด้านหน้า ทำหินขัดอย่างสวยงาม มีสิงโตใหญ่แกะสลักจาก หินแกรนิต ๒ ตัว นั่งอยู่ด้านหน้า ซ้ายขวา

 

          พื้นก็เทด้วยปูนซิเมนต์ เรียบเหมือนพื้นบ้าน รอบๆบริเวณฮวงซุ้ยนี้ ที่แต่ก่อนนั้นที่ผมยังอยู่ที่นี่แม่ผมเคยห้ามไม่ให้ไปเล่นที่รกๆนั้น เพราะว่าจะถูกงูกัดเอา ก็ถูก หักล้างถางพง ต้นไม้ใบหญ้าเสียเตียนโล่ง  แล้วหลังจากคนที่เจ็ดเสมียนพูดกันอีกไม่กี่วัน  หลังจากที่เขาทำพิธีกันที่ หัวหินเรียบร้อยแล้ว เขาก็นำศพเถ้าแก่เต็งกลับมาบรรจุ ที่ฮวงซุ้ยภายในเขตุรั้วของโรงเลื่อยเก่านั่นเอง และป้าม้วนก็ได้จ้างคนที่รู้จักกัน ที่เจ็ดเสมียนคนหนึ่งที่ไม่ได้ทำงานอะไร ชื่อนายสมาน บ้านอยู่ทางสมถะ ให้ไปเฝ้าบ้านและทรัพย์สินที่บ้านใหญ่นั้น แต่ว่าคนที่เฝ้านั้นก็อยู่ได้ไม่กี่วันก็ไม่ได้ไปเฝ้าอีก โดยบอกว่า มันเงียบเหงา วังเวง น่ากลัวมาก จึงขอลาออก จากนั้นที่โรงเลื่อยเก่า และบ้านหลังใหญ่นี้จึงไม่มีคนอยู่กลายเป็นโรงเลื่อยร้างอีกครั้งหนึ่ง

         และแล้วมีอยู่วันหนึ่ง ป้าม้วนได้มาบอกกับแม่ของผมว่า อยากจะได้คนไปนอนเฝ้าที่บ้านหลังใหญ่สักคนหนึ่ง  แม่ของผมก็เกรงใจป้าม้วนเป็นอันมาก เพราะเขาก็เคยมีบุญคุณกับเราเคยได้ให้เราอยู่อาศัย ภายในโรงเลื่อยเก่าของเขาเป็นเวลานาน กว่าจะย้ายออกมาอยู่ที่ห้องแถวตลาดนี้ แม่ผมก็เลยรับปากว่าจะหาคนให้ ป้าม้วนบอกว่า ให้ไปนอนเฉพาะกลางคืนเท่านั้นกลางวันไม่ต้องไปเฝ้าก็ได้ และจะให้ค่าจ้างเฝ้าอีกด้วย
        

        แม่ผมก็พยายามคิดว่า จะเอาใครไปนอนเฝ้าบ้านให้ป้าม้วนดี คิดไปคิดมาก็นึกขึ้นได้ ว่า เอา น้า เภา นี่แหละที่เขามาเป็นคนเลี้ยงเด็ก และช่วยทำงานบ้านอยู่ที่บ้าน และมีศักดิ์เป็นพี่น้องกับแม่ผมด้วย ให้เขาไปนอนเฝ้าพร้อมด้วยนายสุน ผัวของเขาด้วย คิดได้ดังนั้นแล้วจึงไปบอก น้าเภา ให้ไปบอกน้าสุน ที่โรงตีมีดบ้านตาโหงว ให้รู้เรื่องไว้ก่อน  ในคืนวันนี้จะได้ไปนอนเฝ้าบ้านให้ป้าม้วนเลย
        

      ก่อนที่จะไปเฝ้าในตอนกลางคืนนั้น ตอนบ่ายๆ น้าเภาก็ชวนผมพากันไปเดินสำรวจดู  สถานที่ และบ้านหลังใหญ่นี้  เห็นสภาพภายในรั้วโรงเลื่อยแล้ว จำเกือบไม่ได้ บ้านหลังเล็กที่ผมเคยอยู่กับแม่เมื่อ ๒ ปีก่อนนั้นก็ยังอยู่อย่างนั้น แต่ได้ทรุดโทรมลงไปมาก  บ้านหลังเล็กริมน้ำที่ผมเคยมาเล่นขายของกับบุญมานั้นเขาได้รื้อ ย้ายไปแล้ว แต่เขาปลูกศาลาเล็กๆ ไว้ตรงริมน้ำนั้นแทน 
        

      มองไปทางทิศเหนือ ใต้ต้นยางใหญ่ริมรั้วสุดนั้น เห็นฮวงซุ้ยขาวโพลน  ที่ตรงนี้เมื่อเขามาเก็บศพเถ้าแก่เต็งใหม่ๆนั้น เป็นพื้นที่ๆเขาทำความสะอาด ตัดต้นไม้ต้นหญ้าออกไปหมดแล้ว ตัวฮวงซุ้ยเองก็เขียนลวดลาย เขียนชื่อ แซ่ผู้ตายไว้เป็นตัวหนังสือไทย และจีน ด้วยสีทองสวยงาม แต่มาบัดนี้วันเวลาได้ผ่านไป ทุกอย่างกลับมาเหมือนเดิม คือ ต้นไม้ใบหญ้าขึ้นรกรุงรังไปหมด ฮวงซุ้ยก็รกไปด้วยฝุ่นที่จับหนาเขรอะ  เศร้าหมองไปเป็นอันมาก
         

       ส่วนทางบ้านหลังใหญ่ ที่เจ๊ลี้กับบุญมาเคยอยู่นั้นเล่า เดินผ่านหน้าบ้านเข้าไปภายในตัวบ้าน มีฝุ่นจับเขรอะ มีห้องสำหรับทำงานกั้นด้วยกระจกหนามีฝุ่นจับมองแทบไม่ทะลุเห็นกัน แต่ก่อนนั้นคงจะทำเป็นอ๊อฟฟิช ในตอนที่ยังดำเนินกิจการโรงเลื่อยอยู่ โต๊ะเก้าอี้ส่วนใหญ่จะขนไปหัวหินหมดแล้ว ผมกับน้าเภา เดินเข้าไปทะลุไปถึงด้านหลังบ้าน ซึ่งเป็นที่ทำครัว ก่อนถึงครัวนั้นก็มีห้องเล็กอยู่ห้องหนึ่ง อยู่ไต้บันไดทางขึ้นไปชั้นบนของบ้าน ชั้นบนนั้นผมกับน้าเภา ไม่ได้ขึ้นไปดู เพราะว่าไม่จำเป็นอะไร เราเพียงแต่มานอนเฝ้าในตอนกลางคืนเท่านั้น น้าเภาคงคิดอย่างนี้
       

      ห้องใต้บันไดนั้น น้าเภาและผมก็เปิดเข้าไปดู มันมืดพอสมควร มีเพียงแสงสว่างที่ส่องเข้ามาทางไม้ระแนงที่ตีขัดกันไว้ ตรงเหนือประตูครัวเท่านั้น  คืนนี้ถ้ามานอนเฝ้าที่นี่ก็ต้องเอาตะเกียงโป๊ะมาด้วยนะ ผมบอกน้าเภาอย่างนี้  น้าเภาว่าต้องเอามาด้วยแน่นอน ไม่งั้นตอนกลางคืนจะมองไม่เห็นอะไรเลย ดูแล้วก็ไม่น่ากลัวอะไร น้าสุนมานอนด้วย น้าไม่กลัวหรอก น้าเภาพูดแล้วก็หัวเราะออกมาอย่างขบขัน

        

 

alt

 

         วัดเจ็ดเสมียนด้านริมแม่น้ำ ประตูโบสถ์ ที่เห็นนี้อยู่ด้านหลัง

 

            แล้วน้าเภาก็ชวนผม เดินออกมาจากโรงเลื่อยนั้น เที่ยวขากลับนั้น จะต้องผ่านห้องแถวของตาโหงวตีมีด ซึ่งมีต้นโพธิ์ใหญ่ขึ้นใกล้ๆ  น้าเภาบอกผมว่า แวะไปบอกน้าสุน กันก่อนดีกว่านะ ว่าคืนนี้ไปนอนเฝ้าบ้านให้ป้าม้วน พอมาถึงไม่เห็นนายสุน มีตาโหงวกับ นายเทาตีมีดช่วยกันสองคนเท่านั้น น้าเภาจึงไปถามตาโหงว  ว่านายสุนไม่อยู่หรือ ไปไหนล่ะ ตาโหงวบอกว่า เพื่อนไอ้สุนมันมาตาม ให้ไปช่วยทำอะไรที่บ้านมันก็ไม่รู้ มันว่าเดี๋ยวมา
         ผมกับน้าเภา จึงเดินกลับบ้าน พอไปถึงบ้าน เห็นแม่กำลังคดข้าวให้พวกน้องๆอยู่ แม่ถามว่าเป็นไง พอจะไปนอนเฝ้าบ้านให้เขาได้ใหม น้าเภาบอกว่า ไม่มีอะไรน่ากลัวหรอก พอนอนได้พี่

         ตกค่ำวันนั้น น้าเภาเตรียมตัวไปนอนที่บ้านป้าม้วน เอาสัมภาระติดตัวไปด้วย คือ ตะเกียงโป๊ะ ผ้าห่ม หมอน ผ้าขะม้า ของจุกจิกไม่ได้เอาไป เพราะว่าพอตื่นเช้าก็กลับมาบ้านเลย จึงมีของพอจำเป็นเท่านั้น จนเกือบจะสองทุ่ม น้าสุน ก็ยังไม่กลับมา น้าเภาสงสัยว่า คงไปกินเหล้ากับเพื่อนคนนั้น แล้วติดลมเมากันเพลินก็เลยไม่ได้กลับมาเร็ว
        

       น้าเภาอดทนไม่ไหว เพราะว่ามันชักจะมืดเข้าทุกที จึงเรียกผม ในตอนนั้นผมก็วิ่งเล่นอยู่หน้าบ้าน แล้วบอกว่า เก้ว เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน คืนนี้เก้ว กับน้าไปนอน บ้านป้าม้วนกันก่อน แล้วคืนต่อๆไป ค่อยให้น้าสุนไป เก้ว ก็ไม่ต้องไป  เป็นเพื่อนน้าสักคืนหนึ่งนะ ทีแรกผมบอกว่า ไม่เอาหรอก ผมจะเล่นกับเพื่อนๆที่หน้าตลาดนี้ น้าเภาก็ชักชวนพยายามจะให้ผมไปให้ได้ แม่ผมได้ยิน น้าเภา พูดชักชวนผม จึงออกมาพูดให้ผมไปเป็นเพื่อน น้าเภาอีกแรงหนึ่ง ผมขัดแม่ไม่ได้ ก็เลยตกลง และคิดว่า ตอนเช้าตื่นขึ้นมาก็จะได้เล่นกับพวกเพื่อนๆอีก
         

      แล้วผมกับน้าเภา ก็หอบหมอน ผ้าห่ม พะรุงพะรัง  เดินไปบ้านป้าม้วนกันสองคน สองทุ่มกว่านิดหน่อยแล้ว เราก็ไปถึงบ้านป้าม้วน ซึ่งเมื่อตอนบ่ายเราก็มาดูลู่ทางไว้ครั้งหนึ่งแล้ว จึงเดินเข้าไปข้างในบ้านหลังใหญ่ได้สะดวก  น้าเภาจุดตะเกีบงโป๊ะขึ้น  พอได้รับแสงสว่าง ผมก็ว่า เออค่อยยังชั่วหน่อย มืดๆอย่างนี้ไม่ไหว มองไม่เห็นอะไรเลย  ผมกับน้า เภา เปิดประตูห้องเล็กไต้บันได เข้าไป เสียงดังแอ๊ด เพราะความฝืดของบานพับ ที่มีสนิมจับเขรอะ
         

     ภายในห้องนั้นไม่แคบเท่าไร มีร้านใหญ่ วางอยู่ในนั้น คิดว่าแต่ก่อนนั้นคงเป็นที่สำหรับนอนของแม่ครัวหรือคนในบ้านที่อยู่ประจำ แต่ว่าไม่มีเฟอร์นิเจอร์อะไรเลยเขาคงขนย้ายออกไปหมดแล้ว  ผมเปิดหน้าต่างด้านหน้าออก ให้ลมเย็นพัดเข้ามาบ้าง เพราะรู้สึกว่ามันอับๆ ชอบกล  น้าเภาไขไส้ ตะเกียงขึ้นมาหน่อยหนึ่ง เพื่อให้ตะเกียงนั้นมีแสงสว่างมากขึ้น น้าเภาบอกผมว่า เออมันเงียบดีจังนะ  พร้อมกับ เอาหมอนและผ้าห่มบางๆ ผืนหนึ่งวางไว้ด้านในของร้านนั้น แล้วว่า เก้วนอนทางโน้นนะ เดี๋ยวน้าจะนอนทางนี้เอง  นอนไปก่อนเหอะ
         

 

         alt

ภาพนี้ถ่ายกันที่โรงเลื่อยจักรหัวหินประมาณปี พ.ศ. ๒๔๙๔
คุณบุญมา ผาสุก นั่งอยู่ริมซ้ายสุด 
อารีย์ ผม แล้วก็ระฆัง เมื่อคราวไปเที่ยวที่หัวหิน

 

          ผมเห็นไม่มีอะไรจะเล่น ไม่มีอะไรจะทำแล้ว ผมจึงเอนตัวลงนอน อย่างนี้ถ้าเป็นอยู่ที่ตลาด ผมก็ยังไม่นอนหรอก เพราะยังมีเพื่อนๆเล่นกันอยู่ ยังไม่กลับเข้าบ้านก็มี วิ่งกันให้เจี๊ยวจ๊าวไปหมด ผมเอนตัวลงนอนแล้ว ไม่ช้าผมก็หลับไป น้า เภาจะนอนตอนไหน ผมก็ไม่รู้ มารู้สึกอีกที ว่าผมปวดฉี่มาก จึงเรียกน้าเภา บอกว่าฉันปวดฉี่ ฉันอยากไปฉี่ลุกขึ้นไปเป็นเพื่อนฉันหน่อย น้าเภาได้ยินแล้ว ก็คว้าตะเกียงโป๊ะนำหน้าผมไป ยืนฉี่ตรงประตู ด้านหน้า มองออกไปข้างนอกนั้น เห็นฮวงซุ้ยที่บรรจุศพเถ้าแก่เต็ง ขาวโพลน ผมมองแล้วก็ไม่ได้คิดกลัวอะไร มัวแต่มาคิดว่า พรุ่งนี้จะเล่นอะไร หรือ จะไปตกปลากับเพื่อนๆกันที่ไหนดี 
        

        เสร็จแล้ว ผมก็มาเข้านอนต่อ เวลานั้นประมาณกี่ทุ่มแล้ว ผมก็ไม่รู้ แต่ทุกสิ่งทุกอย่างมันเงียบสงัด อย่างบอกไม่ถูก  ผมเห็นน้าเภาก็เอนตัวลงนอนเหมือนกัน แต่อยู่คนละด้านของร้านไม้นั้น (โต๊ะไม้) ผมได้ยินน้าเภาบอกว่า เก้วนอนเถอะ อีกไม่นานก็สว่างแล้ว ผมก็หลับตา สักประเดี๋ยวผมก็หลับไป
         แล้วผมก็ต้องสะดุ้ง  ตกใจตื่นอย่างกะทันหัน  เพราะว่าน้าเภาเอามือ มาเขย่าผมอย่างแรง  ผมได้ยินน้าเภาพูดว่า เฮ้ย เก้ว ๆ ตื่นๆสิ เร็วเข้า กลับบ้านกันเดี๋ยวนี้เลย ไม่ไหวแล้ว    

         ผมยังนั่งงงๆ อยู่ แล้วคิดว่านี่มันอะไรกัน น้าเภาเป็นอะไรถึงได้จะกลับบ้านตอนนี้  กว่าผมจะลุกได้ น้าเภาแกเห็นว่าผมช้ามากๆ ไม่ทันใจแก จึงจับมือผม และลากผมตัวปลิวออกไปจากห้องนั้นทันที ตะเกียงโป๊ะ  หมอน ผ้าห่ม ผ้าขะม้าอีกผืนหนึ่ง ไม่เอามันละ  น้าเภาพาผมวิ่ง ออกมาทางท่าโรงสี  ผ่านวัด ผ่านศาลา และผ่านโบส์ถ โดยไม่ได้หยุดพักเลย  ผมงี้หอบหายใจแทบไม่ทัน และยังไม่รู้ต้นสายปลายเหตุเลยว่ามันเรื่องอะไรกัน 
        

 

alt

ศาลตาผ้าขาว ปัจจุบันนี้อยู่ที่หลังสถานีรถไฟ ไม่ได้อยู่ที่กำแพงด้านหน้าของโบสถ์ แล้ว

 

          เมื่อถึงหน้าถังที่บ้านผม น้าเภาเอาฝ่ามือตบประตู ปังๆๆๆๆ แล้วร้องเรียกแม่ของผม  พี่ๆๆๆ เปิดประตูหน่อย สักพักหนึ่งแม่ผมจึงมาเปิดประตูหน้าถังให้ น้าเภากับผมมุดเข้าประตูไป เมื่ออยู่ภายในบ้านและนั่งลงกันเรียบร้อยแล้ว แม่ผมก็ถามด้วยความประหลาดใจว่า  “นังเภา มีอะไรกันหรือ จึงได้กระหืดกระหอบมาอย่างนี้ “ 

          เสียง น้าเภา ตอบด้วยเสียงที่สั่นเหมือนคนเป็นไข้จับสั่นว่า  “ พี่ๆ ผีมันหลอกฉัน  ที่บ้านป้าม้วนนั่นแหละ ไอ้เก้ว มันตื่นมาเยี่ยว ฉันพามันไปเยี่ยว ในขณะที่ไอ้เก้ว มันเยี่ยวอยู่นั้น สายตาของฉันก็มองไปรอบๆ บริเวณ ไปสะดุดอยู่ตรง ฮวงซุ้ยใหญ่ขาวโพลนนั้น มันเหมือนคนนะพี่ ใส่ชุดขาวทั้งชุดเลย เหมือนคนนั่งไขว่ห้างสูบบุหรี่ อยู่ด้านหน้าของฮวงซุ้ยนั้น ทีแรกฉันคิดว่า กำลังงัวเงียอยู่อย่างนี้คงตาฝาดไปแน่ๆ “

          น้าเภาเล่าให้แม่ฟังพร้อมกับร่างก็สั่นขึ้นมาเหมือนเป็นไข้ แล้วเล่าต่อว่า
          ฉันพยายามเพ่งมอง มีคนนั่งอยู่จริงๆ นั่นแหละ ใส่ชุดขาวทั้งชุด พอไอ้เก้วมันเยี่ยวเสร็จ คนที่ยืนอยู่หน้าฮวงซุ้ยสูบบุหรี่อยู่นั้น ก็เดินลับไปด้านหลังฮวงซุ้ยนั้น ตอนนั้นในใจยังว้าวุ่นคิดไม่ออกว่าจะเอาอย่างไรดี “

           แม่ผมพูดขัดจังหวะขึ้นว่า  “แล้วมึงน่าจะกลับบ้านเสียตอนนั้นเลย ดันเสือกนอนได้อีกตั้งนาน” 
        

        “ทีแรกฉันคิดก้ำกึ่งอยู่เหมือนกัน ว่า ผีหลอก หรือตาฉันมันเห็นไปเอง ก็เลยคิดว่า นอนต่ออีกสักหน่อยดีกว่า เดี๋ยวก็คงจะสว่างแล้ว” 

        “แล้วมันเป็นยังไงถึงได้วิ่งตาเหลือก ตาแหกกลับบ้านในตอนนี้เล่า” แม่ผมถามอีก แล้วน้าเภาก็เล่าให้แม่ผมฟังอย่างละเอียด รวมทั้งผมที่นั่งฟังอยู่ด้วย  “พอไอ้เก้วมันเยี่ยวเสร็จแล้ว ฉันก็พามันไปนอน พอมันหลับสักประเดี๋ยว ฉันยังไม่หลับเลย มัวแต่ครุ่นคิดถึง เรื่องที่ว่าใครกันน้า มานั่งที่หน้าฮวงซุ้ยนั้น มันผีหรือคน ”

          น้าเภาเล่าไปตัวก็ยังสั่นเหมือนได้รับความหนาวจัดเช่นเดิม แล้วเล่าต่ออีกว่า“แล้วอีกสักครู่หนึ่ง ในขณะที่นอนยังไม่หลับอยู่นั้น ฉันก็ได้ยินเสียงเบาๆ ดังกุกกัก ๆ อยู่ที่พื้น เล่าเต๊ง  (ชั้นบน) ตรงหัวฉันนอนนี่เอง ฉันคิดว่าคงเป็นพวกหนู ขึ้นไปทำรังกันข้างบนโน้น ”
        

          “เสียงนั้นเงียบไปสักประเดี๋ยว มันก็ดังขึ้นมาใหม่ แต่คราวนี้มันไม่ดัง กุกกัก แบบหนูแล้ว มันดังเหมือนเสียงคนเดิน แบบย่องๆ  เป็นจังหวะ ไอ้ฉันก็นอนฟังอยู่ พยายามคิดว่ามันเป็นเสียงอะไรกันแน่  พอมันดังอีกครั้ง คราวนี้มันดัง ตึง ตึง ตึง ตึง เลยนะพี่” น้าเภาเล่าไปถอนหายใจไป ด้วยความเหนื่อยอ่อน และกลัวสุดขีด
        

          “มันดังตึงๆ เหมือนเสียงคนเดินชัดๆเลยพี่ ทีแรกมันก็เหมือนจะเดิน วนเวียนอยู่บนเล่าเต๊งนั้น  แล้วบางทีก็เหมือนเดินชน ตู้โต๊ะ ดังโครมครามอยู่ข้างบน แล้วเสียงนั้นก็เงียบไปพักใหญ่ ในตอนนั้นฉันก็คิดหนีแล้วแหละ ใครจะไปอยู่ได้ หัวฉันจะโกร๋น หรือเปล่าก็ไม่รู้ ฉันก็เอื้อมมือไปปลุกไอ้เก้ว ทีแรกก็ปลุกค่อยๆหรอก กลัวว่าไอ้ข้างบนนั้นจะได้ยิน พอไอ้เก้ว งัวเงียลุกขึ้นมา เสียงที่ว่าเงียบหายไปนั้น ก็ดังขึ้นอีก “
       

          “มันดังกึง กึง กึง เหมือนกับว่าคนกำลังเดินลงบันไดมาไม่มีผิดเลย ” น้าเภาหยุดถอนหายใจฟืดใหญ่ แล้วว่าต่อว่า
       

           “อีคราวนี้ไม่ไหวแล้ว ฉันกลัวสุดขีด ผมบนหัวลุกชัน ประสาทตึงเครียดเขม็ง เหมือนกับคนไม่มีแรงเลย ฉันรีบปลุกไอ้เก้วให้ลุกขึ้น พยายามตบหลังตบไหล่มัน จนมันหายงัวเงียแล้ว  ฉันก็บอกไอ้เก้วว่า  เฮ้ยเก้ว หนีโว้ย เร็ว เร็ว เร็ว  ไอ้เสียงที่ดัง กึง กึงนั้นมันดังลงมาเกือบถึงขั้นสุดท้ายพอดีเลย ฉันก็กระชากไอ้เก้ว ออกจากประตูบ้านนั้นเหมือนกัน วิ่งกันมานี่แหละ ของ เขิง ไม่เอากลับมากันแล้ว ไม่มีเวลา ไอ้เหี้ย สุน (น้าเภาแกด่าอย่างนี้จริงๆ) มันไม่รู้ไปไหน พรุ่งนี้จะด่าให้แสบ แล้วให้มันไปเอาของคืนมาให้หมด ฉันไม่ไปกับมันด้วยหรอก”

        น้าเภาพูดจบก็ถอนหายใจ ความเหนื่อยจากการที่วิ่งมาตลอดทางไม่ได้หยุดเลย และอารามตกใจต่างๆนั้นค่อยคลายลงไปบ้างแล้ว  แม่ผมก็บอกน้าเภา และผมว่า “ ไปนอนไป๊ นี่มันตีสามแล้ว ไม่ต้องไปเล่าให้ใครฟังนะ เดี๋ยวเขาจะแตกตื่นกันใหญ่ ”

        สายแล้ว ผมตื่นขึ้นมาเห็นน้าเภากับแม่ของผมนั่งคุยกันอยู่  ตอนหนึ่งผมได้ยินแม่พูดว่า “เถ้าแก่เต็งนั้น ก่อนตายแกก็สั่งว่าต้องเอาแกมาเก็บไว้ที่นี่นะ แกอยากจะมาเฝ้าบ้านของแก ”        

         ผมชักสนใจเลยเข้าไปฟังใกล้ๆ  แม่พูดอีกว่า " เมื่อคราวก่อนโน้น ป้าม้วนแกก็จ้าง นาย สมาน บ้านอยู่ทางวัดสมถะ มาเฝ้าทีหนึ่งแล้ว แกมาเล่าให้ฟังที่ตลาดนี้ว่า แกก็โดน หลอกแทบทุกคืน ดีนะที่แกเป็นคนไม่กลัวผี  แต่ก็ยังทนไม่ไหว จึงได้ลาออกไป   เถ้าแก่เต็งแกเป็นคนหวงสมบัติของแก แกหวงบ้านของแก สงสัยว่าจะไม่มีใครกล้าไปนอนเฝ้าบ้านให้อีกแล้ว” 

         เสียงน้าเภาครางออกมา “โธ่เอ๋ย ... แล้วพี่ก็ไม่บอกฉันให้รู้เรื่องบ้างเลย.....!”

 

alt

นายแก้ว ผู้เขียน

(ข้าพเจ้านายแก้ว ผู้เขียนเรื่องนี้กราบขออภัยต่อท่านเจ้าของเรื่อง เจ้าของสถานที่ และผู้ที่เกี่ยวข้องที่อยู่ในเรื่องนี้ ที่ข้าพเจ้าได้กล่าวถึงท่าน มิได้มีเจตนาทำให้ท่านต้องเสียหาย หรือเสื่อมเสียชื่อเสียงแต่ประการใด แต่เป็นเรื่องจริงที่อยู่ในความทรงจำและประสบกับเหตุการณ์นั้นจริงๆของข้าพเจ้าเอง หากมีตอนหนึ่งตอนใด ที่ผิดพลาดไปบ้างก็ขออภัยต่อทุกท่านที่เกี่ยวข้องด้วย)

 

โปรดติดตาม ตอนต่อไป  ในตอน จิ้งหรีดที่เจ็ดเสมียน

ในเร็วๆนี้ ที่นี่ที่เดียว 

 

จำนวนผู้เข้าชม: 2951
ความเห็น (0)Add Comment

เขียนแสดงความเห็น
อนุญาติให้เฉพาะสมาชิกเท่านั้นที่สามารถเขียนแสดงความเห็นได้ โปรด Login หรือ ลงทะเบียน

busy
 
คุณ ๆ ที่แวะเข้ามาชมเวบเจ็ดเสมียน มีอายุเท่าไรกันบ้างครับ
 
เวบเพื่อนบ้าน
เรารักสุพรรณฯ
จำนวนผู้เยี่ยมชม
 วันนี้48 
 เมื่อวานนี้142 
 สัปดาห์นี้961 
 เดือนนี้3465 
 ทั้งหมด651741 

(C) Fliesenstadt
ผู้ที่กำลังใช้งาน
เรามี 65 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
เรื่องใหม่