สงกรานต์บ้านเราในอดีต ๑

เรื่องราวเก่า ๆ ของชาวตลาดเจ็ดเสมียน

 

alt

ซุ้มประตูวัดเจ็ดเสมียน ในปัจจุบันนี้

     เรื่อง สงกรานต์บ้านเราในอดีต (คือที่เจ็ดเสมียน) นี้ ค่อนข้างจะเป็นเรื่องที่ยาวสักหน่อย หลายตอนจบ แต่ก็ได้จับความตั้งแต่ก่อนจะเริ่มสงกรานต์ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงวันแห่ดอกไม้ซึ่งห่างจากวันสงกรานต์วันแรกประมาณ ๗ วันซึ่งจะเป็นตอนจบของเรื่องนี้ ในระยะเวลานั้นได้มีเหตุการณ์ต่างๆเกิดขึ้น และผู้เล่าก็ได้สอดแทรกเหตุการณ์เก่าๆของเด็กตลาดเจ็ดเสมียนลงไว้ด้วย เรื่องนี้จึงยาวพอสมควร

    ที่ตำบลเจ็ดเสมียนนั้น มีงานประเพณีอย่างหนึ่ง ซึ่งจะจัดกันเป็นประจำทุกๆปี ในรอบหนึ่งปีนั้น จะมีงานนี้เท่านั้นที่จะจัดอย่างใหญ่ที่สุด งานนั้นคืองานทำบุญวันสงกรานต์ และงานแห่ดอกไม้หลังสงกรานต์นั่นเอง ผู้ใหญ่และเด็กทั้งหลายที่เจ็ดเสมียนรวมทั้งผู้ที่ไปอยู่ที่อื่นๆ ต่างก็รอคอยงานนี้มานานแล้ว ปีนั้นเดือน เมษายน พ.ศ. ๒๕๐๕  คือในวันที่ ๑๓ ตรงกับวันศุกร์ ขึ้น ๙ ค่ำ เดือน ๕ ปีขาล ก็จะมาถึงในวันพรุ่งนี้แล้ว

     ผมเดินทางมาจากกรุงเทพฯ ก่อนวันสงกรานต์หนึ่งวัน โดยนั่งรถไฟซึ่งมีผู้โดยสารค่อนข้างแน่น เพราะเป็นเทศกาลที่มีวันหยุดติดต่อกันหลายวัน มาลงที่สถานีเจ็ดเสมียนเมื่อตอนเย็นวันนี้เอง ที่หน้าสถานีรถไฟในเที่ยวเย็นอย่างนี้ จะมีคนมายืนที่ชานชลาหน้าสถานีกันมากหน้า โดยมากมักจะมารอรับญาติๆหรือลูกหลานของคนที่นี่ และคนตำบลใกล้เคียงที่ได้ใช้รถไฟเป็นพาหนะเดินทาง เมื่อรถจอดเทียบชานชลาสถานีสนิทดีแล้ว คนที่จะลงที่สถานีเจ็ดเสมียนนี้ก็เดินแทรกผู้โดยสารที่หนาแน่น แหวกมาลงที่ประตูอย่างทุลักทุเล

alt

   นั่งรถไฟกลับเจ็ดเสมียน

    คนที่เจ็ดเสมียนนี้และตำบลใกล้เคียง ส่วนใหญ่ก็ยังนิยมเดินทางโดยรถไฟ เช่นคนทาง สมถะ สนามชัย วัดตึก วัดใหม่ วังลึก รวมไปถึงคนทางวัดบ้านซ่อง ก็นิยมมาขึ้นรถไฟที่สถานีเจ็ดเสมียนแห่งนี้  รถไฟโดยสารทุกขบวนที่ผ่านมาจอดที่สถานีแห่งนี้จึงมีคนมารับ มาส่งกันพลุกพล่านพอสมควร โดยเฉพาะเที่ยวนี้เป็นเที่ยวที่ใกล้เทศกาลสงกรานต์ ด้วยคนจึงหนาแน่นเป็นพิเศษ

   เมื่อรถจากกรุงเทพฯเที่ยวเย็นวันนี้ที่มีผมโดยสารมาจากกรุงเทพฯ เข้าเทียบจอดที่สถานีสนิทดีแล้ว ผมก็คว้ากระเป๋าเดินทาง ขนาดย่อมๆใบหนึ่งที่ใส่เสื้อผ้ามาจากกรุงเทพฯ เดินตามผู้ที่จะลงที่สถานีเจ็ดเสมียนกันเป็นแถวๆ เมื่อผมก้าวลงจากรถแล้ว ผมมองเห็นญาติพี่น้องของใครต่อใครมารับกันที่สถานีนี้มากมาย

   ผมมองไปทางท้ายขบวนซึ่งอยู่ไกลๆโน่น ก็เห็น วาสนา ซึ่งเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่สมัยเด็กๆ ลูกสาวคนหนึ่งของกำนันประจำตำบลเจ็ดเสมียนก็มารับ ญาติที่มาจากกรุงเทพฯด้วยเหมือนกัน ผมมองเห็นเขาแต่ไกล วาสนาเองก็มองเห็นผมในขณะที่ผมก้าวลงจากรถอยู่ก่อนแล้ว  ผมโบกมือให้ วาสนาหันมายิ้มให้กับผม ญาติของวาสนานั้น ลงจากรถไฟเกือบตู้สุดท้ายซึ่งอยู่ห่างจากผมมาก

ผมลงจากรถแล้วจึงเดินย้อนไปทางตู้สุดท้ายที่วาสนายืนอยู่ เมื่อเราพบกันต่างคนต่างก็ดีใจ ถามทุกข์สุขกันแล้วผมก็บอกว่า "ไว้วันพรุ่งนี้ค่อยพบกันและคุยกันนะ วันนี้รีบรับญาติๆที่มาจากกรุงเทพฯกลับไปบ้านก่อนเถอะ" แล้วผมก็เดินเข้าตลาดไป

    วาสนาเพื่อนของผมคนนี้นั้น ผมเคยเกริ่นไว้บ้างแล้ว ในตอนก่อนๆแต่ไม่มากนัก วาสนาเป็นลูกสาวของลุงกำนันกับป้าสาย นับว่าเป็นเด็กเจ็ดเสมียน ตั้งแต่เกิดเลยเช่นเดียวกับผม  ป้าสายเคยบอกว่า วาสนากับผม เกิดในเดือนเดียวกัน ปีเดียวกัน แต่คนละวัน ซึ่งห่างกันเพียงไม่กี่วันเท่านั้น ผมกับวาสนาเป็นเพื่อนเล่นกันมาตั้งแต่เด็กๆ โดยเหตุที่ว่า พ่อของผมเมื่อมีเวลาว่างจากโรงเรียนที่เป็นครูใหญ่อยู่ มักจะไปคุยกับลุงกำนันเสมอๆที่บ้านซึ่งอยู่ทางตลาดนอก  ผมก็ติดตามพ่อผมไปบ้านลุงกำนันด้วยแทบทุกครั้ง

alt

 คุณวาสนา ที่ผู้เขียนเอ่ยถึง (นั่งหน้า) นั่งเล่นอยู่บนรางรถไฟกับเพื่อนๆเด็กตลาดเจ็ดเสมียนด้วยกัน

    วาสนากับผมจึงนับได้ว่าสนิทกันมาตั้งแต่เด็กๆ  พอโตขึ้นมาหน่อยเราก็เรียนหนังสือที่โรงเรียนวัดเจ็ดเสมียน ด้วยกัน อยู่ชั้นเดียวกัน จนกระทั่งจบชั้นประถม ปีที่ ๔ จากนั้นวาสนาก็ไปเรียนหนังสือต่อที่กรุงเทพฯ ทำให้เราต้องจากกันเป็นระยะเวลานานๆเป็นครั้งแรก ส่วนผมก็ต้องไปเรียนต่อ ม.๑ ที่โรงเรียนที่บ้านโป่ง เป็นเวลา ๑ ปี เต็มๆที่ไม่ได้กลับมาบ้าน และไม่ได้รู้ข่าวของวาสนาเลย

    เมื่อผมกลับมาจากบ้านโป่งแล้ว ได้เข้าเรียนต่อ ม.๒ จนถึง ม. ๖ ได้อยู่บ้านที่เจ็ดเสมียนตลอด ในระหว่างนี้วาสนาเขาก็ยังเรียนที่กรุงเทพฯเหมือนเดิม ในระยะที่วาสนาเรียนอยู่ ม.๕ ม.๖ นั้นวาสนาก็กลับมาบ้านที่เจ็ดเสมียนบ่อยๆ เพราะเหตุว่า โตพอที่จะขึ้นรถไฟกลับบ้านได้เองแล้ว ในระยะนั้นความสนิทสนมของผมกับวาสนานั้นก็กลับมาเหมือนเดิม เมื่อปิดเทอมใหญ่วาสนาก็จะกลับมาอยู่ที่บ้าน เป็นเวลานาน ผมจึงได้พบกับวาสนาแทบทุกวัน

    เพราะเหตุว่าที่ไต้ถุนบ้านกำนันนั้น พี่ชายคนหนึ่งของวาสนา คือ เฮียตี๋ ผู้ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นลูกพี่ ของเหล่าบรรดาเด็กเจ็ดเสมียนรุ่นผมทั้งหลาย ได้จัดตั้งสถานเพาะกาย มีกระสอบทรายและนวม เอาไว้ฝึกซ้อมและออกกำลังกายกัน ฉะนั้น ในตอนบ่ายๆถึงเย็น พวกผมโดยเฉพาะผมเอง ก็จะไปขลุกกันอยู่ที่บ้านลุงกำนันกันทุกบ่ายถึงเย็น

เพื่อนๆที่รุ่นเดียวกับผมหลายคน เมื่อเราโตกันขึ้นมาแล้ว ก็ไม่ได้เล่นซนกันหรือไปยิงนก ตกปลากันเหมือนแต่ก่อน เหมือนที่ตอนยังเป็นเด็กเล็กๆกันอยู่ เมื่อโตกันขึ้นบ้างแล้วค่อยๆซาๆกันไป บางคนก็แยกย้ายหายเงียบไปอยู่ที่อื่นเลยก็มี  คนที่ไม่ได้ไปเรียนที่โพธารามก็แยกย้ายกันไปเรียนต่อที่อื่นๆ แต่พวกเราก็คบกันเป็นเด็กเจ็ดเสมียนด้วยกันเหมือนเดิม แต่ออกจะห่างๆกันไปบ้าง เช่น ไอ้ธรมันก็ชอบไปคุยที่ร้านถ่ายรูปไอ้เหม่ง บางทีก็ไปเที่ยวที่บางโตนดกันเป็นฝูง เรื่องไปเที่ยวบ้านย่าไอ้เหม่งกันที่บางโตนดนั้นผมก็เคยไป จนรู้จักกับคนแถวๆบางโตนดหลายๆคน 

alt     

 คุณคนอง คุ้มประวัติ (ไอ้เหม่ง) เพื่อนสนิทของผู้เขียน เมื่อสมัยเป็นเด็กอยู่ที่ตลาดเจ็ดเสมียน กำลังอุ้มน้องคนหนึ่งที่หลังบ้านห้องแถวในตลาดเจ็ดเสมียน ปัจจุบันนี้คุณคนองได้เสียชีวิตไปแล้ว
 
ระหว่างที่ผมเดินกลับเข้าบ้านที่อยู่ที่ห้องแถวในตลาดนั้น ได้พบคนเก่าๆที่เจ็ดเสมียนนี้หลายคน พอลงจากสถานี เห็นป้าแจ่มแม่ของประมูลเพื่อนของผมตั้งแต่เด็กๆ เดินสวนมา ผมก็ยกมือไหว้แล้วทักทายแก ผมถามถึงประมูล แกก็บอกว่า มันก็ว่าจะมาเที่ยวสงกรานต์แต่ก็ยังไม่เห็นมาเลย คงจะมาตอนวันแห่ดอกไม้ละมั๊ง ก่อนจะเดินจากกัน ป้าแจ่มแกว่า แหม เก้ว ไปอยู่กรุงเทพฯไม่เท่าไรเลย ตัวใหญ่ขึ้นเยอะ แถมพูดเก่งเสียด้วย 

   แล้วแกก็หัวเราะเดินข้ามทางรถไฟไปบ้านแก ซึ่งอยู่เยื้องๆกับสถานีรถไฟ (ปัจจุบันนี้ ป้าแจ่มแกเสียไปนานแล้ว แต่บ้านหลังเก่านั้นก็ยังอยู่ที่เดิม น้องสาวของประมูลก็ยังอยู่ที่นี่) ป้าแจ่มคนนี้อาชีพของแกขายขนมจีน ในวันที่มีตลาดนัด ร้านขนมจีนของแกจะอยู่ที่ไต้ต้นก้ามปูใหญ่ ตรงหน้าบ้านผม ป้าแจ่มแกเป็นเพื่อนกับแม่ของผม ตลอดมา จนสิ้นอายุขัยของแม่ผม และของแกทีเดียว 

alt
    

คุณน้อยหรือ "อี๊น้อย" (คนขวาของภาพ) และป้าม่วยซึ่งเป็นพี่น้องกัน คุณน้อยนี้เป็นผู้ก่อตั้งผักกาดหวาน  "ตราชฏา" ประจุบันนี้ทั้งคุณน้อยและป้าม่วยได้เสียชีวิตไปหมดแล้ว

ก่อนจะเข้าบ้านก็ต้องผ่านร้านขายของ เครื่องใช้ต่างๆของ อาเตี๋ยเค่ง และอี๊น้อย คนทั้งสองนี้เป็นผู้ที่ผมเคารพนับถือมาก และด้วยเหตุที่บ้านอยู่ติดกัน เมื่อตอนที่ผมยังเด็กๆอี๊น้อยก็คอยดูแลผม เสมือนเป็นญาติผู้ใหญ่คนหนึ่งของผมทีเดียว  ผมเดินผ่านไปอาเตี๋ยเค่งและอี๊น้อยอยู่บ้านพอดี แลเห็นผมเข้า ผมก็ยกมือไหว้ด้วยความนอบน้อม อี๊น้อยก็ถามผม และคุยกับผมเหมือนทุกครั้งที่ผมกลับมาบ้าน เมื่อผมเดินเข้าบ้านแม่ผมแลเห็นผมกลับมาบ้านอีกครั้งหนึ่งก็ดีใจ แต่พวกน้องๆของผมไม่มีใครอยู่เลย คงจะไปหาเพื่อนๆแถวๆตลาดนี้แหละ คงไม่ไปไกลหรอก

      ในตอนค่ำของคืนวันที่จะถึงวันสงกรานต์ในวันพรุ่งนี้นั้น ที่หน้าวัดที่หน้าศาลา และที่สนามหญ้าหน้าโรงเรียน ต่างก็ประดับไฟ ด้วยไฟนีออนหลากสี สว่างไสวสวยสดงดงาม  เสียงเครื่องไฟเครื่องขยายเสียงของนายโหงว ที่ได้มาเปิดช่วยงานในครั้งนี้ เปิดเพลงไปและสลับกับประกาศ ของสำนักงานกำนันแห่งตำบลเจ็ดเสมียน โดยโฆษกเสียงทองประจำตำบลเจ็ดเสมียน คือนายจำเนียร คุ้มประวัติ หรือช่างภาพจำเนียรศิลป์แห่งตลาดเจ็ดเสมียน ( เมื่อหมดยุคของคุณจำเนียร ตำแหน่งโฆษกของตำบลเจ็ดเสมียน จึงเป็นของ คุณครูเฉลิม คงมั่น พี่ชายของปัญญา คงมั่น เพื่อนของผมเอง สืบต่อมา) ที่นั่งพูดอยู่ในปะรำพิธีหน้าศาลาใหญ่ของวัดเจ็ดเสมียน   ในปะรำพิธีนั้น ก็ติดไฟฟ้าประดับประดาสว่างไสวไปทั่วบริเวณ

alt

นายจำเนียร คุ้มประวัติ โฆษกตลอดกาลของตำบลเจ็ดเสมียน    

เสียงโฆษกประกาศเชิญชวนให้ ราษฎรทั้งหลายที่อาศัยอยู่ในเขตตำบลเจ็ดเสมียน หรือตำบลใกล้เคียง มาทำบุญกันที่วัดเจ็ดเสมียนนี้ในวันพรุ่งนี้ แล้วก็จะได้มาขนทรายขึ้นมาจากท้องน้ำที่ท่าวัด มาก่อเป็นพระเจดีย์ทรายประกวดความสวยงามกัน เสร็จแล้วก็ถวายทรายเหล่านี้ให้กับทางวัด เนื่องจากในหน้าแล้งเดือน ๕ แทบจะทุกปีนั้น น้ำในแม่น้ำแม่กลองตรงบริเวณหน้าตลาดและหน้าวัด ลดลงไปมากจนบางตอนตื้นเขิน ขึ้นมาเห็นทรายที่ก้นแม่น้ำชัดเจน  การขนทรายในหน้าแล้งอย่างนี้จึงง่ายๆ โดยการลุยน้ำลงไป แล้วตักทรายขึ้นมาเท่านั้นเอง

    และอีกเรื่องหนึ่งที่นายจำเนียรโฆษกของเรา ย้ำอยู่หลายครั้งหลายหนว่า ในตอนเย็นของวันสงกรานต์พรุ่งนี้นั้น ที่หน้าโรงเรียนจะมีการรดน้ำดำหัวของบรรดาผู้นำ ครู และคนแก่ทั้งหลายของตำบลเจ็ดเสมียนนี้ ให้พวกเราไปชุมนุมกันที่หน้าโรงเรียน ในตอนเย็นๆเพื่อรดน้ำขอพรจาก ท่านเหล่านั้น และการเชิญคนแก่ๆจากในตลาดหรือนอกๆออกไปมาในครั้งนี้ เป็นการให้กำลังใจ และเป็นการแสดงความเคารพนับถือ ของพวกเราด้วย และนายจำเนียรยังบอกว่า จะมีผู้ใหญ่บ้านซึ่งเป็นลูกน้องของกำนันโกวิท จะไปเชิญผู้เฒ่าผู้แก่เหล่านี้ถึงที่บ้านเลยทีเดียว

    เสียงโฆษกแห่งตำบลเจ็ดเสมียนประกาศเชิญชวนให้มาเที่ยวในงาน แห่ดอกไม้หลังสงกรานต์ ประจำปีนี้ สลับไปมากับการเปิดเพลง แล้วโฆษกผู้นี้ก็คุยถึงเรื่องราวต่างๆ สอดแทรกด้วยเรื่องตลกๆบ้าง ทำให้ผู้ที่ได้ยินได้ฟังคึกคักและครึกครื้นตามไปด้วย
    ในตอนเพิ่งจะค่ำอย่างนี้ ที่สนามหญ้าหน้าโรงเรียนก็ยังมีคนเดินเล่น และออกมาดูไฟสีต่างๆที่ทางวัดเอามาประดับเพื่อต้อนรับ งานสงกรานต์ปีนี้ ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป มีเด็กๆตลาดเจ็ดเสมียน และเด็กทางตลาดนอกหลายคน ทั้งที่ไปอยู่ที่อื่นแล้วก็กลับมาบ้านในเทศกาลนี้ และพวกที่อยู่ที่เจ็ดเสมียนนี้หลายคน นั่งจับกลุ่มคุยกันอยู่ เสียงเอะอะ เฮฮาจากเด็กๆกลุ่มนี้ดังขึ้นเป็นระยะๆ คงจะมีเรื่องจี้เส้นคุยกันให้ได้ ฮา หลังจากนานๆจะเจอกันที 


    เด็กๆในกลุ่มนั้นเห็นผมเดินเข้าไปใกล้ๆ ก็ทักทายกันถ้วนหน้า ผมมองดูแล้ว เห็นเป็นเด็กรุ่นน้องทั้งสิ้น เป็นรุ่นเดียวกับน้องชายของผม ผมไม่เห็นพวกรุ่นเดียวกับผมที่เคยวิ่งเล่น ยิงนกและตกปลาเลย  คิดว่าเขาคงยังไม่มากัน คงต้องเป็นพรุ่งนี้ หรือวันแห่ดอกไม้หลังสงกรานต์นั่นแหละ คงได้เจอกันพร้อมหน้าพร้อมตาทีเดียว ผมทักทายเด็กตลาดเจ็ดเสมียนรุ่นน้อง นิดหน่อย แล้วผมก็เดินไปทักเด็กหญิงบ้าง เด็กชายบ้างที่นั่งคุยกันเป็นกลุ่มใหญ่ๆอีกหลายกลุ่ม ในบริเวณสนามหญ้าหน้าโรงเรียนนั้น

     เมื่อไม่พบเพื่อนฝูงเก่าๆของผมเลยสักคน ผมจึงเดินกลับเข้าตลาดมาถึงบ้านแล้ว ก็ยังได้ยินเสียงของเครื่องขยายเสียงที่วัดอยู่ เพราะว่าตลาดเจ็ดเสมียนและวัดนั้นอยู่ใกล้กัน มีโบสถ์และศาลากั้นอยู่เท่านั้น  เสียงของแผ่นเสียงที่เขาอัดเอากลองยาว วงใหญ่ เซ็งแซ่ลั่นไปหมด สลับกับประกาศ กำหนดการต่างๆของวัดเจ็ดเสมียน เกี่ยวกับงานประเพณีสงกรานต์ในปีนี้ โดยโฆษกเสียงทองคนเดิม ในวันนี้เป็นเพียงวันโหมโรงเท่านั้น เสียงจากเครื่องไฟ และไฟสีต่างๆที่ประดับประดาอย่างสวยงามที่บริเวณวัดนั้นก็หยุดและปิดไป เมื่อยังไม่ถึงสามทุ่มดี ในบริเวณวัดและสนามหญ้าหน้าโรงเรียนก็มืด ในคืนนี้ไม่มีการแสดง การบันเทิงอะไรทั้งสิ้น

แต่ที่ตลาดนั้น ร้านที่ประกอบกิจการ ค้าขายยังไม่ปิดกัน ยังคงเปิดอยู่และบริการลูกค้าเหมือนเช่นเคยทุกวันที่ผ่านมา ผมมองไปรอบๆที่หน้าตลาดนั้น สิ่งต่างๆมีเปลี่ยนแปลงไปบ้าง  ต้นก้ามปูที่หน้าบ้านผมนั้นถูกโค่นลงไปแล้ว เด็กตลาดมีรุ่นใหม่ๆ เช่นพวกรุ่นน้องๆของผมก็เข้ามาแทนที่ บางคนผมก็รู้จัก แต่ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยรู้จัก เด็กเจ็ดเสมียนรุ่นผมในสมัยนั้นจะวิ่งเล่น ยิงนกตกปลากันอย่างไร เด็กรุ่นนี้ก็จะเป็นอย่างนั้นสืบทอดกันต่อๆมา แต่อาจจะมีอะไรใหม่ๆเข้ามามากขึ้นกว่ารุ่นผมบ้างก็เป็นธรรมดาที่วันเวลาได้พัฒนาไป

     เป็นเวลากว่าสามปีแล้ว ที่ผมได้จากเจ็ดเสมียนไปอยู่กรุงเทพฯ  เพื่อนๆของผมที่มีบทบาทสำคัญในเจ็ดเสมียนนี้ ก็ทยอยกันจากเจ็ดเสมียนไป  ประมูล กุลบุปผา ปัญญา คงมั่น สาธร วงษ์วานิช ประยงค์ เกสรไปเข้าเรียนเป็นทหารเรืออยู่ที่สัตหีบ อโณทัย ไทยสวัสดิ์  เข้าเรียนที่ช่างก่อสร้างอุเทนถวาย มันบอกว่า ถ้าสำเร็จแล้วก็จะเข้าทำงานที่กรมทาง เหมือนกับอุเทนรุ่นพี่ๆ ที่เข้าทำงานกันอยู่ในกรมทางมากมาย สมบูรณ์ สุรพลพินิจ(ลูกชายนายตึ๊งที่ ซื้อบ้านกำนันโกวิท อยู่ต่อมาจนปัจจุบันนี้) เรียนที่ก่อสร้างอุเทนถวาย  เหมือนอโนทัย  

alt

 

 คุณสุรพงษ์ แววทอง เพื่อนของผู้เขียนคนหนึ่งที่เคยวิ่งเล่นกันในตลาดเจ็ดเสมียน   

 สุรพงษ์ แววทอง  ไม่ได้ไปเรียนต่อ แต่ป้าฮวยได้ส่งมันไปฝึกงานที่โรงกลึงที่ราชบุรี โอฬาร ลักษิตานนท์ (อู๊ด) สืบทอดกิจการค้าไม้จากพ่อของเขาที่สามแยกบ้านเลือก เป็นเสี่ยใหญ่ ขับรถจี๊ป วิ่งไปมา แม่ผมบอกว่า บางทีนายอู๊ดเขาก็เข้ามาเที่ยวที่เจ็ดเสมียนบ้างเหมือนกัน

ไอ้เหม่ง  คู่หูของผม เมื่อสามปีที่ผ่านมานั้นก็เข้ากรุงเทพฯ ไปเรียนที่โรงเรียนวัดลิงขบ และอาศัยอยู่กับน้าชายน้องแม่ของเขา ชื่อว่าสันต์ (เป็นทหารอากาศประจำทำงานอยู่ที่ดอนเมือง) ที่บางพลัด  เหม่งกับผมนั้นยังได้พบกันในกรุงเทพฯบ้าง จนกระทั่งเขาเรียนจบ ม.๘ โรงเรียนวัดลิงขบแล้วไปทำงาน ที่ องค์การ ร.ส.พ. จึงได้ห่างๆกันไป แล้วก็สุดท้ายไม่ได้เจอกันอีกเลย 

ชีวิตของผมและเหม่งที่กรุงเทพฯนั้น ยังมีโอกาสได้พบกันอีกหลายครั้ง เหม่งเคยชวนผมไปเที่ยวบ้านเพื่อนหญิงของเขา ที่แถวๆวงเวียนเล็ก และแนะนำผมกับเพื่อนหญิงของเขาว่า “ นี่พี่ชายของผม หล่อไม๊ล่ะ เหมือน เอลวิสเลยนะ ” พร้อมกับยกนิ้วหัวแม่มือให้ผม เป็นอย่างนี้ทุกครั้งที่พบกับคนที่รู้จักเขา ผมเคยบอกว่า “เหม่ง แนะนำแบบอื่นบ้างก็ได้นะ กลัวพวกเขาจะอ้วกกันหมด” เหม่งมันก็ไม่ยอม เจอใครมันก็จะบอกแบบนั้นหมดทุกคน

 ในตอนเช้าของวันแรกของสงกรานต์นี้ มีการทำบุญกันที่วัดเจ็ดเสมียน ผู้คนทั้งที่เป็นคนที่ตลาด และคนทางหมู่ต่างๆออกไปข้างนอก อีก ๕ หมู่นั้น ต่างก็ทยอยเดินกันมาเป็นกลุ่มๆ  มาที่วัดเจ็ดเสมียนบ้าง และวัดต่างๆในละแวกนั้น แบ่งๆกันไป  ต่างคนต่างก็แต่งตัวกันอย่างสวยงาม บางครอบครัวก็มาวัดมาทำบุญกันในวันนี้ มากันทั้งครอบครัวก็มี ต่างก็อุ้มลูกจูงหลานกันพะรุงพะรัง หอบหิ้วกันไปยังศาลาใหญ่ของวัดด้วยความศรัทธา จะเห็นได้ว่าชาวเจ็ดเสมียนของเรานั้น ส่วนใหญ่จะเป็นคนใจบุญ เรื่องการทำบุญนั้นไม่เพียงเฉพาะในเทศกาลวันสงกรานต์เท่านั้น เทศกาลอื่นๆชาวเจ็ดเสมียนก็จะมาทำบุญกันเช่นนี้ 

   ในเทศกาลสงกรานต์ของทุกๆปีนั้น จะเป็นวันที่ชาวบ้าน ร้านตลาดต่างๆถือกันว่าจะต้องหยุดทำงานกันสักวัน  เหมือนชาวจีนที่มักจะหยุดงาน ไปเที่ยวกันตอนตรุษจีน ถือว่าเป็นการพักผ่อนกันหลังจากที่ได้ตรากตรำทำงานมาทั้งปีแล้ว

   สงกรานต์นั้นเด็กเจ็ดเสมียน ในรุ่นของผมหรือรุ่นใกล้เคียงกัน ก็มักจะมาชุมนุมกันแทบจะพร้อมหน้าพร้อมตา ใครที่ไปเรียนหรือไปทำงานอยู่ที่ไหนก็จะลากลับมาบ้านมาถิ่นเก่าของเราทุกๆปี สำหรับผมนั้นทำงานอยู่ที่กรุงเทพฯ แต่ได้ลางานมาเพื่อร่วมงานในสงกรานต์ ที่บ้านเรานี้หลายวัน  กะว่าจะอยู่จนถึงวันแห่ดอกไม้เสร็จเรียบร้อยแล้วนั่นแหละ ก็จะกลับไปทำงานตามเดิม

alt

    แม่ของผู้เขียน (ขวาของภาพ) กำลังอุ้มน้องของผมคือคุณอารีย์ ส่วนคนทางซ้านนั้นคือคุณป้าปราณีต (ป้าเอ็ง) กำลังอุ้มคุณบุปผา ลักษิตานนท์ ที่หน้าโรงเรียนวัดเจ็ดเสมียน

แม่ของผมตื่นตั้งแต่ตี ๔ ลุกขึ้นมาหุงข้าว ทำกับข้าวใส่ปิ่นโต ๔ชั้นแถวใหญ่ พอเช้าแล้วก็อาบน้ำเตรียมตัวไปวัดกัน น้องๆของผมก็เช่นเดียวกันแต่งตัวไปวัดด้วยเหมือนกัน เพราะหลักใหญ่ๆของพวกเขาก็อยากจะไปพบเพื่อนๆด้วย 
    คนที่ตลาดในวันนี้ตั้งใจไปทำบุญที่วัดกันมาก แทบจะทุกๆบ้านก็ว่าได้เท่าที่ผมเห็นในวันนั้น เจ๊ประนอมหิ้วปิ่นโตไปวัดกับป้าม่วย ยุพา เจ๊แด๊ว เจ๊แดง พี่องุ่น นวลปรางค์ ป้าม่อม และอีกหลายๆคนก็ไปวัดด้วย 

   เสียงโฆษกจำเนียรพูดบอกข่าวให้ชาวบ้านทราบในเรื่องต่างๆ เช่นเรื่องที่สำคัญก็คือเรื่อง กำหนดวันงาน แห่ดอกไม้หลังสงกรานต์ในปีนี้ ทางกำนันโกวิทพร้อมด้วยผู้ใหญ่บ้าน ทุกหมู่ รวมทั้งกรรมการหมู่บ้าน มีความเห็นเป็นเสียงเดียวกัน ให้กำหนดวันงานนั้นคือ วันที่ ๑๘ เมษายน พ.ศ.๒๕๐๕ ซึ่งจะตรงกับวันพุธ ขึ้น ๑๔  เดือน ๕ ปีขาลแล้วก็บอกรายละเอียดต่างๆอีกมาก  สลับกับเปิดเพลง เกี่ยวกับเรื่องทำบุญกัน

 alt

   ศาลาวัดเจ็ดเสมียนในปัจจุบัน  

    ถึงวัดแล้วพระยังไม่ลงมาที่ศาลา ผมหาที่นั่งได้แล้ว บอกให้แม่และน้องๆนั่งลงตรงนั้น แล้วเหลียวมองไปรอบๆ บนศาลานั้นเผื่อจะพบใครบ้าง พ่อและแม่ของสาธร  พร้อมด้วยพี่น้องอีกกลุ่มใหญ่นั่งอยู่ทางด้านหน้าโน่น แต่ไม่เห็นสาธร เพื่อนเก่าของผมสมัยที่ยังเป็นเด็กกันอยู่ ผมคิดว่า สาธรมันคงจะมาได้ก็คงจะเป็นวันแห่ดอกไม้นั่นแหละ หรือบางทีปีนี้อาจจะไม่ได้มาเลยก็ได้ เพราะว่ามันอยู่ไกลถึงสัตหีบ


   
ผมมองไปรอบๆอีกเห็นมีแต่คนรู้จักกันทั้งนั้น ทั้งคนเฒ่าคนแก่แต่ไม่เห็นเพื่อนผมเลย คิดว่ามันคงยังไม่มากันในวันนี้ก็ได้ วาสนานั้นมากับป้าจ่าง และพี่อนงค์ พร้อมด้วยญาติๆของเขาอีกหลายคน ตั้งแต่เจอกันตอนบ่ายที่สถานีรถไฟเมื่อวานนี้ ก็ยังไม่ได้คุยกันเลย  และวันนี้ผมมองเห็นแล้วว่าวาสนาก็มาทำบุญด้วย นั่งอยู่ด้านในๆกับแม่ของเขา วาสนามองเห็นผมเช่นเดียวกัน  ต่างคนต่างก็โบกมือให้กันเป็นสัญญาณให้รู้แล้วว่าเดี๋ยวค่อยเจอกัน

    เกือบโมงครึ่งพระจึงได้ลงมาจากวัด แล้วขึ้นศาลามาทางด้านบันไดหลัง  ปีนี้พระที่วัดเจ็ดเสมียนมีมากเหมือนกัน  พระทั้งหลายเมื่อเข้าที่นั่งที่อาสน์กันเรียบร้อยแล้ว  มัคทายกของวัดคือนายหยวก ซึ่งเป็นคนเก่าคนแก่ที่สุดของเจ็ดเสมียนคนหนึ่ง ได้กล่าวนำและเริ่มพิธีการขึ้น ในวันนี้ชาวบ้านมาทำบุญกันที่วัดมากกว่าปกติเพราะเป็นเทศกาล ที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของชาวเจ็ดเสมียน ต่อจากนี้ไปพิธีกรรมที่ศาลานี้ก็จะดำเนินไปเรื่อยๆ ได้ยินเสียงนายหยวกทดลองเอานิ้วเคาะ ไมค์โครโฟน ดัง ปุก ปุก ปุก เมื่อเห็นว่าเสียงออกแล้ว ก็กระแอมไอให้คอมันโล่งเสียก่อน แล้วจึงว่า "เอ้า กราบพระพร้อมกันนะ  นะโมตัสสะ พะคะวะโต อรหะโต สัมมาสัมพุทธธัสสะ กราบ "แล้วแกก็ว่าของแกเรื่อยไป

   เมื่อพระสวดเสร็จไปรอบหนึ่งแล้ว  ชาวบ้านที่มาทำบุญทั้งหลายที่นั่งอยู่ทางด้านหน้าๆ ก็ช่วยกัน ยกปิ่นโต อาหารคาวหวานต่างๆ ที่ชาวบ้านมาทำบุญและวางไว้แน่นขนัดนั้น ช่วยกันยกประเคนให้พระ เพื่อพระจะได้ฉันอาหารเหล่านี้ต่อไป หลวงพ่อเจ้าอาวาสวัดเจ็ดเสมียน ขึ้นเทศน์ ในระหว่างที่พระทั้งหลายกำลังฉันภัตราหารอยู่ หลวงพ่อท่านก็เทศน์เกี่ยวกับเรื่องวันสงกรานต์ เป็นเวลานานพอสมควร 

   เมื่อเทศน์จบแล้ว จากนั้นพระก็ให้ศีลให้พร และคำว่า ภะวันตุเต คำสุดท้ายของบทสวดบทนี้จบลง และการกรวดน้ำอุทิศเป็นส่วนกุศลให้ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว ก็เป็นอันเสร็จสิ้นพิธีการทางศาสนผู้คนเริ่มทยอยกันลงจากศาลาวัด บางคนก็กลับบ้านเลยบางคนบางครอบครัว ก็รับประทานอาหารกันที่บนศาลานี้ ของที่เหลือจากพระฉันไปแล้ว ก็ยังมีอีกมากมาย ทำให้อิ่มหนำสำราญไปตามๆกัน บางคนก็รู้แกวเอาอาหารที่ถวายพระแล้วเหล่านั้นถ่ายใส่ปิ่นโตของตัวเองกลับไปบ้านอีก อย่างนี้ได้กำไร ๒ ต่อ ได้ทั้งบุญและได้อาหารกับไปกินด้วย ทุ่นรายจ่ายเรื่องอาหารไปได้อีกหลายมื้อ แต่อย่างนี้เราไม่ว่ากัน

บางคนที่มาทำบุญในเช้าวันนี้กับพ่อแม่หรือญาติพี่น้อง ก็ยังไม่กลับให้คนแก่คนเฒ่ากลับไปก่อนส่วนใหญ่จะเป็นหนุ่มสาว คู่รักกัน ในโอกาสอย่างนี้จะเป็นโอกาสดีที่จะได้ใกล้ชิดกันด้วย  หนุ่มสาวเหล่านี้ได้ไปช่วยกันขนทรายจากกลางแม่น้ำ ขึ้นมาก่อเป็นพระเจดีย์ทรายรูปทรงต่างๆกัน เป็นแถวที่ข้างศาลาใหญ่  แล้วก็ตบแต่งกันอย่างสวยงาม บางคนก็เด็ดเอาดอกคูณสีเหลืองอร่าม ที่ขึ้นอยู่ทั่วไป มาด้วยแล้วมาปักประดับประดาที่กองทรายนั้น พร้อมด้วยดอกดาวเรือง และดอกบานไม่รู้โรย ดอกเข็มสีแดงสด สวยงามไปทั่ว คนที่สนุกและมีความสุขที่สุดนั้นก็ไม่พ้นพวกหนุ่มสาวที่มาทำบุญที่วัด และมาขนทรายขึ้นวัดแล้วก็ช่วยกันก่อเป็นพระเจดีย์ทรายนั่นเอง           

ตกตอนบ่ายๆคนที่วัดเจ็ดเสมียนยิ่งมากขึ้นอีก  บันไดท่าน้ำของวัดเจ็ดเสมียนซึ่งเป็นบันไดคอนกรีต เปียกโชกไปด้วยน้ำ มีการสาดน้ำกันในวันนี้อย่างประปราย มีคนเดินขึ้นลงที่บันไดท่าน้ำสวนกันตลอดเวลา เนื่องจากผู้ที่ลงไปเอาทรายจะต้องขึ้นลงทางนี้ทั้งนั้น เป็นที่สนุกครึกครื้นของคนในวัยหนุ่มสาวทั่วไปยิ่งนัก........!

alt

  นายแก้ว เขียนสงกรานต์บ้านเราในอดีต ๑      

จำนวนผู้เข้าชม: 2685
ความเห็น (0)Add Comment

เขียนแสดงความเห็น
อนุญาติให้เฉพาะสมาชิกเท่านั้นที่สามารถเขียนแสดงความเห็นได้ โปรด Login หรือ ลงทะเบียน

busy
 
คุณ ๆ ที่แวะเข้ามาชมเวบเจ็ดเสมียน มีอายุเท่าไรกันบ้างครับ
 
เวบเพื่อนบ้าน
เรารักสุพรรณฯ
จำนวนผู้เยี่ยมชม
 วันนี้101 
 เมื่อวานนี้173 
 สัปดาห์นี้864 
 เดือนนี้4250 
 ทั้งหมด629656 

(C) Fliesenstadt
ผู้ที่กำลังใช้งาน
เรามี 20 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
เรื่องใหม่