ความหลังที่ยังไม่ลืม

เรื่องราวเก่า ๆ ของชาวตลาดเจ็ดเสมียน

                  เรื่องราวของชาวเจ็ดเสมียน

                       ๕๔ ปี ที่ยังไม่ลืม


          โต๊ะเตะบอลนี้ ที่จริงจะเรียกว่าโต๊ะก็ไม่ถูกต้องนัก ต้องเรียกว่าตู้จึงจะถูกต้องกว่า เพราะว่าตู้นี้ มีความสูงประมาณ  ๑ เมตร หรือ ๑.๒๐ เมตรเท่านั้น กว้างประมาณ ๘๐ เซนติเมตร ยาวประมาณ ๑.๒๐ เมตรเห็นจะได้ ข้างบนนั้นเขาจะทำเป็นขอบกั้นทั้งสี่ด้านสูงประมาณ  ๑๕ เซ็นต์ แล้วเขาก็เจาะรูที่ขอบนั้น เอาเหล็กกลมๆ เสียบให้โผล่ทะลุ แล้วทำตัวตุ๊กตา ติดไว้กับเหล็กนั้น ปลายเหล็กที่โผล่ออกมาด้านนอก เขาทำเป็นที่จับ เหมือนลูกบิดประตูบ้าน เอาไว้ให้คนเล่นจับ แล้วบิดมือที่ก้านนี้เพื่อเตะลูกบอล  ท่านที่เคยเห็นแล้วคงนึกออกนะครับ

         ก้านเหล็กอันแรกนั้นเขาจะติดตุ๊กตาไม้นี้ไว้ หนึ่งตัว เพื่อเป็นผู้รักษาประตู ทั้งสองด้านเหมือนกัน นอกจากนั้นก้านเหล็กอีกหลายอันเขาก็จะติดตุ๊กตา ทำเป็นเหมือน ทีมฟุตบอลที่ยืนประจันหน้ากัน วิธีการเล่นก็คือ  มีลูกกลมๆทำด้วยไม้ แทนลูกฟุตบอล ตั้งไว้ที่แถวหน้า จะให้ฝ่ายไหนเล่นก่อนก็ตกลงกัน  เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้ว
         คนที่ได้เล่นก่อนก็จะยิงลูกบอลไม้นั้น เต็มแรงหรือจะค่อยๆส่งต่อให้ตุ๊กตา ของฝ่ายเรารับลูกแล้วส่งต่อๆกันไปอีกก็ได้ เมื่อได้จังหวะแล้ว ตัวที่จับลูกได้ก็จะยิงทันทีเพื่อให้เข้าประตูคู่ต่อสู้  สรุปว่า เกมๆนี้จุดมุ่งหมายคือ ต้องยิงประตูคู่ต่อสู้ให้เข้าประตูมากที่สุด เพื่อเอาชนะกัน ถ้าเข้าก็เป็นอันว่าได้ ๑ ต่อ ๐ แล้วก็ต้องให้ฝ่ายตรงกันข้าม ตั้งลูกเล่นใหม่ เล่นกันจนกว่าจะหมดลูก โดยมากเขาจะให้เพียง ๕ ลูกเท่านั้น
         โต๊ะเตะบอลนี้มองดูแล้วก็เหมือนของเล่นสนุกๆของเด็กๆ แต่ถ้าจะมองให้ดีแล้ว มันก็เป็นการพนันอย่างหนึ่งด้วย เช่นการพนันว่าเล่นแล้วใครจะชนะ ก็วางเงินกันไป
ธันวาถามผมว่า เก้วมาทดลองเล่นกันหน่อยไหม  ผมยังไม่ได้ตอบ นายเปี๊ยกก็เอ่ยว่า ลองเล่นหน่อยน่า ตาละ ๑ บาทเท่านั้นเอง เล่นกันเล่นๆดูก่อนนะ ผมก็เลยว่า เอาทดลองดู เราไม่เคยเห็นไม่เคยเล่นมาก่อนเลย จากนั้นเราก็เล่นกัน นายเปี๊ยกมันยิงลูกบอลไม้ลูกเล็กๆ เข้าประตูผมประเดี๋ยว ก็หมดไป ๕ ลูก ก็จบเกม ผมคิดว่า นายเปี๊ยกนี้มันคงเล่นมานานแล้วมันจึงเล่นเก่งพอสมควร
         ในขณะเดียวกัน เด็กๆที่เล่นกันอยู่ใกล้ๆกันนั้นก็เล่นกันเก่ง และชำนาญมาก เกมหนึ่งจึงไม่จบง่ายๆ ต่างก็ยิงกัน ต่างก็ป้องกันๆไปอย่างเต็มความสามารถ ผมเห็นมีการพนันกันด้วย แต่ผมไม่รู้ว่าเขาจะพนันกันอย่างไร เมื่อเปี๊ยกกับธันวา เล่นกันต่ออีก สองสามเกม ก็ชวนกันกลับบ้าน ระหว่างทางเราก็คุยกันมาตลอด เปี๊ยกมันท่าทางจะเป็นคนขี้โอ่ ขี้โม้ เกี่ยวกับเรื่องเตะบอลนี้ มันบอกว่า พนันกับเด็กคนอื่นๆ ได้เงินมาใช้มากมายแล้ว ผมก็ฟังๆมัน อือ ออ ไปตามเรื่อง

        

นายแก้ว ในปัจจุบันนี้ เมื่อลูกๆ พาไปพักผ่อน ที่ชายทะเลเมื่อ เดือน มี.ค. ๕๐

ผมอยู่บ้านน้าฟ้ามาก็เกือบเดือนแล้ว ชักจะมีความคุ้นเคยในสถานที่อยู่ คุ้นเคยสิ่งต่างๆที่เปลี่ยนแปลงไปจากที่เคยอยู่ที่เจ็ดเสมียน  ผมก็ไปโรงเรียนของผมทุกวัน แต่ดูแบบผิวเผินแล้ว ดูเหมือนว่าผมอยู่ที่บ้านน้าฟ้าข้างดงมะพร้าวนี้ มีความสุขดี มีอาหารการกินดีๆ อิ่มทุกๆมื้อ แต่ความเป็นจริงแล้ว ผมคับแค้นใจจนทนเกือบไม่ไหว เพราะเหตุว่า เป็นธรรมดาที่มาอยู่ร่วมกันนานๆเข้าก็ย่อมต้องมีเรื่อง ขัดใจกัน แกล้งกัน ความคิดไม่ตรงกัน เป็นของธรรมดา
         อย่างผมกับลูกน้าฟ้าทั้งสองคนนี้ ก็กระทบกระทั่งกัน เถียงกัน ทะเลาะกัน  แหย่กัน บางทีถึงขนาดลงมือกันก็มี แต่ผมก็ไม่ได้สู้เขาหรอกครับ ผมอยู่ที่นี่ผมอ่อนแอมาก    ในบ้านหลังนี้ งานที่ต้องช่วยกันทำดังที่ได้สัญญากันไว้ เมื่อตอนที่ผมมาอยู่ใหม่ๆนั้น จะต้องช่วยกันทำทั้งสามคน เพราะว่าบ้านหลังนี้มีเด็กเพียงสามคนเท่านั้น ผู้ใหญ่ คือน้าฟ้าคนเดียว  ที่ทำงานดูแลบ้าน ทำกับข้าว ล้างชามจาน นั่นเป็นเรื่องของน้าฟ้าเขา
         น้าฟ้านั้นเมื่อตอนที่ผมมาอยู่ใหม่ๆ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุผลกลใด จึงได้พูดกับผม และดูเหมือนว่าเอาอกเอาใจผมเสียอย่างดี คอยจัดการอะไรให้ทุกอย่าง แต่เมื่อเวลาผ่านมาถึงตอนนี้ น้าฟ้าที่เคยดีกับผมนั้น ก็พูดกระโชกโฮกฮากใส่ผม  บางทีผมก็รู้ว่าแกแกล้งใช้งานผม ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร จนผมไปโรงเรียนสายทุกๆวัน ครูประกอบก็บอกว่า ให้ผมพยายามไปโรงเรียนให้ทันเวลาหน่อย เพราะว่า ในสมุดเวลามาเรียนนั้น ผมมาโรงเรียนสายทุกวัน ครูใหญ่มาตรวจดูหลายหนแล้วก็สงสัย
          แล้วผมจึงต้องเล่าให้ครูประกอบฟังว่า ที่บ้านที่ผมอาศัยอยู่นั้น เป็นอย่างไร ผมเล่าให้ครูฟังไป ผมก็ร้องไห้สะอึกสะอื้นไปด้วย ผมบอกตามตรงนะว่า ผมไม่ได้มารยาให้ครูสงสารผม แต่มันเป็นความจริง ที่ผมได้ผจญอยู่กับคนพวกนี้ ครูประกอบจึงบอกว่า จะรายงานเรื่องนี้ให้ครูใหญ่ทราบ แล้วจะหาทางช่วยเหลือต่อไป ผมก็ครับๆไปอย่างนั้นเอง เพราะว่าครูประกอบจะมาช่วยเหลือผมอย่างไรได้
         ส่วนไอ้ธันวา กับไอ้เปี๊ยกน้องมันนั้น (ตอนนี้ผมเรียกมันว่า ไอ้ แล้ว เพราะเหตุว่า อยู่กันนานคุ้นกันแล้ว และมีเรื่องระหองระแหงกันบ่อย) ปฐมเหตุเริ่มต้นที่ผมและสองพี่น้องนี้จะไม่ลงรอยกันจนถึงขั้นรุนแรงกันในตอนหลังนั้น เริ่มต้นแต่เพียงนิดเดียว คือว่ามีอยู่วันหนึ่งเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ไอ้เปี๊ยกมันมาชวนผมให้ไปเล่นโต๊ะเตะบอลกัน ที่หลังดงมะพร้าว แถวๆที่ผมเคยไปกับมันมาครั้งหนึ่งแล้ว
         แต่ครั้งนี้ ผมไม่อยากไปเพราะผมไม่อยากเล่น และก็เล่นไม่ค่อยเป็นด้วย ผมจึงปฏิเสธมันไป แค่นี้เองทำให้มันโกรธผมเป็นอันมากหาว่าแค่นี้ไปด้วยกันก็ไม่ได้  ไอ้เปี๊ยกมันเลยว่า ถ้ามึงไม่ไปก็ไม่เป็นไร กูขอยืมตังค์มึงสัก ๑๐ บาทนะ แล้วกูจะรีบคืนให้  ผมก็บอกว่าผมไม่มี ก็รู้ๆกันอยู่ จะไปโรงเรียนยังไม่มีตังค์ซื้อขนมกินเลย ธันวาก็เลยพูดขึ้นว่า มึงก็ไปเบิกเอาที่แม่กูซี ผมก็บอกว่า กูไม่กล้าหรอก ถ้าแม่มึงถามกูว่าจะเอาสตางค์ไปซื้ออะไร แล้วจะให้กูบอกว่ายังไง กูไม่เอาด้วยหรอก มึงจะไปของมึงก็ไปเลย กูจะไปเข็นข้าวหมูแล้ว
          แค่นี้เองน่าจะเป็นต้นเหตุที่ ไอ้สองคนพี่น้องนี้ มันโกรธผมเสียยกใหญ่ ผมคิดว่าเมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว ตราบใดที่ผมยังอาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้ผมก็จะต้องระวังตัวให้มากกว่านี้มากๆ และนับแต่นั้นมาไอ้สองคนนั้นมันไม่มีพูดอะไรดีๆกับผมเลย มีอะไรนิดหน่อยมันก็ไปฟ้องแม่มัน น้าฟ้าเขาก็มาว่าผมโดยไม่ถามไม่ฟังเสียง ผมจะบอกอย่างไรก็ไม่ฟังเลย หาวาผมเถียงผู้ใหญ่ผมก็ต้องเป็นฝ่ายผิดอยู่วันยังค่ำ

        

ไอ้เหม่ง (คะนอง คุ้มประวัติ)  นั่งยิ้มอยู่กับพี่สาวและน้องชายของมัน

        อย่างเช่นมีอยู่วันหนึ่ง เกือบค่ำแล้ว ผมบังเอิญเห็นกับตาตัวเองเลย ว่าไอ้เปี๊ยกมันเปิดตู้กับข้าว แล้วหยิบเอานมข้นกระป๋อง ที่น้าฟ้าแกเอาไว้ชงกับกาแฟของแก (ที่บ้านนี้ไม่มีตู้เย็น ไว้เก็บอาหาร) ขึ้นมาจ่อที่ปากแล้วดูดกินทั้งข้นๆอย่างนั้น หวานก็หวาน ไอ้เปี๊ยกมันกินไปได้อย่างไรของมัน มันดูดไปสักครึ่งกระป๋องเห็นจะได้ พอเสร็จแล้ว มันก็เอากระป๋องนมนั้นยัดกลับคืนเข้าไว้ในตู้กับข้าวที่เดิม มันหันมาเห็นผมพอดี แต่ไม่ได้พูดอะไรกัน แล้วมันก็ผลุนผลัน เดินออกจากบ้านเข้าดงมะพร้าวหายลับไป
          รุ่งขึ้นเช้า ผมตื่นขึ้นมาแล้ว ต้องโพงน้ำจากบ่อมาใส่ในห้องน้ำให้เต็ม เมื่อเต็มแล้ว ผมก็จัดแจงอาบน้ำ กินข้าวแล้วจะไปโรงเรียน ได้ยินเสียงน้าฟ้าเรียกผมมาจากในครัว ผมเดินเข้าไปดู เห็นตู้กับข้าวเปิดอยู่ น้าฟ้าแกยืนอยู่หน้าตู้กับข้าวนั้นหันมาทางผมตาเขียว แล้วตวาดใส่ผมทันทีว่า ไอ้เก้ว แกแอบเอานมในกระป๋องนี่ไปกินหรือ ผมบอกว่าผมเปล่า ผมไม่รู้เรื่องเลย  น้าฟ้าว่า ก็ไอ้เปี๊ยกมันบอกฉันเมื่อเช้านี้ก่อนที่มันจะไปโรงเรียนว่า มันเห็นแกกินนมในกระป๋องนี้อยู่  ผมก็เลยบอกว่า ก็ไอ้เปี๊ยกนั่นแหละมันกิน ผมเห็นมันกินเมื่อค่ำวานนี้ผมเห็นกับตาเลย แล้วต่อจากนั้นผมจะพูดอย่างไรน้าฟ้าก็ไม่ยอมฟัง แกเชื่อลูกของแกโดยไม่มีการถามไถ่กันเสียก่อน แถมหาว่าผมเถียงคำไม่ตกฟากเสียอีก

         แกโมโหจัด คว้าได้เข็มขัดนักเรียนเก่าๆเส้นหนึ่ง ฟาดมาที่ผมตรงหัวไหล่ หางของเข็มขัดตวัดเข้ากลางหลังผมพอดี ผมร้องไห้ลั่นแล้ววิ่งหนีออกจากประตูบ้าน ไปทางดงมะพร้าว ผมได้ยินเสียงน้าฟ้าตะโกนไล่หลังผมมาว่า มึงจะหนีไปไหนไม่พ้นกูหรอก ไอ้ตะกละ (น่าจะหมายความว่า อยากกินของคนอื่นเขา)
         แต่ผมก็วิ่งหนีเข้าดงมะพร้าวไปเสียแล้ว วันนี้ผมก็เลยไม่ได้ไปโรงเรียน เพราะเรื่องที่ไอ้เปี๊ยกมันขโมยนมข้นของแม่มันกิน แล้วป้ายความผิดมาให้ผมนั่นเอง เสียงเอะอะโวยวายดังลั่นของผม และของน้าฟ้า ดังไปถึงบ้านข้างเคียง ผมมองออกมาจากดงมะพร้าว เห็นเจ๊ศรี และเจ๊ม่วยคนที่รับจ้างซักรีดเสื้อผ้า ติดกับบ้านที่ผมอาศัยอยู่ เดินออกมาจากประตูบ้านของแกเดินเข้ามาพูดอะไรกับน้าฟ้าสองสามคำแล้วก็เดินกลับเข้าบ้านไป
ผมคิดว่าเจ๊ม่วยและเจ๊ศรี คงจะได้ยินเสียงผมร้อง เลยเดินออกมาถามว่าเรื่องอะไรกัน น้าฟ้าก็คงจะใส่ความผมเสียยกใหญ่เป็นแน่
          ด้วยความกลัวผมจึงแอบอยู่ในดงมะพร้าวอีกเป็นเวลานาน ในระหว่างที่ผมแอบอยู่นี้ ผมก็คิดว่า จะเอาตัวรอดจากเรื่องนี้ได้อย่างไร ผมจะทนได้นานอีกแค่ไหนที่ผมโดนรังแกอยู่อย่างนี้  ผมคิดไปร้องไห้ไป โมโหพ่อของผมที่เรื่องอะไรกันจึงได้เอาผมมาปล่อยไว้อย่างนี้ พ่อของผมเขาเชื่อใจลุงตุยจนเกินไป ที่รับปากว่าจะดูแลผมเป็นอย่างดี คิดวนไปวนมาก็ไม่รู้จะทำอย่างไร
          จะออกจากดงมะพร้าวไปก็กลัวว่าจะโดนฟาดด้วย สายเข็มขัดอีก นึกถึงตาผ้าขาวที่บ้าน เมื่อตอนเราจากมายังมองดูแล้วอธิฐานขอให้ตาผ้าขาวช่วยคุ้มครองป้องกันภัยอันตรายต่างๆให้ด้วย เวลาคับขันอย่างนี้ เด็กๆอย่างผมก็คิดเรื่อยเปื่อยไปถึงสิ่งศักดิ์สิทธ์ทั้งหลาย

         เกือบสามโมงเช้าแล้ว ผมได้ยินเสียงคนมากกว่า หนึ่งคนเดินก้าวสวบๆ มาในดงมะพร้าว เข้ามาทางผม ผมตกใจจนตัวสั่นคิดว่าพวกน้าฟ้านั่นแหละ คงจะเข้ามาเอาตัวผมไปตีอีก มองเห็นแต่ไกล เป็นลุงตุยนั่นเองเดินนำหน้าน้าฟ้าเข้ามาทางผม ที่นั่งหลบอยู่ตรงโคนต้นมะพร้าวต้นหนึ่ง ดังที่ได้บอกไว้ในตอนแรกแล้วว่า ลุงตุยนี้โดยมากมักจะมาที่บ้านหลังนี้ในเวลากลางวัน ในวันนี้จึงเป็นเวลาที่เหมาะเลยที่น้าฟ้ากำลัง ไล่ตีผมอยู่ทีเดียว
          เมื่อมาถึงผม ได้ยินเสียงลุงตุย บ่นด่าว่าน้าฟ้า ว่ามีอะไรกันก็ต้องบอก ไม่ใช่ต้องมาลงโทษกันรุนแรงแบบนี้ เมื่อตอนที่เตี่ยมันมาฝากฝังกับเฮียไว้ เฮียก็รับรองว่าจะดูแลมันอย่างดี ที่เฮียมาฝากมันไว้กับฟ้านี้ ก็คิดว่ามันจะได้มีเพื่อนจะได้ไม่เหงา แล้วพูดอะไรอีกตั้งยาวก่อนที่จะก้าวเข้ามาหาผม

         ผมเห็นหน้าลุงตุยผมก็ร้องไห้โฮขึ้นมาอีก ลุงตุยเดินเข้ามาตบไหล่ผมเหมือนจะปลอบผม  แล้วบอกว่า ไม่เป็นไรแล้ว ไม่เป็นไรแล้ว มาเถอะกลับบ้านกันดีกว่าตั้งแต่ที่ผมมาอยู่ที่บ้านโป่งนี้ผมก็เป็นเด็กที่อ่อนแอมาตลอด โดนเขาแกล้ง เขาสับ เขาโขก สารพัด ทำให้ผมกลายเป็นเด็กที่หวาดกลัว ตื่นตกใจเสมอ บางเรื่องก็กลัวโดยที่ไม่อะไรที่ต้องกลัวเลย
          ลุงตุยบอกผมว่า เก้ว กลับบ้านเถอะ ไม่มีอะไรแล้ว น้าฟ้าเขารู้เรื่องแล้ว แล้วผมก็เดินตามลุงตุยกลับออกจากดงมะพร้าวไป ในระหว่างเดินกันมานั้น ลุงตุยก็บ่นว่าน้าฟ้าอย่างหนักๆ และบอกย้ำไว้ด้วยว่า มีเรื่องอะไร ต้องบอกลุงตุยก่อน ทำอย่างนี้ไม่ได้เด็ดขาด ถ้าเตี่ยมันรู้ว่า เราเลี้ยงมันแบบนี้เตี่ยมันจะคิดอย่างไร ผมเห็นน้าฟ้าพยักหน้าเหมือนรับรู้  ผมคิดของผมเองว่า คนอย่างน้าฟ้าจะรับรู้และเชื่อฟังหรือ มาดูกันต่อไป
         ในขณะที่เดินออกจากดงมะพร้าวนี้ผมจึงบอกลุงตุยต่อหน้าน้าฟ้าว่า อยากให้เตี่ยผมมาหาผมบ้าง และมาตกลงกันใหม่ในเรื่องที่ผมได้มาอยู่ที่นี่ เตี่ยผมจะให้เงินเป็นค่าอยู่ค่ากินกับน้าฟ้าเป็นเดือนละเท่าไรก็ว่ากันไปเลย และถ้าเตี่ยผมมาแล้วผมจะได้ขอเงินเตี่ยเก็บไว้เองบ้างจะได้ไปซื้อของกินของใช้เองโดยไม่ต้องขอน้าฟ้าอีกต่อไป ลุงตุยรับฟังแล้วก็พยักหน้า เป็นอันว่ารับรู้แล้วเรื่องนี้ ผมก็ได้แต่รอความหวังให้พ่อของผมมาหาผมบ้างเท่านั้น

         เหตุการณ์ต่างๆภายในบ้านหลังนี้ผ่านไปอีกครั้งหนึ่ง ความแข็งแกร่งและความอดทนของผมก็มีมากขึ้น เมื่อเวลาผ่านไปนานๆเข้า ผมคิดว่าทำไมผมจึงยอมให้ไอ้ธันวามันมา ตบหัวผม ทำไมจึงให้ไอ้เปี๊ยกมันมาเขกหัวผมแรงๆ เจ็บจนน้ำตาไหล มันแกล้งผมสารพัดที่จะทำ สบู่ แปรงสีฟัน ยาสีฟันของผม ที่ผมวางไว้บนหัวนอนแคร่ไม้ไผ่ที่นอนของผม มันก็แกล้งผม โดยหยิบไปซ่อนไว้ พอผมโวยวายขึ้นมามันก็ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ แล้วอยู่ๆของที่หายไปเหล่านี้ก็กลับคืนมาอยู่ที่เก่าอีก ไอ้ธันวามันก็มาตบหัวผมอย่างแรงจนคว่ำหน้าลงไปแล้ว บอกว่า ก่อนที่มึงจะโวยวายมึงต้องดูให้ทั่วเสียก่อน พวกกูโดนแม่ด่าฟรีๆมึงรู้ไหมไอ้เหี้ย มันด่าผมอย่างนี้จริงๆ

        แล้วมันกับไอ้เปี๊ยกก็ชี้หน้าคาดโทษผม ทั้งๆที่เรื่องนี้มันแกล้งผมชัดๆ ผมก็ไม่มีปัญญาจะไปฟ้องใครได้ ลุงตุยนั้นผมก็ไม่ค่อยเห็นแกมา ถ้าแกมาก็เป็นการบังเอิญที่จะไม่ตรงกับที่ผมอยู่เลย โดยเฉพาะไอ้ธันวา กับ ไอ้เปี๊ยกมันขู่ผมไม่ให้ฟ้องใครเด็ดขาด  นี่แหละบ้านโป่งที่ผมอุส่าห์ดั้นด้น มาเรียนที่โรงเรียนมีชื่อเสียง ที่พ่อผมตั้งใจให้มาเรียนที่นี่ มันเป็นอย่างนี้นี่เอง  แสบดีไหมล่ะ จะอย่างไรก็ตาม ผมจะต้องหาทางตอบโต้มันให้ได้บ้าง แม้ว่าแม่ของมันจะเข้าข้างมันทุกครั้งที่ผมมีเรื่องกับพวกมันก็ตามที แต่มันจะไหวหรือ ยังคิดอยู่.......!

         ในตอนเช้าซึ่งทุกคนก็ต้องรีบไปโรงเรียน คงมีเพียงผมเท่านั้นมั๊งที่ น้าฟ้าแกบอกว่า เก้ว เช้าวันนี้ไปเข็นน้ำกินที่ตลาดมาสักรถหนึ่งนะ ดูเหมือนว่าน้ำกินจะหมด น้าฟ้าว่า ผมก็บอกว่า หน้าที่นี้มันของ ธันวาเขานี่  น้าฟ้าบอกว่า วันนี้ไอ้วามันจะต้องรีบไปโรงเรียน ครูเขานัดทำอะไรก็ไม่รู้เขาให้มันไปเช้าๆหน่อย ไอ้เปี๊ยกก็เหมือนกัน มันก็รีบไปโรงเรียน มันไปกันตั้งแต่เช้าแล้ว
         มิน่าล่ะเมื่อตอนเช้าผมเห็น ไอ้ธันวากับไอ้เปี๊ยก รีบตื่นขึ้นมาแล้วกินข้าวแล้วก็ไปโรงเรียนเลย เดี๋ยวนี้มันไม่ค่อยพูดคุยกับผม มากนัก มันคงเอาแต่จะคอยหาโอกาสเล่นงานผมมากกว่า ผมบอกน้าฟ้าว่า น้ำนั้นต้องเข็นถึงสองคนจึงจะไหว ผมคนเดียวเข็นไม่ไหวแน่ๆ น้าฟ้าแกไม่ฟังผม แกเร่งให้ผมไปอย่างเดียว
         ไอ้ธันวานั้นนอกจากมันจะบังคับให้ผมทำอะไรแทนมัน ถ้าผมไม่ยอมทำให้มัน ไอ้ธันวามันถือว่าตัวใหญ่กว่าผม  มันจะตบผมที่หัวทางด้านหลัง ผมงี้ไม่ทันระวังตัว ก็จะคว่ำหน้าไปเลยเป็นอย่างนี้หลายหนแล้ว บางทีผมก็ร้องไห้ แล้วไปฟ้องน้าฟ้า แม่ของมัน  แม่ของมันเรียกมันมาถาม มันก็แก้ตัวไปสารพัด ทำเอาผมเป็นฝ่ายผิดไปเสียอีก ไอ้เปี๊ยกกับไอ้ธันวามันบอกแม่มันเรื่อยๆเวลามีเรื่องกันว่า ไอ้เก้ว มันเอาแต่ร้องไห้ ถูกนิดถูกหน่อยก็ไม่ได้ มันเอาการร้องไห้เป็นเกราะกำบังของมัน ไอ้ห่านี่ผมด่ามันในใจ ก็มึงนั่นแหละที่ทำให้กูต้องร้องไห้ ใช่ไหม
         แต่จริงๆแล้ว ผมก็ร้องไห้จริงๆนั่นแหละ แต่ผมน่าจะร้องไห้เพราะความคับแค้นใจต่างหาก ที่ไม่สามารถจะทำอะไรมันได้ อย่างเช่นเช้าวันนี้ น้าฟ้าพูดเหมือนบังคับให้ผมต้องไปรอน้ำที่ตลาด   แล้ว ใส่รถสาลี่ (รถรุน )จำนวน ๘ ปี๊บ น้ำมันก๊าด ท่านผู้อ่านคิดดูก็แล้วกันสำหรับเด็ก ม.๑ ตัวขนาดผมนี่ ถ้าเป็นเด็ก ม. ๕ ม. ๖ ก็ไปอย่าง ที่จริงแล้วต้องไปกัน สองคนจึงจะไหว แล้วอย่างนี้ไม่เรียกว่าน้าฟ้าแกแกล้งผม ก็ไม่รู้ว่าจะว่าอย่างไรแล้ว
         วันนั้นผมรุนรถเปล่าพร้อมปี๊บอีก ๘ ใบ เข็นรถสาลี่ไปตามถนนลูกรังเป็นฝุ่นสีแดง เข้าไปในตลาดเพื่อไปเอาน้ำ ที่ร้านทำทอง ของลุงตุย ในระหว่างทางที่ผมเดินไปนั้นผมก็คิดไปตลอด ว่าทำไมผมต้องมาอยู่ที่นี่ด้วย แล้วพ่อของผมตั้งแต่โรงเรียนเปิดใหม่ๆนั่นที่ได้มาหาผม จนบัดนี้ก็นานเป็นเดือนแล้ว ไม่ได้มาหาผมอีกเลย ทั้งๆที่โรงเลื่อยก็อยู่ไม่ไกล เห็นลุงตุยบอกว่า ประมาณ ๒ กิโล เท่านั้นเอง พ่อผมเคยบอกว่า จะฝากเงินไว้กับน้าฟ้า แล้วเวลาจะใช้ซื้ออะไรก็เบิกเอากับเขาก็แล้วกัน

        วันนั้นผมรอน้ำก๊อกที่ร้านลุงตุย เต็มทั้ง ๘ ปี๊บแล้ว  ในขณะที่รอน้ำนั้น ยงยุทธลูกลุงตุย ที่อายุ เท่าๆกับผม เรียนอยู่ที่โรงเรียน รัตนราษฎร์บำรุง ชั้น ม. ๑ ก็มายืนคุยและช่วยผมยกปี๊บน้ำขึ้นรถด้วย ยงยุทธ ถามว่า ไอ้สองคนนั้น มันรังแก เก้วมากนักหรือ เห็นเตี่ยบอกว่าอย่างนั้น นี่ก็แสดงว่าลุงตุยก็รู้เรื่องบ้างเหมือนกัน ผมก็บอกนายยุทธ ไปว่า เราก็ไม่รู้ว่ามันเป็นเพราะอะไรนะ อยู่ๆก็เหมือนร้ายใส่กัน ทั้งๆที่เมื่อมาอยู่ใหม่ๆ ก็ดีกับเราเหลือหลาย  นายยุทธว่า เราว่าแล้วไง ระวังมันหน่อยก็แล้วกัน เตี่ยเราเลี้ยงพวกมันมานานแล้วก็ไม่เชื่องสักที ไอ้พวกชาติชั่ว นายยุทธเขาก็เปรียบเทียบพวกมันเหมือนหมาไปนั่นเลย

         ผมขอเล่าเพิ่มเติม นอกเรื่องของผมสักนิด นายยุทธนั้น เมื่อตอนที่พวกนี้ย้ายมาจากบ้านเดิมของมัน   คือที่ปักษ์ไต้นั้น  ตอนแรกก็ลักษณะเดียวกับผมเลย คือพูดคุยกันดี มีอะไรก็คุยกันเหมือนเป็นพี่น้องกัน พอนานๆเข้า ก็ขัดแย้งกัน จนกระทั่งโกรธกันไปในที่สุด นายยุทธนั้นเคยมีเรื่องทะเลาะกับ ไอ้ธันวาและไอ้เปี๊ยกหลายครั้ง ถึงขนาดชกต่อย และเอาไม้รวกไล่ตีกันมาแล้ว แต่นายยุทธนั้น ไม่ได้เกรงกลัวอะไรพวกนี้เลย เรียกว่าใจถึงกว่า ดึงไม้รวกจากรั้วได้ไล่ตีพวกไอ้วาเสีย หนีแทบไม่ทัน จากนั้นมาก็ไม่ถูกกันเลย หาโอกาสแก้แค้นกันอยู่เสมอ

         เมื่อรอน้ำเสร็จเรียบร้อยแล้ว ผมก็จัดแจงเข็นรถสาลี่คันที่บรรทุกน้ำเต็มนี้ หันหัวไปทางดงมะพร้าวอย่างเดิม ลุงตุยเดินมาเห็นพอดี ก็เลยบอกให้ยุทธช่วยไอ้เก้ว เข็นน้ำหน่อย ยงยุทธก็รับคำ แล้วผมกับยงยุทธ ก็ช่วยกันเข็นน้ำนั้น พอจะถึงบ้านน้าฟ้า ยงยุทธมันขอกลับไปก่อน มันไม่อยากไปที่บ้านนั้น และมันต้องรีบไปโรงเรียนด้วย
         เมื่อผมถึงบ้านแล้ว ก็ต้องยกน้ำเหล่านั้นเทใส่โอ่งอีก จึงเสียเวลามาก เหนื่อยก็เหนื่อย โรงเรียนก็ไปไม่ทันแล้ว เสร็จแล้วผมก็รีบอาบน้ำ กินข้าว  น้าฟ้าบอกว่าวันนี้เอาข้าวใส่ปิ่นโตไว้ให้แล้วนะ ไม่มีอะไรกิน ให้ไข่ต้มไปลูกหนึ่งและเอาน้ำปลาเหยาะไปให้เท่านั้น จากบ้านไปโรงเรียนก็เดินไป ไม่ต้องเสียสตางค์ขึ้นรถ น้าฟ้าก็เลยไม่ให้สตางค์ผมไปโรงเรียนเลยแม้แต่บาทเดียว

         ผมก็ยังสงสัยว่าเงินของผมอยู่ที่น้าฟ้าอีกหลายบาท แล้วเงินที่พ่อผมฝากลุงตุยไว้ ๕๐๐ บาท (เป็นเงินเมื่อ ๕๐ กว่าปีมาแล้ว ค่าของเงินเดี๋ยวนี้ ผมคิดว่าน่าจะหลายพันบาท) เมื่อคราวที่มาอยู่ใหม่ๆนั้น ผมเห็นลุงตุยก็ยื่นให้น้าฟ้าไปแล้ว น้าฟ้าเอาไปทำอะไรหมด จึงไม่ได้ให้เงินผมไปโรงเรียนบ้างเลย เมื่อผมไปโรงเรียนนั้น ผมสังเกตเห็นเด็กที่มาเรียนทุกคนมีแต่ความร่าเริงแจ่มใส เข้าคิวกันซื้อของกินในเวลากลางวัน
          ส่วนผมมีแต่ความทุกข์ รันทดใจ กังวลใจในเรื่องที่บ้าน ตอนพักกลางวันผมแอบไปกินข้าวที่ใส่ปิ่นโตเล็กๆ ๒ ชั้นมาจากบ้าน กับไข่ต้ม ๑ ลูก  ที่ริมรั้ว จำได้ว่าเป็นร่มของต้นไม้ใหญ่ คิดว่าน่าจะเป็นร่มเงาของต้นก้ามปู แม้แต่สตางค์สักบาทเดียวก็ไม่มีซื้อน้ำกิน ผมต้องไปกินน้ำที่ไต้ถุนตึก อำนวยการ ที่นั่นเขาจะมีตู้น้ำ เวลากดแล้วน้ำจะพุ่งขึ้นมา แล้วเอาปากรอกิน ผมกินน้ำแล้ว ก็ดูเหมือนมันอิ่ม

          แต่ความอยากกินอย่างอื่น ตามประสาเด็กที่เห็นคนอื่นเขากินก็ยังมีอยู่ ผมมองดูเด็กอื่นๆ เขาซื้อไอครีมแท่ง แล้วกัดกินเลียกินด้วยความเอร็ดอร่อย ผมก็อยากกินอย่างนั้นบ้าง แต่ผมไม่มีสตางค์เลยแม้แต่บาทเดียว ก็ต้องอดเอาเป็นของธรรมดา คราบของความเป็นเด็กเจ็ดเสมียนที่เคยแจ่มใส แข็งแรงไม่เหลือเลย หดหู่อย่างเห็นได้ชัด
         แล้วก็คิดถึงแม่และพี่น้องของผมที่อยู่ที่เจ็ดเสมียน  จะหาทางอย่างไรที่จะกลับบ้านก็ไม่ได้แล้ว อย่างแรกคือไม่รู้ทางเลยว่าจะกลับไปเจ็ดเสมียน จะไปอย่างไร และคิดว่าถ้าสมมุติว่ากลับเจ็ดเสมียนได้ เวลานี้ก็จะกลายเป็นเรียนครึ่งๆกลางๆ อย่างน้อยก็ต้องทนอยู่ให้สอบไล่ปลายปีเสียก่อน เมื่อนั้นค่อยคิดหาทางกลับ แต่จะเป็นอย่างไรต่อไปกาลเวลาเท่านั้นที่จะบอกได้เมื่อเวลานั้นมาถึง
         เวลานี้ก็กลางเดือนมิถุนายนแล้ว ฝนก็เริ่มตกชุกมากขึ้นเรื่อยๆ ผมมาอยู่ที่บ้านโป่งนี้ได้เดือนกว่านิดหน่อย พ่อผมก็เคยมาหาผมครั้งเดียวเมื่อ อาทิตย์แรกที่โรงเรียนเปิดเท่านั้น พ่อผมคงคิดว่า ผมคงไม่ได้รับความลำบากอะไร เงินก็ฝากเอาไว้ให้ตั้งเยอะแล้ว ผมคงเบิกเอาไปใช้ซื้อกินเวลาไปโรงเรียนบ้างและซื้อของใช้ที่จำเป็น เงินที่ฝากไว้คงจะได้ใช้ไปอีกเป็นเวลานาน

          ผมอยากติดต่อกับพ่อของผมที่โรงเลื่อยปากแรดบ้าง จะบอกเขาทุกอย่างที่ผมได้รับอยู่นี้ แต่ไม่รู้ว่าจะติดต่อได้อย่างไร อยากจะไปหาพ่อของผมที่โรงเลื่อยด้วยตัวเอง แต่คิดแล้วคงไม่มีโอกาส  น้าฟ้าก็คงจะไม่ให้ผมไปอย่างแน่นอน ...........!

                                              

                                  โปรดติดตามตอนต่อไป  ในเร็วๆนี้ ที่นี่ที่เดียว


จำนวนผู้เข้าชม: 1661
ความเห็น (0)Add Comment

เขียนแสดงความเห็น
อนุญาติให้เฉพาะสมาชิกเท่านั้นที่สามารถเขียนแสดงความเห็นได้ โปรด Login หรือ ลงทะเบียน

busy
 
คุณ ๆ ที่แวะเข้ามาชมเวบเจ็ดเสมียน มีอายุเท่าไรกันบ้างครับ
 
เวบเพื่อนบ้าน
เรารักสุพรรณฯ
จำนวนผู้เยี่ยมชม
 วันนี้165 
 เมื่อวานนี้162 
 สัปดาห์นี้327 
 เดือนนี้4095 
 ทั้งหมด652371 

(C) Fliesenstadt
ผู้ที่กำลังใช้งาน
เรามี 81 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
เรื่องใหม่