เฮียแก่เล็ก และงานหาดทราย ๒ (ไอ้แอด)

เรื่องราวเก่า ๆ ของชาวตลาดเจ็ดเสมียน

เรื่องราวของชาวเจ็ดเสมียน
เฮียแก่เล็กและงานหาดทรายโพธาราม ๒

         ใกล้ ๖ โมงเย็นแล้ว พวกเราก็ต้องหาข้าวเย็นกินกันก่อน  จะไปกินกันที่ในงานเลย หรือหากินกันตามร้านค้าตึกแถวในตลาดนี้ ตอนนี้เลยแยกกันเป็น สองพวก พวกไอ้อู๊ด กับไอ้โห้และน้องมัน อยากไปกินข้าวแกงกันในบริเวณงานเลยทีเดียว เสร็จแล้วจะได้เดินดูอะไรต่อไป ส่วนพวกผมนั้น อยากจะไปกินในตลาด เพราะว่าได้ปรึกษากันแล้วว่าจะไปดูหนังที่วิก "ครูทวี" เสียสักรอบหนึ่งก่อน สักประมาณ ๓ ทุ่มหนังที่วิกครูทวีเลิกแล้ว ก็พอดี ที่ในหาดทรายมีคนกำลังมากพอดี 
         ส่วนในตอนหัวค่ำนั้นคนคงยังไม่มากเท่าไร พวกผมชวนพวกไอ้โห้แล้ว ว่าให้ไปดูหนังที่วิกครูทวีด้วยกัน  ในรอบ ๑ ทุ่มเสียก่อน มันก็ไม่ยอมไปกัน พวกมันบอกว่าให้พวกผมที่อยากไปดูหนังไปกันก็แล้วกัน แล้วพอสักสามทุ่มค่อยไปเจอกันที่หน้าสนามมวย ตรงที่เขาขายบัตรผ่านประตู จริงๆแล้วพวกผมไม่อยากจะทิ้งกันหรอก

         ไปไหนก็ต้องไปด้วยกัน แต่วันนี้ที่วิกครูทวี จะฉายหนังเรื่อง เจลเฮ้าส์ ร๊อค (Jailhouse Rock)  ซึ่งแสดงโดย นักร้องคนโปรดของพวกผม คือ เอลวิส เพรสลี่ย์ (Elvis presley) นั่นเอง ยังไงก็ต้องดูให้ได้ วันนี้ก็เป็นวันสุดท้ายแล้ว ถัดจากนี้ไป เขาก็จะเอาหนังฝรั่งอีกเรื่องหนึ่ง คือเรื่องเกี่ยวกับการผจญภัยหาสมบัติกัน ในเรื่องสมบัติพระศุลี  (KinG Solomon’s Mine) ซึ่งกำลังโด่งดังในยุคนั้นมากเอามาเข้าแทน หนังของเอลวิส ก็ต้องออกไปเพราะว่าฉายมาหลายวันแล้ว
         เฮียแก่เล็กจึงอธิบายให้พวกมันเข้าใจว่า เราเพียงแต่แยกกัน สัก สองชั่วโมงเท่านั้น ไอ้โห้กับไอ้อู๊ด ก็เข้าใจ ถัดจากนั้นมาอีกไม่นาน เฮียแก่เล็ก ผม และไอ้เหม่ง ก็ซื้อตั๋วเข้าไปนั่งในโรงหนัง ของ ทวีภาพยนตร์ ซึ่งตั้งอยู่ที่ตลาดบน ของตลาดโพธาราม พูดถึง นักร้องคนโปรดของพวกผมนี้ ในสมัยนั้น ภาพต่างๆของนักร้องผู้นี้ จะหายากมาก ใครที่ชอบมากๆก็จะพยายามหามาเก็บสะสมไว้ ซึ่งเช่นเดียวกับผม ก็พยายามเก็บเหมือนกัน แต่ไม่ค่อยจะมีให้เก็บหรอกครับ ต้องอีกหลายปีต่อมา ในยุคกลางๆของ Elvis นี้จึงจะมีหนัง และภาพต่างๆ แพร่หลายมากขึ้น แต่ในตอนนั้นผมก็ได้ไปอยู่ที่กรุงเทพฯ แล้ว พูดถึงหนังของ Elvis นั้น ในระยะหลังๆ มักจะเข้ามาฉายในประเทศไทย ตรงกับวันต้อนรับปีใหม่พอดีทุกเรื่อง มีหลายๆเรื่องที่ผมได้ดู (เมื่อผมเข้ากรุงเทพฯแล้ว) หนังของ Elvis จะฉายที่ โรงหนัง พาราเม้าส์ ถนนเพชรบุรี ประตูน้ำที่เดียวเท่านั้น
         สมใจอยากของพวกผมทีเดียว เรื่องเจลเฮ้าส์ ร๊อค (Jailhouse Rock) นี้ เริ่มต้นขึ้นมา พ่อพระเอกของเราเป็นคนงานที่โรงงานแห่งหนึ่ง ในวันนั้นเป็นวันที่เงินประจำ วีค (สัปดาห์)ออก พระเอกและเพื่อนๆของเขาได้รับเงินแล้ว ก็เข้าไปในบาร์เหล้าเล็กๆ แห่งหนึ่ง ซึ่งเจ้าของร้านนี้คุ้นเคยกับพระเอกและเพื่อนๆของเขาเป็นอย่างดี อยู่ๆก็มีคนเมาเหล้าคนหนึ่ง เข้ามาตามเมียซึ่งเข้ามากินเหล้าที่บาร์เหล้าแห่งนี้ แล้วก็เกิดไม่กินเส้นกับพระเอกของเรา  เพราะคนเมาเหล้านั้นกำลังมาลากเมียกลับบ้าน ฝ่ายเมียก็ขัดขืนไม่ยอมตามกลับบ้านไปด้วย คนเมานั้นจึงทำท่าจะซ้อมเมีย พระเอกก็ได้เข้าไปห้ามปราม จึงได้เกิดต่อยกันขึ้น เมื่อได้จังหวะพระเอกก็ต่อยหมัดขวาเข้าไปที่หน้า ทำให้คนเมาเหล้าคนนั้นหงายผลึ่งลงไปทันที และได้สิ้นใจตายไปในตอนนั้นเอง 
         ตำรวจก็มาตามจับพระเอกเข้าคุก นี้เป็นแค่เรื่องเริ่มต้นนะครับ ต่อจากนั้นพระเอกก็เข้าไปอยู่ในคุก แล้วก็ไปเจอกับเจ้าพ่อคนหนึ่ง ซึ่งก่อนติดคุกนี้ก็เป็นผู้ยิ่งใหญ่อยู่ในวงการเพลง แล้วเรื่องก็ดำเนินต่อไปเรื่อยๆ อย่างสนุกสนาน ผมนั่งดูด้วยกันสามคน ปวดเยี่ยวก็ไม่ต้องลุกมาเยี่ยวกันละ ทนเอาจนหนังจบ จึงได้เดินออกมาจากโรงหนังด้วยความมันสะใจ หนังเมื่อเริ่มต้นฉายนั้น ประมาณ ๑ ทุ่มตรง แต่ไปเสียเวลาฉายโฆษณาหนังตัวอย่างตั้งนาน จึงเลิกเอาประมาณใกล้ๆจะสามทุ่ม 
        

  เมื่อออกจากโรงหนังแล้ว อากาศเริ่มเย็นลง เฮียแก่เล็กบอกว่าเรารีบเดินลงไปที่หาดทรายกันดีกว่า เผื่อว่าจะเจอพวกนั้นก่อนกำหนดนัดก็ได้  เพราะว่าได้นัดกับไอ้โห้ ไว้ ๓ ทุ่ม พวกผมสามคนจึงเดินลงไปที่หาดทราย ตอนนี้คนที่มาเที่ยวมากขึ้นจนแน่นขนัดไปหมด ที่หาดทรายนั้น เสียงงิ้วสองโรงแหกปากร้องเข้าเครื่องขยายเสียง ดังลั่นไปหมด ประชันกันอย่างสุดฝีมือ แม้ว่าโรงงิ้วจะอยู่ห่างไกลกันมากก็ตาม  ผมหันไปมองดูงิ้วทีละโรงและคิดว่า คนที่โพธารามนี้แปลกนักหนา ชอบดูงิ้วกันมาก สังเกตได้จาก คนนั่งดูยืนดูกันแน่นทั้งสองโรง

         เฮียแก่เล็กและผมทั้งสามคน เดินไปยังด้านทิศไต้ไปที่โรงงิ้วโรงนั้นก่อน คิดว่าเผื่อจะเจอพวกไอ้โห้มันยืนดูงิ้วอยู่บ้าง แต่ก็ไม่เห็น แล้วก็เดินย้อนขึ้นมา เกร่ๆมายังโรงลิเก ซึ่งอยู่ห่างกันพอสมควร แต่ไม่เห็น พวกไอ้โห้เลย ลิเกก็เพิ่งจะเริ่มเล่นในเรื่องเดียวกับ เมื่อคืนที่แล้ว เป็นตอนต่อและกำลังจะรบกันสบั้นหั่นแหลกอยู่ 
         เฮียแก่เล็กว่าสงสัยว่ามันอาจจะไปยืนดูหนังก็ได้  พวกผมก็เดินเบียดคนไปที่บริเวณเขาฉายหนังอีกก็ไม่เจอ เฮียแก่เล็กบอกว่า เราซื้อน้ำแข็งกินกันคนละแก้วดีกว่าชักจะหิวน้ำแล้ว ผมกับไอ้เหม่งก็เห็นดีด้วย เพราะว่าออกจากโรงหนังของทวีภาพยนตร์ มาแล้วก็ไม่ได้กินอะไรเลย ผมกินน้ำแข็งน้ำหวานสีแดงสดไปพลาง สายตาก็มองหาพวกเพื่อนๆของผมไปพลาง แต่มันเป็นการยากนักหนาที่จะหาเจอ อีกอย่างหนึ่งพวกมันอาจจะเดินเกร่ไปทางสนามมวยเพื่อรอพวกผมอยู่ก็ได้

          เพราะว่าคืนวันนี้คนเยอะมากเหลือเกิน  ร้านค้าก็เยอะ ทั้งร้านใหญ่ร้านเล็ก อย่างร้านหอยทอด ร้านก๋วยเตี๋ยวนั้น เขามีโต๊ะให้นั่งด้วย มีคนนั่งกินกันเต็มแน่นไปหมด ร้านข้าวหมูแดง ข้าวมันไก่ก็ไม่เลว คนก็แน่นร้านเหมือนกัน นอกจากนั้นยังมีร้าน ปาเป้า ร้านขายตุ๊กตา และขายของเล่นของเด็กๆ  ชิงช้าสวรรค์ก็มีเห็นแต่ไกลๆเลยทีเดียว  สาวน้อยตกน้ำนี้ มันต้องมีในงานวัดหรืองานประจำปี ปิดทองฝังลูกนิมิตทุกที่ทีเดียว เช่นเดียวกับรถมอเตอร์ไซค์ไต่ถังก็เริ่มเล่นแล้ว เสียงถังมันสั่นดังโครมๆแทบจะระเบิดออกมาให้ได้ ผมเคยขึ้นไปดูกับเหมือนกัน มันก็หวาดเสียวพอสมควร และยังคิดในใจว่ามันขี่ได้ยังไงกัน  

        นอกจากนั้นก็มี รำวงเก็บเงินคนขึ้นรำรอบละ ๑ บาท เห็นมีคนรำกันให้สนั่นเวที นักร้องที่ร้องเพลงเชียร์นั้น ก็ร้องได้มันในอารมณ์ จริงๆ เรื่องรำวงนี้ในปีตั้งแต่ หลังสงครามเลิกมาแล้ว รำวงนั้นเป็นที่ชอบอกชอบใจของพวกหนุ่มๆ วัยรุ่นจนถึงคนแก่เป็นยิ่งนัก ในสมัยแรกๆนั้น เรียกว่า "รำโทน" เพราะว่ากลองที่ตีให้จังหวะนั้นจะเป็นกลอง สองหน้าที่เรียกว่า (กลองโทน) เท่านั้น ในตอนหลังๆจึงได้พัฒนามาเป้นกลองชุด และมีเครื่องเล่นประกอบอีกมากมาย

         ในสมัยที่ ชาย เมืองสิงห์ เป็นเด็กรุ่นๆอยู๋นั้นก็ เป็นคนร้องเพลง เชียร์รำวงมาก่อน อยู่ในเขตแถวๆสิงห์บุรี คนร้องเพลงเชียร์นี้ก็มีความสำคัญมาก ถ้าคนร้องเพลง ร้องได้มัน ได้อารมณ์ก็จะทำให้ คณะรำวงนั้นน่ารำและเก็บเงินได้มากยิ่งขึ้น จะให้สนุกยิ่งขึ้นในรื่องรำวงนี้ กรุณา (คลิ๊ก) เข้าไปดูเรื่องนี้ได้ครับ เป็นเหตุการณ์ที่ชาวเจ็ดเสมียน ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ กำลังบ้ารำโทนกันใหญ่
         

         ผมกินน้ำแข็งและพักเหนื่อยกันนิดหน่อยแล้ว ก็ออกเดินต่อไป จริงๆแล้ว จุดหมายของพวกผมที่มาเที่ยวกันนั้น ไม่ได้มีจุดประสงค์จะมาซื้อ หรือดูอะไรจริงจังหรอก เพียงแต่อยากมาเที่ยวเดินเล่นเท่านั้น และยิ่งได้ดูหนัง  Elvis มาแล้วนอกจากนั้นก็ไม่ต้องการอะไรแล้ว เพียงแต่เดินผ่านๆไปเท่านั้น
           พวกผมนัดกับพวกไอ้โห้ที่ตรงเขาขายตั๋ว ที่หน้าสนามมวยชั่วคราว ในเวลา ๓ ทุ่มนั้น นี่ก็เกือบจะสามทุ่มแล้ว เพราะว่าผมแอบเหลือบไปดูนาฬิกาข้อมือของชายคนหนึ่งที่มายืนกินน้ำแข็งข้างๆผม ดังนั้นผมจึงบอกเฮียแก่เล็กว่า พวกเราไปที่สนามมวยกันเถอะ พวกไอ้โห้  ไอ้อู๊ด ไอ้แอด มันคงจะยืนรอพวกเราอยู่ที่หน้าสนามมวยแล้วละ  เฮียแก่เล็กพยักหน้า เดินนำพวกผมไปยังสนามมวย ซึ่งอยู่ห่างจากการละเล่นพวกนี้ ไปทางเหนือทันที
          เมื่อใกล้สนามมวยเข้ามาได้ยินเสียงปี่กลองกำลังเชิด มวยคู่ที่เท่าไรแล้วก็ไม่รู้ กำลังต่อยกันจวนจะจบยก ๕ อยู่แล้วที่รู้เพราะว่าได้ยินเสียงโฆษกในเวทีกำลังบรรยายการชกต่อย ของมวยคู่นี้ดังลั่น เมื่อผมมาถึงหน้าสนามมวยตรงที่เขาขายตั๋วนั้น  ก็ได้พบพวกไอ้โห้ยืนคอยอยู่ก่อนแล้ว พอเจอหน้ากัน ผมก็ถามไอ้โห้ว่า มาคอยกันนานหรือยัง มันบอกว่าไม่นานเท่าไรนัก แล้วมันก็บอกว่า เมื่อสักครู่ที่มันมาคอยตรงนี้นั้น มันได้เจอกับ น้าชายของผม (เป็นน้าแท้ๆ เป็นน้องของแม่ผมคนสุดท้อง (ชื่ออุทัย สนกระแสร์) กำลังเดินเข้าสนามมวย ยังทักกูเลย เขาบอกว่าเขามาชกมวยในวันนี้ด้วย

          ในเรื่องนี้ผมก็เคยรู้เรื่องมาบ้างว่าน้าชายของผมคนนี้เป็นนักมวย แต่ไม่เคยเห็นจริงๆสักที ที่บ้านผมนั้น น้าอุทัย เคยมาพักอยู่ด้วยเป็นเวลาหลายปี ในตอนหลังจึงได้ไปอาศัย วัดโพธิ์ไพโรจน์ อยู่กับพระเพื่อไปเรียนหนังสือที่โรงเรียน โพธา ฯ จนจบแล้วก็ไปสอบเข้าเป็นนักเรียนนายสิบทหารช่างอยู่ที่ราชบุรี ผมเคยเห็นพวกหนังสือเกี่ยวกับตำราการชกมวย หลายเล่มซึ่งน้าของผมซื้อมาอ่าน แต่การซ้อมมวยจริงจังนั้นผมก็ไม่เคยเห็น คงจะเริ่มต่อยมวยเมื่อเป็นทหารนั่นเอง
           มาในวันนี้เมื่อไอ้โห้มันบอกว่า น้าอุทัย มาชกมวยในวันนี้ด้วย ผมจึงอยากจะดูมาก ผมจึงปรึกษากับเฮียแก่เล็กว่า อยากจะดูมวยกันไหม  โดยเฉพาะเป็นน้าของผมด้วยที่จะต่อยในวันนี้ เฮียแก่เล็กก็บอกว่า เราไม่ขัดข้องนะ ส่วนใครจะดูก็ได้ แต่ถ้าไม่ดูก็ไปดูหนังหาที่นั่งที่หน้าจอหนังก่อน แล้วค่อยเจอกัน เวลายังมีอีกมากใครหิวอะไรก็ซื้อกินเลย ไม่ต้องเป็นห่วงกันนะ เฮียแก่เล็กแกบอกอย่างนี้  แต่ไอ้อู๊ดกับไอ้โห้และน้องมัน ไม่อยากดูมวยไหนๆมาแล้ว ก็อยากจะดูหลายๆอย่าง เฮียแก่เล็กก็ว่ายังงั้นก็ตามใจ แล้วก็จะมาเจอกันแถวๆหน้าจอหนัง จอใหญ่สุดก็แล้วกัน 
           ข้างในสนามมวยนั้น มีแฟนๆที่นิยมมวยหนาแน่นมากแล้ว  ได้ทราบว่ามวยต่อยกันไป ๒ คู่ รวมทั้งคู่ที่กำลังต่อยจะจบยก ๕ นี้รวมเป็น ๓ คู่ อันที่จริงเรื่องมวยนี้ผมก็ไม่ได้ คลั่งไคล้อะไรนักหนาหรอก ที่บ้านเฮียง้วย เจ๊กวยก็เอาโทรทัศน์มาเปิด การถ่ายทอดชกมวยบ่อยๆ แล้วก็เก็บสตางค์คนที่ มาดูด้วย ผมเดินผ่านหลังตลาด ที่เฮียง้วนแกปลูกโรงไว้ ทำเป็นเหมือนวิกเล็กๆ  ผมเดินผ่านไปทางนั้นในวันที่มีการถ่ายทอดการชกมวย จะได้ยินสียง เฮ เฮ กันลั่นตรงโรงนี้ (ปัจจุบัน เจ๊กวยแกปลูกบ้าน อยู่ตรงที่ผมว่านี้แล้ว และถัดเข้าไปข้างใน ก็ทำเป็นโรงงานผลิตผักกาดของแกด้วย)
          เฮียแก่เล็กก็ชอบมวยเหมือนกัน ผมเคยเห็นแกเข้าไปดู ที่โรงเล็กๆของเฮียง้วนบ่อยๆ และก็เคยซ้อมมวยกับผม เล่นๆกันที่ท่าใหญ่ก่อนที่จะลงอาบน้ำ ก็หลายครั้งแล้ว แต่ผมก็ไม่ได้ซ้อมอะไรกับเฮียแก่เล็กแกมากนักหรอก เพราะว่าเฮียแก่เล็กแกตัวโตกว่าผมมาก เสียงปี่กลอง ดังขึ้นมา ในเพลงไหว้ครู มวยคู่ต่อมาขึ้นไหว้ครูก่อนจะชกกันอีกแล้ว 
         

         ผมมองดูคู่นี้ก็ไม่ใช่คู่ของ น้าทัย น้าของผม ขณะนั้นผมก็ยังไม่รู้ว่า น้าทัย จะชกเป็นคู่ที่เท่าไร การที่พวกผมตัดสินใจเข้ามาดูมวยนี้ก็เพียงแต่อยากจะดูคู่ น้าทัย ชกเพียงคู่เดียวเท่านั้น แต่เมื่อมีมวยคู่อื่นๆขึ้นก่อน ก็ต้องจำเป็นดูกันไปเรื่อยๆ ได้ยินเสียงโฆษกประกาศว่า ถัดจากมวยคู่นี้ไปแล้วก็จะเป็นมวยคู่สำคัญ คือ ยอดธง เสนานันท์ มวยดังจากกรุงเทพฯ จะมาปะทะกับยอดมวยจากเพชรบุรี ให้คอยชมกัน ซิว่าใครจะอยู่หรือใครจะไป แล้วโฆษกสนามก็โม้ไปเรื่อยเสียงดังลั่น
          ยอดธง เสนานันท์ นี้เป็นนักมวยที่มีชื่อเสียงพอสมควรในขณะนั้น (ปัจจุบันนี้ เป็นหัวหน้าค่ายมวย มีชื่อเสียงมาก) แต่พวกผมก็ไม่ได้ตื่นเต้นหรือสนใจอะไรมาก ก็บอกแล้วเรื่องมวยนี่ไม่ค่อยจะอยากรู้อยากเห็นอะไรนักหนา มวยคู่ที่ไหว้ครูเสร็จแล้ว และขึ้นยกหนึ่ง นกกระจอกยังไม่ทันกินน้ำ ฝ่ายแดงก็เตะก้านคอ ฝ่ายน้ำเงิน ล้มลงทั้งยืน ไปในไม่ถึงนาทีในยกแรกนั่นเอง
         คุ่ต่อไปคือมวยดังจากกรุงเทพฯ ยอดธง  เสนานันท์ กับมวยเพชรบุรี จำชื่อได้ไม่แน่ใจนัก ดูเหมือนว่า ชื่อ ลมกรด ส.ท่ายาง ประมาณนี้แหละ (ถ้าใครจำเหตุการณ์นี้ และจำชื่อนักมวยในวันนั้นได้ บอกด้วยนะครับ)  ยอดธงขึ้นเวทีมาอยู่ในมุมแดง มีผ้าคลุมสีน้ำเงินเข้ม ปักลวดลายขลิบดิ้นเงิน อย่างสวยงาม  นุ่งกางเกงนักมวยสีแดงเลือดหมู ปักชื่อค่ายสีเหลืองสวยงาม ขึ้นมาแล้วก็เต้นฟุตเวอร์ค ชกลม ยิกๆๆ  เพื่อวอร์มอัพร่างกาย ตามหลักของนักมวยที่เจนเวที ส่วนลมกรดก็เช่นเดียวกัน ขึ้นมาก็ชกลม ยิกๆ ไม่อั้นเหมือนกัน
          เมื่อไหว้ครู ตามระเบียบของการชกมวยไทยแล้ว การปะทะกันของ นักมวยสองผู้ยิ่งใหญ่ ก็เริ่มต้นขึ้น นักมวยคู่นี้เป็นนักมวยรุ่นใหญ่พอสมควร คืออยู่ในรุ่น เฟเธอร์เวท หรือ รุ่น ไล้ท์เวท นั้นผมไม่แน่ใจนัก ในสมัยนั้น นักมวยทั้งไทยและสากลของไทยเรา จะแบ่ง เป็นรุ่นๆ เช่น รุ่นเล็กสุดก็ ๕๒ กิโลกรัม คือรุ่น ฟลายเวท ขึ้นมาอีกรุ่นหนึ่งคือ แบนธัมเวท ,เฟเธอร์เวท ,ไล้เวท ,ไล้มิดเดิลเวท,มิดเดิลเวท ไล้เวลเธอร์เวท ,เวลเธอร์เวท ไล้เฮฟวี่เวท, แล้วก็รุ่นใหญ่สุด คือ รุ่น เฮฟวี่เวท  ที่ผมบอกมานี้เป็นเมื่อสมัยก่อนโน้น คงจะไม่เหมือนในสมัยนี้แล้วนะครับ ในสมัยนี้เขาจะแยกรุ่นกันอย่างไรผมก็ไม่ทราบครับ เห็นมีรุ่นพินเวทด้วย ก็แปลว่ารุ่นเล็กที่สุดก็คือ รุ่น เข็ม นั่นเอง แต่ไม่รู้ว่าน้ำหนักจะต้องเป็นเท่าไรกัน
          ยอดธงต่อยกับนักมวยเพชรบุรี ลมกรด ส.ท่ายาง ผ่านมาได้ ๓ ยกแล้ว มองดูแล้วฝีมือคู่คี่กันมาก ต่างคนต่างระวังตัว น้ำอดน้ำทนก็คงจะพอๆกัน นักมวยดังๆหลายรายขี้มักจะเป็นอย่างนี้ ต่อยกันไม่มันเอาเสียเลย  สามยกผ่านไปก็เอาแต่คุมเชิงกันอยู่ คนดูบ่นกันอู้ ดีไม่ดี ถ้าเป็นเวทีใหญ่อย่าง ราชดำเนิน หรือ ลุมพินี ก็โดนโห่เละไปแล้ว แต่คู่นี้ พอขึ้นยกสี่ กรรมการเรียกมากลางวที คงจะบอกว่าให้ต่อยกันเสียที ผมอยู่ข้างล่างฟังไม่ได้ยิน เห็นนักมวยทั้งคู่พยักหน้า หงึกๆ แปลว่ารับรู้
         พอกรรมการเอามือสับลงไปแล้วบอกว่า “ชก” เท่านั้นแหละคุณเอ๋ย นักมวยทั้งคู่ไม่ได้ดูเชิงกันแบบสามยกที่ผ่านมาแล้ว  มันลุยกันแหลก ทั้งต่อย ทั้งเตะ หมัดเท้าเข่าศอก ประเคนกันเข้าไปเป็นว่าเล่น มองดูแล้วทั้งคู่มีน้ำอดน้ำทนกันดีมาก ขนาดต่อยกันมา ๓ ยกผ่านไปแล้วยังไม่เหนื่อยเลย มันจะไปเหนื่อยหาหอกอะไรกันเล่า ก็สามยกที่ผ่านมานั้น ฟุตเวอร์คคุมเชิงกันอยู่ท่าเดียว  พอขึ้นยก ๔ แรงจึงดีเท่าที่เห็นนี้แหละ เมื่อครบ ๕ ยกแล้ว ทั้งสองฝ่ายจึงเสมอกันอย่างดุเดือดในสองยกหลัง  ทำให้คนดูปรบมือชอบใจกันใหญ่  เป่าปากกันเปี๊ยว ป๊าวไปหมด

         นี่ถ้าลุยกันตั้งแต่ยกแรกแล้วนะครับ ไม่ใครก็ใครต้องลงเปลไปกันข้างหนึ่งละ แต่ก็ดีแล้วที่กรรมการตัดสินออกมาอย่างนี้
          เฮียแก่เล็กบอกว่า เฮ้ย เก้ว นี่มันจะสี่ทุ่มเข้าไปแล้ว น้าทัยเขาจะชกเป็นคู่ไหนของเขาวะ ไอ้เหม่งบอกว่า ไหนๆ เข้ามาดูเสียตังค์กันแล้ว ก็ควรจะรอดูสักหน่อย ผมก็ว่า ไอ้เหม่งมันพูดถูก เพราะว่าเราไม่ได้รีบกลับบ้าน หรือจะรีบไปไหน มาดูน้าเราต่อยสักหน่อยเถิดนะ เพราะว่าได้ยินคนพูดกันหลายคนแล้วว่า น้าทัยเป็นนักมวย  เราก็ยังไม่เคยเห็น เฮียแก่เล็กก็พยักหน้า เป็นอันว่าตกลงดูกันต่อไปอีก
          ซึ่งถัดไปก็เป็นนักมวยรุ่นเล็กๆ ซึ่งชกกันมันมาก แต่ระยะเวลาในการชกสั้นเหลือเกิน เพราะว่าพอระฆังดังขึ้น ทั้งคู่ปราดเข้ามาไม่ต้องดูเชิงกันแล้ว ซัดกันนัวเนีย ครบทุกอาวุธ มีเท่าไรประเคนใส่กันไม่ยั้ง ดังนั้นในสามนาทีที่ชกกันนั้น มันต้องมีสักหมัดหลงเข้าไปถูกเป้าบ้าง นั่นไง แดงโดนเข้าไปแล้ว หมัดแรกของน้ำเงินเหวี่ยงเข้าไปโดนกกหู แดงมึนซึมลงทันตาเห็น น้ำเงินได้ที ตามไล่เข้าไปติดๆ ซัดหมัดชุดเข้าที่หน้าอีกชุดใหญ่ แดงทนไม่ไหวหมดทางปิดป้อง ทรุดคาเชือกอยู่ที่มุมแดงของตัวนั่นเอง คู่นี้น้ำเงินจึงได้รับการชูมือเป็นผู้ชนะ น๊อคเอ๊าท์ไป

         คู่นี้เป็นคู่ที่ ๕ หรือ ๖ ก็จำไม่ได้แล้ว ได้ยินโฆษก ประกาศว่า คู่ต่อไปนี้เป็นคู่ล้างตา ระหว่าง ศิษฐ์น้อย  ศิษฐ์สิน  กับ อำนวยพร  ส.นครชัย ในรุ่นน้ำหนักไม่เกิน ๕๒ กิโลกรัม หรือรุ่น ฟลายเวท นั่นเอง มวยคู่นี้ได้พบกันมา ๒ ครั้งแล้ว ที่เวที มวยวัดบางลาน ในงานประจำปี และเวทีมวย ดำเนินสะดวก เมื่อปีที่แล้ว ผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะ กันคนละหน ดังนั้นในวันนี้จึงเป็นนัดล้างตาที่ท่านรอคอยกันมานาน แล้วโฆษกก็ประกาศบรรยายสรรพคุณไปเรื่อยๆ ก่อนที่นักมวยทั้งคู่จะขึ้นเวที
          พอผมได้ยินคำว่า ศิษฐ์น้อย  “ศิษฐ์สิน” เข้าเท่านั้น ผมก็สะกิดเฮียแก่เล็กและไอ้เหม่งแล้วว่า พวกเราโชคดีแล้ว น้าทัยต่อยคู่ต่อไปนี้แหละ เฮียแก่เล็กว่า แล้วเก้วรู้ได้ไง ผมก็บอกว่า ผมแน่ใจแน่นอน เพราะว่า ฉายาว่า ศิษฐ์สินนั้น น้าทัยคงจะเอาชื่อ พ่อของเขา (คือตาของผม) ที่ชื่อนาย สิน  สนกระแสร์  มาเป็นชื่อค่ายเสียเลย ความคิดของผมคงจะถูกต้อง ผมบอกเฮียแก่เล็กและไอ้เหม่งคอยดูกันต่อไปก็แล้วกัน
         ผมบอกกับไอ้เหม่งยังไม่ทันขาดคำ นักมวยมุมแดงก็ขึ้นเวทีมาก่อน ใส่กางเกงชกมวยเสียสวยงาม  ที่กางเกงปักอักษรศิษฐ์น้อย ศิษฐ์สิน สีเหลือง นั่นไง น้าทัย น้าของผม น้องชายคนสุดท้องของแม่ผมนั่นเอง ต่อมาก็นักมวยในมุมน้ำเงินก็ขึ้นมาบนเวที รูปร่างก็ไล่เลี่ยกัน แต่อำนวยพร ส.นครชัย ผิวจะคล้ำไปกว่าน้าทัยเล็กน้อย ได้ยินโฆษกบอกว่า อำนวยพรนี้เป็นมวยไต้ จากนครศรีธรรมราช ตระเวณชกในแถบภาคไต้ และบางครั้งก็ขึ้นมาชกถึงโพธารามนี้ อยู่ในรุ่นน้ำหนัก ๕๒ กิโลกรัมเช่นเดียวกัน

         น้าทัยนั้นในฐานะเป็นน้าแท้ๆของผม ผมจึงจะขอกล่าวประวัติของเขาสั้นๆสักเล็กน้อยให้ท่านผู้อ่านได้ทราบ   เมื่อพ่อกับแม่ของผมแต่งงานกัน ที่บ้านกำนันโกวิท ในตลาดเจ็ดเสมียนนั้น ได้ไม่นาน ก็ไปรับ  เด็กชาย อุทัย สนกระแสร์ มาจาก บ้านที่บางตะบูน จังหวัดเพชรบุรี เพื่อมาเข้าโรงเรียน เรียน ม.๑ ที่โรงเรียน ทอผ้า วัดโชค เรียนที่โรงเรียนวัดโชคจนจบ ชั้น ม. ๓ แล้ว จึงได้ไปเรียนต่อที่ โรงเรียน โพธาราม โพธาวัฒนาเสนี จนจบชั้น ม. ๖ ในขณะที่เรียนหนังสืออยู่ที่โพธารามนั้น ได้ไปอาศัยอยู่ที่วัดโพธิ์ไพโรจน์ ในโพธารามนั่นเอง จนกระทั่งจบแล้ว จึงได้ไปสมัครเข้าโรงเรียนนายสิบ ทหารช่างที่ราชบุรี ในขณะที่เรียนอยู่โรงเรียนนายสิบนั้นได้มาอยู่ที่เจ็ดเสมียน ที่บ้านผม ระยะหนึ่ง
         น้าทัยเป็นนักสู้ที่อดทนมาตั้งแต่เด็กๆ เพราะที่บ้านบางตะบูน บางเค็ม นั้นยากจน ตายาย ของผมที่อยู่บางตะบูนนั้น มีอาชีพเก็บฝักไม้โกงกางขาย และมีอาชีพรับจ้าง ตัดต้นโกงกาง ใส่เรือ ต้นโกงกางนี้ มีขึ้นชุกชุมมาก ในเขตน้ำกร่อย เช่น ที่บางเค็ม หรือบางตะบูน มองไปจะเห็นต้นโกงกางสุดลูกหูลูกตา ไม้โกงกางนี้เขาจะนำไปเผาเป็นถ่าน ถือกันว่าเป็นถ่านชั้นดีเยี่ยม และมีราคาแพงมาก แต่ในสมัยนี้คงไม่ค่อยมีต้นโกงกางแล้ว ถ้ามีก็คงจะมีน้อยลงไปมาก
         น้าทัยนั้น พ่อแม่ก็ยากจนไม่มีสมบัติอะไรจะให้ จึงต้องจากบ้านมาตั้งแต่เด็กๆ ไปอาศัยอยู่บ้านคนนั้นบ้างคนนี้บ้าง ในตอนที่เรียนหนังสืออยู่ที่โพธารามนั้น ก็ได้ไปอาศัยที่วัดโพธิ์ไพโรจน์อยู่หลายปี จนเรียนจบ น้า อุทัยนี้ พ่อของผมเป็นผู้ส่งเสียในการเรียน และค่าใช้จ่ายต่างๆจนเรียนจบ ส่วนแม่ของผมนั้น ก็ออกจากบ้านตั้งแต่เริ่มเป็นสาว มาอยู่กับ น้องชายของตาซึ่งเป็นนายตรวจทางอยู่ที่เจ็ดเสมียนนี้ จนต่อมาได้แต่งงานกับพ่อของผม
         นี่เป็นเรื่องคร่าวๆของนักมวยที่ ชื่อว่าศิษฐ์น้อย  ศิษฐ์สิน ที่จะต่อยกับคู่ต่อสู้อีกไม่กี่นาทีข้างหน้านี้ (ลืมบอกไป น้าทัยในขณะตะเวณชกมวยเพื่อหาเงินเลี้ยงตัวเป็นพิเศษนั้น มียศเป็นสิบเอก ทหารช่าง กองร้อยที่ ๑๑๑ เขากรวด จังหวัดราชบุรีครับ)
         ผมกับเฮียแก่เล็กและไอ้เหม่ง ต่างก็ตื่นเต้นกันใหญ่ ที่จะได้ดูมวยที่เราอุส่าห์ตั้งใจจะดู ยกที่ ๑ เริ่มขึ้น โฆษกข้างเวทีที่พากย์มวยก็เริ่มพากย์เสียงดังลั่น  ผมเห็นทั้งคู่ปราดเข้ามาหากัน น้าทัยนั้น ถนัดซ้าย จึงจรดมวยทางขวาออก ส่วนอำนวยพรนั้น ถนัดขวา จึงจรดมวยไปตามปรกติ มวยซ้ายกับมวยขวานั้นต่อยกันแล้ว ทำความลำบากใจให้มวยถนัดขวามาก
         เมื่อสัญญาณยก ที่๑ ดังขึ้นนั้น น้าทัยปราดเข้าไปทักทายด้วยการเตะขวา เข้าที่ข้อเท้าของคู่ต่อสู้ ๑ ที อำนวยพร ออกหมัดแย๊ปซ้ายสวนมาเหมือนกัน แต่ไม่โดน ต่างคนต่างถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน จนจบ ยกที่ ๑ ในยกที่ ๒ และ ๓ นั้น ต่างคนต่างแลกหมัดและเตะกันอย่างดุเดือด แต่ก็ยังไม่มีใครเพลี่ยงพล้ำลงไป คนดูตบมือชอบใจ ที่นักมวยทั้งคู่ต่อยกันได้ดุเดือดถึงใจ จนระฆังหมดยกที่ ๓
         เสียงระฆังยกที่ ๔ ดังขึ้น ทั้งคู่ปราดเข้าหากัน ยังไม่ได้เริ่มต้นต่อยกันเลย ในพริบตานั้นผมเห็น น้าทัย เตะซ้ายสูงขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ นักมวยฝ่ายน้ำเงินกำลังจรดๆจ้องอยู่ แข้งซ้ายของน้าทัย กระทบเข้ากับกรามของอำนวยพร อย่างจัง มันรุนแรงมาก ทำเอา อำนวยพร ล้มทรุดลงไปทั้งยืน  กรรมการปราดเข้านับ ถึง ๑๐ แล้ว ถึงอย่างไร อำนวยพร ส.นครชัย ก็ไม่อาจลุกขึ้นมาได้ทันเวลาอีกแล้ว กรรมการนับสิบ แล้วปราดเข้าไปชูมือ ของศิษฐ์น้อย ศิษฐ์สิน ให้เป็นผู้ชนะอย่างเด็ดขาด

          เสียงโฆษกตะโกนลั่นว่า ในคู่นี้ เป็นคู่รักคู่แค้นกัน คงจะมีนัดล้างตากันอีกในวันข้างหน้า เสียงคนดูปรบมือชอบใจโห่ร้องกัน ให้ผู้ชนะในวันนั้นด้วย 
      

         เหตุการณ์ในตอนนี้ที่ผมเสนอมานั้น ผมไม่ได้อธิบายอย่างละเอียดนัก เพราะว่ามันจะยาวยืดเยื้อจนเกินไป รายละเอียดเรื่องราวของน้าทัย ซึ่งเป็นน้าแท้ๆของผม ยังมีอีกมาก เป็นเรื่องที่ต่อสู้แบบลูกผู้ชายมาทั้งชีวิต  เวลานี้ น้าอุทัย เกษียณจากราชการมาหลายสิบปีแล้ว ยังมีชีวิตอยู่ แต่หูค่อนข้างตึง อาจจะเป็นเพราะตอนหนุ่มๆนั้น ชกมวยได้รับความกระทบกระเทือนมากเกินไปนั่นเอง และมีความสุขอยู่กับลูกๆหลานๆ ในบั้นปลายของชีวิตนี้ ที่แยกวังมะนาว ราชบุรี ในปัจจุบันนี้
          

        ผมบอกกับเฮียแก่เล็กว่า เราไม่อยากดูมวยต่อแล้ว พวกเราออกไปหาพวกไอ้โห้กันดีกว่า ไม่รู้ว่ามันอยู่ที่แถวไหน เฮียแก่เล็กว่า ถ้าเราไม่เจอพวกมันในคืนนี้เลยก็ไม่เป็นไร ไม่ต้องเป็นห่วงพวกมัน เพราะพวกมันก็มีกันตั้งสามคนเหมือนเรา และพอพรุ่งนี้เช้าก็คงจะไปเจอกันที่สถานีรถไฟแน่นอน ดังนั้นผมทั้งสามคนก็เดินไปดูการละเล่นต่างๆ พร้อมกับสอดส่ายสายตาดูพวกไอ้โห้ด้วย เผื่อจะเจอมันบ้าง
           ห้าทุ่มกว่า เกือบเที่ยงคืนแล้ว การละเล่นก็ยังไม่เลิก ลิเกก็ยังรบกันอย่างดุเดือด เลือดพล่าน มอเตอร์ไซค์ไต่ถัง ก็วิ่งกันกระหึ่มคนดูกันเต็มทุกๆรอบ  มองไปทางไหนก็ยังเห็นคนเดินกันขวักไขว่ยังไม่เบาบางลงเลย  เที่ยงคืนพอดี ผมสามคนชื้อก๋วยตี๋ยวในงานนั้นกินกันคนละชาม ให้อิ่มท้องเข้าไว้ จะได้ไม่ค่อยง่วงมากนัก
          ยิ่งดึกคนก็จางๆลงไป การละเล่นบางอย่างก็เริ่มเลิก  ผม  เฮียแก่เล็ก และไอ้เหม่ง ยังเดินวนเวียนอยู่ที่งานต่อไป แล้วก็ไปพบไอ้พวกสามคนนั้นนั่งอยู่ที่หน้าจอหนัง ซึ่งกำลังฉายอยู่ เห็นไอ้แอดนั่งหลับอยู่ใกล้ๆ ไอ้โห้พี่ชายของมัน ส่วนอีกสองคนนั้นกำลังจ้องดูหนังเขม็งอยู่ ไอ้อู๊ดมองเห็นพวกผมแล้วก็ตะโกนเรียกให้มานั่งดูหนังด้วยกัน
           ความดึกก็คืบคลานเข้ามา อากาศเริ่มเย็นมากขึ้น คนที่มาเที่ยวที่งานหาดทรายนี้ก็กลับบ้านกันเกือบหมดแล้ว เหลือแต่พวกผมเท่านั้นที่ยังกลับบ้านไม่ได้ ต้องไปรอรถไฟกลับในตอนสายๆของวันรุ่งขึ้นนั่นแหละ เมื่อการละเล่นทุกอย่างเลิกหมดแล้ว พวกผมก็ชวนกันไปนั่งหลับกันที่สถานีรถไฟ เพราะรู้สึกว่าจะปลอดภัยดีกว่านั่งหลับกันตามหาดทรายอย่างนี้ เมื่อปรึกษากันได้ดังนี้แล้วก็ปลุกไอ้แอดน้องชายของไอ้โห้ที่ มันอุส่าห์มาเที่ยว อดหลับอดนอนด้วย ให้มันลุกขึ้น จะได้ไปเปลี่ยนที่นั่งหลับกันใหม่ พวกเราเดินขึ้นจากหาดทราย เมื่อประมาณตี ๓ แล้วเดินไปที่สถานีรถไฟซึ่งอยู่ไม่ไกลมากนัก  เมื่อถึงสถานีรถไฟแล้ว ก็นั่งกันตรงที่เก้าอี้ที่พักผู้โดยสาร ตรงนั้นมีไฟนีออนดวงยาวสว่างไสวไปทั่วบริเวณ ไม่น่ากลัวอะไร  และพวกผมก็นั่งหลับตาอยู่ตรงนั้น
         

        ที่สถานีรถไฟนั้นผมต้องมาทุกวัน เพื่อมาโรงเรียนอยู่แล้ว  แต่มานั่งหลับที่เก้าอี้นั่งพักของผู้โดยสาร ผมยังไม่เคยเลย  ตอนดึกๆ ตี ๓ ตี ๔ อย่างนี้ ผมได้ยินเสียงหมูและสัตว์ต่างๆร้องโหยหวน ที่โรงฆ่าสัตว์ โพธาราม ซึ่งในตอนนั้นอยู่ใกล้ๆโรงเรียนโพธานั่นเอง (แต่เวลานี้จะอยู่ที่ไหนผมไม่รู้) ท่ามกลางความเงียบเสียงเหล่านั้นจึงได้ยินอย่างชัดเจน  ที่หน้าสถานีรถไฟนั้น ในเวลาอย่างนี้ พ่อค้าแม่ค้าก็เอารถมาจอดที่ริมถนนตรงหน้าสถานี เพื่อเอาพืชผักสินค้า มาลงแล้วก็หาบเข้าตลาด เสียงจ๊อกแจ๊กจอแจ กันดังลั่นไปหมด
         พวกผมก็ง่วงนอนกันเต็มที่ อดนอนกันอย่างนี้ไม่ค่อยจะได้เคยอดหรอกครับ ตอนอยู่ที่บ้านนั้น อย่างมากก็สามสี่ทุ่มก็กลับเข้าบ้านนอนกันหมดแล้ว นี่เป็นกรณีพิเศษจริงๆ ไอ้แอดมันซื้อ รูปภาพที่เป็นตัวการ์ตูน แผ่นใหญ่ๆ ประมาณกระดาษ เอ ๔ แล้วต้องไปตัดเอา เป็นรูปเล็กๆ ขนาดไพ่ที่เราเล่นกัน แผ่นหนึ่งก็ได้หลายรูปอยู่ แอดมันซื้อมาหลายใบ ใส่ถุงเอาไว้เสียอย่างดี ขนาดมันนั่งหลับมันก็ยังกอดไว้ที่ตัวมันกลัวว่ามันจะหายไป
          เช้าแล้ว เสียงจอแจอึกกะทึกครึกโครม ของผู้คนที่สถานีรถไฟนี้ พวกผมแต่ละคนไม่มีใครนั่งหลับได้อีกแล้ว ได้หลับกันก่อนหน้านี้คนละนิดหน่อยก็ยังดีแล้ว อดใจไว้อีกไม่นานก็จะขึ้นรถกลับบ้านแล้วไปนอนต่อที่บ้านเสียให้พอ  เฮียแก่เล็กว่า อดทนหน่อยอยากเที่ยวกันก็เป็นแบบนี้แหละ ไม่ถึง ๓ โมงเช้าดีหรอกรถไฟก็จะมาแล้ว ได้ยินเฮียแก่เล็กว่าอย่างนั้น ก็ใจชื้นขึ้นมาหน่อย ตอนเช้านี้พวกผมจึงเดินไปที่ตลาดนัดเช้าซึ่งอยู่ในตลาด แล้วซื้อขนมถ้วยฟู ขนมเปียกปูนสีดำเมื่ยม และขนมใส่ไส้ มาแบ่งกันกิน กันหิวไว้ก่อน
          ๓ โมงเช้ารถล่อง ไปเพชรบุรีจึงมาถึง สถานีโพธาราม  เป็นรถหวานเย็น ที่ต้องจอดทุกสถานี รับสินค้าและแม่ค้า พ่อค้า พร้อมด้วยของต่างๆ จึงจอดแต่ละสถานีเป็นเวลานานๆ อย่างเช่นที่สถานีโพธารามนี้ ผมกะว่าคงจอดประมาณ ๕ นาทีขึ้นไปเป็นอย่างน้อย
          พวกผมตีตั๋วเตรียมกันไว้นานแล้ว พอรถไฟเทียบชานชลาสถานี พวกผมก็เหยียบบันไดรถไฟขึ้นไปทันที พยายามรีบขึ้นมาให้เร็วที่สุด จะได้มีที่นั่งบ้าง พอโผล่เข้าไปในตู้โดยสาร โอ้โฮ คนนั่งกันเต็มไปหมดแล้ว มิหนำซ้ำยังมีของอื่นๆ พืชผัก กระจาด หาบและสินค้าอื่น กองกันระเกะระกะ ก่ายกันเต็มไปหมด ไม่มีระเบียบเอาเสียเลย
          เฮียแก่เล็กบอกพวกเราว่า ไม่ต้องเข้าไปข้างในหรอก มันไม่มีที่นั่งแล้ว ไปยืนกันตรงประตู หรือ ระหว่าง ข้อต่อตู้ต่อตู้ก็ได้ พวกเราไปแค่สถานีเดียวยืนไปก็ได้ เดี๋ยวเราก็ลงแล้ว อดทนกันหน่อย ตกลงพวกเราจึงไม่ได้เบียดเข้าไปในตู้โดยสารแล้ว ยืนกันอยู่ที่หน้าประตูตรงข้อต่อพ่วงกันนั่นเอง เมื่อได้ที่ยืนแล้วผมสังเกตเห็น ไอ้แอดมันง่วงเต็มที่ ตามันแทบจะลืมไม่ขึ้นอยู่แล้ว จึงร้องบอกให้ไอ้โห้จับน้องมันไว้ด้วย เวลารถไฟมันวิ่งมันกระเทือนโยกไปโยกมา กลัวว่าไอ้แอดมันจะพลัดตกลงไปเสียก่อน จะถึงสถานีเจ็ดเสมียน
         รถเริ่มวิ่งเร็วขึ้น ไอ้โห้ก็จับน้องมันไว้แน่น ที่เรายืนกันอยู่นั้น ไม่มีอะไรกั้นเลย ลมจึงพัดอู้เข้ามา หลับตาหยีกันหมด เพราะว่ากลัวฝุ่นเข้าตา ไอ้แอดก็หลับๆตื่นๆ ภาพการ์ตูนที่มันอุส่าห์ซื้อมาจากในงานหาดทราย ก็พะเยิบพะยาบ ไอ้แอดมันก็จับไว้แน่น รถยิ่งวิ่งเร็วได้ที่ของมัน ลมก็ยิ่งปะทะหน้าแรงขึ้น  พวกผมพยายามข่มตาเอาไว้ไม่ให้มันง่วง เหมือนที่เฮียแก่เล็กแกบอก มีแต่ไอ้แอดน้องไอ้โห้ คนเดียวเท่านั้น ที่มันเด็กกว่าพวกเราหลายปี มันสลึมสลือ เหมือนมันง่วงเสียแย่
         ดังนั้นมันจึงอดใจไม่ให้หลับไม่ไหว ในขณะที่มันกำลังเคลิ้มๆจะหลับอยู่นั้น มือที่มันถือรูปภาพอยู่นั้นก็ค่อยๆคลายออก ลมพัดกระโชกมาทีเดียว รูปภาพที่อยู่ในถุงกระดาษนั้นก็ปลิวหลุดมือลอยตามลมไป มองเห็นแว๊บๆ  เฮียแก่เล็กเห็นแล้ว ร้อง เฮ้ย ไอ้โห้ รูปภาพของไอ้แอดปลิวไปหมดแล้ว ขนาดไอ้โห้จับไอ้แอดอยู่อย่างนั้นก็ยังมองไม่ทันเลยว่า ลมได้พัดเอารูปภาพของไอ้แอดเอาไปกินเสียหมดแล้ว
         ไอ้โห้เรียก แอด แอด ตื่นๆ  รูปมึงปลิวไปหมดแล้ว ไอ้แอดลืมตาขึ้นมาได้ รู้เรื่องแล้วว่าอะไรเป็นอะไร ก็ร้องไห้โฮขึ้นมา เสียดายรูปนั้นอย่างสุดแสน สู้อุส่าห์มากับเขาด้วย ก็เพื่อจะมาซื้อภาพนี้อย่างเดียวเท่านั้น เมื่อมันหลุดลอยไป ทั้งๆที่เกือบจะถึงบ้านแล้วอย่างนี้ จะอดใจไม่ให้ร้องไห้ขึ้นมาอย่างไรไหว พวกผมก็ปลอบใจกันไป กว่ามันจะหยุดร้องไห้ได้ รถไฟก็เกือบถึงสถานีเจ็ดเสมียนแล้ว สงสารไอ้แอดก็สงสารมัน แต่จะทำอย่างไรได้ ก็ของมันลอยตามลมไปแล้ว เฮียแก่เล็กจึงว่า ไม่เป็นไร เดี๋ยวถึงบ้าน ถ้าที่บ้านมีภาพอย่างนี้ เดี๋ยวกูให้มึงเป็นสองเท่าเลย  ไอ้แอดจึงหยุดร้องไห้ แต่ก็ยังสะอื้น ฮัก ๆ อยู่
         รถไฟผ่านคลองมะขามมาแล้ว เฮียแก่เล็กก็เตือนให้พวกเราเตรียมตัวลงได้ และถ้าได้ลงจากรถไฟเหยียบแผ่นดินเจ็ดเสมียนเมื่อไร ก็เป็นอันว่า ภารกิจอันนี้ก็สำเร็จไปด้วยดีอีกครั้งหนึ่ง ต่อไปแล้วบ้านใครก็บ้านมัน ไว้เมื่อหายง่วงหายเหนื่อยแล้วค่อยมาเจอกันใหม่อีกครั้งหนึ่ง พวกเราขยับตัวเตรียมจะลงจากรถไฟกะว่าเมื่อรถไฟจอดสนิทดีแล้ว ก็จะได้ลงจากรถไฟอย่างสะดวก 
         เฮียแก่เล็กบอกไอ้โห้ว่า จับไอ้แอดไว้ให้ดีๆนะโว้ย จะถึงแล้ว แต่ไอ้โห้มันบอกเฮียแก่เล็กว่า เฮียไอ้แอดมันเอานิ้วแหย่เข้าไปในรูเหล็กนี้ มันดึงออกไม่ได้ พวกผมทุกคนหันมามองดูที่มือไอ้แอด เวร....!  จริงๆด้วย ไอ้แอดนี่ทำเรื่องยุ่งอีกแล้ว  เสียงเฮียแก่เล็กว่าแล้วมันแหย่เข้าไปได้อย่างไรวะ  มันเข้าได้มันก็ต้องออกได้ซี ค่อยๆดึงดูก็แล้วกัน รถเกือบเข้าสถานีแล้ว เสียงไอ้โห้บอกน้องมันว่าให้กลั้นใจหน่อย ๆ แล้วมันก็ค่อยๆดึง เสียงไอ้แอดร้องโอ๊ย เจ็บๆ
         ผมพอจะเข้าใจแล้วว่าเพราะอะไรจึงเป็นอย่างนี้  เดาเอาว่าในขณะที่ไอ้แอดมันเสียใจเรื่องที่รูปภาพ ที่มันอุส่าห์ซื้อมาจากที่งานหาดทรายโพธารามนั้นปลิวหายไปหมดแล้ว มือมันก็แหย่ก็ไชไปตามเรื่อง แก้เครียด ว่างั้นเถอะ พอดีตรงที่มันยืนอยู่นั้น มีรูที่เขาเอาน้อตออกไปแล้วรูหนึ่ง มันก็แหย่นิ้วชี้ข้างซ้ายเข้าไปเรื่อยเปื่อย จึงได้ติดอยู่ในรูน๊อตดังกล่าวมาแล้ว
         มีคนที่เตรียมตัวจะลงที่สถานีเจ็ดเสมียนก็หลายคน ในตู้นั้น ที่เดินมารออยู่ตรงทางที่จะลง ต่างก็มองมาที่ไอ้แอดทั้งนั้น จนกระทั่งเป็นกลุ่มใหญ่ รถก็จอดที่สถานีเจ็ดเสมียนพอดี มองเห็นนายสถานี คือคุณลำไย โสภาพันธ์ นายสถานีในสมัยนั้น ยกธงแดงอยู่ในมือ เป็นสัญญาณว่าให้รถจอดได้ เมื่อรถจอดสนิทดีแล้ว คนที่จะลงสถานีนี้ก็เดินลงไปกันเป็นแถว  ที่สถานีเจ็ดเสมียนนั้นรถขบวนนี้จะจอดไม่นาน เพราะว่าไม่ค่อยมีสินค้าและคนขึ้นลงมากเหมือนสถานีโพธาราม จะจอดอย่างมากก็ไม่เกิน ๒ นาทีก็จะออกแล้ว
         พวกเราร้อนใจกันใหญ่ นิ้วไอ้แอดดึงเท่าไรก็ดึงไม่ออก จนนิ้วมันห้อเลือดไปหมด จนเฮียแก่เล็กสะกดอารมณ์ไม่อยู่ เอ่ยปากออกมาว่า  ไอ้เวรเอ๊ย เอาเรื่องยุ่งมาให้อีกจนได้ มึงนะมึง ไอ้โห้ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ เพราะสงสารน้องมัน เป็นน้องใครๆก็สงสาร เพราะมันไม่ได้แกล้ง มันเป็นความบังเอิญต่างหาก แล้วมันก็ร้องโอดโอย เพราะว่ามันเจ็บนิ้วมัน ในตอนที่พี่มันดึง แต่มันก็ไม่ออก ไอ้โห้พูดเร็วปรื๋อ ทำไงดี ทำไงดี  พวกมึงช่วยหน่อยซีวะ แล้วก็ทำหน้าจะร้องไห้ อีก

        ผมก็คิดสงสารน้องของเพื่อนเหมือนกัน แต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไรได้ รถก็จะออกอยู่แล้ว
นายสถานีลำไย มองดูความเรียบร้อยของผู้โดยสาร เมื่อเห็นเรียบร้อยดีแล้ว ก็จัดแจงจะยกธงเขียวขึ้นมา เป็นสัญญาณให้รถออกได้  เร็วเท่าความคิด เฮียแก่เล็กแกกระโดดลงจากรถไฟทันที แล้วรีบวิ่งไปหานายสถานี ลำไย ซึ่งอยู่ใกล้ๆตรงนั้นทำท่า จะยกธงเขียวสัญญาณให้รถออกได้ อยู่แล้ว ผมก็กระโดดลงไปจากรถติดๆตามเฮียแก่เล็กไป เฮียแก่เล็กแกบอกนายสถานีว่า เดี๋ยวๆ นาย นาย หยุดก่อนอย่าเพิ่งยกธง 

 alt

 

นายลำใย โสภาพันธ์ นายสถานีรถไฟ สถานีเจ็ดเสมียนในสมัยนั้น นั่งอยู่ข้างหลังป้าย (เสื้อสีดำ) ถัดมาทางซ้ายของภาพที่นั่งติดๆกับนายลำไยนั้น คือ กำนันโกวิท วงศ์ยะรา   (เสื้อสีขาว ) ในภาพนี้มี เฮียแก่เล็ก ของเราด้วย อยู่ตรงไหนดูกันเอาเองครับ

 

         พร้อมกับเอามือพนม เหมือนยกมือไหว้ นายสถานีเห็นดังนั้นก็แปลกใจ ว่า ไอ้แก่เล็กมันจะเล่นอะไรของมันนะ นายสถานีลำไยผู้นี้  เป็นนายสถานีที่อยู่ที่เจ็ดเสมียนมายาวนานมาก เป็นคนที่เป็นมิตรสัมพันธ์กับคนในตลาดเจ็ดเสมียน และคนใกล้เคียงเป็นอย่างดี จะรู้จักไปหมด ไม่ว่าลูกเด็กเล็กแดง ถ้าเป็นเด็กตลาดละก็จะรู้จักดี  นายลำไยนี้ ในตอนหลังได้ย้ายออกไปอยู่ที่สถานีอื่น เมื่อต้นปี พศ. ๒๕๐๕
         เฮียแก่เล็กบอกละล่ำละลักกับนายลำไยว่า มีเด็กเอานิ้วแหย่ไปในรูน๊อตติดอยู่ แล้วมันดึงไม่ออกบนตู้รถไฟ พร้อมกับชี้มือไปทางนั้น  จะทำอย่างไรดี เฮียแก่เล็กว่า นายสถานีได้ยินดังนั้นก่อนอื่นจึงยกธงแดงเอาไว้ก่อน เป็นสัญญาณว่ายังไม่เรียบร้อย รถยังออกไม่ได้ แกจึงถามว่า ใครกันวะ เด็กลูกใคร เฮียแก่เล็กก็ว่า เป็นลูกยายฮวย เมื่อวานไปเที่ยวที่งานหาดทรายกันมา เพิ่งจะกลับกันเช้าวันนี้เอง นายสถานีพยักหน้า และทำหน้าครุ่นคิด ได้ยินสียงหวูดรถไฟที่หัวรถจักร ที่คนขับรถไฟชักมันขึ้นมา คล้ายจะถามว่า มีปัญหาอะไรกันหรือ รถจึงยังออกไม่ได้
         นายสถานีเดินจ้ำๆไปที่ตู้รถไฟที่ไอ้แอดนิ้วมันติดอยู่นั้น ตอนนี้ไอ้เหม่งกับ ไอ้อู๊ดมันลงจากรถไปหมดแล้ว และไอ้เหม่งมันก็ยืนอยู่ข้างๆผมนี่เอง  นายสถานีขึ้นไปดูประเดี๋ยวเดียว เสียงไอ้แอดก็ร้องขึ้นมาอีก คงเป็นเพราะว่า นายสถานีแกลองไปดึงนิ้วไอ้แอดดู ไอ้แอดมันเจ็บจนห้อเลือดนิ้วบวมมากกว่าเก่าแล้ว มันก็ร้องลั่นขึ้นมา

         คนอื่นๆที่อยู่ที่ในสถานีเห็นที่บนตู้ไฟรถเขามีอะไรกัน และสงสัยว่าทำไมมีปัญหาอะไรรถจึงยังไม่ออกจากสถานีเสียที จึงขึ้นมามุงดูด้วยความอยากรู้กันเต็มไปหมด ต่างคนต่างก็ออกความเห็นไปกันใหญ่โต ถึงขนาดที่จะต้องเอาเลื่อยตัดเหล็กมาตัดตรงส่วนนั้น ให้ติดนิ้วไอ้แอดออกมา รถไฟจะได้ไปได้  ไอ้แอดมันได้ยินเข้ามันก็เกือบจะชักดิ้นชักงออยู่ตรงนั้นด้วยความกลัว บางคนก็หลอกมันว่า จะต้องตัดนิ้วมัน เพราะว่าไม่มีทางอื่นแล้ว
         ไอ้แอดก็ยิ่งเพิ่มความกลัวใหญ่ แบบว่าจับเข้าขั้วหัวใจเลยทีเดียว ในขณะที่ทุกคนรวมทั้งผู้ที่มุงดูด้วยยังนึกไม่ออกนั่นเอง นายสถานีลำไยก็เดิน ออกมาจากที่นั้นแล้วเดินเข้าสถานีไป เหมือนกับว่า ไม่สนใจแล้ว มันจะเป็นอย่างไรก็ช่างมัน ทุกคนทำหน้าผิดหวัง แต่ชั่วประเดี๋ยวเดียว นายสถานีก็เดินออกมาจากสถานี ทุกคนเห็นว่า นายสถานีเดินออกมาถือขันน้ำและสบู่มาก้อนหนึ่งด้วย  แล้วรีบเดินตรงมาที่ตู้ที่น้องไอ้โห้นิ้วติดอยู่

         มาถึงแล้วก็ยื่นสบู่กับน้ำให้ไอ้โห้ แล้วบอกไอ้โห้ว่า เอาน้ำราดลงไปที่นิ้วมันเลย ให้เปียกหน่อย แล้วเอาสบู่นี้ ทาถูให้ทั่วที่นิ้วมัน แล้วค่อยๆดึงออกมา ดูซิมันจะออกไม๊ ออกหรือไม่ออกก็ให้มันรู้ไปแกว่า แล้วยืนดูไอ้โห้ปฏิบัติตาม  ไอ้โห้ก็รีบจัดการตามที่แกว่า คล้ายกับปาฏิหาริย์ นิ้วไอ้แอดที่ดึงกันแทบตาย นิ้วแทบจะหลุดนั้นก็หลุดออกมาอย่างง่ายดาย ด้วยความลื่นของ สบู่ นั่นเอง แล้วอย่างนี้ ทีแรกทำไมไม่มีใครคิดถึงในข้อนี้ มัวแต่ดึงนิ้วมัน จนนิ้วห้อเลือดช้ำไปหมด
          นิ้วชี้ซ้ายไอ้แอดออกจากรูน้อตนั้นแล้ว แต่ก็บวมเป่งเพราะการเสียดสีกับรูน๊อต และช้ำเลือดด้วย สองคนพี่น้องก็ยกมือไหว้ นายสถานีลำไย ท่วมหัว แล้วก็พากันรีบลงจากรถไฟทันที รวมทั้งพวกไทยมุงทั้งหลายด้วย กว่านายสถานีจะยกธงเขียวทางสะดวกได้ ก็เสียเวลาไปกว่า ๑๕ นาที เพราะนิ้วไอ้แอดแท้ๆ

          นายสถานีสั่นหัว แล้วบ่นพึมพำ อย่างนี้จะทำรายงาน การเสียเวลาของรถให้หน่วยเหนืออย่างไรดีวะเนี่ย  โธ่เวรกรรมของกูแท้ๆ ไอ้แอดนะ ไอ้แอด .......!

  

alt

 

นายแอดตัวจริง เสียงจริง ในปัจจุบันนี้ ๕ เมษายน ๒๕๕๒ (patipat ถ่ายภาพ) 

 alt

 
 

แถวนั่งคนที่ ๒ จากทางขวาคือ เด็กชาย แอด นั่งอยู่ที่หน้าโรงเรียนวัดเจ็ดเสมียน และคนแรกจากทางขวามือนั้น คือ ศักดา วงศ์ยะรา คนนี้ก็ไม่เบาเหมือนกัน

 
alt
 
 
 คนที่ยืนขวาสุดในภาพนั้น เขาละ  " ไอ้แอด "  
 
 
เบื้องหลังในการเขียนเรื่องนี้

           ก่อนที่จะเขียนเรื่องนี้ ผมโทรไปคุยกับ สุรพงษ์ แววทอง (ไอ้โห้) เกี่ยวกับเรื่องไอ้แอด ที่นิ้วมันดันติดกับรูน๊อต บนรถไฟ ที่ผ่านมา ๕๐ ปีแล้วนั้น ไอ้โห้บอกว่า มันดึงนิ้วไอ้แอดออกจากรูน๊อตนั้น เท่าไรก็ไม่ออกตามที่ผมเขียนไปแล้วนั้น แต่อัศจรรย์ตรงที่ว่า ได้นึกในใจถึง ตาผ้าขาว ให้ดลบรรดาลอย่างไรก็ได้ ให้นิ้วไอ้แอดมันหลุดจากรูน๊อตนั้น สักครู่หนึ่งนายสถานี คือนายลำไย จึงได้เดินไปเอาสบู่มา ถูนิ้วไอ้แอด คงเป็นเพราะว่า ตาผ้าขาวท่านช่วยบรรดาลให้นายสถานีนึกอย่างนี้ได้ นั่นเอง

                               ตาผ้าขาวจึงเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ของชาวเจ็ดเสมียนตลอดมา

alt

นายแก้ว ผู้เขียน 

จำนวนผู้เข้าชม: 4024
ความเห็น (0)Add Comment

เขียนแสดงความเห็น
อนุญาติให้เฉพาะสมาชิกเท่านั้นที่สามารถเขียนแสดงความเห็นได้ โปรด Login หรือ ลงทะเบียน

busy
 
คุณ ๆ ที่แวะเข้ามาชมเวบเจ็ดเสมียน มีอายุเท่าไรกันบ้างครับ
 
เวบเพื่อนบ้าน
เรารักสุพรรณฯ
จำนวนผู้เยี่ยมชม
 วันนี้95 
 เมื่อวานนี้147 
 สัปดาห์นี้360 
 เดือนนี้3851 
 ทั้งหมด641912 

(C) Fliesenstadt
ผู้ที่กำลังใช้งาน
เรามี 81 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
เรื่องใหม่