ไฟไหม้ ตลาดบ้านโป่ง ๑

เรื่องราวเก่า ๆ ของชาวตลาดเจ็ดเสมียน

 

      ในตอนเช้าวันที่ก่อนที่โรงเรียนจะเปิดเทอมใหม่ ผมก็ซ้อนท้ายรถจักรยาน พ่อของผมก็ถีบ จักรยานไปส่งผมที่บ้านน้าฟ้าเลยทีเดียว เมื่อผมมาถึงบ้านน้าฟ้าที่ดงมะพร้าวแล้ว พ่อก็เข้าไปคุยกับน้าฟ้าสักประเดี๋ยวหนึ่ง เท่ากับว่าฝากผมให้น้าฟ้าดูแลให้ด้วย พ่อคงจะบอกเป็นพิธีเท่านั้น แต่เรื่องรายละเอียดต่างๆ ที่ผมได้มาอยู่ที่นี่ พ่อคงคุยกับลุงตุยไว้หมดแล้ว

   ไม่นานพ่อผมก็ถีบจักรยานจากไป แกบอกว่าจะไปหาลุงตุยสักหน่อย ผมเอากระเป๋าใส่เสื้อผ้าลูกเล็ก ที่ผมใส่เสื้อผ้าไปอยู่ที่โรงเลื่อยเสียหลายวัน กลับเข้าไปวางบนแคร่ไม้ไผ่ น้าฟ้าก็ซักถามผม ถึงเรื่องไปอยู่กับพ่อของผมที่โรงเลื่อย ผมก็ตอบไปเฉพาะที่เขาถามมาเท่านั้น  ผมย้อนกลับมาอยู่กับน้าฟ้าครั้งใหม่นี้ น้าฟ้าแกเพิ่มกิจกรรมของแกอีกอย่างหนึ่ง คือ ทอดกล้วยทอด (ที่เขาเรียกกันว่ากล้วยแขกนั่นแหละ) ขายที่ริมถนนหน้าประตูบ้านนั่นเอง จะเป็นความคิดของใครก็ไม่รู้ แต่กิจกรรมอันนี้ทำความลำบากให้กับผมอีกเป็นอันมาก          

   เดี๋ยวนี้งานของผมที่แน่นอนนั้นก็คือ ต้องตัก (โพง) น้ำให้เต็มที่อาบน้ำ ต้องตักน้ำใส่ถังที่ใช้สำหรับเลี้ยงหมู ต้องตักน้ำในบ่อขึ้นมา ใส่โอ่ง สำหรับใช้ซักล้างต่างๆในบ้าน แล้วยังแถม บางทีนานๆเหมือนกันที่ต้องเข็นรถสาลี่ไปในตลาดที่บ้านลุงตุย เพื่อเอาน้ำประปา มาใช้กิน นอกจากนั้นก็มีงานเล็กๆน้อยๆภายในบ้านอีกจิปาถะ  ผมยังเคยคิดว่า นี่ผมมาเรียนหรือมาทำงานกันแน่  แต่ก็เพียงแต่คิดได้เท่านั้น จริงๆแล้วก็คือต้องทำอย่างนี้ ตราบใดที่ยังอยู่ที่บ้านหลังนี้

    ส่วนพวกไอ้ธันวากับไอ้เปี๊ยกนั้น ในฐานะที่เขาเป็นลูก เขาก็เลยมีการยืดหยุ่นกันบ้าง งานจริงของพวกมัน ก็คือ เข็นข้าวหมู แล้วก็ต้มปลายข้าวให้หมู บางทีก็หั่นหยวกกล้วย อาบน้ำหมู  แล้วก็เลี้ยงหมูก่อนแล้วถึงไปโรงเรียน  งานเล็กๆน้อยๆ พวกมันไม่ค่อยหยิบฉวยให้กับแม่มันหรอก เอะอะก็เรียกผม  อย่างเช่น น้าฟ้าบอกว่า ให้ไอ้เปี๊ยกมันไปซื้อ พริกแกงเขียวหวานให้สักหน่อย เมื่อตอนไปตลาดซื้ออุปกรณ์ในการแกงเขียวหวานแล้ว แต่ลืมซื้อพริกแกงเขียวหวาน ร้านขายกับข้าว ก็อยู่แถวๆร้าน โต๊ะเตะบอล ซึ่งอยู่อีกฟากหนึ่งของดงมะพร้าวนั่นเอง แต่มันไม่ยอมไป มันบอกว่ากำลังทำการบ้านอยู่ให้ผมไปแทน น้าฟ้ายังไม่ได้ออกปากบังคับอะไรมันเลย ดันหันมาตะโกนเรียกผมให้ไปซื้อแทนเสียนี่   เวร....! จริงๆ นี่เป็นตัวอย่างเล็กน้อยนะครับ

    กิจการทอดกล้วยทอดขายที่ประตูรั้วหน้าบ้านนั้น ในวันหยุด ผมเคยออกมายืนดูน้าฟ้าแกขายกล้วยทอด แกก็ขายดีเหมือนกัน ทอดตอนประมาณ 3 โมงเช้า เพราะว่าต้องทำอะไรๆในบ้านให้เสร็จเสียก่อน แล้วก็ทอดขายเรื่อยไป จนบ่ายหน่อยก็ขายหมดแล้ว คนที่มาซื้อกินก็คนที่เดินผ่าน และคนในหมู่บ้านข้างดงมะพร้าวนั่นเอง ฝีมือในการทอดกล้วยทอดของน้าฟ้าก็ไม่เลว มีรสดี เค็มๆนิดหน่อย แทนที่จะหวานอย่างเดียว  ในขณะที่ปรุงแป้งกัน ในตอนเช้ามืด ที่โม่แป้ง และใส่ส่วนผสมต่างๆจนหมดแล้ว น้าฟ้าแกก็จะเติมน้ำปลา เข้าไปพอสมควร ก็ น้ำปลาที่ใช้ในการทำกับข้าวนี่แหละครับ  แกบอกว่าจะต้องให้มีกลิ่นคาวๆของน้ำปลาบ้าง มันจึงจะอร่อย นี่คือสูตรเฉพาะตัว ของน้าฟ้าเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๗ เขานะครับ

    ในตอนนี้ผมจะบอกส่วนผสม กล้วยทอด ของน้าฟ้าเสียก่อนเท่าที่ผมจำได้นะครับ มีแป้งข้าวเจ้า แป้งสาลีนิดหน่อย (นิดหน่อยเท่านั้น) ผงฟู งาขาวคั่ว  มะพร้าวขูดแล้ว น้ำตาลปี๊บ  หัวกะทิ (ก็คั้นเอาจากมะพร้าวที่ขูดแล้ว นั่นแหละครับ)  น้ำปูนใส และกล้วยน้ำว้าที่จะเอาลงทอดเป็นกล้วยทอดนั้น ก็คัดเอาลูกที่เหลืองแล้ว เหลืองจนดำแล้วไม่เอา ทอดแล้วมันจะเละ ดิบเกินไปก็ไม่ดี แข็งมาก มีรสฝาดด้วยกินไม่เข้า ในปัจจุบันนี้ผมเห็นกล้วยทอดบางเจ้า เอากล้วยที่ดิบๆมาทอดก็มี แม่ค้าคนที่ทอดนั้นบอกว่า มีคนนิยมกินแบบแข็งๆ ก็มีมาก เฮ้อ  เป็นไป   ด้าย...!
        

         วิธีทำของน้าฟ้าก็คือ นำเอามะพร้าวที่ขูดแล้ว มาคั้นให้ได้ออกมาเป็นหัวกะทิเสียก่อน  เอาเกลือใส่ลงไปนิดหน่อย ตามด้วยแป้ง น้ำตาลทราย น้ำปูนไส งาขาว แล้วก็เอากากมะพร้าวที่คั้นแล้วใส่ลงไปด้วย แต่จริงๆแล้ว น้าฟ้าบอกว่าเอามะพร้าวที่ยังไม่ได้คั้น ใส่ลงไปจะดีกว่า แต่เพื่อลดต้นทุน ก็เลยเอาแค่กากใส่ลงไป ถ้าไม่ใส่กากมะพร้าวลงไปก็ไม่ได้ ครับ จะทำให้แป้ง ที่ได้นั้น เหลวเกินไป เมื่อผสมกันเข้ากันได้ดีแล้ว ก็สามารถจะเอากล้วยชุบแป้งนี้ทอดลงไปในน้ำมันได้เลย แต่เดี๋ยวก่อน อย่าลืม เหยาะน้ำปลาลงไปด้วย ดังที่ผมได้กล่าวไว้ข้างต้นนี้แล้ว แต่อย่าใส่มากเกินไปนะ เพราะเราได้ใส่เกลือไปบ้างแล้ว น้าฟ้าบอกว่า นี่มันเป็นสูตรลับของน้าฟ้าเลยทีเดียว อย่าไปบอกใครนะ พูดให้ผมฟังแล้วแกก็หัวเราะ แหะ ๆ..

    ไหนๆ เล่าเรื่องกล้วยทอดของน้าฟ้าแล้ว ก็จะเล่าให้หมดเลยซะดีกว่า หลังจากพร้อมที่จะทอดแล้ว พอถึงเวลา ๓ โมงเช้าที่น้าฟ้าจะลงมือ หาเงินมาจุนเจือครอบครัวเป็นพิเศษแล้ว น้าฟ้าก็จะเอากระทะตั้งบนเตา เทน้ำมันพืชลงไป แล้วก่อไฟ โดยใช้ฟืน ให้น้ำมันพืช ที่อยู่ในกระทะมากพอสมควรนั้น เดือดเต็มที่ ไปเรื่อยๆ

     แล้วทีนี้ก็ฝานกล้วยตามยาวของลูก สักลูกละ ๔ ชิ้น อย่าให้มากกว่านี้ มันจะเละ เพราะว่ามันไม่ใช่กล้วยดิบ เอากล้วยที่ฝานแล้วนี้ ชุบแป้งให้ท่วมทั่วทุกชิ้นที่จะทอด เวลาจะหยอดก็ต้องหยอดให้เกือบถึงน้ำมัน แล้วปล่อยลงไป เบาๆ (อย่าโยน) จะทำให้แป้งที่ชุบเอาไว้ไม่หลุดออกมา เหลือแต่ตัวกล้วย เวลาตักขึ้นมา ถ้าหยอดแรงๆ หรือโยนเอาจะไม่มีแป้งติดเลย 

   เวลาทอดนั้น ต้องคอยหมั่นกลับด้านกล้วยชุบแป้งที่ทอดนั้น มิฉะนั้นจะเหลืองไม่เท่ากัน ผิวไม่สวย หรือถ้าไม่กลับหน้าบ้างก็จะเหลืองเพียงด้านเดียวเสียหมด เวลาสุกแล้วสังเกตได้จากกล้วยมีสีเหลือง และลอยขึ้นมาก็ตักขึ้น พักไว้ที่ตะแกรงเพื่อให้น้ำมันหยดกลับคืนเข้ากระทะอย่างเดิม  นี่คือสูตรและวิธีการทอดกล้วยของน้าฟ้าที่ผมไปอาศัยอยู่ด้วยเป็นเวลานาน กล้วยทอดของน้าฟ้านั้น ตอนที่สุกแล้วกลิ่นจะหอมฉุย มีงาขาวติดที่แป้งดูน่ากิน เคี้ยวเข้าไปในปากกรอบอร่อยปาก อร่อยคอดีเหลือเกิน   

    เวลาที่แกอารมณ์ดีๆเท่านั้น แกจึงจะคุยเรื่องส่วนผสมและวิธีการทอดของแกให้ฟังเป็นคุ้งเป็นแคว แควน้อย แควใหญ่ คุยไม่มีเหลือ แต่ถ้าอารมณ์ไม่ดีละก้อเข้าไม่ติดเลยคุณเอ๋ย  น้าฟ้านี่แหละ

    ที่ผมเล่าเรื่องนี้ก็มาจากความจำเท่านั้น อาจผิด และขาดตกบกพร่องไปบ้าง ขอให้ท่านผู้รู้และมีความชำนาญในเรื่องนี้ ให้อภัยผมด้วยนะครับ เมื่อตอนที่น้าฟ้าแกนึกอยากขายกล้วยทอดใหม่ๆนั้น ผมยังคิดของผมคนเดียวว่า จะมีคนมาซื้อหรือ ไม่กี่วันก็คงเลิกไปเอง แต่นานๆไปคนที่เดินทางผ่านหน้าบ้านเราไปนั้น ก็แวะซื้อแทบทุกคน แสดงว่า น้าฟ้าแกมีฝีมือจริงๆ เมื่อน้าฟ้าทอดกล้วยแล้วอย่างนี้ ก็เป็นหน้าที่ของพวกผมก็ต้องเหนื่อยกันขึ้นมาจากเดิมอีก แต่ก่อนนั้นตื่นกันเกือบ ๖ โมงเช้าก็ได้ แต่ตอนนี้ต้องตื่นตั้งแต่ ก่อนตี ๕ เสียอีก .. เวรกรรมของไอ้เก้ว ลูกเจ็ดเสมียนแท้ๆเลย 

    เพราะต้องลุกขึ้นมาช่วยน้าฟ้าแกโม่แป้ง โม่แต่ละทีเป็นถัง แล้วก็โม่แป้งด้วยโม่แบบเก่า  ที่เป็นหินแกรนิตกลมๆ ที่พื้นหน้ามันเขาขุดเป็นร่องเส้นยาวๆเอาไว้ ทั้งอันล่างและอันบน ที่เขาเรียกว่าโม่หินนั่นแหละครับ เอามาประกบกันมีรูหยอดข้าวตรงกลาง เวลาหยอดก็หยอดไม่ได้มาก อย่างดีก็ช้อนกินข้าว แบบเก่าที่เคลือบหนึ่งช้อนเท่านั้นเอง แล้วโม่ข้าวเป็นถังกว่าจะเสร็จเล่นเอาสาย ผมกับไอ้ธันวา ไอ้เปี๊ยกผลัดกันช่วยกันโม่บ่นกันน่าดู ไม่ทำก็ไม่ได้น้าฟ้าแกก็บังคับเหลือเกิน

    ผมกับไอ้ ๒ ตัวนั้นเถียงกันทะเลาะกันบ่อย เรื่องโม่แป้งนี่  แต่เดี๋ยวนี้ผมไม่กลัวมันแล้ว ดังที่ผมเคยบอกมาแล้ว มันผลักไหล่ผม ผมก็ผลักไหล่มัน มันเงื้อมือผมก็กะสวนมันเหมือนกัน เดี๋ยวนี้มันก็รู้แล้วว่าจะข่มผมแบบเดิมๆ เหมือนเมื่อตอนที่ผมมาอยู่ใหม่ๆนั้นไม่ได้แล้ว ตัวผมโตขึ้นเยอะจากการทำงานหนัก ตัวโตกว่าไอ้ธันวาเสียอีก มิน่าล่ะตอนหลังๆนี่มันจึงไม่กล้ายุ่งกับ ยงยุทธลูกลุงตุยเลย คงแหยงมันละซี โธ่เอ๊ย..

   ผมก็อยู่ที่บ้านน้าฟ้าต่อมาเรื่อยๆดีบ้างร้ายบ้าง เอาตัวรอดในบางเรื่องบ้างไปตามเรื่อง จนเข้าเดือนกันยายน พ.ศ.๒๔๙๗ ผมขอผ่านเรื่องกระทบกระทั่ง ระหองระแหงกับไอ้ธันวา และไอ้เปี๊ยกมาเลยนะครับ เพราะว่าไม่มีเรื่องอะไรมาก การงานที่ให้ผมทำเป็นประจำนั้น ผมก็ทำของผมทุกวัน จนกระทั่งผมต้องไปโรงเรียนสายทุกวัน ครูประกอบก็เป็นห่วงผม ว่าในตอนปลายปีนี้ผมคงจะสอบไม่ผ่าน แล้วก็จะต้องเสียเวลาเรียนซ้ำชั้นอีกปีหนึ่ง

    ถึงขนาดที่ว่าในตอนเย็นวันหนึ่งนั้น ครูประกอบแกขอตามมาที่บ้านน้าฟ้าด้วย ท่ามกลางความตกใจของน้าฟ้า ในขณะที่เดินตามกันมานั้น กลางทางครูประกอบบอกว่า อยากจะให้ผมย้ายออกจากบ้านหลังนี้เสีย แล้วไปอยู่กับครูที่บ้านที่ครูเช่าเอาไว้ หลังโรงเรียนจีน ฮกเฮง ที่ไอ้เปี๊ยกมันไปเรียนอยู่นั่นแหละ ครูประกอบแกเช่าอยู่คนเดียวแกยังไม่มีครอบครัว แกขอให้ผมไปอยู่กับแกจนกระทั่งสอบเสร็จนั่นแหละ ถ้าขืนอยู่อย่างนี้สอบไม่ได้แน่ๆ แกว่าของแกอย่างนั้น 

    เมื่อมาถึงบ้านแล้วผมก็บอกกับน้าฟ้าว่า นี่คือครูประกอบครูประจำชั้นของผม ครูประกอบก็ยกมือไหว้แล้วก็คุยกับน้าฟ้าถึงเรื่องของผม ที่ครูแกเป็นห่วงมากก็คือเรื่องการเรียน น้าฟ้าแกว่า "เตี่ยของเขามาฝากเอาไว้ที่นี่ ถ้าครูต้องการแบบนั้น ก็ต้องมาขออนุญาติเตี่ยเขาเสียก่อนฉันน่ะไม่ว่าอะไรหรอก แต่ตอนนี้เตี่ยเขายังไม่ได้มาเลย ถ้ามาแล้วจะถามเขาให้และถ้าเขาอนุญาตแล้ว ก็จะให้ไปอยู่กับครูได้ทันทีไม่ต้องห่วง

  ครูประกอบนั่งคุยอยู่กับน้าฟ้าอีกนิดหน่อยก็ลากลับไป โดยมีความหวังว่าผมคงจะไปอยู่กับแกได้ เมื่อพ่อผมได้อนุญาตแล้ว แต่ในตอนหลังๆเมื่อพ่อผมมาหาผมที่นี่อีก ก็ไม่เห็นน้าฟ้าแกบอกเรื่องนี้กับพ่อผมเลย ผมเดาเอาว่า แกก็พูดกับครูประกอบไปอย่างนั้นแหละ เอาเข้าจริงแกก็ไม่ให้ผมไปหรอก เพราะว่าจะขาดคนทำงานช่วยแกไปอีกแรงหนึ่งนะซี

    วันที่ ๙ กันยายน พ.ศ. ๒๔๙๗  (1954 ) เป็นวันพฤหัสบดีในตอนเช้าอากาศแจ่มใส วันนี้ในตอนเช้าก่อนไปโรงเรียน ผมต้องไปเข็นน้ำประปาที่ใช้สำหรับกิน ที่บ้านลุงตุยในตลาดเสียก่อนจึงจะไปโรงเรียน ขากลับยงยุทธเห็นผมมาเข็นน้ำคนเดียว พอผมรอน้ำใส่ปี๊บเสร็จแล้ว ยงยุทธมันมาช่วยผมเข็นรถน้ำกลับ เพราะน้ำเปล่าๆนี้หนักกว่าข้าวหมู (เศษอาหารที่เขาทิ้งแล้ว)เสียอีก บางทีบางวันข้าวหมูได้ไม่เต็ม ๖ ปี๊บดีแต่น้ำนี้เต็มหมดทั้ง ๘ ปี๊บ แถมเอาผ้าขาวปิดข้างบนปี๊บกันน้ำหกเสียอีก เมื่อไปถึงบ้านยงยุทธมันเดินย้อนกลับไปในตลาด ผมถ่ายน้ำใส่ตุ่มเรียบร้อย เสร็จแล้วผมก็รีบกินข้าวแล้วก็อาบน้ำไปโรงเรียน

     ในวันนี้ในตอนบ่ายๆที่โรงเรียนผม เขาจะมีการประชุมครูภายในโรงเรียน ตอนบ่ายครูประจำชั้นทุกชั้นไม่อยู่ เข้าประชุมกันหมด ดังนั้น ครูประกอบบอกว่าจะปล่อยนักเรียนกลับครึ่งวัน ในตอนเที่ยงจึงไม่ต้องมาเข้าห้องเรียน ให้กลับบ้านได้หมดทุกคน นักเรียนชั้นผมจึงกลับบ้านกันหมด ผมออกจากประตูโรงเรียนแล้ว ก็เดินเรื่อยเปื่อยกลับบ้าน ระหว่างทางผมก็มองไปที่โรงเรียน ฮกเฮง โรงเรียนที่ไอ้เปี๊ยกมันเรียนอยู่เหมือนกัน โรงเรียนฮกเฮงนี้เป็นโรงเรียนจีน มีชั่วโมงสอนภาษาจีนให้กับเด็กๆที่สนใจเข้ามาเรียน แต่ก็สอนภาษาไทยเป็นปรกติเหมือนโรงเรียนทั่วไปด้วย คล้ายกับโรงเรียนจีน เจี้ยใช้ ที่ริมทางรถไฟที่โพธารามนั่นแหละครับ

    พอเลยโรงเรียน ฮกเฮง แล้วผมก็มองไปทางรั้วโรงเรียนที่อยู่ทางด้านหลัง เห็นมีบ้านหลังเล็กๆหลายหลัง ที่อยู่หลังกำแพงโรงเรียน และคิดในใจว่าบ้านเหล่านี้ไม่หลังใดก็หลังหนึ่ง คงเป็นบ้านที่ครูประกอบ เช่าอยู่ ผมเดินกลับมาถึงบ้านเกือบเที่ยงพอดี จริงๆแล้วผมต้องกลับมาเร็วกว่านี้ แต่ผมไถลเดินดูอะไรเรื่อยเปื่อย เพราะยังไม่อยากให้กลับถึงบ้านเร็วเกินไป ถ้าถึงเร็วเมื่อไรก็ต้องทำงานเมื่อนั้น งานมันช่างมากมายเสียจริงๆ

   น้าฟ้าบอกว่า เก้ว ตอนบ่ายสักหน่อยนะไปเอาข้าวหมูที่ตลาดด้วย เพราะธันวามันบอกว่าวันนี้จะกลับช้า เก้วไปกับไอ้เปี๊ยกมันก็แล้วกัน  รอไอ้เปี๊ยกมันก่อนสักบ่าย  ๓ โมงครึ่งมันก็กลับมาแล้ว ตอนนี้จะไปไหนก็ไป  น้าฟ้าบอกผมอย่างนี้  แต่วันนี้ไม่รู้ว่าเป็นอย่างไรในตอนนี้ผมไม่อยากไปไหนเลย คิดว่าเดี๋ยวบ่ายสักหน่อยก็จะไปเข็นข้าวหมูแล้ว ผมไม่ได้รอไอ้เปี๊ยกหรอก ผมไม่อยากรอมันเพราะผมไม่ค่อยจะถูกกับมัน ข้าวหมูนั้นมันไม่ค่อยหนักอะไรเข็นคนเดียวก็ไหว บางทีได้น้อยๆละก็สบายไปเลย

  ผมจึงคิดว่าอยากจะไปก่อนดีกว่า จะได้เดินไปดูอะไรๆในตลาด เปิดหูเปิดตาบ้าง บางทีมาเข็นน้ำก็รีบร้อนแต่วันนี้มีเวลามาก ก็จะเถลไถลที่ตลาดสักหน่อย ในตอนก่อนๆโน้นผมเคยเดินเล่นไปเรื่อยๆ ถึงตลาดแถวริมน้ำแม่กลองมองลงไปที่ริมตลิ่ง เห็นพวกผู้หญิงที่รับจ้างซักผ้า มีผ้ามากๆก็หอบมาซักกันที่ริมน้ำ โดยใช้ไม้เป็นแท่งสี่เหลี่ยมแบนนิดหน่อย ส่วนปลายทำด้ามจับเพื่อใช้จับไม้อันนี้ทุบลงไปที่ผ้า พอทุบได้ที่ดีก็นำลงไปซักขยี้ที่น้ำเสียทีหนึ่ง ทำเช่นนี้เรื่อยไปจนเห็นว่าเสื้อผ้าพอสะอาดใช้ได้แล้ว ก็ซักตัวใหม่ต่อไป (ผมว่ามันไม่ค่อยจะถูกต้องนะครับ มันจะขาดเสียหมดก่อนที่มันจะสะอาด นะนา)

     พวกที่รับจ้างซักผ้าเหล่านี้จะนั่งซักกันเป็นแถว ได้ยินเสียง ตุบ ตับ ตุบตับ กันลั่นตลอดเวลา ผมเคยเดินเล่นลงไปทางตลาดล่างแถวริมแม่น้ำอีก เห็นมีพวกสานเข่งขายพวกกระบุงบุ้งกี๋ เข่งใส่ปลาทูเล็กๆก็มี ที่หน้าร้านที่สานเข่งเหล่านี้มีรถบรรทุกไม้ไผ่มาจอดเป็นแถวเพื่อเอามาลงที่ร้านเหล่านี้

     ผมเคยมาเดินเล่นตามตลาดบ่อยๆ เพราะคิดว่าผมคงมาอยู่ที่บ้านโป่งนี้เพียง หนึ่งปี เท่านั้น คงไม่มีโอกาสมาเที่ยวที่บ้านโป่งอีกเป็นแน่  (ต่อมาก็เป็นความจริง เพราะว่าถึงเวลานี้ เป็นเวลา ๕๐ กว่าปีมาแล้ว  ผมก็ไม่เคยได้ไปข้างในตลาดบ้านโป่งแถวๆที่ผมเคยเดินเล่นอีกเลย จะมีดงมะพร้าวเหลืออยู่อีกบ้างหรือไม่ ก็ไม่รู้ หรือว่าสถานที่ตรงนั้น เขาปรับปรุง สร้างอย่างอื่นไปแล้ว เคยแต่ขับรถผ่านเลยไปเมืองกาญจน์ โดยไม่เข้าตลาดแค่ผ่านเฉยๆเท่านั้น)

    บ่ายโมงครึ่งพอดี ผมก็รุน (เข็น) รถสาลี่ พร้อมปี๊บน้ำมันก๊าดเปล่าๆ ที่ตัดปากออกแล้วทำเป็นถังเพื่อใส่เศษอาหาร ออกไปที่ตลาด ไปมันคนเดียวอย่างนั้นแหละ ผมอยู่ที่บ้านโป่งนี้มาก็หลายเดือนแล้ว หนทางต่างๆก็พอจะรู้จึงไปได้อย่างสบายไม่ต้องคอยใคร บ้านแรกที่ผมไปเทเศษอาหารในวันนั้น คือที่บ้านลุงตุยแล้วก็ไปเรื่อยๆในตลาด และร้านขายอาหารอีกหลายที่ จึงได้เศษอาหารพอสมควรแล้วก็เข็นรถกลับมาจอดไว้ที่หน้าบ้านลุงตุย  คิดว่าจะเดินไปดูอะไรเรื่อยเปื่อยตามตลาดสักหน่อย

    เวลาในขณะนั้นประมาณบ่ายสองโมงครึ่งแล้ว ผมคิดว่าจะเดินเล่นสักครึ่งชั่วโมงแล้วก็จะเข็นรถเศษอาหารกลับบ้าน แล้วก็จะต้องตักน้ำใส่ในห้องน้ำอีก  ก็คงมีเวลาทันเพราะว่าเดี๋ยวนี้ชำนาญเสียแล้ว  ลุงตุยเดินออกมาหน้าบ้านพอดี หลายวันแล้วผมไม่ได้เห็นลุงตุยเลย เขาอาจจะไปหาน้าฟ้าตอนกลางวันที่ผมไปโรงเรียนก็ได้ แกเดินเข้ามาทักผมและผมก็คุยด้วย  ลุงตุยคุยกับผมนิดหน่อย

     ขณะที่คุยกับลุงตุยนั้น ผมมองเห็นลุงตุยเหลือบมองไปที่ชั้นบนของ ตึกแถวร้านที่ขายของชำซึ่งอยู่คนละฝั่งถนน เยื้องไปจากบ้านลุงตุย ประมาณ ๖ –๗ ห้องเห็นจะได้ ผมมองตามลุงตุยไปเวลาในขณะนั้น ประมาณบ่ายสองโมงสี่สิบห้านาที เห็นจะได้ (เดาเอา)
            ผมกับลุงตุยเห็นควันสีดำจัด เป็นก้อนๆพวยพุ่งออกมาจากหน้าต่างชั้นบน ของร้านขายของชำอย่างรวดเร็ว  ร้านขายของชำนั้นชื่อร้าน ฮั่วเส็ง ซึ่งรู้ในตอนหลังว่าผู้ที่เป็นเจ้าของร้านนั้น ชื่อนายสมบัติ น้าฟ้าแกเคยให้ผมออกมาซื้อของที่ร้านนี้บ่อย เช่นผงซักฟอก สบู่ ยาสีฟัน ถ่าน ข้าวสาร น้ำปลา น้ำตาลทราย ผมก็เคยซื้อของกับแกแต่ผมไม่รู้จักชื่อ เรียกแกว่า เฮีย ๆ ตลอดมา แกเป็นคนใจดีเหมือนพ่อค้าทั่วๆไป
 

    

 

 

 

 

            

ภาพตลาดบ้านโป่งที่กำลังถูกไฟใหม้ เมื่อวันที่ ๙ กันยายน พ.ศ. ๒๔๙๗ (1954)

 

 

 

 

                                                      (ภาพจากนสพ.วิเคราะห์)

 

 

      ได้ยินลุงตุยตะโกนลั่นว่า "เฮ้ย..! ไฟไหม้ ไฟไหม้นั่นมันไฟไหม้นี่หว่า" สักครู่ก็มีคนมาหยุดดูที่หน้าร้อนทองของลุงตุย กันอีกกลุ่มใหญ่ ลุงตุยหันมาทางผมแล้วบอกผมว่า "เก้ว ๆ เอ็งกลับไปบ้านก่อน ไปเลยเร็วเข้าเอารถเข็นนี่ไปด้วย" พลางชี้ไปที่รถเข็นเศษอาหาร  "ให้เร็วที่สุดเลยนะ แล้วก็บอกน้าฟ้า และพวกเด็กๆด้วยว่าเวลานี้เกิดไฟไหม้ขึ้นที่ ตึกแถวหน้าบ้านแล้ว" แกย้ำกับผมอีก ผมได้ยินแล้วก็มองไปทางร้านฮั่วเส็ง ไฟเริ่มไหม้เป็นลูกไฟแลบออกมาจากทางหน้าต่างตึกชั้นบนของร้านฮั่วเส็ง ผมคิดว่าทำไมไฟมันจึงได้ลุกไหม้ได้รวดเร็วอย่างนี้และมันลุกไหม้ อะไรกัน

   ในตอนนั้น เป็นเวลาเกือบบ่ายสามโมงแล้ว ขณะที่ท้องฟ้าเต็มไปด้วยแสงแดดที่ร้อนระอุ ในขณะเดียวกันความร้อนจากไฟที่กำลังโหมไหม้ ที่ขั้นบนของร้านขายของชำ ฮั่วเส็ง นั้นได้เพิ่มความร้อนแรงเข้ามาอีก คนก็เริ่มเข้ามามุงดูมากขึ้น เสียงร้องตะโกนกันโหวกเหวก ว่า ไฟไหม้ ไฟไหม้ ช่วยกันหน่อยเร้ว  ผู้คนที่มีบ้านตึกแถวอยู่ในสถานที่ใกล้ๆกันนั้นต่างตกตะลึง ร้องเสียงหลงทำอะไรไม่ถูกบางคนสติดีหน่อย ก็ตะโกนบอกว่า "แจ้งดับเพลิงเทศบาลเร็ว" พลางก็หาสิ่งของอุปกรณ์ในการดับ เพื่อจะช่วยกันไปดับไฟที่ร้าน ฮั่วเส็งนั้น แต่ไฟมันช่างลุกไหม้อย่างรวดเร็วเสียจริงๆ ในขณะนั้นผมยังยืนอยู่ที่หน้าบ้านลุงตุย อยากดู อยากรู้ อยากเห็น ว่าจะเป็นอย่างไรต่อไปอีก

   ไฟเริ่มลุกลามขึ้นใหญ่ คนแก่คนเฒ่าผู้หญิงและเด็ก ที่อยู่ห้องไกล้เคียงกับห้องต้นเพลิงนั้นร้องไห้กันระงม ต่างก็จูงมือกันหนีไฟออกมาจากในร้าน ส่วนพวกผู้ชายที่แข็งแรงก็คิดจะช่วยกันทำการดับไฟ แต่ไม่ไหวเสียแล้วไฟได้ลุกไหม้ขึ้นมากกว่าเดิมหลายเท่า

    ผมเห็นซิ้มคนหนึ่งอยู่ที่ร้านขายยา ห้องติดกับร้านฮั่วเส็งที่เป็นต้นเหตุของเพลิงไหม้ในครั้งนี้ ร้องไห้โฮ เหมือนกับว่าเจ็บปวดรวดร้าวในหัวใจเหลือเกิน พลางดิ้นปัด ๆทำท่าจะวิ่งเข้าไปในร้านขายยาของแก มีเด็กและคนหนุ่มสองคนคงจะเป็นลูกหลานของซิ้มคนนี้ กำลังช่วยกันจับแกไว้ ปากแกก็ร้องด่า

    ซึ่งผมได้ยินดังนี้ “ไอ้ ฮั่วเส็งมันทำอั๊ว ไอ้ฮั่วเส็งมันทำอั๊ว ” แต่ผมก็ฟังไม่ถนัดนะครับหรืออีกทีหนึ่งอาจจะด่าว่า อย่างนี้  “ไอ้ฮั่วเส็งมันทำชั่ว ไอ้ ฮั่วเส็งมันทำชั่ว ”สองอย่างนี้แหละครับไม่รู้อย่างไหนจะถูก เพราะตอนนั้นคนกำลังมุงมากขึ้น เสียงจอแจฟังไม่ได้ศัพท์  ส่วนอาซิ้มคนนั้นแกก็แน่นิ่งไป แล้วก็มีคนอีกหลายคนช่วยกันอุ้มแก หลบหายไปด้านหลังตึกแถวที่อยู่ตรงกันข้าม สงสัยแกจะลมจับเป็นแน่ ซึ่งผมก็ไม่ได้เห็นแกอีกเลย    

    นี่เป็นเหตุการณ์เพียงในไม่กี่นาทีเท่านั้นที่ผมบรรยายมานี้ มันช่างเกิดอย่างรวดเร็วเสียจริง และตัวผมเองก็กลัวและตื่นเต้นจนทำอะไรไม่ถูกเพราะเป็นครั้งแรก ที่ผมเห็นเหตุการณ์เหมือนเกิดการจราจล วุ่นวาย สับสน อย่างในขณะนี้

     ดังนั้นผมจึงรีบเข็นรถสาลี่บรรทุกเศษอาหารนั้น กลับไปที่ดงมะพร้าวโดยด่วนตามที่ลุงตุยได้สั่งผมเมื่อสักครู่นี้ ผมรีบเข็นรถออกไปจากตรงนั้น เพราะว่าไฟกำลังลุกไหม้อย่างน่ากลัว เสียงลุงตุยสำทับผมตามหลังมาอีก "เฮ้ย เก้ว เร็วหน่อยโว้ย"

     สักครู่ผมก็เข็นรถมาถึงบ้านน้าฟ้า เห็นน้าฟ้าและคนกลุ่มใหญ่ ออกมาดูไฟไหม้ในตลาดครั้งนี้ และได้วิพากษ์วิจารณ์กันเสียงดังลั่น  ผมระร่ำระลักบอกกับน้าฟ้าว่า "น้าลุงตุยให้มาเรียกไปด่วนเลยเร็วเข้า ไฟไหม้ที่ร้าน ฮั่วเส็ง กำลังลุกลามใหญ่ไต  มันทำท่าจะลุกลามมาที่ร้านลุงตุยด้วย ไปเร็วเลยผมเอารถเข็นไปเก็บก่อน ผมจะตามไปด้วยแล้วน้าล๊อกประตูบ้านเลยนะ ไอ้ธันวากับไอ้เปี๊ยกมันกลับมาจากโรงเรียนแล้ว มันคงจะตามไปดูเหตุการณ์เองน่ะแหละ ตอนยามคับขันผมก็สั่งงานน้าฟ้าเสียเลย.. 
          

         ผมกับน้าฟ้ารีบวิ่งกันเข้าตลาดอีก มีชาวบ้านที่อยู่ใกล้กันนั้น วิ่งตามมาอีกกลุ่มใหญ่  เมื่อผมวิ่งมาถึง ปากทางที่จะเข้าไปในตลาดแล้ว สิ่งที่ทุกคนได้เห็นชัดๆ รวมทั้งผมด้วย มันเป็นภาพที่น่ากลัว อะไรปานนั้น แสงไฟจากร้าน ฮั่วเส็ง ลุกโชนขึ้นอย่างน่ากลัว มันแลบขึ้นสูงมาก เลยหลังคาตึกไป เป็น เส้น ( ๒๐ วา) คิดว่าทางชั้นล่างของร้านต้นเพลิง ก็คงจะลุกไหม้แล้ว เช่นเดียวกัน แต่ผมยังมองไม่เห็น เพราะอยู่ไกลกันมาก เสียงไฟไหม้ดังผั่วะเผี๊ยะ ได้ยินมาถึงยังที่ผมยืนกันอยู่นี่ขนาดยังอยู่ห่างๆ นะ จุดที่ร้าน ฮั่วเส็งอยู่นั้น เป็นใจกลางตลาดทีเดียว อยู่ตรงมุมของถนนสองสายมาบรรจบกัน (ผมมารู้ภายหลังว่า ตรงนั้นเขาเรียกถนนนั้นว่า ถนนสุขาวดี และถนนแสง ชูโต มาบรรจบกัน) ที่ร้าน ฮั่วเส็ง นี้ ผมก็เคยมาเทเศษอาหาร ไปให้หมูบ่อยๆ เฮียคนที่เป็นเจ้าของก็รู้สึกว่าแกก็เป็นคนมีอารมณ์ดี เวลาผมไปซื้อของก็ทักผมอยู่เสมอ
         

        

(ภาพจาก นสพ.วิเคราะห์)

 

 

            ผมกับน้าฟ้า ไม่ได้ยืนดูอยู่นานนักหรอก เพราะคนที่ยืนมุงดูนั้นยิ่งมากขึ้น รวมทั้งพวก ตำรวจ และรถดับเพลิงก็เพิ่งจะมาถึงกัน  การที่จะบุกบั่นเข้าไปที่ร้านทองของลุงตุยนั้นยากยิ่งขึ้น  การจราจรก็ติดขัด คนที่ขับรถผ่านมาก็มาหยุดดูเสียอีก ทำให้การจราจรติดขัดเป็นอันมากตำรวจก็รีบทำหน้าที่จราจร เป่านกหวีด ไล่พวกรถที่จะผ่านเส้นทาง ถนนแสงชูโตนี้ ให้ไปทางอื่นให้หมด รถเหล่านี้แหละเป็นที่กีดขวางรถดับเพลิงของเทศบาล บ้านโป่งเป็นอย่างยิ่ง ไฟได้เริ่มลุกลามติดต่อกับห้องข้างเคียงบ้างแล้ว สุดปัญญาที่พวกที่มาช่วยกันดับไฟนั้นจะช่วยได้แล้ว จึงได้หนีความร้อนออกไปหมด กลับไปขนของที่บ้านใครบ้านมัน เพราะคิดว่าอย่างไรเสีย คงไม่มีทางรอดจากไฟไหม้ในครั้งนี้ได้
         

           ผมวิ่งไปถึงบ้านลุงตุยแล้ว เห็นลุงตุย เมียลุงตุย นายยุทธลูกลุงตุย พร้อมด้วยน้องสาวด้วย เพิ่งจะกลับจากโรงเรียน พ่อตา แม่ยายของลุงตุย และญาติพี่น้องของเมียลุงตุยอีกหลายคน มาชุมนุมกันอยู่แล้วกำลังจับกลุ่มร้องไห้กันใหญ่  และกำลังหารือกันอย่างรีบด่วนว่าจะเอาอย่างไรดี ยังไงเสียไฟก็ต้องมาถึงแน่ๆ และคิดว่าถ้าถูกไฟไหม้หมดในครั้งนี้ก็จะไม่มีอะไรเหลือเลย เพราะว่า ตึกต้นเพลิงนั้น อยู่ห่างไม่มาก แต่อยู่คนละฝั่งถนน เยื้องไปทางซ้าย สัก หก เจ็ด ห้องเท่านั้นเองจะขนของออกไป ก็ไม่รู้จะขนอะไรก่อน เงอะงะ กันอยู่ ได้ยินลุงตุยตะโกนบอกว่า เอาพวกเราช่วยกันขนเดี๋ยวนี้เลย เอาของสำคัญไปก่อน เท่าที่จะเอาไปได้นะ เอาไปวางบนรถสาลี่นั้น ไอ้เก้ว มึงไปช่วยเข็นด้วย เอาไปทางดงมะพร้าวเลย  ....!
         

          ผมมองออกไปข้างนอกที่ถนน ห้องแถวอื่นๆก็เหมือนกัน เห็นมีเจ้าของบ้าน และลูกหลานคนในบ้านช่วยกันขนของออกจากบ้าน ตะโกนกันโหวกเหวก เหมือนคนบ้า บางคนแบกตู้เย็น ขนาด ๖.๕ คิว ตัวปลิวเฉยเลย  แต่ทุกบ้านเมื่อขนของออกมาแล้ว จะเอาไปไว้ที่ไหน นี่แหละตัวปัญหา บางบ้านก็ขนมาแหมะไว้ ห่างจากตึกที่ไฟไหม้ไม่กี่ช่วงตึกเท่านั้น สำหรับที่บ้านลุงตุยนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ ทอง เพราะเป็นร้านขายทอง รับทำทอง รูปพรรณ และของมีค่าอื่นๆอีกมาก เช่น นาค เงิน เพชรพลอย ที่ประดิษฐ์ เป็นแหวนทองแล้วก็มาก สิ่งเหล่านี้แหละที่ ลุงตุยจะต้องจัดการเก็บให้หมด 
         

         แต่ลุงตุยจะทำวิธีไหนเล่าจึงจะปลอดภัย จากอัคคีภัยในครั้งนี้ และปลอดภัยจากพวกนักฉวยโอกาส เพราะว่าเวลานี้ ด้านนอกถนนนั้น มีผู้คนและชาวบ้าน ต่างๆ ที่รู้จักและไม่รู้จักมาช่วยกันขนของกันชุลมุนไปหมด  บางคนตะโกนว่าของมีค่ามีคนช่วยถือและหายไปไหนแล้วก็ไม่รู้ ผมเห็นลุงตุย แกรีรอคิดเรื่องทองของแกพักใหญ่จึงได้ตัดสินใจ กวาดเอาแก้วแหวนเงินทอง ของมีค่าทั้งหมดที่อยู่ในตู้ที่โชว์อยู่นั้น ห่อใส่ถุงผ้าขนาดใหญ่ หลายชั้น

          แล้วบรรจุในหีบหนัง สี่เหลี่ยมอีกทีหนึ่ง ใส่กุญแจไว้อย่างแน่นหนา แล้วผูกเชือกมนิลาขนาดกลาง เส้นยาวล๊อคไว้รอบๆหีบอีกทีหนึ่ง  แล้วค่อยๆหย่อนลงไปที่บ่อน้ำซึ่งขุดอยู่ในครัวหลังบ้าน บ่อน้ำอย่างนี้ ในสมัยนั้นมักจะขุดกันแทบทุกบ้าน  เพราะว่าน้ำใช้ต่างๆก็จะโพงเอาจากบ่อนี้ และน้ำก็มีมากด้วย เพราะอยู่ไม่ไกลจากแม่น้ำมากนัก  บ่อที่ตึกแถวลุงตุยนี้ ผมกะว่าจะลึกสักประมาณ ๔ หรือ ๕ เมตรเท่านั้น

         เมื่อหย่อนกระเป๋าหนังลงไปหมดแล้ว ก็โยนเชือกลงไปด้วย เอาไว้สำหรับเวลาเอาขึ้น ก็จะเอาเหล็กเส้นยาวๆ ขนาด ๒ หุน ทำตะขอแล้วเกี่ยวขึ้นมาอีกทีหนึ่ง เมื่อหีบทองจมลงไปในน้ำเรียบร้อยแล้ว แล้วก็ไปช่วยกันยกแผ่นเหล็กขนาดกว้างยาวประมาณ ๑ เมตร หนาประมาณ หุนครึ่ง ที่ปูปิดร่องน้ำอยู่หน้าร้าน  เอามาปิดบนรองส้วมที่ทำเป็นบ่อน้ำเอาไว้ เพราะคิดว่าถ้าไฟไหม้ ขึ้นมาจริงๆ เศษอิฐ หิน ปูนทราย หลังคา คงถล่มลงมาน่าดู ถ้าไม่มีแผ่นเหล็กปิดไว้ มันก็จะอัดลงไปในบ่อจนเต็ม ยากที่จะขุดขึ้นมาได้ ลุงตุยเห็นว่าเรื่องทองเรียบร้อยแล้ว   ก็รีบออกมาช่วยกันขนของ น้าฟ้าและผมก็รีบช่วยหยิบๆจับๆ ของเล็กๆน้อยๆ ที่พอจะถือไหว แล้วเอามากองไว้บนรถสาลี่ สองคัน ที่ลุงตุยมีอยู่ 
          

          แต่พวกเราก็ขนของอะไรไม่ได้มากนักหรอก เพราะไฟได้โหมลุกใหญ่ ลุกลามไปเรื่อยๆ ข้ามมาถึงตึกฝั่งตรงกันข้ามแล้ว ซึ่งตึกของลุงตุยก็อยู่ ฝั่งตรงข้ามนั้นด้วยสักพักจึงเห็นรถดับเพลิงหลายคัน วิ่งเข้ามาฉีดน้ำสกัดกั้นเพลิง แต่ไม่ไหวเสียแล้ว เพราะว่าเพลิงได้ลุกไหม้เกินที่จะยับยั้งได้แล้ว  ลุงตุยพร้อมด้วยพวกผม เห็นว่าไม่มีประโยชน์อะไรที่จะขนของออกมาแล้ว ไฟได้ลุกลามมาถึงความร้อนระอุทั่วไปหมด จนทนไม่ได้ จึงได้ให้พวกผมและยุทธ ลูกชาย เข็นรถสาลี่ที่มีของบรรทุกอยู่เต็มนั้น เข้าไปที่ดงมะพร้าวก่อน น้าฟ้าก็ไปพร้อมพวกผมด้วย เพราะว่าน้าฟ้าแกก็เหมือนเป็นคนนอก ที่จะไปหยิบฉวยอะไรมากๆ
          

         เมื่อถึงดงมะพร้าวแล้ว หันหลังกลับไปดูที่ตลาดเห็น ไฟลุกโชน เหมือน มันมาอยู่ต่อหน้าเราเลย คล้ายๆ ความร้อนจากไฟนั้นกระจายไปทั่ว มาถึงพวกผมด้วย ซึ่งอยู่ห่างจากจุดนั้นเป็นกิโล ลุงตุยพร้อมๆกับเมียและญาติๆของเขาคงจะยืนดูไฟไหม้ บ้านโดยที่ไม่รู้จะทำอย่างไรเลย คงจะเช่นเดียวกับอีก หลายๆบ้านในที่ นั้นด้วย ตะโกนกันเซ็งแซ่ ร้องไห้กันระงมฟังไม่ได้ศัพท์  ในวันนั้นผมก็ไม่ได้เข้าไปในตลาดอีกเลย 
         

          ผมเห็นผู้คนที่ประสพกับภัยในครั้งนี้  ส่วนหนึ่งก็ขนของหนีไฟกันเข้ามาในดงมะพร้าวก็มี เพราะอยู่ห่างจากจุดที่เกิดเหตุมากเหมือนกัน ไฟไหม้ครั้งนี้กินเวลาประมาณ ๔ ชั่วโมงเศษ ตลาดบ้านโป่งก็ราบเรียบไปเกือบหมด บ้านลุงตุยนั้นไหม้หมด เอาของออกมาได้นิดหน่อยเท่านั้นเอง......!

 

 

                                 

                                โปรดติดตามตอนต่อไป ไฟไหม้ตลาดบ้านโป่ง ๒  ในเร็วๆนี้ ที่นี่ที่เดียว

     

จำนวนผู้เข้าชม: 4873
ความเห็น (0)Add Comment

เขียนแสดงความเห็น
อนุญาติให้เฉพาะสมาชิกเท่านั้นที่สามารถเขียนแสดงความเห็นได้ โปรด Login หรือ ลงทะเบียน

busy
 

คุณอาจจะสนใจบทความนี้

คุณ ๆ ที่แวะเข้ามาชมเวบเจ็ดเสมียน มีอายุเท่าไรกันบ้างครับ
 
เวบเพื่อนบ้าน
เรารักสุพรรณฯ
จำนวนผู้เยี่ยมชม
 วันนี้82 
 เมื่อวานนี้173 
 สัปดาห์นี้845 
 เดือนนี้4231 
 ทั้งหมด629637 

(C) Fliesenstadt
ผู้ที่กำลังใช้งาน
เรามี 92 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
เรื่องใหม่