สงกรานต์บ้านเราในอดีต ๕ (คุณวาสนา)

เรื่องราวเก่า ๆ ของชาวตลาดเจ็ดเสมียน

เรื่องราวเก่าๆของชาวเจ็ดเสมียน

สงกรานต์บ้านเราในอดีต  ๕ (คุณวาสนา)

          ท้องฟ้ามืดครึ้ม ฝนคงจะตกแน่นอนแล้ว เราสองคนถีบจักรยานจากบ้านเจ็ดเสมียนกันมาเรื่อยๆ คุยกันมาตลอดทาง  ผ่านบางหมู่บ้านก็ได้ยินเสียง เฮ เฮ ดังแว่วๆมา ช่วงนี้อยู่ในระหว่างสงกรานต์ วันสงกรานต์เพิ่งจะผ่านมาได้ สองสามวันเท่านั้น เพราะฉะนั้นการเล่นสาดน้ำและการละเล่นต่างๆของชนบทนี้ก็ยังดำเนินกันต่อไปอีก บางที่ๆเราขี่จักรยานผ่านมาก็มีการตั้งวงเล่นการพนันกันไต้ต้นหูกวางใหญ่ริมถนน ได้ยินเสียงหัวเราะกันอย่างดีใจเมื่อแทงถูก

          ผมกับวาสนามาถึงทางเข้าวัดบางลาน สิ้นเวลาไปประมาณ ชั่วโมงกว่าๆเท่านั้น ดังนั้นบางลานและเจ็ดเสมียนนั้นไม่ไกลจากกันเท่าไรเลย เมื่อตอนที่ผมยังเด็กกว่านี้ ผมก็ยังเคยมาเที่ยวงานที่วัดบางลาน หลายครั้งมาแล้ว และผมยังเคยมาหาปลากับ ลุงสงวน เตี่ยของ (ไอ้โห้) สุรพงษ์ แววทอง พร้อมด้วยเพื่อนๆที่อยู่ที่ตลาดเจ็ดเสมียนอีกหลายคนด้วยกันบ่อยๆ โดยมากมักจะตระเวนหากันแถวๆท่ามะขาม ดอนทราย แล้วก็ที่บางลานนี้ ผมก็ยังแปลกใจอยู่เหมือนกันว่า ที่แม่น้ำแม่กลองใกล้ๆบ้านนั้นทำไมลุงหงวนไม่ไปหา ทำไมต้องมาหาปลาไกลๆอย่างนี้ด้วย จนเดี๋ยวนี้ก็ยังคิดไม่ออก 

คนที่นั่งในภาพทางด้านซ้ายมือนั้นคือ คุณวาสนา วงศ์ยะรา คนที่ชวนผมถีบจักรายานไปเก็บผักบุ้งกันที่ริมบึงใหญ่หลังวัดบางลาน  ในภาพนี้มองเห็นสภาพทิวทัศน์ของสิ่งต่างๆในสมัยนั้น ตลอดจนศาลาใหญ่ของวัดเจ็ดเสมียน ปัจจุบันนี้คุณลองไปยืนดูตรงนี้ (หน้าศาลาเอนกประสงค์  ) แล้วจะเห็นได้ว่าทิวทัศน์ตรงนี้ได้เปลี่ยนแปลงไปหมดแล้ว

(นายจำเนียร คุ้มประวัติ ถ่ายภาพ)

          ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว หลังวันสงกรานต์ฝนก็มักจะตกอย่างนี้ ผมสังเกตมาหลายปีแล้ว มีชาวบ้านเดินบ้าง ถีบจักรยานสวนออกมาบ้าง ต่างก็เริ่มหนีฝนกันจ้าละหวั่นและเปียกฝนกันบ้างเล็กน้อยแล้ว

           ฝนที่ตั้งเค้ามานานก็เริ่มลงเม็ดแล้ว ท้องฟ้ามืดครึ้มลมก็แรงดูน่ากลัว อากาศมันมืดอย่างไรชอบกล ผมบอกวาสนาว่า “เรารีบถีบจักรยานเข้าไปข้างในซอยเร็วๆดีกว่า ฝนกำลังมาใหญ่แล้ว ถีบเข้าไปให้ถึงโรงเรียนเลย ถ้าฝนมันตกหนักเราก็จะอาศัยที่โรงเรียนหลบฝนได้บ้าง “  วาสนาพยักหน้าแล้วรีบเร่งความเร็วของรถขึ้นหน้าผมไป  หมวกแก๊ปที่รัมภาใส่มานั้นเริ่มจะโดนฝนเปียกบ้างแล้ว ส่วนผมไม่ได้ใส่หมวก ผมที่ตัดทรงลานบินของผมก็เริ่มเปียกเหมือนกัน 
         

         สักครู่หนึ่งผมกับวาสนาก็ถีบรถจักรยานถึงโรงเรียนวัดบางลาน ซึ่งอยู่ติดกับวัดบางลานนั่นเอง ผมหลบฝนที่ชายคาของโรงเรียนเก่าๆหลังนั้น มองฝ่าสายฝนออกไปข้างนอกโรงเรียน พลางก็คุยกับวาสนาไปพลาง และคิดแปลกใจว่าที่วัดและที่โรงเรียนนี้ทำไมไม่เห็นมีผู้คนมาเล่นเทศกาลอะไรกันที่นี่เลย มันเงียบๆอย่างไรชอบกล ไม่นานนักท้องฟ้าก็เริ่มโปร่ง ฝนก็เริ่มซาเม็ดลงไป แต่เสื้อผ้าก็เปียกฝนมากเหมือนกัน ฝนที่ทำท่าว่าจะตกหนักๆอย่างนี้ แต่เอาจริงๆเข้าก็ตกไม่มากนักเห็นจะเป็นเพราะว่า มีลมแรงนั่นเองได้พัดพาเอาฝนไปตกที่อื่นเสียหมด ที่สนามโรงเรียนวัดบางลานนี้เมื่อตอนที่ผมเด็กๆที่ยังอยู่ที่ตลาดนั้น ผมกับเพื่อนๆพร้อมด้วยเฮีย ตี๋ ลูกพี่ใหญ่ของผมก็เคยถีบจักรยานมาเที่ยวกันหลายหน จึงไม่ได้เป็นสถานที่แปลกอะไรสำหรับผม

            ในตอนที่รอฝนนั้นผมกับวาสนาก็คุยกัน ถึงเรื่องเก่าๆตอนที่อยู่ที่โรงเรียนวัดเจ็ดเสมียนกัน  แล้วก็ย้อนขึ้นมาเรื่อยๆจนกระทั่งคุยกันเรื่องที่ผมไปอยู่ที่กรุงเทพฯ รัมภามีคำถามๆผมมากมาย และผมก็คุยให้รัมภารู้ถึงชีวิตประจำวันของผมที่ผมอยู่ที่กรุงเทพฯนั้น วาสนาบอกว่า


                “อีกไม่นานเราจะไปอยู่กรุงเทพฯแล้ว จะไปเรียนต่ออีก หรืออาจจะไปทำงานก็ได้ เราบอกพ่อให้หางานให้เราทำไว้แล้ว คิดว่าน่าจะได้ แต่ถ้าได้เรียนต่อก็จะไปเรียนที่วิทยาลัยที่เขาสอน เรื่องเกี่ยวกับเป็นครู เราอยากจะเป็นครู สำเร็จแล้วก็จะกลับมาสอนเด็กๆ ที่โรงเรียนวัดเจ็ดเสมียนนี่แหละ ” 
         วาสนามองหน้าผมแล้วรอว่าผมจะคัดค้านหรือแนะนำอะไรหรือไม่ เมื่อเห็นผมเงียบไปและกำลังตั้งใจฟัง วาสนาจึงพูดต่ออีกว่า  “แต่ถ้าได้ทำงานก็ดี ได้ยินพ่อบอกว่าจะไปฝากงานให้ที่ การท่าเรือ หรือ กรมเจ้าท่าอะไรนี่แหละ  เก้วว่าดีไหม ” วาสนาถามผมแล้วมองหน้าผมอีก  จนผมต้องตอบ 
        “ก็ดีนะ จะเรียนหรือทำงานก็ดีทั้งสองอย่าง ขอให้ตั้งใจทำให้ดีเถอะ หรือตั้งใจจะเรียนก็พยายามเรียนให้ดีก็แล้วกัน ”  ที่จริงแล้วผมไม่อยากจะยุ่งเรื่องของเขาหรอก ไม่อยากออกความเห็นหรือแนะนำอะไรทั้งนั้น เพราะผมไม่ได้เป็นอะไรกับเขา แต่เป็นแค่เพื่อนที่สนิทกันมากหน่อยที่นานๆมาพบกันทีเท่านั้น  ผมฟังวาสนาพูดแล้วเหมือนกับว่าอยากให้ผมมีส่วนรับรู้ หรือแนะนำอะไรให้มากกว่านี้
         ซึ่งผมก็ไม่อยากยุ่งอะไร เป็นแต่บอกวาสนาว่า “อันนี้ก็แล้วแต่รัมภาจะตัดสินใจเอาเอง หรือว่าพ่อแม่ของวาสนาตัดสินใจเอาเองว่าจะให้ไปทางไหน ก็ทำตามใจเขาก็แล้วกัน ”  วาสนาพยักหน้าแล้วพูดยิ้มๆกับผมว่า   “เราไปอยู่กรุงเทพฯไม่ดีหรือ เราจะได้ติดต่อกันไปมาหาสู่กันได้ง่ายขึ้นไงเล่า ไม่ชอบหรือไง”  ผมมองหน้าวาสนาแล้วก็ยิ้มแต่ไม่ได้พูดอะไรออกมา แล้วก็หันกลับไปมองสายฝนที่กำลังตกลงมาจากชายคาเป็นสาย
       

         ฝนซาเม็ดดีแล้ว ผมบอกวาสนาว่า  “เราไปต่อกันเถอะจะไปทางไหนกันดี ที่ๆมีผักบุ้งขึ้นมากๆน่ะ”   “ออกไปทางด้านหลังโรงเรียนก็แล้วกัน ถีบรถไปตามทางดินประมาณสักกิโลหนึ่งเห็นจะได้แล้วก็ถึง เราเคยไปเก็บผักบุ้งมาให้หมูกินหลายครั้งมาแล้ว มีบึงใหญ่อยู่บึงหนึ่ง มีน้ำเต็มน้ำใสแหนวเลยนะ แต่หน้าแล้งอย่างนี้จะมีน้ำเต็มหรือปล่าก็ไม่รู้ ที่รอบๆขอบบึงนี้มีผักบุ้งเยอะมากเก็บเท่าไรก็ไม่หมด”  วาสนาบอกผม   “ไปก็ไปไม่รู้เจ้าของเขาหวงหรือเปล่าก็ไม่รู้ ” ผมว่าและลังเลใจนิดหน่อย
          เราสองคนถีบจักรยานออกจากโรงเรียนไปทางด้านหลัง ซึ่งมีทางเดินแคบๆเป็นดินลื่นๆเพราะว่ายังเปียกฝนอยู่ เราต้องถีบจักรยานกันด้วยความระมัดระวัง เพราะว่าดินลื่นเหลือเกิน รองเท้าผ้าใบของผมในตอนนี้เลอะเทอะมีแต่โคลนติดเต็มไปหมด หมวกของวาสนาก็เปียกชุ่มไปด้วยน้ำฝน เสื้อผ้าก็เปียกเป็นหย่อมๆ ดูแล้วเหมือนว่าไปทำอะไรมามอมแมมไปหมด
           ตอนนี้ท้องฟ้าโปร่งดีแล้ว ซึ่งเมื่อตอนมีฝนมานั้นมันมืดครึ้มเหมือนตอนใกล้ค่ำ  เราถีบจักรยานผ่านบ้านมาหลายหลัง คนแถวนี้ก็ยังเล่นเทศกาลสงกรานต์กันอยู่  ตอนบ่ายๆอย่างนี้ ลานบ้านบางบ้านแม้จะถูกฝนตกลงมาเปียกแฉะดินเหนียวเละบ้าง  แต่ก็ยังมีหนุ่มสาวหลายคนมารวมตัวกัน เล่นการละเล่นต่างๆที่เป็นของพื้นบ้านที่นี่ มีอยู่บ้านหนึ่งมีหนุ่มสาวมารวมตัวกันมากกว่าที่อื่นๆ กำลังเล่นลูกช่วงตีตูดกันระหว่างหนุ่มสาว เล่นกันอย่างสนุกสนาน
          ส่วนที่ไต้ต้นไม้ในลานบ้านนั้นก็มีวงการพนันสองสามวงวงที่มีน้ำเต้า ปู ปลา นั้นเด็กๆมุงดูกันเต็มแทบจะขี่คอกัน พอเจ้ามือเปิดขึ้นมา เด็กๆเหล่านั้นก็ฮากันขึ้นพร้อมๆกัน ได้ยินเสียงเด็กคนหนึ่งตะโกนขึ้นมาว่า ถูก ถูก โว้ยเต็มๆเลย รวยแล้วกู อาการเหมือนนักเตะฟุตบอลยุโรปที่ยิงประตูได้ แล้วทำอาการต่างๆนั่นแลฯ
            นอกจากวงการพนันซึ่งมีหลายวงแล้ว ก็ยังมีวงเหล้าอีก มีพวกหนุ่มบ้างแก่บ้าง นั่งขัดสมาธิล้อมวงซดเหล้าฉลองสงกรานต์กัน เสียงคุยกันดังลั่นบริเวณ
           ผมคิดว่าบ้านนี้จะต้องเป็นคนใหญ่คนโตในละแวกนี้เป็นแน่ อย่างน้อยก็เป็นกำนันหรือผู้ใหญ่บ้าน หรืออาจจะเป็นครูก็ได้ เพราะว่าคนที่เป็นครูนั้นจะมีแต่คนนับหน้าถือตาไม่น้อยกว่าพวกกำนันผู้ใหญ่บ้านเหมือนกัน  จึงได้มีคนมาชุมนุมกันที่บริเวณบ้านหลังนี้มากกว่าที่อื่นๆ หนุ่มสาวและคนที่มาชุมนุมกันที่นี่ต่างก็ยิ้มแย้มแจ่มใสกันดี
         

         มีอย่างหนึ่งที่ผมยังไม่ได้บอกเลยเพราะว่าบางท่านก็อาจจะยังไม่ทราบก็เป็นได้ คนที่อยู่ที่พื้นเพนี้ตั้งแต่ ดอนทราย บางลาน บ้านสิงห์ น้ำหัก บ้านฆ้อง บ้านเลือก บางกะโด ศรีอาริย์ นั้นต่างก็เป็นคนที่มีเชื้อชาติลาวทั้งนั้น
        เว้นแต่บ้านดีบอนเท่านั้น ที่เป็นหมู่บ้านไทย จะเห็นได้ว่าภาษาที่ใช้พูดกัน สื่อสารกันนั้นจะเป็นภาษาลาวทั้งนั้น แต่จะไม่เหมือนกับลาวทางอิสาน ลาวทางจังหวัดเลย หรือลาวทางเวียงจันทร์ แต่ที่บางลานนี้เขาจะเรียกกันว่าลาวอะไรก็ไม่รู้ พูดกันไพเราะน่าฟัง และส่วนใหญ่คนไทยอย่างเราๆนี้แหละฟังออกทุกคำเลย  ดังนั้นที่เขามาเที่ยวกันในวันนี้และมาอยู่รวมกลุ่มกันก็คือคนไทยที่พูดภาษาลาว นั่นเอง
        

        ผมมองดูพวกเขาแล้วก็นึกสนุกบ้างจึงบอกวาสนาว่า  “รู้อย่างนี้เรามากันตั้งแต่ตอนเช้าๆก็ดี จะได้มาเล่นสงกรานต์กับเขาด้วย คงสนุกดีพิลึก ”  วาสนาบอกผมว่าไม่ต้องหรอกเดี๋ยวที่วัดเราก็จะมีแห่ดอกไม้กันแล้ว อดใจไว้หน่อยก็แล้วกัน ตอนนี้เรารีบไปเก็บผักบุ้งกันก่อนดีกว่า ประเดี๋ยวจะบ่ายมาก กลับถึงบ้านก็จะค่ำแม่จะบ่นเอาได้         “  ผมมองขึ้นไปที่ยอดไม้แล้วบอกกับวาสนาว่า เวลานี้ก็ยังไม่บ่ายมากนักหรอก กะดูแล้วก็ประมาณบ่ายสามโมงกว่าๆเท่านั้นเอง ไหนๆเรามาเที่ยวกันแล้วก็ไม่ต้องรีบกลับกันก็ได้
         เราถีบจักรยานผ่านบ้านไปอีกหลายหลังไม่ไกลนัก ก็โผล่ทะลุออกมาจากทางดินแคบๆนั้น มองไปข้างหน้าเป็นทุ่งนาโล่งสุดลูกตา ทางด้านซ้ายมือถัดไปไม่ไกลนักนั้นมองเห็นเป็นเหมือนบึงใหญ่มีน้ำขังอยู่ค่อนข้างมาก ไม่รู้ว่าน้ำที่บึงนี้จะมีการถ่ายเทได้หรือเปล่าก็ไม่รู้ ขอบๆบึงใหญ่นี้ มีวัชพืชขึ้นเต็มไปหมด   “ตรงนี้แหละที่เรามาเก็บผักบุ้งกันบ่อยๆ กับเด็กๆพวกที่เลี้ยงหมูด้วยกัน  ” 

         วาสนาบอกผมพลางชี้มือไปทางบึงนั้นให้ผมหันไปดู ผมถามวาสนาว่า “ ผักบุ้งที่ขึ้นตามริมบึงนี้ไม่มีเจ้าของเลยหรือไง แล้วบึงใหญ่นี้เป็นของใคร เธอรู้หรือเปล่า” วาสนาสั่นหน้าแสดงว่าไม่รู้ แต่ผมก็ไม่อยากถามว่า แล้วเมื่อตอนมาครั้งแรกๆนั้นใครเป็นคนพามา หรือบอกให้มาตรงนี้  เมื่อมาแล้วก็แล้วกัน ผมจึงไม่ได้ถาม  “พวกเราก็มาเก็บกันประจำไม่เห็นมีใครจะว่าอะไร ผักบุ้งก็ดันมาขึ้นมากตรงนี้เสียด้วย แต่ถ้ามันมีเจ้าของ หรือว่าเจ้าของเขาหวงป่านนี้เขาคงจะมาว่าพวกเราและบอกไม่ให้เราเก็บกันแล้ว ” วาสนาพูดพลางจูงจักรยานนำผมเข้าไปยังริมบ่อน้ำใหญ่นั้น เมื่อถึงขอบบ่อแล้วก็จัดการตั้งจักรยานไว้
          ผมมองดูแล้วมีผักบุ้งขึ้นอยู่เต็มจริงๆ ทอดยอดยาวงามเสียด้วย นอกจากผักบุ้งแล้วก็ยังมีวัชพืชอื่นๆอีก ขึ้นทับถมกันหนาแน่น ผักแว่นก็ขึ้นอยู่ริมน้ำเขียวชอุ่มเต็มเป็นพืด ต้นกกดงใหญ่ชูยอดขึ้นมาเหนือน้ำ ห่างจากขอบบึงไปหน่อย มีกอบัวใบมันลอยเป็นแพใหญ่ออกดอกสีชมพูดอกใหญ่สวยงามยิ่งนัก ทางริมบึงด้านโน้นผักตบชวาขึ้นกันอย่างแน่นไปหมด ในบึงนี้คงมีหอยมีปลาชุม นกกระยางลงมาที่ขอบบึงและในตอนตื้นๆมันเดินท่องน้ำหาหอยหาปลากินอย่างสบายใจ ผมคิดว่าทำไมตรงนี้มันจึงเป็นบ่อใหญ่ขนาดนี้ได้อย่างไร ใครเป็นเจ้าของกันหนอ
         ผมกับวาสนาไม่รอช้า รีบจับลำต้นเถาของผักบุ้งทีละกำใหญ่ๆ ถกขึ้นมาแล้วดึงมาหลายๆครั้งก็ได้มากพอดูแล้วจัดอย่าให้มันยาวกว่ากันมากนัก ต้นไหนยาวมากก็พับทบขึ้นมา แล้วจึงผูกเป็นกำไว้โดยเส้นตอกที่วาสนาเอาติดมาด้วย เราสองคนถกเถาผักบุ้งเอามามัดไว้หลายๆมัดแล้วก็เอามากองกันไว้ในที่เดียวกัน ถอนกันไปก็คุยกันไปเรื่อย บางครั้งคุยกันถูกจุดก็หัวเราะขึ้นมาอย่างสนุกสนาน
         ไม่นานนักก็ได้ผักบุ้งกองใหญ่ ผมคะเนดูแล้วคิดว่าจักรยานของเราสองคนนั้นคงจะบรรทุกได้อย่างจำกัดเท่านั้น และตอนนี้ก็คงจะพอแล้ว ผมจึงบอกวาสนาว่า “เราพอกันก่อนเท่านี้ดีกว่านะรู้สึกว่ามันจะมากเกินไปแล้ว เดี๋ยวเอาไปไม่หมดมันก็จะเสียของเปล่าๆ  ”   วาสนาก็ว่าจริงด้วย   “แหมคุยกันเพลินไปหน่อยได้มากขนาดนี้เชียวหรือ เรามาช่วยกันลองยกขึ้นรถก่อนดูซิว่ามันจะพอแล้วหรือไม่ “
         รถคันที่วาสนาให้ผมถีบมานั้นเป็นรถคันใหญ่ที่มีตะแกรงท้ายใหญ่ สำหรับเอาไว้บรรทุกของโดยตรง เราสองคนช่วยกันยกผักบุ้งที่มัดหัวไว้แล้วนั้นขึ้นมาเรียงบน  “ ตะแกรง  ”  ท้ายรถนั้นค่อยๆเรียงกลับหัวท้ายจนมากได้ที่แล้ว ก็เอายางเส้นที่มัดมากับ “ ตะแกรง “รถนั้นผูกผักบุ้งที่ท้ายรถเสียอย่างแน่นหนา ไม่มีทางที่จะหลุดหล่นไปได้
        อากาศหลังฝนตกไปแล้วเริ่มร้อนระอุขึ้นมาอีก หน้าร้อนในเดือนเมษายนก็เป็นอย่างนี้ คนโบราณเขาจึงมีความคิดเป็นเหมือนภูมิปัญญาชาวบ้านเหมือนในสมัยนี้ ให้มีการสาดน้ำเล่นน้ำกันในเดือนเมษาหน้าร้อนอย่างนี้ เพื่อเป็นการลดความร้อนไปในตัว และได้รับความสนุกไปด้วย 
        วาสนากับผมดูความเรียบร้อยในการผูกผักบุ้งที่ถอนได้กองใหญ่นั้น เข้ากับรถจักรยานทั้งสองคันเสร็จแล้ว เหงื่อออกเปียกเสื้อชุ่มโชกไปหมดทั้งสองคน วาสนายื่นน้ำจากขวดพล๊าสติกสีขาวเล็กๆที่ติดตัวเอามาจากบ้านให้ผมรับมาดื่ม ผมดื่มไปมากพอดูแล้วยื่นกลับให้วาสนาๆก็ยกดื่มด้วยความกระหายน้ำ เพราะว่าตั้งแต่ถีบรถออกมาจากบ้านกันแล้วก็ยังไม่ได้กินน้ำเลย  วาสนาบอกว่า “เก้ว ทำไมกินน้ำนิดเดียวจะหายหิวหรือ ไม่ต้องกลัวมันหมดหรอกน่า เดี๋ยวเราถีบรถกลับออกไป เราไปขอน้ำแถวบ้านใกล้ๆโรงเรียนใส่ไว้ให้เต็มขวดนี้อีกก็ได้ “  วาสนายื่นขวดน้ำนั้นกลับมาให้ผมอีก ผมรับมาดื่มอีกครั้งหนึ่ง คราวนี้หายหิวน้ำแน่นอนแล้ว
         ผมบอกวาสนาให้ออกไปจากตรงนี้กันเถอะ  เพราะถ้าคิดกันจริงๆแล้ว ตรงนี้ก็เปลี่ยวพอดูเหมือนกัน ไม่มีผู้คนผ่านไปมาเลย  เราสองคนจูงจักรยานออกมาจากริมบึงใหญ่นี้ คราวนี้หนักอึ้งเพราะว่าต่างคนต่างบรรทุกผักบุ้งเสียเต็มที่ จึงต้องค่อยๆจูง ถ้าพลาดท่าขึ้นมารถเกิดล้มลงไปก็จะยกขึ้นมาลำบาก เพราะท้ายรถนั้นมีผักบุ้งอยู่เต็ม ผ่านพ้นต้นหญ้าและวัชพืชต่างๆที่ริมบึงนั้นแล้ว ก็ถึงถนนที่เราเข้ามาที่นี่กันในตอนแรก 
       วาสนา บอกว่าเราพยายามถีบรถให้กลับไป ให้ถึงโรงเรียนสักช่วงหนึ่งก่อน หยุดพักสักหน่อยแล้วค่อยกลับบ้านกันรวดเดียวเลย ผมก็เห็นดีด้วยและคิดว่าตามใจรัมภาเขาก็แล้วกันจะเอาอย่างไรก็บงการมา เพราะว่าตัวผมเองนั้นจะกลับช้ากลับเร็ว หรือว่ากลับถึงบ้านตอนไหนก็ได้ ผมไม่มีธุระที่จะรีบไปทำอะไร อีกอย่างหนึ่งนั้นก่อนที่ผมจะมากับวาสนาที่นี่ผมก็ได้บอกแม่ผมไว้แล้ว แม่ผมก็คงไม่ได้เป็นห่วงอะไร ผมจึงบอกกับวาสนาอย่างที่ผมคิดไว้นี้ จึงเป็นอันว่าเราจะถีบรถกลับกันไปเรื่อยๆ 
     

       เส้นทางขากลับนี้ก็คือทางเดียวกับที่เราเข้ามานั่นเอง ในตอนแรกที่เราจูงรถกันมาจากริมบึงยังไม่ถึงปากทางนั้น เราจูงมาตามทางเดินที่มีหญ้าขึ้นอยู่เต็ม จึงไม่รู้สึกว่าจะลื่นอย่างใดเลย แต่ปากทางถนนดินขากลับนี้เมื่อฝนหยุดตกแล้ว ทางที่เป็นดินนี้มันก็เหนียวจริงๆพร้อมทั้งลื่นด้วย ทางก็ไม่ดี เป็นหลุมเป็นบ่อ บางตอนก็เทไปทางซ้าย บางตอนก็เทไปทางขวา
        เมื่อตอนขามานั้นมันไม่เห็นลื่นมากอย่างนี้เลย คงจะเป็นเพราะว่ารถมันเบาอยู่ และฝนก็เพิ่งหยุดตก น้ำฝนมันคงจะยังไม่ได้ซึมเข้าไปในเนื้อดินเต็มที่ แต่ตอนนี้ดินกับน้ำผสมกันได้ที่แล้ว เหยียบตรงไหนดินติดรองเท้าขึ้นมาเป็นปึก นี่ดีว่าคุณวาสนาเพื่อนเก่าเพื่อนสนิทของผมชวนมานะ ถ้าเป็นคนอื่นละก้อผมบ่นให้ตายเลย ก็แล้วกัน  
        วาสนาถามผมว่า “เก้ว ไหวหรือเปล่า ” วาสนาเขาคงสังเกตว่า ผมจูงจักรยานที่มีผักบุ้งอยู่เต็มตะแกรงท้ายรถนั้นด้วยมืออันสั่นดิกๆ   “ถ้าไม่ไหวก็เอาออกบ้างก็ได้นะ เราไม่จำเป็นต้องเอาขนาดนี้หรอก ที่มานี้เราตั้งใจชวน เก้ว มาถีบจักรยานเที่ยวกันเท่านั้น” เสียงวาสนาพูดขึ้นมาอีก ผมต้องรีบตอบว่า  “ไหว ไหว เด็กเจ็ดเสมียนเสียอย่าง ถีบจักรยาน กับว่ายน้ำนั้น เด็กเจ็ดเสมียนทุกคน เป็นมาตั้งแต่เกิดแล้ว ” 

       ผมว่าพร้อมกับมองหน้าวาสนาๆ หัวเราะเห็นฟันซี่เล็กๆ ขาวเป็นระเบียบ อยู่ในปากนั้น   “เออ..! เด็กเจ็ดเสมียน เก่ง ยอดเยี่ยมไปหมดทุกคนแหละจ้า ” วาสนาพูดหยอกเย้าผมแล้วทำหน้าทะเล้นใส่ผมอีก แล้วก็หัวเราะร่วนอยู่คนเดียว
        ผมกับวาสนาจูงจักรยานบ้างขึ้นขี่บ้าง อย่างทุลักทุเล เพราะถนนดินสายนี้ยังเป็นเพียงทางเดินของชาวบ้านในย่านนั้นเท่านั้น  ยังดีว่ารถที่บรรทุกผักบุ้งเต็ม ทั้งสองคันนี้ยังไม่ได้เสียหลักลื่นหกล้มเลย  จากปากทางมาไม่นานนักก็มาถึงบ้านที่มีการละเล่นเทศกาลสงกรานต์อยู่ ตอนนี้ถ้าให้ผมเดาเอาก็คงจะเป็นสี่โมงเย็นกว่าๆแล้ว คนที่มาชุมนุมที่บ้านนี้ยิ่งมากขึ้นกว่าเมื่อตอนที่ผมผ่านมาในตอนแรก ไม่รู้ว่ามาจากไหนกันทั้งๆที่บ้านเรือนก็มีไม่มากเท่าไร แล้วผมก็คิดว่าทำไมจึงไม่ไปชุมนุมกันที่ลานวัด หรือที่สนามหน้าโรงเรียนนะ กว้างขวางดีกว่าลานบ้านนี้มากนัก
          ในขณะที่ผมและวาสนาขี่จักรยานกำลังจะผ่านบ้านหลังนี้ไปนั้น เราก็ยังอดมองไม่ได้เลยเขาเล่นกันอย่างสนุกสนานดีจริงๆ  ผมบอกวาสนาว่าเราหยุดดูเขาเล่นกันสักประเดี๋ยวดีไหม วาสนาบอกว่าอย่าเลยกลับบ้านกันดีกว่า แล้วทำท่าจะเร่งจักรยานให้ผ่านไปโดยเร็ว ตรงทางเข้าบ้านหลังนี้นั้น มีชายวัยกลางคนยืนอยู่ตรงหน้าทางเข้าลานบ้านคนหนึ่ง เมื่อผมกับวาสนาจะถีบจักรยานผ่านเขาไป ชายวัยกลางคนนั้นได้ยกมือขึ้นแล้วทำมือเหมือนว่าให้เราจอดรถกันเสียก่อน มีหนุ่มสาวที่อยู่ภายในรั้วบ้านกลางลานนั้นมองมาทางผมหลายคน แล้วซุบซิบกันอย่างเห็นได้ชัด
         ผมบอกวาสนาว่าเราจอดกันก่อนก็ได้นะ ลุงคนนั้นเขาคงอยากให้เราจอดรถก่อนคงมีอะไรจะบอกเราสักอย่างหรือบางทีอาจจะให้เราเข้าไปเล่นกับคนอื่นๆที่ภายในลานบ้านก็ได้ วาสนาหยุดรถพร้อมกับผม ได้ยินเสียงชายคนนั้นพูดว่า
 

 “ นี่ไปเก็บผักบุ้งกันที่ริมบึงนั่นใช่ไหม ขอเจ้าของเขาแล้วหรือยัง ? ”

 

โปรดติดตามตอนต่อไป    คนทรงเจ้าแห่งบางลาน    เร็วๆนี้ ที่นี่ที่เดียว

 

 

จำนวนผู้เข้าชม: 2090
ความเห็น (0)Add Comment

เขียนแสดงความเห็น
อนุญาติให้เฉพาะสมาชิกเท่านั้นที่สามารถเขียนแสดงความเห็นได้ โปรด Login หรือ ลงทะเบียน

busy
 
คุณ ๆ ที่แวะเข้ามาชมเวบเจ็ดเสมียน มีอายุเท่าไรกันบ้างครับ
 
เวบเพื่อนบ้าน
เรารักสุพรรณฯ
จำนวนผู้เยี่ยมชม
 วันนี้167 
 เมื่อวานนี้162 
 สัปดาห์นี้329 
 เดือนนี้4097 
 ทั้งหมด652373 

(C) Fliesenstadt
ผู้ที่กำลังใช้งาน
เรามี 106 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
เรื่องใหม่