การจากเจ็ดเสมียนครั้งแรกของนายแก้ว

เรื่องราวเก่า ๆ ของชาวตลาดเจ็ดเสมียน

Imageเรื่องราวของชาวเจ็ดเสมียน

การจากเจ็ดเสมียนครั้งแรกของนายแก้ว
   

         การเอาจิ้งหรีดที่จับกันได้ในตอนเช้านั้นมากัดกัน เพื่อแข่งขันกันว่าของใครเก่งกว่ากัน ก็ยังดำเนินการไปเรื่อย ๆ เสียงเฮียแก่เล็กแกในฐานะกรรมการห้ามจิ้งหรีด ในตอนเช้าของวันนี้ ก็ยังทำหน้าที่อย่างขะมักเขม้น เมื่อจบไปแล้วของแต่ละรอบนั้น ใครแพ้หรือชนะก็เป็นอันรู้กันเลย เฮียแก่เล็กแกก็จะตัดสิน เป็นอันแน่นอน ไม่มีการเถียงว่าของผมยังไม่แพ้เลย จับแพ้ทำไม ไม่ได้ครับ เสียสปิริต เด็กตลาดเจ็ดเสมียนหมดเลย  กรรมการชาติเป็นกลาง อย่างเฮียแก่เล็กนั้น คำไหนก็เป็นคำนั้นจริงๆ  ไม่อย่างนั้นแกจะดำรงตำแหน่งหัวโจก (ผู้นำ) เด็กตลาดเจ็ดเสมียนมาได้หลายสมัยหรือ

 

          ในตอนนั้น เฮียแก่เล็กแกก็จะบ่นอยู่เรื่อยว่า ไม่อยากเป็นหัวโจกของเด็กตลาดแล้ว เพราะว่าแป๊ะอู๋ เตี่ยของแก เข้มกับแกเหลือเกิน อยากจะให้ลูกชายคนเล็กของแกมาช่วยขายกาแฟให้เต็มที่ ไม่อยากให้ไปวิ่งเล่นโดยไม่มีประโยชน์อะไร แก่เล็กก็จะเห็นตามด้วย อีกอย่างหนึ่ง เฮียแก่เล็กแกมีอายุมากกว่าพวกผมหลายปีทีเดียว แกเข้าเรียนช้ามากๆ อายุ แก่กว่าพวกผม ๖- ๗ ปี แต่มาเรียนหนังสือรุ่นๆเดียวกับพวกผม


          เฮียแก่เล็ก ที่อยู่ในเรื่องนี้ ยังไม่ได้โตเป็นหนุ่ม เหมือนในภาพนี้ขนาดนี้

          จนปัจจุบันนี้ พวกผมก็ยังถือว่าเฮียแก่เล็ก เป็นเพื่อนรุ่นเดียวกับพวกผมเสมอ (เอาไว้เมื่อถึงคิว ผมจะเล่าเรื่องเฮียแก่เล็กสักตอนหนึ่ง ตอนที่ตื่นเต้นที่สุด คิดว่าน่าจะเป็นตอน ที่พวกผมและเฮียแก่เล็กไปเที่ยวงานหาดทรายที่โพธารามกัน)
          ไม่นานนักเฮียแก่เล็กแกก็ไม่ได้มาเล่นกับพวกผมบ่อยนักแล้ว นานๆจะโผล่มาสักที เช่นเมื่อพวกเราไปเตะฟุตบอลกันที่สนามหน้าโรงเรียน บางวันเฮียแก่เล็กแกจึงออกมายืดเส้นยืดสายเสียที พวกผมเคยถามว่า ทำไม เฮียแก่เล็ก เดี๋ยวนี้จึงไม่ค่อยออกมาเล่นด้วยกันเลย เมื่อเด็กเจ็ดเสมียนมีปัญหา ขัดใจกัน ทะเลาะกันก็ไม่มีคนห้ามเสียแล้ว
         เฮียแก่เล็กว่า เฮียอยากจะขอถอนตัว ว่ะ ที่บ้านก็ยุ่งไม่มีใครช่วยเตี่ยขายกาแฟเลย จึงขอถอนตัว พวกเราก็จัดการเลือกกันใหม่ซี มีหลายคนน่าจะเป็นหัวโจกได้ ในรุ่นนี้ที่เฮียเห็น ก็มีไอ้โล ไอ้วี ไอ้ธร ไอ้เก้ว  พวกเรานัดประชุมกันเลย แล้วก็ยกมือกัน จะให้คนไหนเป็นหัวโจกก็ลงมติกันเลยดีไหม แต่ถ้าได้หัวหน้าคนใหม่แล้ว พวกมึงก็ต้องเชื่อฟังเขานะโว้ย อยากเลือกเข้ามาแล้วนี่หว่า    
         

          มีอยู่ครั้งหนึ่ง ที่สนามหญ้าหน้าโรงเรียน  ฝนกำลังตกหนักพอดี พวกผมก็กำลังเตะบอลกันอย่างพัลวัน วันนั้นเตะกันมันมาก มีการแบ่งกันเป็นสองฝ่าย เหมือนแข่งฟุตบอล กันจริงๆ ที่ ผมจำได้มีครูประสงค์ ปานทอง และครูประวิทย์ ไทยแช่ม ลงเล่นกับพวกผมด้วย คุณครูทั้งสองท่านนี้ เพื่อไม่ให้เป็นการได้เปรียบเสียเปรียบกันมากเกินไปจึง ให้อยู่คนละข้าง  แต่เฮียแก่เล็กอยู่ข้างผม 
          เราเตะกันอย่างเอาจริงเอาจัง ฟัดกันน้ำกระจาย มืดแล้ว ฝนหยุดตกพอดีจึงได้เลิก  แล้วแยกย้ายกันกลับบ้าน ครั้งนั้นแหละที่เฮียแก่เล็กได้มาเล่นกับเด็กรุ่นน้องจริงจัง อย่างพวกผม  เป็นครั้งสุดท้าย ก่อน ที่จะไปชงกาแฟขายอย่างขะมักเขม้น กับแป๊ะอู๋  แล้วอีกหลายปี ต่อมาจึงได้รับเลือกเป็นผู้ใหญ่บ้าน ของหมู่ ๓ คือที่ตลาดเจ็ดเสมียนนี้แหละ เป็นผู้ใหญ่บ้านอยู่หลายปี จึงได้ลาออก ไปประกอบอาชีพขายกาแฟ โบราณ และของเบ็ดเตล็ดเพียงอย่างเดียว

      

ภาพนี้ถ่ายที่ฝั่งตรงกันข้ามกับท่าตลาดเจ็ดเสมียน ซึ่งเป็นชายหาด ที่ท่าตลาดเจ็ดเสมียนในตอนนั้น จะเป็น บรรได ปูนทอดลงมาถึงน้ำ ในตอนเย็นๆ ชาวตลาดเจ็ดเสมียน ชาย หญิง และเด็ก จะมาอาบน้ำชำระร่างกายกันที่ท่านี้ แต่บางส่วนก็จะไป อาบกันที่ท่าใหญ่ (วรรโณ  คุ้มประวัติ เดินอยู่หน้าสุด) ถ่ายภาพนี้โดย นายจำเนียร คุ้มประวัติ วัน เดือน ปี ที่ถ่ายยังไม่ทราบแน่ชัด

ภาพนี้เป็นท่าตลาดเหมือนกัน เป็นที่เดียวกันกับภาพข้างบน แต่ทางเทศบาลได้พัฒนาบรรได ที่ลงน้ำให้เป็นแบบที่เห็นอยู่นี้ ให้ความแข็งแรง และสวยงามกว่าของเดิมมาก ขวามือด้านบนนั้น เป็นบ้านของคุณ มัลลิกา (เง็ก) ซึ่งเป็นห้องสุดท้าย ริมสุดของตลาดแถวเก่าตลาดเจ็ดเสมียน ถ่ายเมื่อวันที่ ๑๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๑ นายปฏิพัทธ์ สุวรรณมัจฉา ถ่ายภาพ

          เมื่อต้นเดือนพฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๙๗ (1954)  พ่อของผมได้กลับมาบ้าน (ในตอนนั้นได้ไปทำงานเป็นเสมียนโรงเลื่อยที่ อำเภอบ้านโป่ง ชื่อว่าโรงเลื่อยจักร ทรัพย์เย็น อยู่ห่างจากตัวตลาดบ้านโป่งไปทาง กาญจนบุรี ระยะทางประมาณ ๒ กม. แถวนั้นเขาเรียกว่า ปากแรด ) กลับมาเพื่อจะมาบอกแม่ของผมและตัวผมเองว่า ในปีเปิดเทอมใหม่ที่จะถึงนี้ พ่อของผมต้องการให้ผมไปเรียนต่อ ชั้นมัธยมปีที่ ๑ ที่บ้านโป่ง ชื่อว่า โรงเรียน สารสิทธิพิทยาลัย เพราะเหตุว่า พ่อผมในตอนนั้นก็ทำงานทีบ้านโป่งเหมือนกัน จะได้มาดูแลได้ง่ายๆหน่อย เพราะว่า อยู่ใกล้ๆกัน แค่ ๒ กิโลเท่านั้นเอง
           เหตุผลอีกอย่างหนึ่งของพ่อผมคือ อยากให้ผมเริ่มต้นเรียนในชั้นมัธยมนี้ที่โรงเรียนดีๆ และมีชื่อเสียง พ่อผมบอกว่า โรงเรียนนี้เขาเป็นโรงเรียนใหญ่ที่สุดในบ้านโป่ง และเปิดมานานแล้ว เป็นโรงเรียนที่อยู่ในเครือของศาสนา คริสต์ มีสาขาทั่วไปในประเทศไทย และต่างประเทศด้วย การสอนหนังสือของโรงเรียนนี้ เวลาชั่วโมงเรียนภาษาอังกฤษ ก็จะมีครูที่เป็น ชาวต่างประเทศ และครูไทย ที่มีความเชี่ยวชาญ ในด้านภาษาอังกฤษ มาเป็นผู้สอน
         พ่อของผมจึงเห็นว่าเหมาะที่สุดที่จะให้ผมไปเรียนที่โรงเรียนนี้ ในเทอมที่จะถึง และนี่ก็ใกล้จะถึงวันเปิดเทอมแล้ว จึงจำเป็นต้องเอาผมไปสมัครเสียตั้งแต่วันพรุ่งนี้เลย ทีเดียว พวกผมจะไปบ้านโป่งกับรถบรรทุกไม้ ของโรงเลื่อยที่พ่อของผมทำงานอยู่ คือรถของโรงเลื่อยจักร ทรัพย์เย็น ที่ปากแรดนั่นเอง ในเช้ามืดของวันพรุ่งนี้เขาจะนำไม้กระดานไปส่ง ที่โรงขายไม้ที่ราชบุรี แล้วพอลงไม้เสร็จแล้ว เขาจึงจะวิ่งมารับเราที่ตลาดเจ็ดเสมียน
         เวลานี้ก็เลยเที่ยงวันเลยกำหนดการไปนานแล้ว รถกระดานคันนี้ก็ยังไม่เห็นมารับพวกเราเลย จนกระทั่งบ่าย สามโมงกว่าๆ รถบรรทุกกระดานของโรงเลื่อยที่ว่านี้ ก็วิ่งรถเปล่าๆเข้ามาในตลาดเจ็ดเสมียน ซึ่งผมคิดว่า เขาคงลงไม้กระดานที่โรงขายไม้ที่ราชบุรีเรียบร้อยแล้ว  ผมเห็นพ่อของผมเดินเข้าไปหาคนขับรถ พูดอะไรกันอยู่ตั้งนาน แล้วพ่อผมก็เดินกลับมาบอกว่า 
         รถมันยางระเบิด ที่พงสวาย ขาไป ในขณะที่จะไปส่งไม้ที่ราชบุรี เมื่อรถยางแตกแล้ว ก็วิ่งต่อไปไม่ได้ คนขับรถต้องยืนโบกรถที่ผ่านไปขออาศัยเข้าไปตัวจังหวัด เพื่อตามช่างที่ร้านทำยาง มาเปลี่ยนยางอะไหล่ให้  เสร็จแล้วก็วิ่งรถไปที่ร้านปะยาง กว่าจะเสร็จเรื่องก็เสียเวลาตั้งครึ่งค่อนวัน และพ่อผมก็บอกแม่ผมอีกว่า ไม่เป็นไรหรอก เราก็ไปกันเสียวันนี้เลยเหมือนเดิม เพียงแต่ว่าคืนนี้ให้ไอ้เก้ว มันไปค้างที่โรงเลื่อยกับฉันก่อน เสียเวลาไปวันหนึ่งก็ไม่เป็นไร
          แล้วพอรุ่งขึ้นของอีกวัน จึงจะพามันไปฝากโรงเรียน เสร็จแล้วก็จะพาไปให้รู้จักกับ ไอ้ ตุย เพื่อนฉัน คนที่ไอ้เก้วต้องไปพักอยู่กับเขา เพราะไอ้เก้วจะต้องไปอยู่กับเขาเป็นปี ทีเดียว และบอกอีกว่า เพื่อนคนนี้ซึ่งเมื่อตอนเด็กๆ อยู่ที่โพธารามด้วยกัน  ชื่อนาย ตุย แต่เดี๋ยวนี้ย้ายไปอยู่ที่ตลาดบ้านโป่ง ตั้งร้านขายทอง รับจ้างทำทองอยู่ในตัวตลาดบ้านโป่งมีฐานะดีมากคนหนึ่ง
         พ่อผมเขาจะให้ผมไปอาศัยอยู่กับนายตุย ที่บ้านโป่งนี่แหละ อยู่กับเขาคงไม่มีอะไรลำบากหรอก เขาฐานะดี เขามีทุกอย่างพร้อม พ่อผมพูดทิ้งท้ายไว้แค่นี้ แล้วสั่งให้แม่ของผม เอาสัมภาระ คือหีบใส่เสื้อผ้าของผมลูกเดียวมาเตรียมไว้ที่รถ  แล้วพ่อผมก็เดินไปบอกกับคนขับรถว่าพร้อมแล้วนะ  คนขับรถกำลังนั่งกินโอเลี้ยงอยู่ที่ร้านแป๊ะอู๋ ก็ตอบว่าครับๆ แล้วดูดน้ำโอเลี้ยงที่ยังเหลืออยู่ในแก้วนิดหน่อยนั้น ดัง จ๊วบ...! 

         

นางสละ สุวรรณมัจฉา แม่ของผม กำลังทำอาหารให้ลูกๆกิน ในตอนเย็นวันหนึ่ง เมื่อกว่า ๕๐ ปีมาแล้ว ที่หลังบ้านห้องแถวตลาดเจ็ดเสมียนถ่ายภาพโดย นายหิรัญ สุวรรณมจฉา

         แม่ของผมได้เตรียมเสื้อผ้า เท่าที่จำเป็น ไม่ได้จัดอะไรไปมากนักหรอกตามที่พ่อผมสั่ง แล้วยังบอกกับแม่ของผมอีกว่า  มีอะไรขาดเหลือก็จะไปซื้อเอาที่บ้านโป่งในภายหลัง  แม่ผมก็จัดเสื้อผ้าของผม คัดเอาแต่เสื้อและกางเกงที่ผมชอบใส่เป็นประจำไปเท่านั้น แล้วเมื่อตอนบ่ายๆที่ผ่านมานี้ แม่ผมก็ไล่ให้ผมไปตัดผมเสียให้เรียบร้อย ที่ร้านตัดผม ตาเขียน ยายแพ ที่เขาเป็นเพื่อนแม่ และมาคุยกับแม่ผมที่บ้านเป็นประจำ  ร้านตาเขียนนี้ ถัดจากห้องที่ผมอยู่ไปทางซ้ายมือ อีก  ๔-๕ ห้อง  
         

         ย้อนไปตั้งแต่เมื่อคืนนี้ ผมตื่นเต้นจนนอนไม่ค่อยหลับ คงเป็นเพราะว่า ตั้งแต่เกิดมาในชีวิตนี้ ก็อยู่กับพ่อแม่ และน้องๆ ตลอดมาก็อยู่แต่ในตำบลบ้านเกิดอย่างเดียวยังไม่เคย ออกไปผจญชีวิต เหมือนอย่างในวันนี้เลย วันนี้แล้วเป็นวันแรกในชีวิตที่ต้องจากบ้านไป จะต้องจากพ่อแม่ ญาติพี่น้อง และเพื่อนฝูงรอบข้างที่เคยเล่น และคบหากันอยู่ทุกๆวัน  ถึงแม้ว่าพ่อของผมจะเป็นคนพาไปก็จริง  แต่เขาก็บอกแล้วว่าจะให้ไปอาศัยอยู่กับ เพื่อนของเขาคนหนึ่งที่ตลาดบ้านโป่ง
          ผมคิดว่าก็ยังดีที่พ่อของผมเขาไปฝากให้อยู่กับ นายตุย เพื่อนสนิทของพ่อผม คงไม่มีปัญหาอะไร และได้ยินพ่อของผมพูดว่า นายตุยเขาก็มีลูกชายคนหนึ่ง ชื่อนายยงยุทธอายุรุ่นเดียวกับผม แต่นายตุยพ่อของเขาได้ไปฝากเรียนที่โรงเรียน รัตนราษฎ์บำรุง ซึ่งอยู่ที่ริมทางรถไฟ เยื้องสถานีรถไฟบ้านโป่งเอาไว้แล้ว 
          คนขับรถเดินมาที่รถแล้วติดเครื่อง ลูกน้องของเขาสองคน คือคนงานที่ติดรถมาที่เป็นคนแบกไม้ลงที่ร้านไม้ราฃบุรี ก็รีบกระโดดขึ้นรถด้านหลัง ส่วนผมกับพ่อของผมก็ขึ้นมานั่งกับคนขับ  ก่อนที่รถจะออกนั้น แม่ของผมและน้องของผมต่างก็มายืนดูผม 
         แม่ของผมพูดว่า เก้ว เอ็งเคยอยู่กับแม่มาตลอด ตั้งแต่เอ็งเกิด เมื่ออยู่กับแม่และน้องๆนั้น เอ็ง จะทำอะไร จะไปไหน จะกินอะไร  ก็ไม่มีใครว่าอะไร ต่อจากนี้ไป เมื่อไปอยู่กับคนอื่นแล้ว จะไปทำตัวไม่ดีไม่ได้นะ ประเดี๋ยวเขาจะรังเกียจเอาได้ ถึงแม้เขาจะเป็นเพื่อน เตี่ย เอ็งก็ตาม แต่อย่าลืมว่าเขาก็เป็นคนอื่น  ไม่ใช่ญาติที่แท้จริงของเรา  ถ้าเขามีลูก ก็อย่าไปทำเทียมหน้าเทียมตาเขานะ เขาจะเกลียดเราแล้วก็จะอยู่ด้วยกันอย่างลำบาก เรื่องการงานอะไร เล็กๆน้อยๆ ที่พอจะหยิบฉวยช่วยเขาได้ ก็ช่วยเขาเลยไม่ต้องกลัวว่าจะเหน็ดเหนื่อยหรอก 

        

นางสละ สุวรรณมัจฉา แม่ของผม ถ่ายเมื่อ เดือน มีนาคม ๒๕๑๐

         อย่าอยู่เฉยๆ มันไม่เหมือนที่เคยอยู่กับแม่ วันๆ แม่ไม่เคยเห็นเอ็งได้ทำอะไรเอาแต่เที่ยวเล่น ดีแล้วแหละที่ต้องไปอยู่กับคนอื่น ไปหัดเสียบ้าง แล้วพอโรงเรียนปิดเทอม ถ้าอยากกลับบ้าน ก็บอกเพื่อนเตี่ยเขานะ ให้ไปบอกเตี่ยที่โรงเลื่อยให้พากลับมาเที่ยวบ้านบ้าง ขาดเหลืออะไรก็บอกเขานะ เพราะว่า เตี่ยเขาจะฝากเงินของเอ็งไว้กับเขา เอาไว้ที่เอ็งแล้ว เตี่ยเขากลัวว่า ตังค์จะหาย ค่อยๆขอเขาไปใช้ตามความจำเป็นก็แล้วกันนะ
         

         แม่ผมสั่งสอนผมก่อนที่ผมจะจากไปนี้ ในดวงตาของแม่ผมนั้น ผมเห็นมีน้ำตาคลอเอ่อออกมา ผมเห็นดังนั้นผมก็แทบจะกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่  ผมบอกแม่ว่า แม่ไม่ต้องห่วงฉันหรอก  ฉันจะไปเรียนหนังสือ และคงจะไปไม่นานหรอกแล้วฉันก็จะกลับมาบ้านบ่อยๆ  ที่แม่สอนฉันมานี้ ฉันจะปฏิบัติตามที่แม่สอนทุกอย่างนะ แม่ไม่ต้องห่วง ฉันเอาตัวรอดได้เสมอแหละ

        

ตาผ้าขาว สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่กับชาวเจ็ดเสมียนมาช้านานแล้ว ยังไม่ทราบประวัติที่มาอย่างแน่ชัดศาลที่เห็นในภาพนี้เป็นศาลใหม่ ซึ่งย้ายมาจาก ศาลเก่าที่อยู่ข้างกำแพงโบสถ์ ด้านหน้า ภาพนี้ถ่ายโดยนายปฏิพัทธ์ สุวรรณมัจฉา เมื่อวันที่ ๑๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๑

           ผมพูดได้แค่นั้น พ่อของผมก็สั่งให้ออกรถ  พอรถค่อยๆ เคลื่อนที่ ผมหันหลังไปมอง ยังเห็นแม่และน้องๆของผม ยืนอยู่ตรงนั้น จนกระทั่งรถวิ่งออกมาผ่านโบสถ์ มองเห็นศาลตาผ้าขาว อยู่ที่ริมกำแพงโบสถ์  ผมยกมือไหว้แล้ว อธิฐาน ในใจว่า ขอให้ลูกปลอดภัยจากภัยอันตรายต่างๆด้วยเถิด คิดอะไรก็ขอให้สำเร็จสมดังความปรารถนาด้วยเทอญ  จนกระทั่งรถผ่านข้ามทางรถไฟ ไป    

นางสละ สุวรรณมัจฉา คนทางขวามือ แม่ของผม อุ้มน้องของผม คือ อารีย์ สุวรรณมัจฉา ซึ่งปัจจุบันนี้รับราชการ เป็นผู้เชี่ยวชาญ ระดับ ๙ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ( สตง.) ภูมิภาคที่ ๓ จังหวัดนครปฐม

 

         ผมหันหน้าไปทางขวามือ มองสถานีรถไฟเจ็ดเสมียนอีกครั้ง แล้ว ผมจึงนั่งมองไปข้างหน้าอย่างเดียว พร้อมกับคิดว่า ทำไมเราจึงต้องไปเรียนที่อื่นด้วย ทั้งๆที่โรงเรียนที่โพธาราม ก็มีถมถืด      

                                                 เด็กเจ็ดเสมียนไปเรียนกันให้ครึดไปหมด....!

                                

                 โปรดติดตามตอน  จากเจ็ดเสมียนถึงบ้านโป่ง   เร็วๆนี้ ที่นี่ที่เดียว

 

จำนวนผู้เข้าชม: 2029
ความเห็น (0)Add Comment

เขียนแสดงความเห็น
อนุญาติให้เฉพาะสมาชิกเท่านั้นที่สามารถเขียนแสดงความเห็นได้ โปรด Login หรือ ลงทะเบียน

busy
 
คุณ ๆ ที่แวะเข้ามาชมเวบเจ็ดเสมียน มีอายุเท่าไรกันบ้างครับ
 
เวบเพื่อนบ้าน
เรารักสุพรรณฯ
จำนวนผู้เยี่ยมชม
 วันนี้146 
 เมื่อวานนี้142 
 สัปดาห์นี้1059 
 เดือนนี้3563 
 ทั้งหมด651839 

(C) Fliesenstadt
ผู้ที่กำลังใช้งาน
เรามี 94 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
เรื่องใหม่