กว่าจะถึงวันนั้น ๖ (นายสมเกียรติ)

    ผู้เขียนเมื่อครั้งอยู่ที่เจ็ดเสมียน ภาพนี้ก่อนเข้ากรุงเทพฯไม่นานนัก 

     น้าส่งพูดยิ้มๆมองหน้าผม ผมรับปาก“ครับ ครับ ” น้าส่งพูดต่อ “อาหารการกินไม่มีคนทำ ยายแกจึงต้องทำเอง มีอะไรก็กินกันไปก็แล้วกัน แล้วพรุ่งนี้น้าจะพาเก้วไปสมัครสอบเข้าโรงเรียนแต่เช้า อย่าลืมเตรียมเอกสารต่างๆให้เรียบร้อยนะ“ น้าส่งบอกผมพลางถอดชุดทำงานออก เปลี่ยนเป็นนุ่งกางเกงขาสั้นสวมเสื้อยืดสีขาวตัวหนึ่ง     ผมหิ้วกระเป๋าผ้าใบที่ใส่เสื้อผ้าที่แม่จัดให้มาจากบ้าน ขึ้นบันใดไปชั้นบนของบ้านพักคนรถไฟ สุดบันใดทางด้านซ้ายมือเป็นห้องเล็กๆห้องหนึ่งที่คับแคบ คงจะขนาดแค่สามคูณสามเมตรเท่านั้น  ผมแง้มประตูซึ่งงับอยู่โผล่หน้าเข้าไปดูก่อน จึงเห็นว่าห้องนี้เป็นห้องเปล่าๆไม่มีเตียงนอน ไม่มีเฟอร์นิเจอร์ โต๊ะ ตู้ อะไรทั้งนั้น คงมีแต่ลวดเส้นหนึ่งผูกโยงกับตะปูตัวหนึ่งไปยังอีกตัวหนึ่ง คงจะเป็นลวดที่ขึงไว้สำหรับแขวนผ้านั่นเอง  ห้องนี้คงจะไม่ได้ปัดกวาดมานาน มีฝุ่นหนาตึ ขนาดของห้องกว้างยาวไม่มากนักพอจะล้มตัวลงนอนได้เท่านั้น
    ผมคิดว่าก็ดีเหมือนกันที่น้าส่งให้ผมอยู่ชั่วคราวที่ห้องนี้ เวลานอนก็จะเป็นส่วนตัวดี ล๊อคประตูลูกบิดเสียหน่อย  เรื่องการกางมุ้งนอนนั้นผมก็ไม่ได้ลำบากใจอะไรเลยในเรื่องนี้ เพราะอยู่บ้านห้องแถวที่ตลาดเจ็ดเสมียน ผมและน้องๆก็ไม่ได้นอนเตียงกันอยู่แล้ว กางมุ้งนอนกันเป็นแถว
ที่เจ็ดเสมียนนั้นในหน้าร้อนอากาศร้อนอบอ้าวผมเคยเอาเสื่อไปปูนอนที่นอกชานชั้นบนโดยไม่ได้กางมุ้งด้วยซ้ำไป ลมพัดอู้ขึ้นมาจากแม่น้ำเย็นสบายดี ลมพัดแรงๆอย่างนี้ไม่มียุงมารบกวนเลย

    ก่อนที่ผมจะเข้าไปในห้องเล็กผมเห็นห้องใหญ่ไม่ได้ปิดประตูไว้ ก็เลยโผล่หน้าไปมองดูที่ห้องใหญ่เสียหน่อย ห้องนี้ถ้าขึ้นบันใดมาแล้วตรงเข้าไปเลยก็จะเป็นห้องใหญ่  ภายในห้องใหญ่ไม่มีเตียงนอนเหมือนกับห้องเล็ก แต่ดูเหมือนว่าจะมีฟูกปูอยู่เป็นที่นอน อยู่ห่างๆกัน ๒ ที่ ที่หนึ่งนั้นมีมุ้งที่กางเอาไว้แล้วแต่ยังไม่ได้เก็บ ส่วนอีกที่หนึ่งเอาสายมุ้งทางด้านปลายตีนออกแล้วทั้งสองสาย ส่วนสองสายทางหัวนอนนั้นคาเอาไว้
   ภายในห้องไม่มีอะไรมากนัก เท่าที่มองเห็นมีตู้ใส่เสื้อผ้าแบบเก่าโบราณที่สูงใหญ่มาก อยู่ตู้หนึ่ง มีพระบูชาเล็กใหญ่ฝุ่นจับเขรอะอยู่สองสามองค์ที่วางไว้บนหลังตู้  คิดว่าก่อนนอน ยายคงจะไหว้พระตรงนี้เป็นประจำ มีเสื้อผ้าแขวนระเกะระกะที่ราวตากผ้าอยู่ข้างๆตู้นั้นด้วย นอกนั้นจะมีอะไรอีกบ้างนั้น ผมไม่ได้สำรวจอย่างละเอียด
   ผมคิดในใจว่า น้าส่งแกทำงานมานานแล้ว ทำไมแกไม่ได้สะสมซื้อหาของใช้ที่จำเป็นมาใช้ในบ้านบ้างเลย ของใหญ่ๆที่เห็นง่ายๆจำพวก พัดลม ตู้เย็น โทรทัศน์ ผมก็ยังไม่เห็นเลยว่าแกตั้งเอาไว้ตรงไหนมั่ง  แต่อันนั้นเป็นเรื่องของเขา ผมเพิ่งจะมาอยู่ได้เพียงไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น จะไปรู้เรื่องอะไรของเขาควรเฉยๆไว้ก่อนจะดีกว่า

   ผมเอาเสื้อผ้าออกมาแขวนไว้ที่ราวลวดที่เขาขึงไว้แล้วเส้นนั้น  เปิดหน้าต่างสองบานนั้นออกไปเอาขอเกี่ยว ตอนไม่มีคนอยู่หน้าต่างนี้คงปิดตายอยู่อย่างนี้  เปิดหน้าต่างแล้วลมพัดโชยเข้ามาอ่อนๆ บรรยากาศค่อยดีขึ้นหน่อย มองจากหน้าต่างออกไปเห็นบ้านพักคนรถไฟมักกะสัน เป็นแถวเป็นแนวผู้คนพลุกพล่านพอสมควร แต่ละบ้านเปิดไฟกันแล้วเพราะอากาศเริ่มมืดแล้ว
   ผมจัดแจงผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้ามาเป็นนุ่งผ้าขาวม้าจะลงไปอาบน้ำ ได้ยินเสียงยายที่อยู่ในครัวชั้นล่าง เรียกผมให้ไปกินข้าว ผมบอกว่าขออาบน้ำเสียก่อน วันนี้เดินทางมาตั้งนานเหนียวตัวเต็มที ผมอาบน้ำเสร็จใส่เสื้อผ้าแล้วจึงไปกินข้าว
ยายบอกว่า “เก้วกินข้าวเลย ไม่ต้องรอไอ้ส่งมัน มันออกไปหาเพื่อนมันคงไปกินเหล้ากันที่ไหนก็ไม่รู้  กว่าจะกลับก็ดึกนั่นแหละ  ” ผมจึงได้รู้ว่าตอนนี้น้าส่งไม่อยู่ มิน่าเล่าจึงไม่ได้ยินเสียงพูดคุยเลย ในตอนนี้อากาศเริ่มมืดแล้วในครัวจึงเปิดไฟนีออนดวงสั้นคือขนาด ๒๐ แรงเทียน ๑ ดวง ห้องแคบๆอย่างนี้ก็นับว่าสว่างพอสมควร

   ผมกินข้าวและกับข้าวที่ยายเป็นคนทำ กินไปคิดถึงบ้านไป ทำให้จิตใจห่อเหี่ยวขึ้นมาอีก แต่ก็พยายามหักความคิดถึง และคิดว่าตัวเราเองนี้ถ้าไม่ได้จากเจ็ดเสมียนมาวันนี้ ไม่วันใดก็วันหนึ่งก็ต้องจากบ้านเกิดไปอยู่ดี มันจึงมีค่าเท่ากัน ผมพยายามหักห้ามใจบ้างก็สบายใจขึ้นเยอะ
   ผมกินข้าวแล้วต่อจากนี้ไปก็ไม่ได้ทำอะไร รอแต่เวลานอนอย่างเดียว ตอนนี้ก็ยังหัวค่ำอยู่ผมจึงออกมานั่งที่บันใดหน้าบ้าน ดูคนเดินผ่านไปมา ได้ยินเสียงบ้านอื่นๆคุยกันเสียงดังลั่น ได้ยินห้องหัวแถวทางด้านโน้น ตั้งวงเล่นดนตรีไทยกัน แถมมีคนร้องเสียไพเราะเพราะพริ้งด้วย ผมเงี่ยหูฟังด้วยความเพลิดเพลิน เพราะว่าเรื่องดนตรีเรื่องร้องเพลงนี้ผมชอบมาตั้งแต่เด็กๆที่อยู่ที่เจ็ดเสมียนแล้ว

   ผมนั่งดูโน่นดูนี่ฟังดนตรีไทยเพลินๆ ก็ต้องสะดุ้งตกใจ เมื่อมีคนมายืนอยู่ข้างๆบันใดที่ผมนั่งอยู่ และร้องทักผม  “ น้องชาย จะมาอยู่ที่บ้านพี่ส่ง เหรอ ” ผมหันไปมองเห็นเป็นชายคนหนึ่งรูปร่างเล็กๆ หัวเถิกๆผมบาง  ดูท่าจะร่างเล็กกว่าผม แต่อายุนั้นน่าจะมากกว่าผมสัก ๓ – ๔ ปี
    เขาทักแล้วยิ้มให้ผมเมื่อผมหันไปมองเขา ผมบอกว่า “ ผมมาสมัครสอบที่โรงเรียนรถไฟ ไม่รู้ว่าจะได้หรือเปล่า ถ้าไม่ได้ผมคงไม่ได้มาอยู่ที่นี่หรอก ”  “ อ้องั้นรึ ผมขอให้สอบได้นะ จะได้มาอยู่ใกล้ๆกัน “ ว่าแล้วชายคนนั้นก็แนะนำตัวเองว่าเขาชื่อ สมเกียรติ  เป็นนักเรียนการรถไฟเหมือนกัน แต่จบมาหลายปีแล้ว เวลานี้เป็นพนักงานทำงานอยู่ในโรงงานมักกะสันนี่เอง และที่สำคัญนายสมเกียรติคนนี้เป็นเจ้าของห้องพักที่ติดกับห้องของน้าส่งด้วย

    นายสมเกียรติเล่าว่า เมื่อสมัยก่อนนี้พ่อของเขาก็ทำงานที่โรงงานมักกะสันนี้เหมือนกัน และเป็นผู้ได้กรรมสิทธิ์ห้องพักห้องนี้ด้วย ต่อมาได้เสียชีวิตไป นายสมเกียรติจึงได้กรรมสิทธิ์ห้องพักห้องนี้ต่อจากพ่อของเขา เหมือนว่าเป็นการโอนให้ลูกได้ถ้าลูกคนนั้นทำงานที่การรถไฟด้วย
    สมเกียรติบอกต่ออีกว่า หลังจากพ่อได้ตายไปแล้ว ห้องที่อยู่เดี๋ยวนี้จึงอยู่ด้วยกันรวม ๓ คน คือแม่ของนายสมเกียรติ คือนางสุวรรณ “ เวลานี้ที่ห้องพักนี้ผมจึงอยู่กับแม่เพียง ๒ คนเท่านั้น ” นายสมเกียรติหันมามองหน้าผมเหมือนอยากจะถามว่า จะถามอะไรอีกหรือเปล่า ผมยังนั่งคุยกับนายสมเกียรติอีกพักใหญ่ๆ จึงได้ขอตัวขึ้นไปพักผ่อนยังห้องเล็กของผมโดยบอกนายสมเกียรติว่า วันนี้ผมเดินทางมาไกล มีอาการเมื่อยตามตัว จึงอยากจะพักผ่อน พรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้าไปสมัครเรียนพร้อมๆกับน้าส่งเลย  สมเกียรติบอกว่า “ แถวนี้ไม่ค่อยมีใครนอนเร็วกันหรอก อยู่ต่อๆไปแล้วก็จะชินไปเอง พรุ่งนี้ผมจะไปด้วย  ” แล้วนายสมเกียรติก็หัวเราะชอบใจ

    ผมขึ้นไปบนห้อง เอาเสื่อเก่าๆที่ม้วนพิงไว้ข้างฝาห้องมาปู ในวันนี้ซึ่งเป็นวันแรกของผมที่มาอยู่ที่นี่ ขลุกขลักพอสมควร มาถึงก็เย็นแล้วจึงไม่ได้เตรียมอะไรเลย แล้วเอาชายมุ้งยัดลงไปไต้เสื่อที่ผมปู เอากระเป๋าเสื้อผ้าที่เอามาจากบ้านมาเป็นหมอนชั่วคราวไปก่อน แล้วล้มตัวลงนอนหนุนกระเป๋าผ้าใบลูกนั้นในมุ้งเก่าๆที่ผมลองกางเอาไว้แล้วในห้องเล็ก แม้ว่าจะเปิดหน้าต่างไว้ทั้งหมด ๒ บานแล้ว ลมก็ไม่มีพัดเข้ามาเลย ปลายเดือนมีนาคมซึ่งเป็นหน้าร้อนอย่างนี้ อากาศร้อนอบอ้าวดีเหลือเกิน มีพัดลมเล็กๆสักตัวเปิดพัดลมระบายอากาศสักหน่อยก็ดี ยิ่งนอนในมุ้งยิ่งแล้วใหญ่ร้อนอบอ้าวจริงๆ จะไม่กางมุ้งนอนก็ไม่ได้ยุงรุมหามไปแน่ๆ

    ผมไม่รู้จะทำอย่างไรก็ได้แต่ถอนใจ จำใจต้องอดทนไปก่อน เพราะว่านี่เพิ่งเป็นคืนแรกแท้ๆที่มาอยู่ที่นี่ ต่อๆไปก็คงจะปรับตัวได้และเคยชินไปเอง เหมือนกับที่นายสมเกียรติได้บอก เมื่อตอนที่นั่งคุยกันเมื่อครู่นี้
    ผมนอนนานแล้วอยากจะหลับแต่นอนไม่หลับ กระสับกระส่ายพลิกไปพลิกมา หูก็ยังแว่วเสียงเฮฮามาจากบ้านพักที่อยู่ห่างไปอีกสัก ๒ แถว เสียงดนตรีไทยจากห้องที่อยู่ริมสุดทางด้านโน้นก็ยังลอยล่องมาเข้าหูผม เสียงคุยกันได้ยินดังมาจากห้องแถวที่หันหลังมาชนกับห้องแถวที่ผมนอนอยู่นี้ วันนี้ผมยังไม่รู้เรื่องอะไรมากมาย อยากจะนอนพักผ่อนเสียก่อน พรุ่งนี้จะไปสมัครเข้าโรงเรียนของการรถไฟแล้ว

    คนเรานี่น่าจะเหมือนๆกันทุกคน นอนไม่หลับแล้วก็ต้องคิดอะไรเรื่อยเปื่อยไป จะห้ามไม่ให้คิดก็ไม่ได้เสียด้วย เช่นผมเวลานี้คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยเหมือนกัน สุดท้ายก็มาสะดุดหยุดอยู่ที่คนที่เราคุยด้วยเมื่อก่อนขึ้นมานอนนั่นเอง คนแรกที่มารู้จักกับผมเมื่อผมมาอยู่ที่นี่นั้นคือ นายสมเกียรติ  
    แกเป็นคนร่างเล็ก ผิวขาว ตอนพูดก็ออกจะติดอ่างด้วย ดูท่าทีในการพูดคุยกันนั้นมีความจริงใจ ในการที่อยากจะรู้จักหรืออยากจะเป็นมิตรกับผม ผมพยายามที่จะคิดแต่ในทางที่ดี ผมคิดว่านายสมเกียรติคงจะไม่มีเล่ห์เหลี่ยมในการที่จะมาเป็นเพื่อนผมหรอก แต่ก็ไม่แน่เอาไว้ให้นานกว่านี้อีกสักหน่อยก็แล้วกันก็จะรู้ คงไม่หนีหายไปไหนเสียก่อน เพราะว่าห้องพักก็อยู่ติดกันนี่เอง คืนนั้นผมหลับผล็อยไปเอง ในตอนค่อนข้างจะดึกแล้ว เพราะว่าเสียงเฮฮา เสียงดนตรีไทยที่ได้ยินอยู่ในตอนหัวค่ำเงียบเสียงลงไปคงจะเลิกลากันไปหมดแล้ว

    เช้ามืดของวันใหม่ ผมตื่นนานแล้วแต่รอเวลาให้ท้องฟ้าสว่างเสียก่อน จึงนุ่งผ้าขะม้าตัวเดียว ลงไปอาบน้ำที่ห้องน้ำ ทุกคนในบ้านยังไม่มีใครตื่นกันขึ้นมาเลย  ผมอาบน้ำเสร็จแล้วก็ขึ้นไปแต่งตัวเป็นชุดนักเรียน ที่เคยใส่มานานอีกครั้งหนึ่ง
    แต่งตัวเสร็จแล้วยังไม่อยากลงมา จึงยืนที่หน้าต่างมองออกไปข้างนอก เห็นผู้คนกำลังเดินกันไปมาแล้ว นี่แหละชีวิตในกรุงเทพฯ ต้องขวนขวาย ปากกัดตีนถีบกันตั้งแต่เช้ามืดเลยทีเดียว..

    ผมยืนมองเหตุการณ์ภายนอกที่หน้าต่างห้องสักพักหนึ่ง ก็ได้ยินเสียงกุกกักผมมองไปที่บันใด ยายกำลังเดินลงบันใดไปที่ชั้นล่างนั่นเอง ส่วนน้าส่งนั้นผมคิดว่าเขายังไม่ตื่นเพราะว่ายังไม่ได้ยินเสียงเลย เมื่อคืนเขาออกไปข้างนอกตั้งแต่หัวค่ำ คงจะไปกินเหล้ากับเพื่อนๆของเขาและกลับมาดึกอย่างที่ยายบอก แล้วก็กลับเข้าบ้านในตอนที่ผมนอนหลับไปแล้วนั่นเอง
    สายแล้วอากาศข้างนอกดูจะเย็นกว่าเมื่อตอนหัวค่ำสักหน่อย เมื่อสว่างดีแล้วผมลงไปข้างล่างพร้อมกับถือถุงใส่เอกสารต่างๆของผมไปด้วย ในตอนเช้าๆอย่างนี้ผู้ที่เป็นคนทำงานรถไฟโดยเฉพาะที่ทำอยู่ที่โรงงานมักกะสัน หลายพันคนที่อาศัยอยู่ที่บ้านพักคนรถไฟมักกะสันแห่งนี้ ต่างก็พรั่งพรูออกไปทำงานกัน บางคนไปแต่เช้าหน่อยก็เดินกันไปเป็นกลุ่มๆ โรงงานอยู่ไม่ไกลจากที่ทำงานเท่าไรนัก พวกที่เดินไปนั้นถือว่าเป็นการออกกำลังไปในตัวด้วย พวกที่ขึ้นรถไปก็มาก รถเมล์ขาวสายนี้ส่วนใหญ่จะเป็นคนงานของโรงงานมักกะสัน ที่ขึ้นจากต้นทาง แล้วก็ไปลงกันที่หลังสถานีรถไฟมักกะสันเกือบหมด รถจึงแน่นขนัดจากต้นทางเท่านั้น

    น้าส่งตื่นขึ้นมาอาบน้ำกินข้าวแล้วก็แต่งตัวเสร็จแล้ว  จึงชวนผมออกไปขึ้นรถเมล์ขาวไปลงที่หน้าโรงงาน ถึงโรงงานเกือบ ๗.๐๐ น. น้าส่งพาผมเดินไปที่ตึกหลังหนึ่ง สถานที่รับสมัครนั้นเป็นตึกสูง ๓ ชั้นที่เรียกว่าตึก สารบรรณ วันที่ผมมาสมัครนั้นไม่ค่อยมีคนมาสมัครแล้ว เพราะว่าคนที่อยากจะเข้าเรียนที่นี่เขาคงมาสมัครกันหมดแล้ว คงมีแค่สองสามคนเท่านั้นซึ่งรวมทั้งผมด้วย
    น้าส่งและผมนั่งรอเจ้าหน้าที่กันนานพอสมควร ที่เป็นดังนี้เพราะเหตุว่า พวกเรามากันแต่เช้าเกินไป เมื่อถึงเวลาการสมัครเรียนก็ไม่ยุ่งยากอะไรเลย มีใบสุทธิ (ใบ รบ. ) ใบสูติบัตร ทะเบียนบ้านเท่านั้น ประเดี๋ยวเดียวก็เสร็จเรียบร้อย เจ้าหน้าที่ๆรับสมัครบอกให้ผู้ที่มาสมัครทราบทั่วกันคร่าวๆว่า โรงเรียนของการรถไฟนี้เป็นของการรถไฟโดยตรง ไม่ได้ขึ้นกับกระทรวงศึกษาหรือกรมอะไรทั้งนั้น
    หลักสูตรที่จะเรียนก็จะเน้นในเรื่องของรถไฟซึ่งจะมีหลายแผนกแยกออกไปอีก การรถไฟจะเป็นผู้ออกหลักสูตรเอง ครูอาจารย์ที่มาสอนนั้นก็จะมาจากพนักงานของการรถไฟทั้งสิ้น
    ส่วนกำหนดสอบนั้นก็เป็นประมาณปลายเดือนเมษายน สอบเสร็จแล้วไม่กี่วันก็จะประกาศผลเลย พวกที่ได้เขาก็จะเรียกเข้าเรียนกันเลยหลังจากประกาศสอบไม่กี่วัน เมื่อเป็นดังนี้ผมจึงมีเวลาอีกตั้งเกือบเดือนจึงจะถึงเวลาสอบ  ในตอนนั้นผมคิดว่าผมต้องกลับบ้านที่เจ็ดเสมียนก่อน มาแค่วันเดียวผมก็คิดถึงบ้านแย่อยู่แล้ว

    เมื่อสมัครเสร็จแล้วน้าส่งบอกว่าให้ผมกลับไปก่อน ตัวน้าส่งเองต้องเข้าทำงานจะกลับบ้านก็ ๕ โมงเย็นเหมือนเคย หรือถ้าหากว่าอยากจะนั่งรถเมล์ออกไปเที่ยวในกรุงเทพฯก่อนก็ได้ แล้วก็แนะนำผมให้นั่งรถเมล์ขาวสาย ๑๑ ไป ซึ่งรถเมล์ขาวสายนี้คือสายที่วิ่งจากนิคมมักกะสัน (ักกะสัน - วัดโพธิ์) ปสุดทางที่สะพานพุทธนั่นเอง น้าส่งว่า “นั่งเข้าไปเที่ยวในเมืองก็ได้ ขากลับก็นั่งรถเมล์ขาวนี่แหละกลับมา ง่ายจะตายไป คงไม่ถึงกับหลงหรอกน่า ” 
    ผมคิดว่าก็ดีเหมือนกันไหนๆมาทั้งทีก็ขอนั่งรถเที่ยวเสียหน่อย แต่อีกใจหนึ่งนั้นก็ยังกลัวๆกล้าอยู่ (กลัวหลง) นี่แหละคืออาการของเด็กบ้านนอกที่เข้ากรุงครั้งแรกหละครับ

   เมื่อสมัครเรียนได้เรียบร้อยแล้วอย่างนี้ผมคิดว่า เมื่อกลับไปบ้านพักของน้าส่งแล้ว จะเขียนจดหมายถึงเตี่ย เล่าให้เขาได้ทราบเรื่องต่างๆนี้อย่างโดยด่วนด้วย ถ้าเตี่ยได้รับจดหมายของผมแล้วก็จะได้รู้ว่าผมไปสมัครสอบเข้าเรียนที่นี่เรียบร้อยแล้วโดยไม่มีอะไรติดขัด จะมีอีกด่านเดียวเท่านั้นที่ผมจะต้องสอบให้ได้ เตี่ยจะได้ดีใจมากกว่านี้อีก

    และในทางกลับกันถ้าหากว่าคราวนี้ผมสอบไม่ได้ ผมก็คงจะต้องพักการเรียนไว้ปีหนึ่งเพราะว่าจะไปสมัครเรียนต่อที่ไหนคงไม่ทันแล้ว เตี่ยคงจะไม่ให้เรียน คงจะพาผมไปฝึกงานอยู่กับอู่ซ่อมรถ หรือโรงกลึงที่ใดที่หนึ่งในตัวจังหวัดราชบุรีแน่นอน อย่างที่เตี่ยเคยพูดไว้
   ในตอนนี้ผมกำลังรอวันนั้น วันที่ผมจะพยายามสอบให้ได้ ได้เข้าเรียนที่โรงเรียนการรถไฟตามที่ผมตั้งใจไว้ ผมกำลังรอวันนั้นอยู่   จนกว่าจะถึงวันนั้น ...!    จบ.

 ายแก้ว     เขียน กว่าจะถึงวันนั้น ๖ (นายสมเกียรติ )

บทความล่าสุด

จำนวนผู้เยี่ยมชม

วันนี้145
เมื่อวานนี้223
สัปดาห์นี้1349
เดือนนี้5340
ทั้งหมด686580

ผู้เยี่ยมชมในขณะนี้

1
Online