งานบวชลูกทุ่ง

  

   เมื่อไม่กี่วันมานี้เพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้ๆกันคุ้นเคยกันมานาน ที่ผมเรียกแกติดปากว่า “พี่พล”  พี่พลขี่รถเครื่อง ( มอเตอร์ไซค์ - ชาวบ้านเรียกกันทั่วไปว่ารถเครื่อง) มาที่บ้านแล้วบอกผมว่า

    “ ที่บ้านจะจัดงานบวชให้กับหลานชาย (ลูกของลูกสาว) ในวันเสาร์หน้านี่แหละนะ ”  ผมถามว่า  “ หลานชายอายุครบ ๒๐ ปีแล้วรึ  ทำไมมันไวจริงๆ เห็นมันเป็นเด็กๆวิ่งเล่นกันโครมๆแถวนี้ เผลอประเดี๋ยวเดียวบวชได้แล้ว ”
   พี่พลบอกต่อว่า “อายุมันยี่สิบปีแล้วละ แม่มันเร่งให้มันบวชเสียที เขามีลูกคนเดียวผู้หญิงเริ่มมารุมตอมกันหึ่งแล้ว ช้าไปเดี๋ยวมันจะไม่ได้บวชผู้หญิงมันจะเอาไปกินเสียฉิบ ” (คนมีเงินก็เป็นอย่างนี้ ที่บ้านพี่พลมีหอพักให้นักศึกษาเช่า ฐานะดี)

   นี่แหละคนบ้านนอกหรือคนชนบททั่วไปก็คิดกันแบบนี้ ถ้าหากว่ามีลูกผู้ชายก็ต้องให้บวชให้เรียนเสียก่อน แล้วจะมีครอบครัวมีเหย้ามีเรือนก็ค่อยว่ากันไปอีกที บางคนบางครอบครัวก็เป็นไปได้สำเร็จดังที่คิดไว้ แต่บางครอบครัวลูกชายไม่ยอมบวชให้และรีบมีเมียเสียก่อนก็มี พ่อแม่โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ แต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไรได้

  “ผมไม่ได้พิมพ์การ์ดเชิญหรอก ไม่ได้จัดงานกันใหญ่โตอะไร เวลามันกะทันหันก็เลยใช้วิธีตะเวนบอกอย่างนี้แหละ ”

   พี่พลบอกผม แล้วขยับตัวทำท่าจะกลับ “อย่าลืมนะไปร่วมงานกัน ไม่ได้มีกินเลี้ยงอะไรหรอก ทำแบบเล็กๆเงียบๆ แห่นาคเข้าโบสถ์เช้าวันเสาร์ บวชเป็นพระเสร็จแล้วรับพระมาฉลองพระเพลที่บ้านก็เสร็จ คุณอย่าลืมไปร่วมงานกันด้วยนะ อย่าลืมซะล่ะ” พี่พลย้ำกับผมเป็นคำสุดท้าย ผมพยักหน้ารับปาก แล้วแกก็ขี่รถเครื่องไปตระเวนบอกเพื่อนบ้านคนอื่นๆอีก

   งานบวชพระนี้เป็นประเพณีของชาวไทย ที่นับถือศาสนาพุทธ การบวชนั้นก็เพื่อจะให้บุตรหรือหลานของตนได้เรียนรู้ธรรมะของศาสนาพุทธ ผู้ที่จะบวชได้นั้นจะต้องมีอายุครบยี่สิบปี บริบูรณ์ ร่างกายครบอาการ ๓๒ ไม่ได้พิกลพิการตรงไหน เมื่ออายุครบ ๒๐ ปีแล้วและคิดว่าจะบวช ผู้ปกครองก็จะนำผู้ที่จะบวชนั้นไปหาเจ้าอาวาสที่วัดที่ต้องการจะบวช เพื่อมอบตัวให้ท่านบวชให้ วันที่ไปมอบตัวควรเอาดอกไม้ ธูปเทียน ไปถวายท่านเจ้าอาวาสในการมอบตัวบวชด้วย

   ท่านจะตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ที่จะขอบวช ถ้าท่านเห็นว่ามีคุณลักษณะครบถ้วน ไม่เป็นคนต้องห้ามในการที่จะบวชได้ ท่านก็จะรับเข้าบวชโดยให้ใบสมัครขอบวช และใบรับรองให้เอาไปกรอกรายการ แล้วนำกลับมาถวายท่านเป็นหลักฐาน ก่อนจะถึงวันบวชไม่น้อยกว่า ๑๕ วัน
   จากนั้นท่านก็จะนัดหมายให้ผู้ที่จะบวช มาฝึกซ้อมการปฏิบัติเกี่ยวกับพิธีบวช และกำหนดวันที่จะทำการบรรพชาอุปสมบทต่อไป ที่ผมนำมากล่าวนี้เป็นการปฏิบัติแบบคร่าวๆของผู้ที่จะบวช ที่จริงแล้วก็ยังมีอะไรอีกเยอะซึ่งไม่อาจจะกล่าวได้หมด

   เรื่องเกี่ยวกับงานบวชนั้น ตัวผมเองและครอบครัวเคยได้รับเชิญแบบมีการ์ดเชิญและมาบอกด้วยปากเปล่าแบบกันเอง ให้ไปในงานบวชของใครต่อใครมากมายหลายหนจนจำไม่ได้แล้วว่า ไปในงานของใครบ้าง เท่าที่สังเกตดูในเรื่องงานบวชนี้จะมีพิธีกรรมที่แตกต่างกันไปในแต่ละท้องที่ แต่ละจังหวัด แต่ละภาค แล้วแต่เจ้าของงานนั้นจะจัดกันแบบไหน แต่สรุปแล้วก็คล้ายๆกันผลที่ได้จึงเหมือนกัน คือเสร็จแล้วก็เป็นพระที่ห่มผ้าเหลืองเล่าเรียนเขียนอ่านภาษาของพระเหมือนๆกันนั่นเอง

   ลูกหลานใครจะบวชเรียนกันที ผู้ที่เป็นพ่อแม่และญาติพี่น้องของคนที่จะบวชนั้นถือว่าเป็นเรื่องใหญ่มาก เริ่มกันตั้งแต่แรกๆเลย ถ้าต้องพิมพ์การ์ดด้วยก็จะต้องไปจ้างที่โรงพิมพ์ให้เขาทำเสียแต่เนิ่นๆ เพราะว่าต้องมีเวลาล่วงหน้ามากๆหลายๆวันในการแจกการ์ดด้วย แต่ถ้าไม่ได้พิมพ์การ์ด จะบอกด้วยปากเปล่าก็ดีจะได้ไม่ต้องเปลืองเงินค่าพิมพ์การ์ด ถ้าเป็นแบบนี้ก็จดรายชื่อที่ต้องการเชิญใครบ้างไว้ แล้วก็ตระเวนไปบอก ถ้าบ้านอยู่ใกล้เคียงกันก็ตะโกนบอกกันก็ได้

   ในระหว่างที่อีกพวกหนึ่งไปตระเวนบอกหรือไปแจกการ์ด คนที่เคารพนับถือนั้น จะต้องมีอีกคนหนึ่งนำเอาการ์ด (ถ้าพิมพ์การ์ด) เหล่านี้ที่จ่าหน้าซองไว้แล้ว นำไปส่งที่ไปรษณีย์เพราะว่ามีญาติพี่น้องเพื่อนฝูงที่อยู่ไกลๆด้วย จะได้รู้ข่าวหรือมาร่วมงานกันอย่างทั่วถึง  (ถ้ามาไม่ได้ก็เอาเงินใส่ซองฝากคนที่มาก็ได้)
  เมื่อใกล้วันเข้ามาเต็มที่แล้ว ก็จะมีคนที่เป็นญาติหรือคนที่สนิทสนมกันหรือคนบ้านใกล้เรือนเคียงมาช่วยกันบ้าง เพราะว่าสถานที่ๆจะจัดงานนั้น ต้องจัดเตรียมอะไรต่างๆดูวุ่นวายกันไปหมดทุกคน ขั้นแรกต้องออกแรงช่วยกันจัดการเก็บกวาดทำความสะอาดบริเวณบ้าน พร้อมทั้งภายในบ้านด้วย เลื่อนตู้โต๊ะเตียงให้เข้าที่ ไม่วางเกะกะ มีหยากไย่ไยแมลงมุมตรงไหนกวาดลงมาให้หมดให้สะอาดให้ได้

   เมื่อเรียบร้อยดีแล้วก็นำกระดาษสีต่างที่เป็นสายรุ้งยาวๆ มาติดระโยงระยางทั้งในบ้านและตามชายคาบ้านให้ใครๆที่ผ่านไปมาดูแล้วก็รู้ว่าที่บ้านนี้จะมีงาน ใครมีหน้าที่ไปขอยืมถ้วยโถโอชาม หม้อไห และอุปกรณ์ที่ต้องใช้จัดงานนี้ ที่วัดที่จะบวชนาค ก็ไปช่วยกันขนมา นำมาทำความสะอาดแล้ววางไว้ให้เป็นที่เป็นทาง
   มีงานจัดงานกันทีหนึ่งก็ต้องมีเต็นท์ เพื่อเอาไว้ให้แขกเหรื่อที่มาในงาน ได้นั่งพักนั่งคุยกันในร่มเต๊นท์ เราต้องโทรไปเตือนเรื่องเต็นท์ที่ไปบอกเช่าเขาเอาไว้แล้ว ให้มากางได้แล้ว พวกเต๊นท์ก็จะมาบริการกางล่วงหน้าวันสองวันก่อนงานจะเริ่มขึ้น เมื่อทุกอย่างลงตัวเรียบร้อยดีแล้ว ก็จะถึงวันมีงานพอดี

   ก่อนถึงวันสำคัญคือวันบวชหนึ่งวันที่เรียกว่าวันตั้งค่ำ ในตอนสายๆของวันตั้งค่ำ เครื่องไฟที่ได้ไปหามาหลายวันแล้วที่อยู่ในหมู่บ้านใกล้ๆกันนั่นเอง ก็ขนอุปกรณ์มาเต็มคันรถใหญ่ เฉพาะลำโพงขนาดใหญ่ยักษ์ ไปจนถึงลำโพงขนาดกลางและขนาดเล็กก็ถูกขนลงมา แล้วก็หามกันไปจัดเรียงให้ถูกลักษณะของมัน แยกออกไปห่างๆกัน ยิ่งห่างมากๆยิ่งดี เสียงที่ออกมานั้นเป็นเสียง สเตอริโอ (Stereo) แยกออกลำโพงซ้ายขวาเป็น ๒ ทิศทาง

  เครื่องขยายเสียงนี้ ความแรงของมันอย่างน้อยๆไม่ต่ำกว่า ๑,๐๐๐ วัตต์ เครื่องเล่นต่างๆแผ่นซีดี (ปัจจุบันเทปตลับไม่มีแล้ว) ไมโครโฟนส์ เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้ว การโหมโรงในเรื่องเสียงก็เริ่มขึ้น 
    ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งที่เป็นพวกลูกน้องของเครื่องไฟเหมือนกัน ต่างช่วยกันแบกนำเอาไฟนีออนสีต่าง ไปปักตั้งแต่ประตูบ้านงานเป็นแถวออกไปถึงถนนใหญ่  ท่านผู้อ่านคงจะเห็นมาบ้างแล้วในตอนกลางคืน จะเห็นไฟนีออนเขียวแดงเป็นแถวๆตามถนนใหญ่เมื่อขับรถผ่านไปทางนั้น ให้รู้ไว้ว่าแถวนั้นเขามีงาน ไม่งานแต่งก็งานบวชอย่างแน่นอน

   การเริ่มโหมโรงก็คล้ายๆกับการเทส (test) เสียงกันเสียก่อน ว่าเสียงจะออกมาดีหรือไม่ มีอะไรขัดข้องหรือเปล่า ส่วนใหญ่แล้วไม่ค่อยมีอะไรขัดข้องหรือผิดปกติ เพราะว่าในหน้าบวชนี้พวกบริการเครื่องไฟ จะใช้งานเครื่องพวกนี้กันทุกวันอยู่แล้ว ปลั๊กสายไฟต่างๆจะเสียบกันอย่างถูกต้องด้วยความคุ้นเคย

   เพลงที่เขาเปิดในงานบวชเป็นเพลงแรกนั้น จะเป็นเหมือน Fight บังคับของเขาก็ว่าได้ เป็นเพลงลาบวชของ ไวพจน์ เพชรสุพรรณ งานไหนก็งานนั้นที่เป็นงานบวช เครื่องไฟไหนๆก็เปิดเพลงนี้เป็นเพลงโหมโรง  แล้วพอเพลงนี้จบลงก็จะเป็นเพลงแหล่ของไวพจน์กับทศพล หิมพานต์ ซึ่งก็เป็นเพลงเกี่ยวกับงานบวชอีกแหละ

   วันแรกตอนเทสท์ (test) เครื่องเสียงเสร็จเรียบร้อยแล้วนี่ เขาก็เปิดเพลงสารพัดเสีย ๒ ชั่วโมงโดยมากเป็นเพลงลูกทุ่งบ้างเพลงสตริงบ้างสลับกันไป  เสียงดังกระหึ่มไปทั่วทุกทิศ แล้วก็พักไปก่อนสักพักหนึ่งแล้วก็เปิดอีก เสียงของพวกเครื่องไฟนี่ดังมากจริงๆ ถ้าบ้านที่อยู่ใกล้เคียงกันกับบ้านงานนั้นไม่ต้องพูดถึง บ้านช่องกระเทือน ประตูหน้าต่างจะหลุดเอา ถ้วยชามต้องเก็บให้ดีจะกระทบกันจนแตกได้  เสียงนี้ได้ยินไปไกลมากผมว่าน่าจะสัก ๒ กิโลก็ว่าได้ 
   ในแถบแถวๆบ้านที่ผมอยู่นั้น จะมีงานบ่อยมากจะได้ยินเสียงดังลัดทุ่ง ลัดนาข้าว ลัดทุ่งอ้อยมาจากด้านโน้นด้านนี้ตลอดทั้งปี ครั้งสุดท้ายที่ผ่านมาเมื่อไม่กี่วันมานี้เป็นงานแต่งงาน ของลูกสาวเพื่อนบ้านที่มีรั้วสวนอยู่ติดกันกับสวนของบ้านผม

   งานนี้ก็ไม่ใช่งานเล็กๆนะครับ มีการหาเครื่องไฟมาเปิดเสียงอีกนั่นแหละ ยังดีนะที่เขาหันตู้ลำโพงขนาดยักษ์นั้นไปอีกทางหนึ่ง ถ้าหันตู้ลำโพงตรงมายังบ้านผมกระจกหน้าต่างที่บ้านผมคงหลุดหล่นลงมา กระเบื้องมุงหลังคาคงลั่นกรอบแกรบบ้าง  เฮ้อ..! งานนี้จึงรอดพ้นเรื่องเสียงดังมากๆไปงานหนึ่ง
    แต่ผมบอกว่ารอดก็ไม่ถูกต้องนัก เพราะว่างานนี้แม่ของเจ้าสาวเขาอุตส่าห์มาเชิญผมกับภรรยาไปกินโต๊ะจีนด้วยตัวเอง ในตอนเช้าที่บ้านงานเขามีการทำบุญตักบาตรและทำพิธีทางสงฆ์ มีหลั่งน้ำอวยพรกัน ในช่วงที่เขาทำพิธีกันนี้ผมและภรรยาไม่ได้ไป เพราะว่าพิธีการอันนี้มันเป็นเรื่องของพี่น้องและญาติๆของเขา

   ดังนั้นเมื่อถึงเวลาผมและภรรยา จึงเดินไปที่บ้านเขาซึ่งเป็นที่จัดงานเพราะว่ารั้วสวนอยู่ติดกันดังได้บอกมาแล้ว เจ้าของงานเห็นก็ดีใจออกมาต้อนรับขับสู้เป็นอย่างดี แถมจัดที่ให้ผมและภรรยานั่งอีกนับว่าดีไม่ใช่น้อยเลย ผมมองดูรอบๆบริเวณเห็นว่าพวกเครื่องไฟกำลังเก็บอุปกรณ์ต่างๆ รวมทั้งตู้ลำโพงขนาดยักษ์ด้วย เกือบเสร็จแล้ว ผมก็สบายใจในเรื่องเสียงดังไปได้

    งานนี้นอกจากเขาจะมีเครื่องไฟเครื่องเสียงซึ่งเปิดลั่นสนั่นหวั่นไหว มาตั้งแต่เมื่อเย็นวานแล้วและตอนนี้ก็หมดภาระของเขาแล้วกำลังเก็บของกันอยู่ เจ้าของงานยังจ้างวงดนตรีเล็กๆเป็นเด็กในละแวกนี้ ชื่อว่า "ปุ้ยมิวสิค " มีนักร้องชาย ๒ คนหญิง ๓ คน มาขับกล่อมตอนกินโต๊ะจีนด้วย คนที่เป็นหัวหน้าวงนี้ก็รู้จักกันกับผมดี ชื่อว่าไอ้ปุ้ย 

    ผมจึงคิดว่าเสียงมันคงไม่ดังเท่าไรเพราะว่าเป็นเพียงวงดนตรีเล็กๆ เหมือนที่เราร้อง คาราโอเกะเล่นกัน ดังนั้นผมจึงคิดว่าประเดี๋ยวกินอาหารจีนแล้วก็นั่งฟังเพลงจากวงของ ไอ้ปุ้ยเพลินๆเสียก่อน แล้วค่อยเดินกลับบ้าน
    ถึงเวลาแล้วอาหารโต๊ะจีนเริ่มออก ทีแรกเป็นออร์เดิ๊ฟ (Hors d'oeuvre ) ก็มีไข่เยี่ยวม้าดำปื้อมาเชียว แล้วก็มีอีกสองสามอย่างใส่ลงไปตามช่อง พอผมจะเอาตะเกียบคีบไข่เยี่ยวม้ามากินสักชิ้นหนึ่ง พลันก็ต้องสะดุ้งตะเกียบแทบหลุดมือ

   ก็เสียงของดนตรีนะซีพอเริ่มโหมโรงของเขา เสียงมันมาปะทะรูหูอย่างจัง เพราะว่าเจ้าของงานดันจัดที่ให้เรานั่งอยู่ตรงด้านหน้าตู้ลำโพง (ของวงดนตรี) ซึ่งที่จริงก็ไม่ใกล้ที่เรานั่งมากนัก แต่เสียงมันเหลือกินจริงๆ ยิ่งตอนที่ ไอ้ปุ้ย เจ้าของวงและนักร้องนำมาร้องหลายเพลงรวดนี่ เหมือนเพิ่มพลังเสียงอัดเข้าไปในหูเราอื้อไปหมด คุยกันที่โต๊ะไม่ได้ยินเสียแล้ว

   ไอ้ปุ้ยมันร้องเพลงเก่งร้องดีเสียด้วย มันร้องจบไปสองเพลงแล้ว ดนตรีเริ่มขึ้นเพลงใหม่ติดต่อกันมาอีก พอไอ้ปุ้ยมันร้องเพลงว่า  

 “ เฮ๊ย..นี้มันเพลงอะไร บางคนฟังแล้วเค้าก็ไม่เข้าใจ ไม่รู้ว่ามันมาจากไหน และก็ไม่รู้ใครเอามันเข้ามา บางคนเค้าก็เรียกเร็กเก้บางคนเค้าก็เรียกสกา  กระโดดฉีกแข้งฉีกขาเค้าเรียกสกาหรือว่าเร็กเก้ “

   ดนตรีก็รับในท่อนแรก ไอ้ปุ้ยมันร้องดีจริงๆ มันร้องเพลงเก่งมันเต้นได้เข้ากับการร้องของมัน ดนตรีก็เล่นมันเช่นกัน แต่ผมฟังได้เท่านี้แหละครับทนเสียงกระแทกแก้วหูไม่ไหว

   ผมกับภรรยาจึงขอลาเจ้าของงานกลับบ้านทันที ไม่ไหวครับหูผมจะหนวก...กิน ออร์เดิ๊ป ไปได้นิดเดียวเท่านั้น เสียดายจริงๆ พับผ่าซี......!


 ขียนโดยนายแก้ว   ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๕๔

บทความล่าสุด

จำนวนผู้เยี่ยมชม

วันนี้83
เมื่อวานนี้247
สัปดาห์นี้916
เดือนนี้3056
ทั้งหมด698445

ผู้เยี่ยมชมในขณะนี้

1
Online