จากเจ็ดเสมียนถึงบ้านโป่ง

เรื่องราวเก่า ๆ ของชาวตลาดเจ็ดเสมียน

Imageเรื่องราวของชาวเจ็ดเสมียน

จากเจ็ดเสมียนถึงบ้านโป่ง

          รถไม้ที่ผมอาศัยนั่งมากับพ่อของผม ผ่านทางแยกหนองบางงูมาแล้ว รถต้องวิ่งอีกพักใหญ่ๆ จึงจะถึง สามแยกกระจับ  ในตอนนั้นผมไม่รู้หรอกครับว่า ตรงนั้นถึงไหนแล้ว และที่ตรงนี้เขาเรียกว่าอะไร ตั้งแต่เกิดมา ผมยังไม่เคยออกไปไหนจากเจ็ดเสมียนเลย  จำได้เพียงว่ามีอยู่ครั้งเดียว ตั้งแต่ผมยังเด็กๆอยู่ เคยไปโรงเลื่อยหัวหิน  กับแม่และน้องของผม ตั้งหลายปีมาแล้วหนหนึ่ง แล้วก็ไม่ได้ไปไหนไกลๆ อีกเลย

          รถวิ่งมาถึงสามแยกกระจับ คนรถบอกว่าจะต้องพักรถสัก ๑๐ นาที แล้วจึงจะไปต่อ พ่อผมบอกว่า ก็ดี จะได้ลงไปหาน้ำกินกันก่อน แล้วคนขับรถและลูกน้องที่แบกไม้อีก ๒ คน ก็ลงจากรถ เดินไป เตะๆ ทุบๆ ยางทั้ง ๔ ล้อ แล้วก็เปิดฝากระโปรงรถ ค้างไว้อย่างนั้นให้รถคลายจากความร้อน พ่อผมไปซื้อน้ำแข็งใส่น้ำหวาน มา ๔ ถุง ยื่นให้คนขับรถ และลูกน้องรถไปแบ่งกัน ๓ ถุง  เหลืออีกหนึ่งถุง พ่อผมส่งให้ผมแล้วบอกว่า ที่นี่เขาเรียกว่า สามแยกกระจับ รถที่จะไปทางจังหวัดภาคไต้ ต้องผ่านทางนี้ทุกคัน ไม่มีทางไปทางอื่นเลย รถเมล์ประจำทางที่วิ่งรับผู้โดยสารลงไต้ หรือรถบรรทุกสินค้าลงไปทางไต้ก็จะต้องผ่านสามแยกกระจับนี้ทุกคัน 
          

         ในวันที่ผมมาถึงที่นี้จึงมีรถหลายชนิด จอดอยู่ที่สามแยกนี้ เรียงรายกันเป็นแถว  มีคนเดินเร่ขายของไปตามหน้าต่างของรถเมล์ กันมากมาย ผมเห็นเขาก็ขายดีมากเลย เช่นโอเลี้ยงใส่ถุง ถั่วต้ม ไข่ต้ม ข้าวเกรียบ อ้อยที่ควั่นแล้วและอื่นๆ อีกหลายอย่าง พวกที่นั่งรถเมล์ไปต่างจังหวัดไกลๆ คงจะหิว จึงได้ซื้อของกินกันใหญ่ ในโอกาส ที่รถหยุดพัก
          รถไม้กระดานที่ผมนั่งมา หยุดพักรถได้ประมาณ กว่า ๑๐ นาทีแล้ว คนรถก็พร้อมแล้ว สักประเดี๋ยวคนงานแบกไม้ก็เดินมากระโดดขึ้นทางด้านกระบะท้าย แล้วตะโกนบอกคนขับรถว่า ไปได้แล้ว ลูกพี่ เขาจึงได้ออกรถ รถวิ่งไปอีกสักพักใหญ่ ก็เข้า  เขตุ    อำเภอบ้านโป่ง ในตอนนั้นเย็นมากแล้ว ได้ยินคนขับรถถาม พ่อผมว่า เสมียน จะซื้ออะไรในตลาดหรือเปล่า พ่อผมบอกว่า ไม่ต้องเข้าตลาดหรอก พรุ่งนี้อั๊วก็จะต้องมาตลาดอยู่แล้ว เลยไปโรงเลื่อยเลยนะ คนขับรถ ครับๆ แล้วก็ตรงดิ่งไปโรงเลื่อยทันที
           ระยะทางจากตลาดบ้านโป่ง  ถึงโรงเลื่อย ก็ประมาณ ๒ กิโล แต่รถกระบะบรรทุกไม้คันนี้วิ่งได้ช้ามาก จากเจ็ดเสมียน มาถึงโรงเลื่อย ใช้เวลาไปเกือบ ๔ ชั่วโมง (ปัจจุบันนี้ จากเจ็ดเสมียน ถึง บ้านโป่ง รถวิ่งน่าจะไม่เกิน ๑ ชั่วโมง)  รถวิ่งเข้าไปที่โรงเลื่อย ทรัพย์เย็น เกือบทุ่ม เมื่อถึงแล้ว พ่อของผมก็พาผมเข้าไปที่โรงครัวของโรงเลื่อย ไปหาข้าวกินกัน เสร็จแล้ว ก็พาผมไปที่ห้องพัก พ่อผมให้ผมอาบน้ำแล้วก็เข้านอน
          ขอย้อนมาในขณะที่ผมนั่งรถมานั้น ผมก็ได้มองทางที่รถผ่านมาตลอด รถในสมัยเมื่อ ๕๔ ปีมาแล้วนั้น  มันวิ่งได้ช้าจริงๆ ผมจึงมีความรู้สึกว่า จากเจ็ดเสมียนบ้านของผมนั้น ออกรถตั้งแต่ บ่าย ๓ โมงกว่าๆ ถึงโรงเลื่อยเอาตั้ง ๖ โมงครึ่ง ทั้งๆที่แวะจอดรถที่ สามแยกกระจับเพียงไม่กี่นาที  ในสมัยปัจจุบันนี้ รถปิ๊กอัพ วิ่งกันแค่ ไม่ถึงชั่วโมงก็ถึงแล้ว ผมไม่เคยได้นั่งรถนานๆ ขนาดนี้มาก่อนเลย ทำให้ผมเมื่อยตัวเป็นอันมาก
          พอถึงโรงเลื่อยที่ปากแรดแล้ว ก็อาบน้ำกินข้าวกันเสร็จแล้วก็จัดแจงเข้านอน พ่อของผมบอกว่า พรุ่งนี้ตื่นเช้าๆหน่อย จะได้ไปสมัครเรียนที่โรงเรียน  ให้เสร็จๆไป แล้วต่อจากนั้นก็จะไปซื้ออุปกรณ์ ที่นอน เสื้อผ้า ของใช้ที่จำเป็นบางอย่างในตลาดบ้านโป่ง เสร็จแล้วก็จะเลย ไปหานายตุย เพื่อนของพ่อผม ที่เป็นร้านขายทอง ในตลาดด้วย
จะได้จัดการเรื่องที่อยู่ให้เรียบร้อย  แล้วพ่อผมก็จะได้กลับไปโรงเลื่อย ทำงานให้เขาต่อ  เพราะว่าหยุดมาสองสามวันแล้ว
          เช้าวันรุ่งขึ้นผมรีบตื่นแต่เช้า ทีแรกก็งัวเงียอยู่เพราะว่าเมื่อยตัว เนื่องจากการนั่งรถมาไกล เมื่อวานนี้ทำให้คิดว่า ยังนอนอยู่ที่บ้านตลาดเจ็ดเสมียน พอหายงงแล้ว จึงได้รู้ว่านี่เราได้มาอยู่ในที่ๆ ไม่ใช่บ้านเราเสียแล้ว  มองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นสายน้ำของแม่น้ำแม่กลอง ไหลลงไปทางไต้ แล้วทำให้คิดถึงบ้านของผมที่เจ็ดเสมียน เป็นอันมากเช้าวันนี้อากาศแจ่มใส เหมือนเป็นนิมิตดี ที่ผมจะได้มาอยู่ที่บ้านโป่ง เพื่อที่จะมาเรียนหนังสือ  ความคิดของผมนั้น คงจะอยู่อย่างสบาย นายตุย เขาก็มีลูกอายุรุ่นเดียวกับผม ชื่อนายยงยุทธ คงเป็นเพื่อนกันและเข้ากันได้ดี 
 

         ไม่ถึง ๔ โมงเช้าดี การสมัครเข้าเรียนเป็นนักเรียนใหม่ที่โรงเรียน สารสิทธิพิทยาลัยบ้านโป่ง ก็สำเร็จเรียบร้อยดี ในวันนี้ก็มีเด็กใหม่ที่จบชั้นประถมปีที่ ๔ มาสมัครกันมากเหมือนกันผมมองเห็นโรงเรียน สารสิทธินี้มี ตึกอาคารเรียน มากมาย แต่ละตึกล้วนใหญ่โต สองสามชั้นขึ้นไปทั้งนั้น ส่วนตึกใหญ่ที่สุดเห็นจะเป็นตึกอำนวยการ ที่กำลังทำการรับสมัครเด็กนักเรียนใหม่อยู่นี้ ตึกนี้ผมมองดูแล้ว กะว่า จะสูงถึงประมาณ ๕ ชั้นเป็นแน่ 
         เดินเข้าไปตรงกลาง ตึก มองขึ้นไปข้างบน เห็น มีบันไดวน เป็นเกลียวขึ้นไปจนถึงชั้นสูงสุด ส่วนที่ข้างนอกตึกนั้นเล่า ก็เป็นสนามบาสเก๊ตบอล เทปูนซิเมนต์ ตีเส้นเป็นคอร์ต  เรียงกันไปถึง 3 สนาม  ที่แป้นชู๊ต ตรงห่วงเหล็กนั้น มีตาข่ายเชือก ใหม่เอี่ยมใส่ไว้ให้นักเรียน ได้ชู๊ตเล่น  ในเวลานั้น กีฬาบาสเก๊ตบอลนั้น เป็นที่คลั่งไคร้ ของชาวบ้านโป่ง และโพธารามเป็นอันมาก 
          โรงเรียนจะเปิดเรียนในวันแรกในวันที่ ๑๗ พฤษภานี้ นี่ก็เหลือเวลาไม่กี่วันโรงเรียนก็จะเปิดเรียนแล้ว  พ่อของผมก็เลยซื้อหนังสือเรียน ของชั้นมัธยมปีที่ ๑ ที่ผมต้องใช้เรียน ในปีนี้ ที่โรงเรียนเปิดขายแล้ว เสียเลย  ผมกับพ่อช่วยกันถือถุงหนังสือ ไปหานายตุย ที่ตลาด ตอนนั้นนายตุยไม่อยู่ เจอเมียนายตุย ท่าทางใจดี พ่อจึงได้ฝากหนังสือกับเมียนายตุยไว้ แล้วก็ออกจากร้านทอง ไปหาซื้อ มุ้งหมอน ที่นอนผ้าห่ม และเสื้อผ้า สิ่งของที่จำเป็น อีกหลายอย่าง เพราะว่า พ่อของผมไม่ได้ให้แม่ของผมจัดมาให้เลย เมื่อซื้อของได้หมดตามต้องการแล้ว จึงได้เอาไปฝากที่ร้านนายตุย อย่างเดิม ในระหว่างรอนายตุยนั้น ผมกับพ่อ ก็เลยไปกินข้าวกันในตลาดนั้นเสียเลย
          ในระหว่างที่นั่งรอนายตุยนั้น ผมก็มองไปรอบๆ   เห็นโดยรวมของตลาดบ้านโป่งนั้น ก็เจริญพอสมควร คิดแล้วเจริญกว่าตลาดโพธาราม มีผู้คน และรถราวิ่งกันขวักไขว่ ร้านค้าและตึกแถว มีมากมาย  ตรงกันข้ามกับร้านขายทองของนายตุยคนละฝั่งถนนนั้น เป็นร้านขายยาร้านใหญ่ ติดกับร้านขายยา ก็เป็นร้านขายข้าวสาร ตึกแถวบางแถวนั้นก็เป็นสามชั้น แต่บางแถวก็เป็นสองชั้น
          เกือบเที่ยงวัน นายตุย จึงกลับมา เมื่อมาเจอพ่อผมก็ดีใจมาก จับมือถือแขนจูงให้เข้าไปนั่งคุยกันในบ้าน  ก่อนที่นายตุยจะกลับมานั้น พ่อของผมบอกผมให้เรียกนายตุย ว่าลุงตุย เรื่องที่จะให้ผมมาอาศัยอยู่กับ ลุงตุยนั้น พ่อผมเคยมาพูดล่วงหน้าไว้แล้ว เมื่อไม่นานมานี้  ลุงตุยพูดกับพ่อผมว่า ลื้อไม่ต้องห่วงอะไรมันหรอกนะ อั๊วจะจัดการดูแลให้เอง
 หลังจากคุยกันอีกนาน พ่อผมก็กลับไปโรงเลื่อย ก่อนที่พ่อผมจะกลับไป พ่อให้เงินผมไว้ ๑๐๐ บาท และบอกว่า เอาไว้ใช้ตอนจำเป็นนะ แล้วเตี่ยฝากไว้กับลุงตุย อีก ๕๐๐ บาท  มีธุระอะไร ขาดเหลือ และมีเหตุจำเป็นอะไร ก็บอกลุงตุยนะ เขาจะส่งข่าวมาให้เตี่ยรู้เอง จากนั้นพ่อของผมก็กลับไปโรงเลื่อย
          เมื่อพ่อของผมออกจากร้านทองของนายตุยไปแล้วนั้น ผมมีความรู้สึกในตัวของผมเองว่า ใจมันหาย และมันวูบวาบชอบกล ผมไม่เคยตกอยู่ในเวลาอย่างนี้มาก่อน อยู่ที่บ้านผม อยู่กับแม่และน้องๆ พร้อมด้วยเพื่อนฝูงห้อมล้อมอีกมากมาย อยู่ๆก็มาเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วอย่างนี้ และจะต้องมาอยู่กับคนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนเลย มันก็ทำให้อดคิดอะไรขึ้นมาไม่ได้ ทั้งๆที่หัดทำใจมาจากบ้านแล้ว ก็ยังไม่วาย เกือบร้องไห้อยากกลับบ้าน
 

         บ่ายวันนั้น ผมก็ได้รับความงุนงงเป็นอันมาก เมื่อลุงตุยมาบอกผมว่า เก้ว เราเตรียมตัวกันเถอะ ลุงจะให้ เก้วไปอยู่กับ ญาติของลุงอีกคนหนึ่งนะ ครับๆ ผมตอบรับ แล้วผมก็คิดของผมว่า อ้าวแล้วทีแรกพูดกันกับพ่อของผมเหมือนจะให้ผมอยู่ที่นี่อย่างนั้นแหละ  นี่พ่อผมก็คงไม่รู้หรอกนะ ว่าผมต้องไปอยู่อีกที่หนึ่ง แทนที่จะอยู่ที่ร้านทองเหมือนที่คิดไว้ สักครู่ได้ยินเสียงลุงตุยพูดขึ้นอีกว่า อยู่ที่โน่นก็ดี เวลาไปโรงเรียนก็ไม่ต้องเดินไกลด้วย เพราะว่าบ้านที่จะให้ไปอยู่นี้ มันอยู่ตรงข้ามกับโรงเรียนพอดีเลย เพียงแต่มีทางรถไฟกั้นเท่านั้น
           แล้วลุงตุยก็ตะโกนร้องเรียกลูกชายของเขา เฮ้ย ยุทธ ยุทธ เอารถรุน (รถสาลี่)มาขนของ อ้ายเก้ว ไปส่งบ้านดงมะพร้าวทีซิวะ  สักครู่ผมก็เห็นเด็กขาวๆ ผอมสูงคนหนึ่ง อายุประมาณผม (พ่อผมเคยบอกว่า ลูกลุงตุยที่ชื่อ ยงยุทธ อายุเท่าๆกับผม) ใส่เสื้อยืด กางเกงขาสั้น เข็นรถสาลี่ มาหน้าร้านทองที่ผมและลุงตุยยืนอยู่ ผมเห็นดังนั้น จึงเดินไปคว้า เอาหีบหนัง ใบไม่ใหญ่นัก (หีบหนังใบนี้ ผมเคยเห็นเมื่อพ่อของผมย้ายไปทำงานในที่ต่างๆ ก็มักจะเอากระเป๋าหนังสี่เหลี่ยมใบนี้ หิ้วไปด้วยเสมอ) ไปวางบนรถสาลี่ก่อนเป็นอย่างแรก นายยุทธก็ช่วยหิ้วห่อกระดาษ ซึ่งเป็นของที่ผมซื้อที่บ้านโป่งนี้เอง มีทั้งมุ้งหมอน ผ้าห่ม เสื้อผ้าใส่อยู่กับบ้าน สบู่ ยาสีฟัน และของจำเป็นอีกหลายอย่าง พร้อมกับหนังสือเรียนที่ซื้อมาจากโรงเรียน ตอนที่ไปสมัครเข้าเรียนต่อ อีกห่อใหญ่
          เมื่อเอาของขึ้นรถสาลี่หมดเรียบร้อยแล้ว ผมจัดแจงมาช่วยนายยุทธ เข็นรถ แต่นายยุทธบอกว่า ไม่ต้องหรอก เราเข็นคนเดียวก็ไหว เดินมาเฉยๆก็แล้วกัน  แล้วนายตุย นายยุทธกับผม ก็เดินกันไป ออกมาจากร้านทองได้หน่อยหนึ่ง ก็เลี้ยวซ้ายเข้าไปตามถนนลูกรังสีแดง ขรุขระ กระโดกกระเดก สองข้างทางนั้น เมื่อออกจากตลาดมาก็มีบ้านบ้าง ห้องแถวไม้ให้เช่าบ้าง ต่อมาก็เป็นต้นไม้ พุ่มไม้เสียส่วนใหญ่ ไม่ค่อยมีบ้านคนแล้ว 
 

          ห่างจากตลาดมาได้สักประมาณ ๑ กิโลเมตรเห็นจะได้ มองไปข้างหน้า เป็นดงต้นมะพร้าว อยู่ทางด้านซ้ายมือ ต้นมะพร้าวขึ้นกันอย่างหนาแน่นมาก คงจะมีประมาณ หลายร้อยต้น สถานที่ดงมะพร้าวนี้ คงจะเป็นที่ของใครสักคนหนึ่ง มีพื้นที่ประมาณ ๒ -๓ ไร่ เห็นจะได้ พื้นที่นี้เป็นรูปยาวเหมือนสี่เหลี่ยมผืนผ้า เราทั้งสามคน เดินกันมาถึงบ้านญาตินายตุย บ้านที่ซึ่งนายตุยบอกว่าจะให้ผมมาอยู่กับเขาและบอกผมว่าเป็นญาติกัน   บ้านหลังนี้เป็นบ้านชั้นเดียว หลังคามุงสังกะสีลอนใหญ่  ดูเก่าๆ เหมือนว่าจะปลูกมาหลายปีแล้ว  อยู่ตรงกันข้ามกับสวนมะพร้าวพอดี (ในตอนหลังจึงทราบว่า คนทั่วไปเรียกตรงนี้ว่า ดงมะพร้าว )  นายตุย เดินเข้าไปข้างใน แล้วสักครู่ก็มี หญิงคนหนึ่งอายุสักประมาณ  ๓๕ ปี ผิวขาว ผมยาวประบ่า  แต่งกายเหมือนชาวบ้านธรรมดา เดินออกมาพร้อมกับนายตุย พอมาถึงผม นายตุยก็บอกว่า นี่น้าฟ้า พร้อมกับชี้มือไปที่ผู้หญิงคนนั้น 
         ผมยกมือไหว้ นายตุยบอกผมต่อว่า ฉันจะให้ เก้วอยู่กับเขานะ อยู่ที่นี่แหละ ไม่มีอะไรวุ่นวายหรอก เขามีลูก สองคนก็ โตๆ กันแล้ว ดูเหมือนว่าจะรุ่นราวคราวเดียวกับ เก้ว นี่แหละ และอีกอย่างอยู่ใกล้โรงเรียนด้วย ข้ามทางรถไฟไปถึงโรงเรียนแล้ว พูดพร้อมกับ ชี้มือไปทางด้านหลังของบ้าน  ผมคิดว่า ให้ผมมาอยู่ที่นี่หรอกหรือ ใจจริงคิดว่าไม่อยากมาอยู่เลย แต่เมื่อเขาตั้งใจแล้วผมก็เลยตามเลย คงไม่มีอะไรหรอก แล้วถ้าเราอยากจะส่งข่าวไปบอกพ่อของเราที่โรงเลื่อย ก็เพียงแต่เดินออกไปที่ตลาด แล้วไปที่ร้านทอง ให้ลุงตุยติดต่อให้พ่อของเรารู้ ก็หมดเรื่อง
          ขณะที่กำลังคิดอยู่นี้  ได้ยินเสียงลุงตุยบอกยงยุทธว่า ให้เอาของ เก้วมัน เข้าไปในบ้านด้วย ผมได้ยินดังนั้น ก็รีบเดินไปคว้าเอา หีบหนัง ที่อยู่บนรถสาลี่ ขึ้นมาถือไว้ แล้วเดินตามนายตุย และผู้หญิงคนนั้นเข้าไปในบ้าน ส่วนยงยุทธเดินตามหลังหิ้วของ อีกหลายถุงมาติด ติด เมื่อเข้ามาภายในบ้านแล้ว ยงยุทธบอกเตี่ยของเขาว่า  ฉันกลับไปก่อนนะ หมดธุระของฉันแล้ว นายตุยบอกว่า เออ ไปเถอะ
          เมื่อเข้าไปภายในบ้านแล้ว มันมืดๆ อย่างไรชอบกล คงจะเป็นบ้านชั้นเดียว หลังคามันเตี้ยมากๆ มันจึงดูเหมือนแสงแดดเข้าไม่ได้มาก  เขาเปิดไฟ นีออน หลอดยาวขนาด ๔๐ วัตส์ ที่ติดอยู่ตรงกลาง บ้านแล้ว ค่อยสว่างขึ้นหน่อย  บ้านหลังนี้เขากั้นห้องแบ่งเป็น สองห้อง ถัดออกไปทางหลังบ้านนั้น เป็นครัว ที่ประกอบอาหาร แล้วเลยครัวไปหน่อย ก็จะทะลุไปหลังบ้าน  ที่ตรงหลังบ้านริมรั้วนั้น มีคอกหมู ผมเห็นไม่แน่ชัดว่าจะมีหมูที่เขาเลี้ยงไว้สักกี่ตัว แต่เป็นหมูใหญ่ๆ ทั้งนั้น
          ลุงตุยยังนั่งคุยกับ น้าฟ้าอีกพักใหญ่ๆ ส่วนใหญ่ที่ผมได้ยินเพราะว่านั่งอยู่ตรงนั้นด้วย เป็นการฝากฝังผมให้น้าฟ้าดูแลผมให้ดี มีอะไรขัดข้อง หรือต้องการอะไรให้ไปบอกลุงตุยด้วย  ลุงตุย ว่า เด็กคนนี้ไม่ใช่คนอื่นไกล เป็นลูกของเพื่อนฉันที่รักกันมากเมื่อสมัย เป็นเด็กๆที่อยู่ที่โพธาราม เพราะฉะนั้นฟ้าก็คิดว่า เขาเป็นลูกหลานคนหนึ่งเหมือนกันนะ
          แล้วลุงตุยก็หันมาทางผมแล้วว่า เก้ว ฉันเอาตังค์ ที่เตี่ยแกฝากไว้เป็นค่าใช้จ่าย  ๕๐๐ บาทนี้ ให้กับน้าฟ้าไว้นะ ต้องการใช้ตังค์ซื้ออะไรละก้อ บอกเขาได้เลย  ผมเห็นลุงตุย ยื่นแบ๊งค์ ร้อย หลายใบให้กับน้าฟ้าไป แล้วลุงตุย ก็พูดว่า เก้ว ฉันกลับก่อนนะ แล้วว่างๆ จะมาหาอีก แล้วลุงตุย ก็เดิน ออกจากบ้านหลังนี้ไป ...............

                 

                               โปรดติดตามตอนต่อไป เรื่องราวในดงมะพร้าว  ที่นี่เร็วๆนี้

 

จำนวนผู้เข้าชม: 1965
ความเห็น (0)Add Comment

เขียนแสดงความเห็น
อนุญาติให้เฉพาะสมาชิกเท่านั้นที่สามารถเขียนแสดงความเห็นได้ โปรด Login หรือ ลงทะเบียน

busy
 
คุณ ๆ ที่แวะเข้ามาชมเวบเจ็ดเสมียน มีอายุเท่าไรกันบ้างครับ
 
เวบเพื่อนบ้าน
เรารักสุพรรณฯ
จำนวนผู้เยี่ยมชม
 วันนี้143 
 เมื่อวานนี้142 
 สัปดาห์นี้1056 
 เดือนนี้3560 
 ทั้งหมด651836 

(C) Fliesenstadt
ผู้ที่กำลังใช้งาน
เรามี 51 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
เรื่องใหม่