บันทึกของนายสกล

 

บันทึกซึ่งเขียนด้วยลายมือของนายสกล ศรีนาคเอง   

    บันทึกที่นายสกลยื่นให้ผม (ผู้เขียน) นั้น เป็นบันทึกที่ยาวพอสมควร ผมมาอ่านดูแล้วก็มีความวกวน ผมจึงได้เรียบเรียงเสียใหม่ให้อ่านเข้าใจง่ายยิ่งขึ้น  ต่อจากนี้ไปเป็นบันทึกของนายสกล ศรีนาคครับ

   " สวัสดีครับท่านทั้งหลาย ผมชื่อ สกล ศรีนาค ในตอนนี้ผมอายุ ๒๕ ปีแล้วครับ บอกตรงๆว่าผมเป็นคนเข้าทรงครับ มูลเหตุที่ผมจะเป็นอย่างนี้ไม่ใช่ว่านึกอยากจะเป็นก็เป็น ไม่ใช่นะครับ มันมีที่มาครับ ผมขอเปิดเผยให้ท่านฟัง และขอให้ท่านใช้ความคิดและพิจารณาในการรับรู้รับฟังด้วย ทั้งนี้เพราะว่าเรื่องอย่างนี้เป็นความเชื่อของแต่ละบุคคลครับ

   ผมก็เป็นเด็กผู้ชายคนหนึ่งที่ไม่ได้ แตกต่างจากคนทั่วๆไปหรอกครับ วิ่งเล่นกับเพื่อนๆในหมู่บ้าน ไปโรงเรียนกับเพื่อนๆ และทำอะไรต่างๆเหมือนเด็กๆในหมู่บ้านเขาทำ ต่อมาในช่วงเมื่อผมอายุ ๑๖ –๑๗ ปีนั้น ผมเริ่มมีอาการเหม่อลอย ความรู้สึกในตัวเองเปลี่ยนไป มีอาการร้อนรุ่มในร่างกายโดยไม่ทราบสาเหตุ เพราะว่าจากความที่เป็นเด็กที่สนุกสนาน พูดคุยเก่ง ร่าเริง ชอบไปเที่ยวกับเพื่อนฝูง ก็กลายเป็นคนเงียบขรึม และมีอาการไม่ชอบไปไหน ชอบอยู่แต่ลำพัง มีอารมณ์หงุดหงิด แม้แต่คนในครอบครัว เขาพูดมาดีเพราะเขาเป็นห่วงเรา ก็ฟังเป็นร้ายไปหมด

   แล้วผมก็เป็นมาเรื่อยๆหนักขึ้น ถึงขนาดในจินตนาการของผมเหมือนกับว่า ผมรู้และมองเห็นเหตุการณ์ข้างหน้าโดยที่คนอื่นไม่รู้ จนเวลาผ่านไปในร่างกายของผมดูเหมือนว่าจะมีความร้อนมากขึ้น มากขึ้นเรื่อยๆ จนผมทนแทบไม่ไหวกับร่างกายที่เป็นอยู่
 ยิ่งนานวันเข้าผมก็มีความรู้สึกว่า มีใครเข้ามาอยู่ในร่างกายของผมเสียแล้ว  ผมยิ่งหงุดหงิด และมีอาการเปลี่ยนแปลงจากนิสัยเดิมๆของผมไปเสียหมด  ถึงตอนนี้พ่อแม่พี่น้องของผม ก็ยื่นมือเข้ามาหาผม หลังจากดูอาการของผมมานาน และลงมติกันว่า ผมเป็นบ้าแน่นอนแล้ว

   ในชั้นแรกๆนี้พวกเขาพาผมไปหาหมอเข้าทรง เพื่อจะดูว่าผมเป็นอะไร และให้หมอทรงเจ้านี้รักษาให้ด้วย  ในตอนแรกๆผมไม่ยอมไปและโวยวายด้วย เพราะผมไม่เคยเชื่อถือหมอดูที่ทรงเจ้าเลย ไม่เคยยุ่งไม่เคยข้องแวะมาก่อน สุดท้ายก็ต้องยอมให้เขาพาไป หมอดูแล้วก็บอกว่าไม่เป็นอะไร ผมเพียงแต่เป็นโรคเครียดเท่านั้น

  เมื่อไม่เป็นอะไรแล้ว ญาติพี่น้องของผมก็เลยหาว่า ผมเป็นคนติดยาอย่างแน่นอน ในตอนนี้พวกเขาเฝ้าดูอาการของผมอย่างใกล้ชิด แต่ยังไม่ได้มายุ่งกับผม ผมก็ยิ่งร้ายมากขึ้นเรื่อยๆ ถึงขนาดที่ทำร้ายผู้ที่พูดไม่ดีกับผม

  ต้องร้อนถึงญาติพี่น้องของผมอีก ที่พาผมไปตรวจเช็คประสาทที่โรงพยาบาลในตัวจังหวัด หมอแนะนำให้ไปตรวจที่โรงพยาบาลศรีธัญญา นนทบุรี ซึ่งเป็นโรงพยาบาลรักษาคนเป็นโรคจิต หรือคนเป็นบ้า  เพราะว่าหมอสงสัยว่าผมเป็นบ้าไปแล้ว

   ผมรู้ตัวผมเองดีว่าผมไม่ได้เป็นบ้าแต่อย่างใด ถึงอย่างไรผมก็มีความรู้สึกว่ามีใครสักคนหนึ่งที่เข้ามาอยู่ในตัวผม คอยบงการให้ผมทำอย่างนั้นอย่างนี้ โดยที่ผมขัดขืนไม่ได้เลย  ผมจึงมีอาการเหมือนคนที่เป็นบ้าในสายตาของคนที่ได้พบเห็น

   เมื่อเขาให้ผมไปตรวจที่โรงพยาบาลศรีธัญญา ผมก็ยอมไปแต่โดยดี วันนั้นหมอก็ตรวจผมอย่างละเอียด แล้วก็ลงความเห็นว่าผมไม่ได้เป็นอะไร จึงได้ให้ผมกลับบ้าน ญาติพี่น้องของผมทุกคนที่คอยช่วยเหลือผมก็งงกันทั้งหมด และคิดว่าเมื่อมันไม่ได้เป็นบ้าแล้วมันเป็นอะไรกันแน่

  ความตั้งใจที่จะพาผมไปรักษายังมีอยู่ แต่พวกเขาก็หยุดไว้ก่อนคงจะรอให้เวลานั้นมาถึง จนวันหนึ่งผมคิดว่าผมต้องไปรับขันธ์ (ขันธ์ครู) เมื่อผมรับมาแล้ว อาการต่างๆของผมที่เคยเป็นมาก็ดีขึ้นเหมือนกับว่าหายไปเป็นปลิดทิ้ง
 แทนที่ว่าญาติพี่น้องของผมจะดีใจ ที่ผมกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้ กลับไม่เชื่อในสิ่งเหล่านี้ ต่างก็พูดจาว่าร้ายผมต่างๆนาๆ จนผมหมดความอดทน และได้ทำลายสิ่งของที่ผมรับมาไว้บูชานั้น เสียหายทั้งหมดและลอยทิ้งน้ำไป

  ตัวของผมก็ต้องกลับมาเป็นเหมือนเดิมอีกครั้งหนึ่ง เหมือนมีใครเข้ามาอยู่ในตัวผม จนผมมีแต่ความสับสนขนาดว่าจำอะไรไม่ได้เลย ผมต้องเสียนิ้วกลางข้างซ้ายของผมไป ๑ นิ้ว เหมือนมีใครในร่างกายของผมบังคับจิตใจของผม ให้ผมต้องตัดนิ้วกลางของผมเองออกไป เพื่อเป็นการลงโทษผม ที่ผมได้ทำลายของบูชาที่ได้มานั้นจนหมดสิ้น

  ตั้งแต่นั้นมาผมเหมือนเป็นคนบ้าที่เป็นมากกว่าเก่า จนญาติพี่น้องเอือมระอาในตัวผมยิ่งนัก ไม่มีใครอยากจะมาสนใจในตัวผมเลย เขาคงคิดว่าปล่อยๆมันไป มันจะเป็นอย่างไรก็ช่างมัน

  ในขณะนั้นสิ่งที่อยู่ในร่างกายและในจิตใจของผมก็บงการให้ผมทำอะไรทุกๆอย่าง โดยที่ผมไม่มีทางที่จะขัดขืนได้เลย  ในเวลาต่อมาผมได้ไปซื้อขันธ์ ๙ มาครอบตัวเอง

  ตั้งแต่นั้นมาผมเหมือนหลุดจากขุมนรก  ผมเริ่มมองเห็นอะไรหลายสิ่งหลายอย่างที่มนุษย์มองไม่เห็น ผมเริ่มกลับมาเป็นตัวของตัวเอง โดยหายจากอาการที่เคยเป็นมานานอย่างกับปลิดทิ้ง จนญาติพี่น้องของผมที่คอยเฝ้าดูผมอยู่ ก็ยังไม่เชื่อว่าจะเป็นไปอย่างนี้ได้

   จนเวลาผ่านไปเมื่อผมหายจากอาการ เหมือนคนบ้าหมดสิ้นไปแล้ว ผมได้ไปสมัครงาน ผู้จัดการบริษัทของงานที่ผมไปสมัครนั้น ก็รับผมเข้าทำงานในทันที ผมทำงานได้ไม่นานนัก ผมก็ได้เลื่อนตำแหน่งอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะทำอะไรก็จะประสบแต่ความสำเร็จ

 

นามบัตรของนายสกล ศรีนาค แสดงว่าเขามีงานทำประจำ ไม่ได้เป็นคนเข้าทรงอย่างเดียว

  เวลาผ่านไปอีกไม่นาน ผมก็มีบ้านเป็นของตัวเอง มีสวนมะม่วง มีเงินทอง มีทุกอย่างที่อยากจะได้ จนทุกวันนี้ผมมีลูกศิษย์ที่ขึ้นกับผมมากมาย มีคนมาหาครูในร่างของผมทุกวัน เช้ายันค่ำ สิ่งที่ผมกระทำอยู่ทุกวันนี้ ผมไม่เคยเรียกร้องเงินทอง ครูในร่างของผมจะช่วยเหลือทุกคนที่มีอะไรติดขัดในตัวเองเมื่อเขามาหา

 

ชีวิตจริงของนายสกลปัจจุบันนี้นอกจากทำงานประจำแล้ว เมื่อมีเวลาก็พาครอบครัวและลูกหลานไปท่องเที่ยวในที่ไกลๆด้วย (ภาพนี้ที่น้ำตกพลิ้ว จังหวัดจันทบุรี)

   สิ่งที่ผมเล่ามาในบันทึกนี้ยังเป็นส่วนน้อย กับเรื่องจริงๆที่ผมได้ประสบมาด้วยตัวเอง  ผมขอรับรองว่าสิ่งที่ผมบอกมานี้เป็นเรื่องจริงทั้งสิ้น และผู้ที่ผมเชิญท่านมาเข้าในร่างของผมเป็นประจำนั้นก็คือ พ่อปู่คลั้ง สิงสถิตย์อยู่ที่ศาลอันศักดิ์สิทธิ์เก่าแก่นับร้อยปี ที่หน้าวัดห้วยเจริญ ซึ่งเมื่อใครที่ผ่านศาลนี้จะต้องยกมือไหว้ รถจะต้องบีบแตรทุกคันครับ"

 

   เป็นไงครับจากเรื่องราวที่นายสกล ศรีนาคเล่ามาในบันทึกอย่างคร่าวๆของเขานี้ ผมได้อ่านแล้วก็คิดว่าเป็นเรื่องที่แปลกประหลาดเรื่องหนึ่งทีเดียว บางตอนท่านผู้อ่านๆแล้วอาจจะไม่ค่อยเข้าใจ เพราะว่านายสกลไม่ใช่นักเขียน จึงอาจจะต้องทำความเข้าใจเอาเองบ้าง ส่วนเรื่องภาพที่นำมาลงนี้ ผู้เขียนก็ยังไม่ได้ไปเห็นมาด้วยตัวเองนะครับ ชมแล้วโปรดพิจารณาด้วย

   แต่ถ้าท่านอยากจะทราบเรื่องให้มากกว่านี้ ก็ไปหากันได้ทุกเวลาครับ อยู่ไม่ไกลจากตลาดสามชุก ๑๐๐ ปี จังหวัดสุพรรณบุรี ไปเยี่ยมตลาดสามชุก ๑๐๐ ปีก่อนก็ได้ครับ

   แต่ขอบอกเสียก่อนนะครับว่า ขอให้โทรมาบอกก่อน ที่ 087 – 7681876 นายสกลจะเป็นผู้รับโทรศัพท์ของท่านเอง  แล้วท่านจะมีโชคดีและสบายใจกลับไปนะครับ..

สำหรับผมผู้เขียน "บุญเชิด " ขอลาไปก่อนโอกาสหน้าพบกันใหม่ครับผม...!

 

เขียนโดย บุญเชิด  ๒๖ กรกฎาคม ๒๕๕๓

  

บทความล่าสุด

จำนวนผู้เยี่ยมชม

วันนี้97
เมื่อวานนี้299
สัปดาห์นี้928
เดือนนี้3475
ทั้งหมด827126

ผู้เยี่ยมชมในขณะนี้

1
Online